ชีวประวัติของท่านนะบีมูซา อะลัยฮิสสลาม อียิปต์เป็นแหล่งกำเนิดอารยธรรมของมนุษย์หลายพันปีมาแล้ว และมีกษัตริย์ปกครองสืบต่อกันมาหลายราชวงศ์จนถึง สมัยของฟิรฺเอานฺ (ฟาโรห์) ซึ่งเป็นยุคที่อียิปต์มีกษัตริย์ที่วางตนเป็นพระเจ้าเหนือชีวิต และบังคับให้พสกนิกรกราบไว้บูชาเขา พลเมืองของอียิปต์ในสมัยนั้นมี 2 พวก คือ ชาวอียิปต์ดั้งเดิม ที่เรียกว่า ชาวกิบฏี (Copt) กับชาวอิสรออีล (ยิว) ซึ่งเป็นลูกหลาน ของท่านนะบียะอฺกู๊บ อะลัยฮิสสลาม วันหนึ่งโหรแห่งราชสำนัก ของฟิรฺเอานฺได้ทำนายว่า ในภายภาคหน้าจะมีทารกเกิดมาคนหนึ่งสืบเชื้อสายมาจากบนีอิสรออีล และจะเป็นผู้โค่นล้มบัลลังก์ และอำนาจของเขา ด้วยความหวงอำนาจฟิรฺเอานฺจึงได้ออกคำสั่งให้ฆ่าทารกชายทุกคนที่เกิดจากชาวอิสรออีล ขณะนั้น มีหญิงชาวบนีอิสรออีลคนหนึ่งได้ให้กำเนิดบุตรชาย มีนามว่า มูซา ด้วยความเกรงกลัวว่าบุตรชายของตนจะถูกฆ่าโดยคำสั่งของฟิรฺเอานฺ นางจึงคิดหาหนทางที่จะปกป้องบุตรชายให้พ้นภัย แต่ก็ไม่อาจหาวิธีการใดได้ จนในที่สุดอัลลอฮฺทรงดลใจให้นำเด็กน้อยใส่ลงไปในหีบแล้วนำไปลอยที่แม่น้ำไนล์ ด้วยพระประสงค์ของอัลลอฮฺ หีบที่บรรจุเด็กน้อยมูซานั้นได้ลอยเข้าไปติดในเขตพระราชฐานของฟิรฺเอานฺ พระราชินีของฟิรฺเอานฺพบเข้าเกิดรักและเอ็นดู จึงรับเลี้ยงไว้เป็นบุตรบุญธรรมแม้ฟิรฺเอานฺจะไม่เห็นด้วย แต่ด้วย ความรักพระมเหสีจึงยินยอม มูซาจึงได้รับการเลี้ยงดูอย่างดีเยี่ยงโอรสของกษัตริย์จนย่างเข้าวัยหนุ่ม ถึงแม้ท่านจะอยู่ในฐานะโอรสของกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ แต่ท่านก็ล่วงรู้ว่าแท้จริงตนเองไม่ใช่ โอรสของฟิรฺเอานฺ ท่านเป็นแต่เพียงบุตรคนหนึ่งของชาวบนีอิสรออีล ซึ่งกำลังถูกฟิรฺเอานฺกดขี่ข่มเหงอยู่ในขณะนั้น วันหนึ่งท่านนะบีมูซา อะลัยฮิสสลาม เข้าไปในเมืองได้พบชายสองคนกำลังต่อสู้กัน คนหนึ่งเป็นชาวยิวอีกคนหนึ่งเป็น ชาวอียิปต์ ชายที่เป็นชาวยิวจึงได้ขอให้ท่านนะบีมูซา อะลัยฮิสสลาม ช่วยเหลือ เขาจึงได้ชกชายชาวอียิปต์คนนั้นเพียงครั้งเดียวก็ ถึงแก่ความตาย โดยที่ท่านนะบีมูซา อะลัยฮิสสลาม ไม่ได้ตั้งใจที่ จะทำให้เขาต้องถึงแก่ชีวิต ท่านนะบีมูซา อะลัยฮิสสลามมีความ สำนึกผิดและได้ขออภัยโทษจากอัลลอฮฺ พร้อมกับสาบานว่าจะไม่กระทำผิดอีกต่อไป แต่อย่างไรก็ตามท่านนะบีมูซา อะลัยฮิสสลาม ก็อยู่ในอียิปต์ด้วยความหวาดหวั่นด้วยเกรงว่าคนอียิปต์จะรู้ว่า ท่านเป็นต้นเหตุให้คนอียิปต์คนนั้นตาย วันหนึ่งมีชายคนหนึ่งเดินทางมาจากชานเมืองได้มาบอกให้ท่านระวังตัว เพราะพวกฟิรฺเอานฺจะส่งคนมาฆ่า ด้วยความ กลัวท่านจึงได้หนีออกจากอียิปต์เดินทางรอนแรมไปในทะเลทราย จนมาถึงเมืองมัดยัน ณ ที่นี้ท่านได้พบกับชนกลุ่มหนึ่งที่บ่อน้ำ ซึ่งกำลังตักน้ำให้สัตว์ดื่ม และในกลุ่มชนนั้นท่านได้พบหญิงสาว 2 คนกำลังรั้งสัตว์อยู่ ท่านจึงรู้ว่านางทั้งสองไม่สามารถที่จะแหวก ฝูงชนเข้าไปตักน้ำนั้นได้ และจะต้องรอให้ผู้คนเหล่านั้นออกไปเสียก่อน ท่านจึงเข้าไปช่วยตักน้ำให้แก่ฝูงแพะของนางแล้วนั่ง