วันพุธ ที่ 26 กันยายน 2550
ปลาบึกบนเส้นทางอนุรักษ์
Posted by
คนลุ่มน้ำของ
,
ผู้อ่าน : 221
, 17:46:32 น.
| หมวดหมู่ :
mekonglover
พิมพ์หน้านี้
 | ปลาบึกบนเส้นทางอนุรักษ์ | | |
หน้า 1 จาก 3 บางสิ่งบางอย่างอาจมองไม่เห็น... ณ ท้องน้ำตื้นใต้กอหญ้า กอแขม กอไคร้ปริ่มน้ำริมตลิ่งท้ายดอนแวง ตรงข้ามวัดหาดไคร้ แว่วเสียงพร่ำบ่นของปลาซิว ปลาสร้อย หอย กุ้ง กับฝูงปลาตากลมตัวเล็กๆอีกหลายชนิด เล็กจนผู้คนแทบไม่รู้จักต้องหลบลี้หนีออกให้ไกลห่าง และห่างไกลจากเส้นทางผ่านของฝูงปลาใหญ่ทั้งกินพืชและกินเนื้อ ฝูงปลาเล็กร้องระงมท่ามกลางเม็ดฝนโปรยปรายร่วงหล่นบนสายน้ำโขง เหตุไฉนแม่น้ำเปลี่ยนไปลูกหลานฉันหายไป ไม่ค่อยมีใครสนใจใยดี สนใจแต่ปลาบึกยักษ์ จะเอาไปแลกเปลี่ยนเป็นเงินทองก้อนโต เอาไปศึกษาวิจัยผสมเทียมไม่ให้สูญพันธุ์ สนใจดูแลรักษาไม่ให้ใครมาจับ มาล่า ตราเป็นกฎหมาย เจ้าปลาบึกยักษ์เป็นปลาของเทพเจ้าหรือของใครกัน แต่ที่แน่ๆมันก็เป็นปลาเช่นเดียวกับฉัน เป็นลูกบ้านของแม่น้ำโขง บ้านที่กำลังถูกคนปิดกั้นรื้อถอนเอาเกาะแก่งหาดดอนออกไปเพื่อขยายร่องน้ำ ให้เรือใหญ่บรรทุกสินค้าไหลล่องอย่างสะดวกสบายรบกวนการเดินของพวกเรารวมถึงเจ้าบึกยักษ์ เสียงปลาเล็กปลาน้อย หอย กุ้ง แว่วไปถึงหูปลาบึกยักษ์จนอดรนทนไม่ไหวหลังกลับมาจากวางไข่จึงรีบแจ้งแถลงไข ข้าก็อยู่ของข้าเดินทางไปมาตามวิถี เผ่าพันธุ์ของข้าเหลือน้อยลงจริงๆ ไม่รู้เหมือนกันว่าจะโทษใคร น้ำขึ้นลงผิดปกติ เรือใหญ่ก็เพิ่มขึ้น ลูกหลานข้าก็ถูกจับไปกินเยอะกินทั้งตัวทั้งไข่ ที่อยู่อาศัยก็ถูกคนทำลาย ปลาเล็กปลาน้อย กุ้งหอย นิ่งเงียบ พวกเจ้าอย่าน้อยใจเลย เพราะข้าตัวใหญ่คนเลยรู้จักเยอะ ข้าตัวใหญ่ข้าก็กินเยอะ แม่น้ำเปลี่ยนไปอาหารข้าก็เหลือน้อย พวกข้าคงต้องสูญพันธุ์ไปก่อนพวกเจ้า ปลาเล็กปลาปลาน้อย กุ้ง หอย เริ่มสงสารปลาบึก ข้าก็อยากบอกพวกเขาเหมือนกันว่า จับพวกข้าไปขายให้คนกินทั้งตัวทั้งไข่ทั่วบ้านทั่วเมือง จับพวกข้าไปรีดไข่รีดน้ำเชื้อจนเจ็บปวดทุรนทุรายก่อนตาย จับพวกข้าผ่าท้องฝังชิบติดตามตัวข้าจนน่ารำคาญ หรือออกกฎหมายไม่ให้ใครแตะต้องข้า ข้าไม่เคยว่าให้ใคร แต่ข้าอยากจะบอกพวกคนจับข้า คนกินข้า คนหาความรู้จากข้า กับคนผสมเทียมลูกหลานข้า คนที่จะช่วยปกป้องชีวิตข้า คนที่ยืนมองข้าอยู่ห่างๆ อย่ามัวทะเลาะกันเลยข้าไม่รู้เรื่อง มากันช่วยกันดูแลบ้านของพวกข้าให้ดีพวกข้าจะได้ออกลูกออกหลานเพิ่มขึ้น และโปรดเข้าใจด้วยว่า บ้านของพวกข้าไม่มีพรมแดน
