| << | เมษายน 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | ||
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | |||
พิมพ์หน้านี้
|
วันนั้นระหว่างการเดินทางไปท่องเที่ยวที่เขื่อนเชี่ยวหลาน สุราษฎร์ธานี ขณะที่เรือแล่นไปยังเเพจุดหมายปลายทาง ผ่านขุนเขาสูงทะมึน เขียวชะอุ่มไปด้วยต้นไม้หนาทึบ หน้าผาหินสูงชันเปรียบดังกำแพงหินธรรมชาติที่กั้นหุบเขาไว้เป็นห้อง สลับชั้นเชิงอย่างสวยงามชวนตะลึง ผู้เขียนอดที่จะย้อนรำลึกถึงวีรบุรุษนักอนุรักษ์ สืบ นาคะเสถียรไม่ได้ เรื่องราวเกี่ยวกับการอพยพสัตว์ป่าจากเขื่อนเชี่ยวหลานที่เคยอ่านจากนิตยสารสารคดีฉบับประมาณปี 2533 ย้อนเข้ามาในห้วงความทรงจำ ยิ่งเมื่อได้คุยกับชายหนุ่มคนท้องถิ่นที่เล่าถึงเรื่องราวที่มาและปัญหาต่างๆในการสร้างเขื่อนแห่งนี้ ก็ยิ่งรำลึกถึงสรรพชีวิตจำนวนนับไม่ถ้วนที่จมอยู่ใต้น้ำหลังสร้างเขื่อน คงไม่เป็นการฟื้นฝอยหาตะเข็บถ้าจะทบทวนถึงเหตุการณ์ในช่วงนั้น เพราะเผอิญกลับถึงบ้านเปิดตู้หนังสือก็พบสารคดีเล่มนั้นพอดี จึงขออนุญาตนำบทสัมภาษณ์ของคุณสืบ จากสารคดีเล่มนั้น มาเผยแพร่ให้เราๆท่านๆได้อ่านอีกครั้งนอกจากจะเพื่อรำลึกถึง ปูชนียบุคคลผู้เป็นนักอนุรักษ์อย่างคุณสืบแล้ว ยังเป็นอุทาหรณ์ให้เราคิดถึงผลงานการทำร้ายธรรมชาติของมนุษย์ ครั้งแล้วครั้งเล่า จนเป็นที่ตระหนักแก่ใจของเราทุกคนในพ.ศ.นี้ว่าเรากำลังถูกเอาคืนอย่างหนักหน่วงและรุนเเรงแล้วจากปัญหาโลกร้อนและปัญหาจิปาถะอื่นๆอีกมากมาย ข้อความตอนนี้ ตัดตอนมาจากบทสัมภาษณ์ครั้งสุดท้ายของสืบ นาคะเสถียรโดยวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ในนิตยสารสารคดี ฉบับที่ 68 ปีที่6 ตุลาคม 2533 สารคดี:ในฐานะที่คุณสืบเป็นผู้รับผิดชอบโครงการอพยพสัตว์ป่าในเขื่อนเชี่ยวหลาน อยากให้ลองตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับผลกระทบของเขื่อนเชี่ยวหลาน สีบ:เดิมทีผมคิดว่าป่าบริเวณนั้นเป็นป่าที่ลุ่มต่ำ ซึ่งเป็นที่รวมของความอุดมสมบูรณ์มาก หมายถึงเป็นพื้นที่ที่รวมพวกธาตุอาหารของพื้นที่ลุ่มน้ำไว้ คือลักษณะของพื้นที่ที่ต่ำกว่าส่วนของพื้นที่ที่เป็นที่รับน้ำ ปกติมีคำจำกัดความว่าบริเวณพื้นที่ลุ่มต่ำ สูงไม่เกิน 300เมตร ในกรณีที่ภูมิประเทศโดยทั่วไปสูงโดยเฉลี่ยตั้งแต่ 100-1000 เมตร ที่ลุ่มต่ำก็คือบริเวณที่ต่ำระดับประมาณ 300เมตรลงไป ลักษณะของอ่างเก็บน้ำที่คลองแสงมันรวมเอาความอุดมสมบูรณ์โดยที่น้ำจะชะตะกอน ดิน ธาตุอาหารอะไรต่างๆลงสู่ลุ่มน้ำคลองแสง