พักอยู่ใต้ร่มไม้โดยยังไม่รู้ว่าจะเดินทางต่อไปยังที่แห่งใด ต่อมาหญิงสาวหนึ่งในสองคนนั้นได้เข้ามาหาท่าน และบอกว่าบิดาของนางต้องการพบ เมื่อท่านนะบีมูซา อะลัยฮิสสลาม ได้มาพบบิดาของนางและได้เล่าเรื่องราวต่าง ๆ ให้ฟัง บิดาของหญิงสาวทั้งสอง ซึ่งมีนามว่า ชุอัยบฺ จึงได้ปลอบใจท่านและเสนอให้ท่านแต่งงาน กับลูกสาวของตนคนใดคนหนึ่ง โดยได้มีเงื่อนไขว่าท่านจะต้องรับจ้างเลี้ยงแพะเป็นเวลา 8 ปี ท่านนะบีมูซา อะลัยฮิสสลามได้เสนอตัวว่าจะอยู่ให้ถึง 10 ปี ซึ่งก็ถือว่าเป็นความเอื้อเฟื้อของท่าน ต่อมาท่านนะบีมูซา อะลัยฮิสสลาม ต้องการกลับไปเยี่ยมมารดาและพี่น้องของท่านที่อยู่ในเมือง จึงออกเดินทางพร้อมครอบครัวมุ่ง สู่ประเทศอียิปต์ เมื่อเดินทางมาถึงภูเขาฏูรในทะเลทรายซีนาย ณ ที่นี้เองท่านนะบีมูซา อะลัยฮิสสลาม ได้รับวะฮีย์จากอัลลอฮฺแต่งตั้ง ให้เป็นร่อซูล และได้รับมุอฺญิซะฮฺ 2 ประการ คือ ไม้เท้าซึ่งขว้างลงไปจะกลายเป็นงู และมือมีแสงเป็นประกายเมื่อเอาออกจากสีข้าง ในขณะเดียวกันอัลลอฮฺได้ทรงแต่งตั้งฮารูณซึ่งเป็นพี่ชาย ต่างมารดาของท่านนะบีมูซา อะลัยฮิสสลาม เป็นผู้ช่วยของท่าน แล้วอัลลอฮฺได้ทรงบัญชาให้ท่านทั้งสองไปประกาศศาสนาแก่ฟิรฺเอานฺ ซึ่งกำลังหลงตนเองจนถึงกับตั้งตนเป็นพระเจ้า และให้ปลดปล่อยชาวอิสรออีลให้พ้นจากการกดขี่ข่มเหงของฟิรฺเอานฺ ท่านนะบีทั้ง 2 จึงออกไปเผชิญหน้ากับฟิรฺเอานฺในพระราชวัง และประกาศศาสนาแก่ฟิรฺเอานฺ นอกจากนี้ยังแสดงมุอฺญิซะฮฺ ต่าง ๆ แต่ฟิรฺเอานฺก็หาได้ศรัทธาและยอมรับไม่ มิหนำซ้ำฟิรฺเอานฺ ยังพยายามที่จะกำจัดท่านนะบีมูซาอีกด้วย ในที่สุดอัลลอฮฺได้ทรงบัญชาให้ท่านนะบีมูซา อะลัยฮิสสลามแจ้งแก่ฟิรฺเอานฺว่า ถ้าไม่งดการกดขี่ข่มเหงหรือการ กระทำทารุณกรรมต่าง ๆ และถ้าไม่รีบศรัทธาและขออภัยโทษ จากอัลลอฮฺแล้ว พระองค์จะทรงลงโทษและให้เกิดความทุกข์ยาก ต่าง ๆ ในแผ่นดิน เนื่องจากฟิรฺเอานฺและพรรคพวกไม่สนใจในคำ ชี้แจงดังกล่าว อัลลอฮฺจึงทรงทำให้เกิดภัยพิบัติต่าง ๆ นานา กล่าวคือทรงทำให้เมืองอียิปต์ซึ่งเคยอุดมสมบูรณ์กลับกลายเป็นเมืองที่มี ปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ เครื่องอุปโภคบริโภคขาดแคลนพืชผลไม่งอกเงย คนตายทวีจำนวนขึ้น แต่ที่คลอดใหม่มีจำนวนน้อยมาก แม่น้ำไนล์ที่กว้างใหญ่ซึ่งมีน้ำอุดมสมบูรณ์กลับกลายเป็นที่แห้งแล้ง ผู้คนไม่สามารถจะใช้น้ำไปรดพืชผัก หรือจับปลาได้อีก และในขณะที่ บังเกิดความทุกข์ยากและแห้งแล้งอยู่นั้น บางครั้งก็เกิดพายุฝน พัดมาอย่างแรง ซึ่งมิได้ทำให้พืชผักงอกงามแต่เป็นการทำลายเรือกสวนที่ยังมีพืชผักและต้นไม้อยู่ มิหนำซ้ำยังมีฝูงตั๊กแตนบิน มากัดกินพืชผักและใบหญ้าที่ยังหลงเหลืออยู่ โรคร้ายก็ระบาดไปทั่ว เช่น เลือดไหลออกมาทางปาก น้ำหนองออกมาทางจมูก และหู ฯลฯ ต่อมาพรรคพวกของฟิรฺเอานฺให้ท่านนะบีมูซา อะลัยฮิสสลาม ขอดุอาอฺให้พระผู้เป็นเจ้ายุติการทรมานดังกล่าวนั้น ปรากฏว่าโรคภัย ต่าง ๆ ก็หมดไป และแทนที่ฟิรฺเอานฺจะศรัทธาก็กลับคิดจะกำจัด ท่านนะบีมูซา อะลัยฮิสสลามและชาวอิสรออีลให้หมดไปจากแผ่นดินอียิปต์ จากเหตุการณ์ต่าง ๆ นั้น ทำให้ประชาชนเสื่อมคลาย ในอำนาจของฟิรฺเอานฺ และทำให้ท่านนะบีมูซา อะลัยฮิสสลาาม กลับมีอิทธิพลเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในหมู่ชาวอิสรออีล พวกเขาเริ่มศรัทธาต่อท่านนะบีมูซา อะลัยฮิสสลาม ที่ชี้ทางนำแก่พวกเขา ชาวอิสรออีลที่มีชีวิตอยู่ในอียิปต์อย่างทาสนั้นเริ่มมองเห็นช่องทางชีวิตใหม่ และเมื่อทราบว่าฟิรฺเอานฺจะขจัดพวกเขา พวกเขาจึงเตรียมตัวในเรื่องนี้ด้วยการอพยพไปอยู่ที่ที่อำนาจของฟิรฺเอานฺ แผ่ไปไม่ถึง ในที่สุด วันหนึ่งท่านนะบีมูซา อะลัยอิสสลาม ได้พาชาวอิสรออีลอพยพจากอียิปต์มุ่งสู่ทางทะเลทรายซีนาย ฝ่ายฟิรฺเอานฺ เมื่อทราบว่าชาวอิสรออีลภายใต้การนำของท่านนะบีมูซา อะลัยฮิสสลาม ได้อพยพออกไปแล้ว ก็นำกองทหารจำนวนมาก ติดตามไป เมื่อขบวนอพยพของท่านนะบีมูซา อะลัยฮิสสลาม เดินทางไปถึงทะเลก็ไม่มีทางหนีต่อไปอีก และกองทัพฟิรฺเอานฺได้ ติดตามมาอย่างกระชั้นชิด ท่านนะบีมูซา อะลัยฮิสสลาม ซึ่งได้รับการดลใจจากอัลลอฮฺจึงฟาดไม้เท้าลงในทะเล และด้วยเดชานุภาพของพระองค์น้ำทะเลได้แยกออกเป็นทางเดิน เมื่อท่าน นะบีมูซา อะลัยฮิสสลาม นำผู้ติดตามเดินข้ามท้องทะเลและขึ้นฝั่งไปหมดแล้ว น้ำทะเลที่แยกเป็นทางเดินอยู่ก็พลันกลับคืน สภาพเดิมฟิรฺเอานฺและกองทัพของเขาที่ติดตามมาก็จมน้ำตาย ท่านนะบีมูซา อะลัยฮิสสลาม ก็ได้นำผู้คนของเขาเดินทางต่อไป ต่อมาท่านนะบีมูซา อะลัยฮิสสลาม ได้ไปยังสถานที่ที่เคยได้รับวะฮีย์ครั้งแรกคือที่ภูเขาซีนาย ในครั้งนี้อัลลอฮฺได้ประทาน คำสอน ซึ่งเป็นบัญญัติสำหรับผู้ศรัทธาในพระองค์ คำสอนนี้เรียกว่า เตารอฮฺ ในขณะที่ท่านนะบีมูซา อะลัยฮิสสลาม อยู่ที่ภูเขาซีนายอยู่นั้น ผู้ติดตามที่รออยู่ ซึ่งท่านได้มอบให้ท่านนะบีฮารูณ อะลัยฮิสสลาม เป็นผู้ดูแล ได้ร่วมกันสร้างรูปวัวทองคำเป็นที่เคารพทั้ง ๆ ที่ท่านนะบีฮารูณได้ห้ามปรามไว้แล้ว เมื่อท่านนะบีมูซา อะลัยฮิสสลาม ลงมาจากภูเขาพร้อมพระบัญญัติ ท่านจึงพบว่าผู้ติดตามของท่าน กำลังทำพิธีเคารพรูปวัวทองคำ ท่านโกรธมากและได้ลงโทษบุคคลที่ไม่ยอมกลับตัวสู่หนทางของอัลลอฮฺ หลังจากนั้นท่านได้พาผู้ที่ ศรัทธาต่อท่านเดินทางต่อไปมุ่งสู่ ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ เมื่อมีคำสั่งให้เข้าไปในดินแดนดังกล่าวชาวอิสรออีลเหล่านั้นแสดงความดื้อรั้นออกมาอีกโดยไม่ยอมเข้าไปในเมือง เพราะในเมืองนั้นมีประชากรอยู่แล้ว และเป็นประชากรที่เข้มแข็ง แข็งแรง พวกเขาให้ท่านนะบีมูซา อะลัยฮิสสลาม เข้าไปตามลำพังเพื่อไปกำจัดชาวเมืองที่อยู่เดิมก่อน เมื่อกำจัดเสร็จแล้วพวกเขาจึง จะเข้าไป ด้วยความดื้อรั้นของชาวอิสรออีลดังกล่าว อัลลอฮฺจึงทรงลงโทษพวกเขาด้วยการให้หลงอยู่ในทะเลทรายเป็นเวลา 40 ปี ในเวลา 40 ปีนั้น พวกหัวดื้อรั้นได้ตายเป็นจำนวนมาก พวกที่เหลือก็คือลูกหลานของคนรุ่นนั้น คนรุ่นใหม่นี้มีทั้งดีที่ทำตามคำสั่งของท่านนะบีมูซา อะลัยฮิสสลาม และมีทั้งหัวดื้อรั้น สืบทอดจากบรรพบุรุษของพวกเขา พวกนี้ได้เร่ร่อนไปยังที่ต่าง ๆ แต่ก็ถูกขับออกจากเมืองแล้วเมืองเล่า เหตุการณ์ที่ถูกขับไล่นี้มิใช่เกิดขึ้นภายใน 40 ปีดังกล่าวเท่านั้น แม้แต่ในคริสต์ศตวรรษที่ 20 นี้ พวกเขาก็ยังประสบอยู่ ความว่า อุปมาบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาต่อพระเจ้าของพวกเขา การงานของพวกเขาประดุจดังขี้เถ้าถ่าน เมื่อลมพัดมันไปอย่าง แรงในวันมีพายุ พวกเขาไม่มีอำนาจใด ๆ ในการงานที่พวกเขา ได้แสวงหาเอาไว้ นั่นคือการหลงทางที่ไกลลิบ บรรดาการงานที่ดีทั้งหลายทั้งปวง เช่นการเสียสละทรัพย์ สินเงินทองก็ดี การเสียสละกำลังกายและกำลังความคิดก็ดีเพื่อ ส่วนรวมและเพื่อมนุษยธรรม ตลอดจนการเสียสละเพื่อช่วยเหลือ เพื่อนมนุษย์ในยามตกทุกข์ได้ยาก รวมทั้งการทำบุญสุนทาน สาธารณะของบุคคลที่ดื้อรั้นไม่ยอมเชื่อฟัง ไม่มีความจงรักภักดีและ ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งใช้คำสั่งห้ามของพระผู้เป็นเจ้าของพวกเขา ซึ่งพวกเขามั่นใจและมุ่งหวังว่าการงานของพวกเขาจะอำนวยประโยชน์ คือสามารถที่จะช่วยเหลือให้พวกเขาได้พ้นจากความทุกข์ทรมาน ในวันแห่งการตอบแทนนั้น เปรียบเสมือนกองขี้เถ้าถ่านที่กองอยู่ กลางแจ้ง เมื่อมีลมพายุพัดมาอย่างแรงก็จะหอบเอาขี้เถ้าถ่านไปจน หมดสิ้นไม่เหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย ครั้นเมื่อถึงวันกิยามะฮฺบุคคลประเภทนี้แม้จะได้ ประกอบทำความดีไว้มากมายสักปานใดเขาก็จะไม่ได้รับการตอบ แทนความดีแม้แต่น้อย ในอันที่จะช่วยให้เขารอดพ้นจากการลง โทษของพระผู้เป็นเจ้าไปได้ ทั้งนี้เพราะคุณงามความดีทั้งหลายที่ พวกเขาได้ประกอบไว้นั้น พวกเขามิได้กระทำไปเพราะความ เชื่อมั่นหรือด้วยความจงรักภักดีเพื่อมุ่งหวังความโปรดปรานจา กพระผู้เป็นเจ้าของพวกเขา หากแต่กระทำไปเพื่อผลประโยชน์ อย่างอื่น ผู้ดื้อดึงในที่นี้แยกออกได้เป็นสี่ประเภทด้วยกัน คือ หนึ่ง สอง สาม และสี่ ความว่า และเรามิได้อธรรมต่อพวกเขา แต่ทว่าพวกเขา เองต่างหากที่ได้อธรรมต่อตัวของพวกเขา ผลแห่งความไม่จริงจังในเรื่องของการอีมานศรัทธา หรืออีกนัยหนึ่งการถือศาสนาอย่างเล่น ๆ ย่อมจะก่อให้เกิด สถานะการณ์อันเลวร้ายแก่สังคมมนุษย์โดยทั่วไป และยิ่งนับวันก็ยิ่ง ทวีความเลวร้ายมากยิ่งขึ้นเป็นลำดับ ซึ่งสถานการณ์เช่นนี้สมจริง ตามที่ท่านร่อซูล ศ็อลฯ ได้พยากรณ์ไว้ล่วงหน้ามีความว่า มุสลิมจะมีปริมาณเพิ่มมากขึ้น แต่มันเป็นปริมาณที่เหมือนกับ ขยะมูลฝอยที่ลอยมากับน้ำเมื่อเวลาน้ำท่วม ประชาชาติในยุคก่อน ๆ นั้น เมื่อบรรดานะบี ได้นำสัจธรรมมาเผยแผ่แต่พวกเขาดื้อดึงไม่ยอมเชื่อฟังจะด้วย เหตุผลประการใดก็ตาม พวกเขาจะถูกลงโทษทันทีถึงขนาดล่มจม พินาศไปอย่างทันตาเห็น แต่มาในยุคหลัง ๆ นี้ การลงโทษลงทัณฑ์ มิได้เกิดขึ้นอย่างปัจจุบันทันด่วน กล่าวคือบะลาอฺหรือเหตุร้าย ภัยพิบัติมิได้เกิดขึ้นทุกหนแห่ง และนับวันก็จะทวีมากยิ่งขึ้น แต่มนุษย์ก็ไม่รู้สึกตัวถึง แม้จะโดนกับตนเองหรือครอบครัวของตน จะรู้สึกเศร้าโศรกเสียใจก็เพียงชั่วครู่ชั่วยาม หลังจากนั้นก็กลับมา