| แม่น้ำโขง ปลาบึก คนหาปลา บนเส้นทางอนุรักษ์... งานวิจัยเรื่องการผสมเทียมปลาบึกประสบความสำเร็จในปี พ.ศ.๒๕๒๖ สหภาพสากลว่าด้วยการอนุรักษ์ ขึ้นบัญชีไซเตสในฐานะสัตว์ใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่งยวด ในปีพ.ศ.๒๕๓๒ ประเทศไทยได้ประกาศกฏกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ห้ามจับ ห้ามล่า อย่างเด็ดขาดนับตั้งแต่วันที่ ๒ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๓๓ ในพื้นที่จากอุบลราชธานี นครพนม หนองคาย เลย ถึงอำเภอเชียงของจังหวัดเชียงราย เว้นแต่จะได้รับการขออนุญาตจับเพื่อการศึกษาจากอธิบดีกรมประมง หรือผู้ที่อธิบดีมอบหมายเท่านั้น สร้างความสับสนวุ่นวายในใจไม่น้อยต่อชาวประมงซึ่งเคยหาปลามายาวนานจนเกิดคำถามในใจว่า มันจะเพียงแค่ปลาบึกหรือปลาอีกกี่ชนิด คนหาปลาปฏิบัติตามเงื่อนไขกฎหมายก่อนฤดูกาลล่าต้องเตรียมขออาญาบัตร เมื่อจับได้ต้องให้ประมงตรวจสอบ รอให้ไข่สุกหรือฉีดฮอร์โมนเร่ง เพื่อรีดไข่รีดน้ำเชื้อผสมเทียมก่อนเคลื่อนย้ายไปสถานีวิจัย ในช่วงเวลานั้นคนบ้านหาดไคร้ถามถึงโอกาสในการเพาะเลี้ยงปลาบึกอย่างมีความหวังในใจ มันจะเป็นประโยชน์น่าภาคภูมิใจ หากบ่อเลี้ยงปลาของพวกเขามีปลาบึกแหวกว่าย ชาวบ้านมีความรู้เรื่องการเพาะเลี้ยง บ้านหาดไคร้มีสถานีเพาะเลี้ยง เศรษฐกิจครัวเรือนคงจะดีขึ้น ปลาในแม่น้ำอาจถูกจับน้อยลง พิธีบวงสรวงมีปลาที่เลี้ยงมากับมือปล่อยลงแม่น้ำโขง เชียงของเป็นเมืองปลาบึก แต่เนื่องจากเงื่อนไขทางกฎหมายในขณะนั้นไม่อนุญาตให้เลี้ยงส่วนบุคคล ปลาบึกต้องควบคุมโดยกรมประมง และปล่อยลงแหล่งน้ำสาธารณะเท่านั้น คำตอบครั้งนั้นกระทบความรู้สึกจนค้างคาใจ และในเวลาต่อมาพวกเขารับรู้ว่า นอกเหนือจากสถานีประมงน้ำจืดทั่วทุกภาค อ่างเก็บน้ำสาธารณะ ปลาบึกกลับมีให้เห็นในบ่อตกปลาของเอกชนแถวภาคกลาง และขยายไปทั่วประเทศ ให้นักตกปลาหาความสำราญแสดงความสามารถยื้อกับปลายักษ์ คนบ้านหาดไคร้และคนเชียงของยังไม่มีโอกาสได้เพาะเลี้ยงปลาบึกอย่างจริงจัง โครงการรักษ์ปลาบึกรักษ์เชียงของ ปีพ.ศ.๒๕๔๒ จุดเริ่มต้นหาทางออกของการอนุรักษ์ โดยการระดมทุนซื้อชีวิตปลาบึกปล่อยกลับคืนสู่แม่น้ำโขง พร้อมกับโครงการสร้างศูนย์วิจัยปลาบึกบ้านหาดไคร้ สุดท้ายไม่มีงบประมาณสนับสนุน ปีพ.ศ.๒๕๔๕ พิพิธภัณฑ์ปลาบึกถูกออกแบบก่อสร้างให้เป็นแหล่งเรียนรู้แต่กลับกลายเป็นตึกร้างไม่สามารถใช้งานตามวัตถุประสงค์ ชุมชนไม่มีส่วนร่วมทั้งที่ตั้งอยู่ในหมู่บ้าน พรานปลาบึกเชียงของยังคงทำหน้าที่ดักจับปลาใต้กฎอาญาบัตรต่อไปในจำนวนลดน้อยถอยลงจากที่เคยได้สูงสุด ๖๙ ตัว จนถึงขั้นจับไม่ได้ซักตัวถึง ๒ ปี ในที่สุดปลาบึกและพรานปลาก็ถูกจับตาจากกระแสอนุรักษ์ โครงการรักษ์ปลาบึก--รักษ์แม่น้ำโขงได้เริ่มต้นอีกครั้งในปี พ.