พิมพ์หน้านี้
|
เปิดหลังบ้านประธาน คมช. 'ต้มยำปลาทู' กับ... 'วันวานยังหวานอยู่' รักเอย : ในวันฟ้าโปร่ง ที่ร้านอาหารไทยแห่งหนึ่งใจกลางกรุงเทพฯ สุกัลยา ในวัย 56 ปี พร้อมด้วยพี่ชายและพี่สาวมากันอย่างพร้อมหน้า รอที่จะตอบทุกคำถามและระบายความรู้สึกอะไรบางอย่างที่ยังไม่เคยเปิดเผยที่ไหนมาก่อน เมื่อแขกผู้มาเยือนมากันพร้อมเพรียงแล้ว เธอจึงเริ่มต้นเล่าย้อนถึงชีวิตและการเติบโตในวัยเยาว์ ก่อนที่จะมาพบรักกับ พล.อ.สนธิ ซึ่งเธอยังจดจำความรู้สึกดีๆ ในครั้งนั้นได้จนถึงทุกวันนี้ สุกัลยา มีชื่อเล่นว่า คมขำ ซึ่งพี่ชายของเธอตั้งให้ เป็นลูกท่านขุนสุเมธมัชชกรรม (สุเมธ สดสุ่น) แห่งกองกษาปณ์ ส่วนคุณแม่ทำงานอยู่ที่เดียวกัน วัยเด็กเธอเรียนที่โรงเรียนคอนเซ็กชั่นคอนแวนต์ จบมัธยมปลายที่โรงเรียนปริญญาทิพย์ จากนั้นจึงมุ่งสู่สายอาชีพโดยเลือกเรียนในด้านการตัดเย็บดีไซน์เสื้อผ้าที่โรงเรียนสปัน ซึ่งกำลังโด่งดังในยุคนั้น และยึดอาชีพเป็นช่างตัดเสื้อหลังเรียนจบพร้อมกับเลี้ยงดูลูกควบคู่ไปด้วย นอกจากความสนใจในงานเย็บปักถักร้อยแล้ว เธอยังได้ร่ำเรียนเกี่ยวกับศิลปะหลายแขนง ทั้งดอกไม้ประดิษฐ์ เพนต์ผ้า และเรียนดนตรี ด้วยอานุภาพแห่งเสียงเพลงนี้เอง ที่ดลบันดาลให้เธอและบุรุษผู้นั้นได้เดินทางมาพบกัน... ความสามารถในการร้องเพลงของสุกัลยาตั้งแต่วัยเด็กทำให้พี่ชายของเธอเล็งเห็นแววประกายที่ฉายอยู่ในตัว ครั้งนั้นพี่ชายซึ่งเป็นนักเรียนเตรียมทหารรุ่นที่ 5 (ตท.5) และเป็นหัวหน้าวงดนตรีชาโดชื่อว่า วงสามสมอ ของโรงเรียนนายเรือ ได้ชักชวนเธอไปร้องเพลงตั้งแต่อายุได้เพียง 15 ปี บทเพลงในยุคนั้นที่สุกัลยาถนัดและร้องได้ดี ไล่มาตั้งแต่เพลงของ เอลวิส เพลสลีย์ บทเพลงของ สี่เต่าทอง เดอะ บีทเทิลส์ มาจนถึงเพลงสุนทราภรณ์ ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมขณะนั้น พี่ชายของเธอเล่าว่า...สุ้มเสียงของสุกัลยาทำให้หนุ่มๆ นักเรียนนายเรือทั้งหลายแทบเพ้อ! การไปร่วมร้องเพลงกับวงชาโดครั้งนั้น ก่อให้เกิดเส้นด้ายบางๆ ที่มองไม่เห็นและนำมาซึ่งการพบกันกับ ว่าที่ ร.ต.สนธิ ในช่วงราวปี 2512 ที่ค่ายธนะรัชต์ อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ ขณะที่สุกัลยากำลังย่างเข้าสู่วัยแรกสาวด้วยอายุ 19 ปี ก่อนหน้านี้ก็ไม่ได้รู้จักกันมาก่อน แต่มาเจอกันโดยบังเอิญในค่ายทหาร เพราะปกติจะไปเยี่ยมญาติที่บ้านพักในค่าย ทำให้ได้รู้จักกันตั้งแต่นั้นมา ตอนพบกันครั้งแรกก็ยังรู้สึกเฉยๆ ไม่ถึงกับประทับใจอะไรมากนัก ส่วนรายละเอียดนั้นจำไม่ได้จริงๆ เพราะนานมากแล้ว สุกัลยากล่าวพร้อมกับหัวเราะเบาๆ อย่างขวยเขิน แม้เธอปฏิเสธที่จะกล่าวถึงรายละเอียดของบรรยากาศในการพบกันครั้งแรก ทว่า ในเวลาต่อมา ด้วยแรงดึงดูดของโลกได้ทำให้เส้นด้ายที่ผูกร้อยข้อมือของคนทั้งสองถักทอแนบแน่นมากขึ้นทุกขณะ สุกัลยา บอกว่า ทุกครั้งที่ ว่าที่ ร.ต.