ใช้ชีวิตอย่างเดิมคือลืมตัวว่าเรานี้หนอกำลังเดินทางไปสู่หลุมฝังศ พอย่างแน่นอน มีรายงานจากอะบีซัรริน ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า ฉันได้กล่าวว่า โอ้ท่านร่อซูลุลลอฮฺ! คัมภีร์ของท่านนะบีมูซา มีอะไรบ้าง? ท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลฯ ตอบว่า มีข้อเตือนใจ ควรแก่การพิจารณาทั้งสิ้น ฉันรู้สึกประหลาดใจเหลือเกินกับ ผู้ที่เขามั่นใจว่าจะต้องตายจากโลกนี้ไปแต่เขาก็ยังสนุกสนานร่าเริงอ ยู่อีก ฉันรู้สึกประหลาดใจเหลือเกินกับผู้ที่มั่นใจว่ามีนรกแต่เขาก็ยัง หัวเราะกันอยู่อีก ฉันรู้สึกประหลาดใจเหลือเกินกับผู้ที่เชื่อมั่น ในกฎสภาวะ (อัลก๊ฎออฺอัลก้อดัรฺ) แต่เขาก็ยังเหน็ดเหนื่อยกระวน กระวายอยู่อีก ฉันรู้สึกประหลาดใจเหลือเกินกับผู้ที่เขาเห็นความ ไม่เที่ยงแท้ของโลกดุนยาและความไม่แน่นอนของมนุษย์แต่เขา ก็ยังมีความมั่นใจและอบอุ่นใจอยู่อีก ฉันรู้สึกประหลาดใจเหลือ เกินกับผู้ที่มีความเชื่อมั่นต่อการสอบสวน คือชำระบุญบาป ในวันกิยามะฮฺ แต่เขาก็ยังมิได้ประกอบการงานอะไรไว้เลย สังคม มนุษย์ในยุคปัจจุบันนี้ มนุษยธรรม จริยธรรม ศีลธรรมกำลังจะ เสื่อมสลายไปจนกระทั่งเกือบจะไม่เป็นที่รู้จักกันหรือจะหมดสิ้นไป จากสังคมมนุษย์ความเห็นอกเห็นใจความรักใคร่ความเอื้อ เฟื้อเผื่อแผ่ ความรู้สึกแห่งการเป็นพี่น้องมุสลิม ความเป็นญาติ พี่น้องกำลังจะสูญสิ้นไปจากสังคมมนุษย์ อันเนื่องมาจากการอีมาน ศรัทธาของมนุษย์ได้เสื่อมคล ายลงจนกระทั่งเปอร์เซนต์ที่มีอยู่ใน จิตใจของพวกเขาเหลืออยู่น้อยมาก และมีอาการที่น่าเป็นห่วง ทั้งนี้เพราะสังคมของพวกเรากำลังเลียนแบบสังคมที่มิใช่มุสลิม ซึ่งกำลังเป็นข่าวครึกโครมในหน้าหนังสือพิมพ์ นั่นก็คือมนุษยธรรม จริยธรรม และศีลธรรมของอิสลามไม่เป็นที่รู้จักกันแล้วในสังคม มุสลิม สิ่งที่กำลังแพร่หลายและเป็นค่านิยมในสังคมยุคปัจจุบัน นี้ก็คือ การเห็นแก่ตัว การเข่นฆ่า การเหยียดหยาม การไม่เคารพ สิทธิของผู้อื่น ทั้งหมดนี้เป็นสาเหตุทำให้เกิดเหตุร้ายนานาประการ ภัยพิบัติ เคราะห์กรรมต่าง ๆ อันนับได้ว่าเป็นสัญญาณเตือนภัยให้ มุอฺมินตระหนักว่าวันอวสานของแต่ละคนกำลังคืบคลานใกล้เข้า มาทุกวันแล้ว มีใครบ้างที่ใช้สติปัญญาครุ่นคิดเพื่อเตรียมตัวเผชิญ กับสถานะการณ์อันเลวร้ายหรือสถานะการณ์ที่จะทำให้เกิดความสุขใจ และเป็นที่โปรดปรานของพระผู้ทรงไว้ซึ่งความยุติธรรม 
ความว่า ผู้ที่วางรากฐานอาคารของเขาอยู่บนความยำเกรงอัลลอฮ และบนความโปรดปราน (ของพระองค์) นั้นดีกว่าหรือว่าผู้ที่วาง รากฐานอาคารของเขาอยู่บนริมขอบเหวที่จะพังทลายลง แล้วมันก็ พังทลายลงมายังนรกญะฮันนัม และอัลลอฮฺนั้นจะไม่ทรงชี้แนะ แนวทางที่ถูกต้องแก่กลุ่มชนที่อธรรม (9:109) ผู้ใดที่วางรากฐานแห่งการดำเนินชีวิตของเขาและอนาคต ของเขา โดยยึดมั่นอยู่ในการยำเกรงอัลลอฮฺและความโปรดปราน ของพระองค์ โดยตั้งอยู่บนความ เกรงกลัวอัลลอฮฺ และความพอพระ ทัยของพระองค์ ดีกว่า หรือว่าผู้ที่วางรากฐานแห่งการดำเนินชีวิต ของเขาและอนาคตของเขาอยู่บนการฝ่าฝืน