พิมพ์หน้านี้
|
ปัจจุบันมีผู้นิยมรับประทานอาหารมังสวิรัติเป็นจำนวนไม่น้อย เหตุผลเท่าที่ฟังมาก็คือย่อยง่าย มีกากใยจากผัก ผลไม้มาก ทำให้ขับถ่ายสะดวก และรักษาศีล ๕ ข้อที่ ๑ คือปาณาติปาตาฯ ได้อย่างเคร่งครัด สิ่งที่น่าห่วงใยคือ สารพิษตกค้างในผัก ผลไม้ที่ล้างไม่สะอาด ความจริงผักปลอดสารพิษก็พอมีขายแต่หาซื้อยาก และมีราคาแพงเนื่องจากผู้ปลูกอ้างว่าต้องลงทุนลงแรงสูงกว่าผักทั่วไป ผู้เขียนได้ทดลองรับประทานอาหารมังสวิรัติในเทศกาลกินเจเดือนตุลาคมปีนี้ สามวันแรกรู้สึกภาคภูมิใจในข้อที่ว่า เราเอาชนะใจตนเองได้ เพราะขณะที่สมาชิกในครอบครัวรับประทานอาหารปกติเราก็มองดูเฉยๆ โดยไม่เกิดความอยากแต่อย่างใด ยังไม่ทราบเหมือนกันว่าจะเอาชนะใจตนเองได้ครบตามเทศกาลหรือไม่ ถ้าไม่ครบก็ขออนุญาตเข้าข้างตนเองโดยยกมรดกที่ ๑๑๗ ของท่านพุทธทาสมาปลอบใจ มรดกที่ ๑๑๗ ชาวพุทธแท้ ไม่กินสิ่งที่หมายมั่นว่าเป็นเนื้อหรือเป็นผักแต่กินอาหารที่บริสุทธิ์ถูกต้อง สมควรแก่การกิน โดยความเป็นธาตุตามธรรมชาติ และกินเท่าที่จำเป็นจะต้องกินเหมือนน้ำมันหยอดเพลารถ หรือการกินเนื้อบุตรของตนเองที่ตายลงเมื่อหลงทางกลางทะเลทรายเพื่อประทังชีวิติให้รอดออกไปได้เท่านั้น ผู้เขียนได้อ่านประวัติ พระภิกษุ พระยานรรัตนราชมานิต พระอริยสงฆ์ซึ่งเป็นที่รู้จักและศรัทธากันมากโดยเฉพาะในวงการพระเครื่อง และพระพิมพ์ (ผู้เขียนประวัติคือ คุณอธึก สวัสดีมงคล) ที่ติดใจเป็นพิเศษคือตอนที่เล่าถึงอาหารที่ท่านฉันตลอดระยะเวลา ๓๔ พรรษา น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับนักมังสวิรัติทั้งหลายจะได้ทดลองอาหารมังสวิรัติสูตรใหม่ๆ ดูบ้างพระภิกษุ พระยานรรัตนราชมานิต เป็นพระที่มีวัตรปฏิบัติเคร่งครัดมาก ท่านมีความมักน้อย ยินดีเพียงปัจจัย ๔ ที่จำเป็นเท่านั้น ท่านจึงไม่รับเครื่องไทยธรรมใดๆ ที่มีผู้นำมาถวาย ไม่รับแขกที่กุฏินุ่งห่มเพียงผ้า ๓ ผืน ไม่ใช้ไฟฟ้าหรือตะเกียงในกุฏิ ในกุฏิของท่านไม่มีของใช้ฟุ่มเฟือยเลย มีเพียงโครงกระดูก โลงศพ และหนังสือเท่านั้น ในด้านภัตตาหารนั้น แต่เดิมในระหว่างที่ท่านเป็นนวกภิกขุท่านก็ออกรับบิณฑบาตและฉันวันละ ๒ เวลาเช่นพระภิกษุทั่วไป ต่อมาก็เปลี่ยนไปฉันอาหารมังสวิรัติซึ่งทางบ้านจัดทำมาถวายและงดการออกบิณฑบาต พอย่างเข้าพรรษาที่ ๕ ที่ ๖ ก็เปลี่ยนจากอาหารมังสวิรัติมาเป็นอาหารที่ท่านคิดขึ้นเอง (ฉันวันละ ๑ ครั้ง) ท่านฉันอาหารตำรับนี้อยู่จนตลอดชีวิต โดยน้องชายและครอบครัวเป็นผู้ปรุงถวาย หลานชายของท่านจะนำมาถวายที่วัดเวลา ๘.00 น. ซึ่งเป็นเวลาทีท่านลงทำวัตรเช้า อาหารที่ท่านฉันประกอบด้วย ๑. มะนาว ผลขนาดกลาง แกะเอาแต่เนื้อเป็นกลีบๆ ๖-๙ กลีบ เพิ่มจำนวนตามขนาดผล เล็ก ใหญ่ ของมะนาว ๒. ใบไม้สีเขียว ใช้ใบไม้ที่รับประทานได้ตำละเอียดขนาดก้อนเท่าหัวแม่มือโดยปกติใช้ใบฝรั่ง และบางครั้งก็ใช้ใบไม้อื่นๆ เช่น สะเดา กระถิน มะม่วง มะเฟือง มะยม มะดัน ก้ามปู ๓. อาหารกวนใช้แทนเป็นกับข้าว ประกอบด้วย ถั่วดำ ถั่วแดง ถั่วขาว ถั่วเหลือง