แล้วก็ไหลไปรวมกันที่คลองพุมดวง บริเวณนี้อุดมสมบูรณ์มาก โดยเฉพาะบริเวณภาคใต้ เป็นที่รวมความอุดมสมบูรณ์ชองป่าดงดิบ ที่ลุ่มของแม่น้ำตาปีตอนบน ซึ่งบริเวณนั้นเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่านานาชนิด การไฟฟ้าเคยสำรวจว่ามีสัตว์ป่า 100กว่าชนิด แต่ที่เราสำรวจตามอีกครั้งเพื่อประเมินผลกระทบก่อนที่จะมีการสร้างเขื่อน เราพบว่ามี200กว่าชนิด พอเอาเข้าจริงๆหลังจากที่ได้มีการช่วยเหลือและสำรวจเพิ่มเติมบริเวณพื้นที่ลุ่มน้ำคลองแสง ปรากฎว่ามีสัตว์ป่าถึง 300 กว่าชนิด ซึ่งบริเวณนั้นนับว่าเป็นพื้นที่ที่รวมเอาความหลากหลายไว้ อันนี้ไม่รวมถึงพวกพืชนะ เพราะว่าไม่มีใครสำรวจกันว่ามีพืชที่หายากหรือเปล่า แล้วมีกี่ร้อยชนิด เพียงแต่มีการสำรวจว่า ไม้ในบริเวณที่จะเป็นอ่างเก็บน้ำจะมีปริมาตรเท่าไร คิดเป็นเงินต่อลูกบาศก์เมตรเท่าไร ไม้ชนิดไหนบ้าง ในแง่การประเมินคุณค่าของทรัพยากรไม่ได้ทำเหมือนกับสัตว์ป่า มีการสำรวจชนิดออกมาบ้าง แต่ผลกระทบอย่างจริงจังไม่สามารถจะบอกได้อย่างชัดแจ้ง เพราะยกตัวอย่างจำนวนชนิด เราไม่สามารถบอกได้ชัดว่ามีอะไรบ้าง การประเมินผลกระทบย่อมทำได้ยาก หลังจากที่ได้มีการช่วยเหลือสัตว์ป่าช่วงที่มีการกักเก็บน้ำแล้ว ทำให้เราเห็นว่ามีสัตว์ตั้งหลายชนิดที่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองให้หนีน้ำออกไปได้ อย่างพวกเม่น กระจง หรือสัตว์ใหญ่หายากอย่างพวกเลียงผา ถึงแม้มันจะอาศัยอยู่บนเขาที่เป็นหน้าผาชัน แต่ว่าพื้นที่ตอนล่างอย่างบริเวณที่เป็นที่ลุ่ม มีดินบริเวณตีนเขาหินปูน มีความสำคัญมากต่อการที่มันจะมีชีวิต หาอาหารกินได้ เพราะมันจะต้องลงมาหาอาหารข้างล่างแล้วขึ้นไปอาศัยนอนข้างบนตามถ้ำ เราพบว่าสัตว์ป่าได้รับผลกระทบมาก การแก้ไขโดยการช่วยเหลือ เพื่อเอาสัตว์ป่าที่เหลือรอดชีวิตบางตัวออกมาจากส่วนที่ติดค้างบนเกาะ ยังทำได้น้อยมาก ถ้าประเมินว่าบริเวณนั้นเป็นที่อยู่อาศัยที่อุดมสมบูรณ์ของสัตว์ป่าแล้ว การช่วยเหลือมันบอกเป็นตัวเลขไม่ได้ เพราะเราไม่รู้ว่ามีสัตว์กี่ร้อยตัว และช่วยออกมาได้กี่ตัว แต่จากการทำงานในช่วงที่ช่วยเหลือ เราทำได้ประมาณร้อยละ 15 ของพื้นที่หรือเกาะทั้งหมดเท่านั้นเอง เกาะใหญ่ๆเราไม่สามารถจะต้อนจับสัตว์ใหญ่ๆออกมาได้หมด มีสัตว์ที่หลงค้างอยู่อีกมาก ผลของการที่มีราษฏรเข้าไปใช้พื้นที่มีผลกระทบต่อสัตว์มาก ถ้าเราไม่ช่วยเหลือสัตว์ออกมา พวกราษฎรที่เข้าไปอยู่ทุกแห่งบริเวณอ่างเก็บน้ำก็ถือโอกาสล่าสัตว์เหล่านั้น สัตว์ที่ช่วยมาส่วนใหญ่อยู่ในสภาพอ่อนแอ อาจจะเจ็บป่วย ไม่สบาย หรือว่าอยู่ในสภาพที่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ เมื่อนำไปปล่อย มันก็จะต้องไปปรับตัวให้เข้ากับถิ่นที่อยู่ใหม่ เรียกว่าจะต้องไปต่อสู้แก่งแย่งกับสัตว์ชนิดเดียวกัน หรืออาจจะต้องประสบภัยกับการมีศัตรูตามธรรมชาติ ซึ่งความอ่อนแอของมันทำให้มันตกเป็นเบี้ยล่างของศัตรูได้ง่าย ยังมีปัญหาเรื่องการแก่งแย่งพื้นที่ สัตว์แต่ละอย่างย่อมมีอาณาเขตในการยึดครองพื้นที่เพื่อประโยชน์ในการมีอาหารเพียงพอ หรือมีสถานที่ปลอดภัยในการเลือกคู่ผสมพันธุ์ อะไรต่างๆเหล่านี้ทำให้มันต้องแก่งแย่งกัน แล้วในบริเวณที่ลุ่ม มีความอุดมสมบูรณ์มาก มันย่อมมีพืชอาหารมากเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์มากชนิด เมื่อเราเอาน้ำท่วมพื้นที่ที่เป็นที่ลุ่มนี้แล้ว ส่วนที่เหลือคือบริเวณที่ระดับสูง ความอุดมสมบูรณ์จะน้อยกว่า ที่อยู่อาศัยจะลำบากมากกว่า สัตว์ที่ปรับตัวอยู่ในที่ลุ่มมานานแล้ว มันจะไม่สามารถขึ้นไปอาศัยในที่ระดับสูงได้ เพราะสัตว์แต่ละชนิดมีระดับในการหากินแตกต่างกัน ฉะนั้น การที่เราจะเอาสัตว์ที่หากินบริเวณที่ลุ่มขึ้นไปอยู่ที่ยอดเขาคงเป็นไปไม่ได้ในการปรับตัว นานเป็นอันหนึ่งที่มีผลกระทบมาก แม้แต่พวกที่สามารถอยู่ได้ทั้งบนเขาและข้างล่าง เมื่อพื้นที่ในการอยู่อาศัยลดลง จำนวนมันก็จะต้องลดลงตามด้วยเหมือนที่อยู่อาศัยที่สามารถรับคนให้อยู่ได้เพียง100คน แล้วพื้นที่ถูกตัดออกไป ส่วนที่เหลือ 100 คนก็จะไม่สามารถอาศัยได้อย่างปลอดภัย สุขสบายเหมือนเก่า เรื่องการปรับตัวของสัตว์ เราประเมินไม่ได้ว่าสัตว์ที่ปล่อยไปสามารถที่จะปรับตัวได้ไหม บางอย่างอาจจะปรับตัวได้ แต่ใช้เวลานานเท่าไรไม่ทราบ แล้วอีกอย่าง การปรับตัวนั้น ถ้าสัตว์สามารถมีชีวิตรอดได้เพียงชั่วระยะเวลาหนึ่ง ไม่สามารถอยู่รอดได้นานจนกระทั่งสืบพันธุ์จนมีลูกมีหลานต่อไปได้ ไม่สามารถคงจำนวนประชากรไว้ได้ นั่นก็ถือเป็นผลกระทบที่ไม่สามารถแก้ไข เพราะมันไม่สามารถจะสร้างประชากรกลับมาเหมือนเดิม ที่เห็นชัดอีกอันก็คือ เมื่อมีกิจกรรมของมนุษย์เข้าไป ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางที่เข้าไปในป่า หรือการที่มีการคมนาคมสะดวกขึ้นทำให้มนุษย์เข้าไปใช้พื้นที่ป่า ป่าจะถูกรบกวนมากขึ้น การล่าโดยผิดกฎหมาย หรือการเข้าไปตัดไม้ ไปจับปลาบริเวณอ่างเก็บน้ำ ทุกอย่างมีผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของสัตว์ป่าจากเดิมที่เคยอยู่อย่างสบายไม่มีใครรบกวน"
|