การดื้อรั้นการล่วงละ เมิดขอบเขตของอัลลอฮฺ และการประพฤติปฏิบัติข้อห้ามต่าง ๆ ของพระองค์ ในอายะฮฺดังกล่าวมานี้ อัลลอฮฺตะอาลาทรงตั้งคำถามใน เชิงเปรียบเทียบระหว่างบุคคลสองประเภทคือระหว่างมุอฺมินผู้ ศรัทธาที่ มีความยำเกรงอัลลอฮฺและยึดมั่นอยู่บนสัจธรรม โดยหวัง ความโปรดปรานและความพอพระทัยของพระองค์กับบุคคลอีก ประเภทหนึ่งที่ดำเนินชีวิตอยู่ไปวันหนึ่ง ๆ ที่ปราศจากเป้าหมาย โดยไม่ตระหนักเลยว่าการที่อัลลอฮฺตะอาลาให้เขาเกิดมามีชีวิตอยู่นี้ เพื่ออะไร? และทำไมเขาจึงเกิดมา? คำถามเชิงเปรียบเทียบของ อายะฮฺนี้ ก็มีคำตอบอย่างแจ้งชัดอยู่แล้ว ดังนั้นความเข้าใจที่เราได้รับจากอายะฮฺนี้ก็คือผู้ใดที่ ดำเนินชีวิตอยู่ทั้งในด้านส่วนตัว ครอบครัว และหมู่คณะโดยรำลึก อยู่เสมอว่า อัลลอฮฺตะอาลาคอยสอดส่อง คุ้มครอง และสนับสนุน ใน การดำเนินกิจกรรมของเขาแล้ว แน่นอนเขาจะประสบความ สำเร็จ เพราะตราบใดที่เขาดำเนินกิจกรรมใด ๆ โดยมีอัลลอฮฺอยู่ กับเขาทุกเวลาแล้วเขาจะไม่คิดกระทำหรือปฏิบัติสิ่งใดที่ขัดกับ คำสั่งใช้คำสั่งห้ามของบัญญัติศาสนา นอกเหนือจากที่เขามีศรัทธา ต่ออัลลอฮฺและร่อซูลของพระองค์แล้ว เขายังศรัทธาต่อวันปรโลก โดยมีความเชื่อมั่นว่า กิจการใด ๆ ที่เขาได้ปฏิบัติไปจะต้องถูก บันทึกและถูกนำมาสอบสวนในวันแห่งการตอบแทนอีกด้วย ส่วนบุคคลอีกประเภทหนึ่ง ที่เขาดำเนินชีวิตอยู่เพื่อวันหนึ่ง ๆ โดยปราศจากเป้าหมาย เขาไม่เคยคิดหรืออาจจะลืมไปก็ได้ว่า เขาจะต้องตายและจะถูกนำไปสอบสวนในการกระทำของเขาในทุก ๆ อย่าง ดังนั้นเขาจะกระทำผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพราะเป็นความเคยชิน โดยไม่นึกว่าเป็นความผิดด้วยเหตุนี้แม้แต่ผู้ที่กล่าวชะฮาดะฮฺ ทั้ง สองทำละหมาด ออกซะกาต ถือศีลอด และไปทำฮัจย์มาแล้ว ก็อย่าได้ทะนงตัวเลยว่า การทำอิบาดะฮฺดังกล่าวมาแล้วนั้นจะได้ รับการตอบรับ ถ้าหากเขายังประพฤติตัวที่ขัดกับคำสั่งใช้คำสั่ง ห้ามของอัลลอฮฺและร่อซูลของพระองค์ สำหรับผู้ที่มีความยำเกรงอัลลอฮฺและหวังความ โปรดปรานจาก พระองค์ พร้อมกับมีความหวังและความเกรง กลัวอยู่เสมอ เพราะเขาพร้อมอยู่เสมอที่จะพบกับพระองค์ เขามีชีวิตอยู่ในเวลาเช้า ไม่คิดว่าจะมีชีวิตอยู่ถึงเย็นวันนี้หรือไม่ เขามีชีวิตอยู่ในคืนวันนี้ก็ไม่รู้ว่าพรุ่งนี้เช้าเขาจะมีสภาพเป็นอย่างไร เขามองเห็นภาพของวันกิยามะฮฺภาพแห่งการชำระสอบสวนภาพ ของชาวสวรรค์และภาพของชาวนรก แบบฉบับของผู้ที่มีคุณ ลักษณะดังกล่าวนี้ เราจะพบจากสาวกคนหนึ่งคือ มุอ๊าซ อิบนฺญะบัล ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ ขอให้เรามาฟังการสนทนาที่เกิดขึ้นระหว่างเขากับท่าน ร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลฯ ดังต่อไปนี้ เช้าวันหนึ่งท่านนะบี ศ็อลฯ ได้พบกับมุอ๊าซ และได้ถามเขา ว่า โอ้มุอ๊าซเอ๋ย! เช้าวันนี้ท่านมีความสุขมากน้อยเพียงใด? เขา ตอบว่า เช้าวันนี้ฉันมีความรู้สึกเป็นมุอฺมินผู้ศรัทธาอย่างแท้จริงครับ ท่านร่อซูลุลลอฮฺ! ท่านร่อซูลได้ถามเขาต่อไปว่า