ศ.๒๕๔๘ เป็นช่วงเวลาเดียวกับการมองเห็นความเปลี่ยนแปลงของแม่น้ำโขงได้อย่างชัดเจน เขื่อน- ในแม่น้ำโขงตอนบนทำให้กระแสน้ำขึ้นลงผิดปกติวันต่อวัน แก่งกลางน้ำตอนบนถูกระเบิดเปิดต้อนรับเรือขนาด ๓๐๐ ตัน กระแสน้ำแปรเปลี่ยนไหลเชี่ยวทะลายชายฝั่ง ซึ่งเป็นที่ดินทำกิน ที่ตั้งบ้านเรือน เรือสินค้ากระแทกลำน้ำเป็นคลื่นสูงคว่ำเรือหาปลาขนาดเล็ก พันธุ์พืชและพันธุ์ปลาลดจำนวนลง รวมไปถึงปลาบึกยักษ์ใหญ่ในแม่น้ำโขง
ปลาบึก...เป็นเพียงปลาชนิดหนึ่งมีคุณค่าไม่ต่างจากปลาซิวปลาสร้อย เมื่อมีอัตลักษณ์โดดเด่นจึงเป็นที่สนใจจนกลายเป็นสัญลักษณ์ของแม่น้ำโขง แต่ไม่มีใครสามารถล่วงรู้วงจรชีวิตของมันได้ทั้งหมด การลดลงประเมินจากปริมาณการจับ แต่สาเหตุของการลดลงมีตัวแปรหลักคือการเปลี่ยนแปลงของแม่น้ำโขงจากการพัฒนา โครงการรักษ์ปลาบึก--รักษ์แม่น้ำโขง คือการเริ่มต้นอีกครั้งกับการนำพาให้เกิดแนวคิดของการใช้ประโยชน์และดูแลรักษาแม่น้ำโขง คือเจตนารมณ์ของการทำงานอย่างมีแรงบันดาลใจ หาใช่ข้อถกเถียงเรื่องล่าหรือหยุดล่าปลาบึกในแม่น้ำโขง อันเป็นข้อถกเถียงที่มิอาจก้าวจากตัวตนของใครคนใดคนหนึ่ง หรือผลประโยชน์ของใคร หรือข้อเรียกร้องอันไม่สิ้นสุดของใครคนใดคนหนึ่ง
ภายใต้ความเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศโดยรวมในแม่น้ำโขง หลังจากการสร้างเขื่อน หลังการระเบิดเกาะแก่งเพื่อเปิดเส้นทางการเดินเรือขนาดใหญ่ กระแสน้ำเกิดการผันผวน ปริมาณพรรณพืชพันธุ์สัตว์น้ำลดจำนวนลง วิถีชีวิตของผู้คนริมฝั่งโขงได้รับผลกระทบ แนวทางการอนุรักษ์ปลาบึกจึงมีความเกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์ฟื้นฟูระบบนิเวศลุ่มน้ำโขงของคนหลายประเทศ เพื่อให้ปลาบึกและปลาทุกชนิดมีแหล่งอาหาร มีพื้นที่ผสมพันธุ์วางไข่โดยธรรมชาติได้อย่างปลอดภัย เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งระหว่างแนวทางอนุรักษ์กับวิถีการดำรงชีวิต เกี่ยวข้องกับโครงการสร้างเขื่อน ระเบิดเกาะแก่ง ความรู้เรื่องการผสมเทียมรวมถึงกฎอาญาบัตรจะส่งผลให้เกิดความอุดมสมบูรณ์ได้มากน้อยแค่ไหน ชุมชนจะมีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรด้วยตนเองได้อย่างไร หลังจากนี้ต่อไปอาจพบคำตอบหากทุกฝ่ายก้าวพ้นจากความขัดแย้ง หากต่างกลับไปทบทวนการทำงานของตนเองกันอย่างแท้จริง
|