ถั่งลิสง ๕ อย่าง ส่วนละเท่าๆ กันรวมต้มให้เปื่อย โม่ละเอียดใส่กะทะกวน ผสมเกลือ น้ำตาลทรายแดง น้ำส้มมะขามเปียก ปรุงชิมให้รสกลมกล่อมกวนจนแห้ง กวนครั้งหนึ่งๆ เก็บไว้ใช้ได้ ๑ อาทิตย์ ๔. ถั่วเขียวและข้าวสารผสมส่วนเท่ากัน โม่ละเอียด ใช้แทนข้าว ๕. มันเทศนึ่ง ๖. กล้วยน้ำว้า ๗. ของหวานคือ ขนมกวนแห้งๆ เช่นถั่วกวน เผือกกวน มันกวน ข้าวตู ภาชนะใส่อาหาร เป็นกล่องอะลูมิเนียมมีฝาปิด รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาดกล่องสูง ๑ นิ้ว กว้าง ๖ นิ้ว ยาว ๑๐ นิ้ว เตรียมอาหารเพื่อจัดลงกล่องดังนี้ มันเทศล้างสะอาดไม่ปอกเปลือก ตัดเป็นชิ้น ๆ พอใส่กล่องได้ ๙ ชิ้น ใส่รังถึงนึ่ง ตวงถั่วเขียวผสมข้าวสารที่โม่ละเอียดไว้ตามข้อ ๔ ประมาณ ๓ ถ้วยตะไลผสมน้ำพอสมควรใส่กระทะกวนจนสุก ตักใส่ปิ่นโตอะลูมิเนียมวางลงในรังถึงรวมกับมันเทศ ปิดฝานึ่งจนมันเทศสุก กล่องอาหารแบ่งจัดตามส่วนดังนี้ มันเทศนึ่ง มะนาว ใบไม้ตำ อาหารกวน ถั่วเขียวผสมข้าวสาร กล้วยน้ำว้า ขนมหวาน ใช้ใบตองรองเสียก่อน แบ่งกล่องเป็น ๓ ช่องเท่ากันตามภาพแล้วจัดดังนี้ ช่องซ้ายวางมันเทศนึ่ง ๙ ชิ้น ช่องกลางวางมะนาวลงตรงกลาง กลบด้วยใบไม้ตำ กลบด้วยอาหารกวนตามข้อ ๓ กลบ ด้วยถั่วเขียวผสมข้าวสารตามข้อ ๔ ซึ่งนึ่งสุกแล้ว ช่องขวาตอนบน วางกล้วยน้ำว้าปอกเปลือกแล้ว ตัดแบ่งไม่ให้ขาดผลละ ๓ ท่อน รวม ๒ ผล ตอนล่างวางขนมหวาน ๙ คำ เสร็จแล้วตัดใบตองปิดฝาอาหารที่จัดทำ ปิดฝากล่อง ฝากล่องจะสูงกว่ากล่องราวครึ่งนิ้วแล้วห่อด้วยผ้าสีเหลืองชั้นหนึ่ง ห่อด้วยพลาสติกสีขาวอีกชั้นหนึ่งใส่ลงในถุงพลาสติกรัดด้วยนังยางให้เรียบร้อย ส่งถวายให้ทันเวลา ๘.๐๐ น. ทุกวัน ฉันเวลาประมาณ ๑๐.๐๐ น. ช้อนที่ฉันนั้นเป็นช้อนที่ทำด้วยกะลา ท่านได้ฉันอาหารตำรับนี้จำเจตดลอดเวลา ๓๕ พรรษา ตรงนี้คงจะเป็นสัจธรรมที่สอนเรา ๆ ท่าน ๆ ว่า การกินอาหารควรเป็นไปเพื่อความคงอยู่ของสังขาร ไม่ใช่เที่ยวสรรหาอาหารรสชาติแปลกๆ ใหม่ๆ มาเพื่อสนองความอยากของตนเองจนบางครั้งถึงกับทำร้ายตนเองทางอ้อมด้วยโรคภัยที่มาจากอาหารพระสงฆ์ คือผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ถูกต้องทำนองคลองธรรม ข้างนอกอย่างไรข้างในอย่างนั้น ในที่มืดกับสว่างคือสถานที่แห่งเดียวกัน ปากกับใจประสานกัน คำพูดและการกระทำไม่ต้องเอาสองหาร เป็นผู้ปกติคอยขัดเกลาอุปธิกิเลสต่างๆ ตลอดจนความไม่ชอบมาพากลทั้งหมด ที่เรียกว่า อุชุปฏิปน.โน พระสงฆ์นั้นควรมีสิ่งเดียวคือ ความบริสุทธิ์ ที่เรียกว่า พรหมจรรย์ ชื่นชมกับความสุขอันเกิดแต่ความวิเวก ปฏิปทาของพระสงฆ์คือความเป็นผู้ไม่เบียดเบียนความสำรวมและความเป็นผู้ปราศจากกำหนัดคือความก้าวล่วงกามทั้งปวง ความน้อมไปในสิ่งสันโดษ และมักน้อยเป็นสุขอย่างยิ่ง การทำใจมิให้ติดในปัญจพิธกามคุณ ย่อมเป็นปฏิปทาของพระสงฆ์ หยาดน้ำย่อมไม่ติดในใบบัว วารีย่อมไม่กำซาบในดอกปทุม พระสงฆ์ที่ศึกษาดีแล้วปฏิบัติดีแล้วก็อย่างนั้น นี้คือผู้ควรอัญชลีกรรมของบุคคล (จากชีวิตบทที่ ๓ ของพระมหากวี กิต.ติสาโร) |