ทุก ๆ ความ จริงนั้นย่อมมีข้อเท็จจริงของมันดังนั้นข้อเท็จจริงแห่งการศรัทธา ของท่านเป็นอย่างไร? มุอ๊าซตอบว่า เมื่อฉันตื่นขึ้นมาในเวลาเช้าฉัน ไม่เคยคิดเลยว่าฉันจะมีชีวิตอยู่ถึงเวลาเย็น และเมื่อฉันมีชีวิต อยู่ถึงเวลาเย็น ฉันก็ไม่เคยคิดเลยว่าฉันจะมีชีวิตอยู่ถึงเวลาเช้า เมื่อฉันก้าวเท้าไปยังสถานที่ใด ๆ ฉันไม่คิดว่าฉันจะมีโอกาสได้ก้าว เท้ามายังสถานที่นี้อีกหรือไม่? และเสมือนกับว่าฉันได้มองไปยัง กลุ่มชน ที่อยู่ในสภาพคุกเข่าที่ถูกเรียกไปดูบันทึกของตน และเสมือน กับว่าฉันได้มองเห็นชาวสวรรค์อยู่ในสวนสวรรค์ในสภาพที่เป็นสุข และชาวนรกอยู่ในนรกในสภาพที่ถูกลงโทษท่านร่อซูลได้กล่าวกับ เขาว่า ท่านรู้จักข้อเท็จจริงแห่งการศรัทธาของท่านแล้วดังนั้นขอให้ท่านอยู่ในสภาพดังกล่าวนี้ต่อไปเถิด เป็นแนวทางหนึ่งของอัลลอฮฺตะอาลาที่จะต้องช่วยเหลือ สนับสนุนบ่าวของพระองค์ที่เป็นที่โปรดปรานรักใคร่พระองค์ได้ตรัส รับรองไว้ว่า ความว่า แท้จริงอัลลอฮฺทรงปกป้องคุ้มครองบรรดาผู้ศรัทธา ให้พ้นจากศัตรู แท้จริงอัลลฮฺไม่ทรงโปรดทุกคนที่ทรยศเนรคุณ และก็เป็นแนวทางหนึ่งอีกเช่นกันที่อัลลอฮฺตะอาลา จะต้องปราบหรือทำลายล้างศัตรูของพระองค์ และพระองค์จะต้อง ตอบแทนผู้ที่เป็นศัตรูและต่อต้านบทบัญญัติของพระองค์ เมื่อท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลฯ กลับออกมาจากถ้ำฮิรออฺด้วยความกลัวจนตัวสั่นหลังจากที่ท่านญิบรีลอะลัยฮิสสลามได้มาพบท่าน และท่านคิดว่าท่านจะต้องตายหรือจะถูก เหยียดหยาม เพราะท่านได้มองเห็นภาพที่ไม่เคยได้พบเห็นมาก่อน เลย ท่านกลับถึงบ้านด้วยความหวาดกลัวและได้เล่าให้นางค่อดียะฮฺ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮา ภรรยาของท่านฟังถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น นางได้ปลอบท่านร่อซูลุลลอฮฺว่า ไม่! ฉันขอสาบานด้วยพระนามของ อัลลอฮฺว่า อัลลอฮฺจะไม่ทรงทำให้ท่านอับอายขายหน้าเป็นอันขาด เพราะท่านเป็นผู้ติดต่อญาติมิตร ท่านเป็นผู้ช่วยเหลือคนยากคนจน ท่านเป็นผู้สงเคราะห์คนอ่อนแอ ท่านเป็นผู้ต้อนรับแขกที่มาเยือน และท่านให้การสนับสนุนผู้ประสบภัยพิบัติ ยุคที่ประเสริฐสุดและดีที่สุด คือยุคของบรรดาสาวก ริฎวานนุลลอฮิอะลัยฮิม พวกเขาเป็นผู้นำและเป็นแบบฉบับอันดีงาม สมควรอย่างยิ่งที่บรรดามุสลิมในยุคหลัง ๆ ไม่ว่าจะเป็นผู้ชาย ผู้หญิง คนหนุ่ม คนสาว หรือคนแก่ จะต้องยึดถือเป็นแบบอย่าง และดำเนินตามแนวทางของบรรดาสาวกเหล่านั้น มุสลิมในยุคนี้หรือพวกเรามิได้หยิบยื่นหรือเสียสละหรือ ดำเนินกิจกรรมใด ๆ เพื่ออิสลาม แม้แต่เพียงเสี้ยวหนึ่งของ บรรดาสาวกในยุคก่อน ๆ ได้เสียสละและกระทำกัน ท่านฮัมซะฮฺ อิบนฺ อะบีฏอลิบ ได้มาหาท่านนะบี ศ็อลฯ โดยไม่คำนึงถึงครอบครัว ของเขา ลูกหลานของเขา อาคารบ้านช่องของเขา เพื่อเข้าร่วม ในสงครามอุฮุดจนกระทั่งถูกฆ่าตาย ท่านเปรียบเสมือนราชสีห์ ของอัลลอฮฺในแผ่นดิน และเป็นผู้นำของบรรดาชะฮีดในชั้นฟ้า ท่านอะนัส อิบนฺ อันนัฎรฺ ได้มุ่งหน้าไปเพื่อเข้าร่วมใน สงครามอุฮุดโดยไม่กลัวความตาย ท่านได้มุ่งหน้าเข้าหาอัลลอฮฺ ได้กลิ่นของสวนสวรรค์ ท่านได้ฆ่าศัตรูตายไปหลายคน และตัวของท่านมีรอยแผลที่ถูกแทงมากกว่า 80 แห่ง ท่านคอลิด อิบนุลวะลีด และสะอีด อิบนฺอะบีวักก็อส ได้ขายชีวิตของท่านให้แก่อัลลอฮฺตะอาลา และนี่คือการค้าขายที่ ยิ่งใหญ่มีผลบุญมากมาย และนี่คือการเสียสละอย่างมหาศาล ความว่า แท้จริงอัลลอฮฺทรงซื้อแล้วจากบรรดาผู้ศรัทธา ซึ่งชีวิต ของพวกเขาและทรัพย์สมบัติของพวกเขา โดยพวกเขาจะได้รับสวน สวรรค์เป็นการตอบแทน พวกเขาจะต่อสู้ในทางของอัลลอฮฺ แล้วพวกเขาก็จะฆ่าและถูกฆ่า เป็นสัญญาของพระองค์อย่างแท้จริง ซึ่งมีอยู่ในคัมภีร์เตารอฮฺ อินญีล และอัลกุรอาน และใครเล่าจะ รักษาสัญญาของเขาได้ดียิ่งกว่าอัลลอฮฺ
(9:111) อัลลอฮฺตะอาลาทรงซื้อชีวิตและทรัพย์สมบัติของมุอฺมิน ด้วยราคาสวนสวรรค์ เป็นการแลกเปลี่ยนที่มีค่าสูงสุดแก่ผู้ เสียสละในแนวทางของอัลลอฮฺ เป็นการเปรียบเทียบการเสียสละ ทรัพย์สมบัติและชีวิตในรูปแบบของการซื้อขาย ถ้าเราพิจารณา ใคร่ครวญถึงเป้าหมายหรือความสำคัญของอายะฮฺนี้จะประจักษ์ถึง ความเมตตาและความโปรดปรานของพระองค์ที่มีต่อบ่าวของพระองค์ ชีวิตของเขาซึ่งพระองค์เป็นผู้ให้บังเกิด อีกทั้งทรัพย์สมบัติที่เขา ครอบครองอยู่พระองค์ก็เป็นผู้ประทานมาให้แก่เขาคือทั้งชีวิตและ ทรัพย์สมบัติของเขานั้นเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮฺทั้งสิ้นแต่ด้วย ความเมตตาและความโปรดปรานของพระองค์ที่จะทดสอบ การศรัทธาของเขา และอีกทั้งพระองค์ประสงค์ที่จะทดสอบการ ศรัทธาของเขา สัญญาแลกเปลี่ยนหรือสัญญาซื้อขายดังกล่าวนี้ผู้ ปฏิบัติคือมุอฺมินมุอฺมินทุกคนทั้งในอดีตและปัจจุบัน มีสิทธิ์ที่จะทำ สัญญาตกลงปฏิบัติด้วยความจริงใจ ยอมเสียสละทุกสิ่งอย่าง ทรัพย์สมบัติ และทุกสิ่งที่อยู่ภายใต้การครอบครองของพวกเขา แม้กระทั่งชีวิตเขายอมปฏิบัติด้วยความบริสุทธิ์ใจไปในแนวทาง ของอัลลอฮฺเพื่อให้ศาสนาของพระองค์ยืนหยัดอยู่ท่ามกลางกระแส ธารของพวกต่อต้านศาสนาของพระองค์แน่นอนผลแห่งการตอบ แทนก็คือสวนสวรรค์เป็นที่พำนักอย่างถาวรตลอดไป. ผู้ที่เลือกถือเลือกปฏิบัติเลือกละเว้นตามอารมณ์ตาม ความใคร่ความต้องการสิ่งใดที่สบกับอารมณ์ก็ไม่ยอมเชื่อไม่ยอม ปฏิบัติอันนี้ไม่มีใครที่จะตัดสินชี้ขาดให้ได้นอกจากตัวของตัวเอง บุคคลทั้งสี่ประเภทดังกล่าวข้างต้นนั้น พระองค์ได้ประณามพวก เขาไว้ในซูเราะฮฺอันนะฮฺลฺ ว่า ผู้ที่แสดงตัวแต่ภายนอกว่าเป็นมุสลิม ทำอิบาดะฮฺแต่ภายนอก เพื่อให้ผู้อื่นมองว่าเขาเป็นมุสลิม แต่จิตใจไม่ยอมปฏิบัติตามสิ่งที่ บัญญัติศาสนาใช้ให้กระทำ และไม่ยอมละเว้นสิ่งที่บัญญัติศาสนา ห้ามมิให้กระทำ ผู้ที่มีชาติกำเนิดเป็นมุสลิมและเรียกตัวเองว่าเป็นมุสลิม แต่ไม่ยอมเชื่อฟังและปฏิบัติตามสิ่งที่พระองค์ใช้ให้กระทำ และไม่ ยอมละเว้นสิ่งที่พระองค์ทรงห้ามปรามไว้นอกจากนี้ยังไม่มีการ เคารพอิบาดะฮฺต่อพระองค์อีกด้วย พวกที่ไม่ยอมเคารพอิบาดะฮฺอัลลอฮฺตะอาลาว่าเป็นพระเจ้า แต่เคารพสักการะสิ่งอื่นนอกจากพระองค์ |