สนธิ กลับจากค่ายทหารปราณบุรีมาที่กรุงเทพฯ ทั้งคู่ก็จะนัดพบกันเป็นประจำทุกสัปดาห์ จากนั้นก็ติดต่อกันเรื่อยมา The Letter ในยุคสมัยที่เทคโนโลยีการสื่อสารยังไม่เจริญก้าวหน้า ไม่มีโทรศัพท์มือถือเป็นช่องทางสื่อสาร ทั้งคู่จึงต้องใช้วิธีเขียนจดหมายส่งสารรักแก่กัน กระทั่งเมื่อ พล.อ.สนธิ ต้องไปรบทัพจับศึกในสงครามเวียดนาม ราวปี 2513 ทำให้ทั้งคู่จำต้องห่างไกลกัน สุกัลยา กล่าวว่า เธอยังจดจำได้ว่าในวันที่ พล.อ.สนธิ ต้องเดินทางไปรบที่เวียดนาม เธอได้ไปส่งเป็นครั้งสุดท้ายที่หน้าวัดพระแก้ว เพราะทหารทุกคนจะต้องไปไหว้พระที่วัดพระแก้วก่อนออกรบ และขณะเดียวกัน แทบทุกคืนวัน พล.อ.สนธิ ก็ไม่ลืมที่จะหยิบปากกาขึ้นมาเขียนพรรณนาถ้อยคำในจดหมายแทนความคิดถึง ส่วนสำนวนภาษาและเนื้อความจดหมายแต่ละฉบับจะเป็นอย่างไรนั้น เธอบอกแค่ว่า เขียนไปตามประสาวัยรุ่น ตามความคิดของเด็กๆ แต่ไม่ถึงกับหยอดคำหวานซึ้งมากนัก ส่วนใหญ่ก็จะลงท้ายแค่ว่า คิดถึงนะ...อะไรทำนองนั้น เธอเล่า แต่ใครจะรู้ว่า...ความรักของสุกัลยาแน่วแน่แค่ไหน กระทั่งเมื่อเธอเผยความลับบางอย่างออกมา จนทำให้ผู้ที่อยู่รอบข้างฟังแล้วถึงกับตื้นตัน จดหมายทุกฉบับที่ท่าน พล.อ.สนธิ เขียนมา ดิฉันยังเก็บรักษาไว้อย่างดีมาจนทุกวันนี้ เก็บไว้เยอะมากจนเป็นปึกใหญ่ๆ ไม่ทิ้ง เธอเปิดใจอย่างตรงไปตรงมา และยังบอกด้วยว่า แม้แต่ พล.อ.สนธิ เองก็ยังไม่ทราบเรื่องนี้มาก่อน ไม่เพียงแค่จดหมายรักเท่านั้นที่เธอยังเก็บรักษาไว้เป็นความทรงจำ แต่ทุกถ้อยคำและทุกน้ำเสียงที่เอื้อนเอ่ยผ่านสายโทรศัพท์ เธอยังบันทึกไว้ด้วยเทปคาสเซตและเก็บรักษาไว้อย่างดีเช่นกัน ในยุคหลังที่เริ่มมีโทรศัพท์ เราก็จะอัดเสียงไว้ตอนที่พูดคุยกัน ทุกวันนี้ก็ยังเก็บไว้อยู่ เพราะเอาไว้ให้ลูกๆ ฟังว่าตอนนั้นคุณพ่อทำอะไรอยู่ หรือติดราชการที่ไหน บางทีก็ให้ลูกพูดกับพ่อ พ่อจะได้ฟังเสียงเล็กๆ น่ารักๆ ของลูก และมีกำลังใจในการทำงาน แม้เวลาจะล่วงผ่านมาแล้วเกือบ 40 ปี แต่เทปบันทึกเสียงกว่า 20 ตลับก็ยังทรงคุณค่าสำหรับเธอเสมอ สุกัลยา บอกอีกว่า เมื่อไม่นานมานี้ก็เพิ่งรื้อเทปขึ้นมาฟังใหม่ ก็รู้สึกขำๆ ดี แต่ท่านคงยังไม่รู้ เพราะไม่เคยบอก ทั้งเรื่องจดหมายและเทป หลังจากคบหาดูใจกันมานานถึง 5 ปี กระทั่งในปี 2517 ทั้งคู่จึงตัดสินใจเดินเข้าสู่ประตูวิวาห์ ตอนนั้นเราปรึกษากันว่าจะแต่งงานกันดีไหม เพราะเราก็อายุ 24 ปีแล้ว เดี๋ยวจะอายุมากเกินไป ซึ่งท่านก็ตอบ ตกลง สุกัลยา กล่าว พิธีวิวาห์จัดขึ้นอย่างเรียบง่าย ไม่มีการจัดพิธีกรรมทางศาสนา เหตุผลหนึ่งเพราะ พล.อ.สนธิ นับถือศาสนาอิสลาม และไม่บังคับฝืนใจให้ภรรยารับอิสลามด้วย ทั้งสองจึงพบกันครึ่งทางเพื่อความเป็นกลาง โดยจัดเป็นงานเลี้ยงแต่งงานทั่วไป ความรักระหว่างคนทั้งสองจึงไม่มีศาสนาเป็นอุปสรรคกางกั้น หลังงานเลี้ยงแต่งงานเสร็จสิ้น จึงย้ายครอบครัวตามไปอยู่ในบ้านพักทหารที่ค่ายปราณบุรี ต่อมาไม่นานทั้งคู่ก็มีบุตรชายคนแรกและลูกสาวคนที่สองเป็นโซ่ทองคล้องใจ ข้างหลังภาพ การใช้ชีวิตในค่ายทหารของ ครอบครัวบุญยรัตกลิน ในขณะนั้นเป็นไปอย่างสงบเรียบง่าย สุกัลยา กล่าวว่า พล.อ.สนธิ ไม่ต้องการให้ลูกเติบโตอยู่ในค่ายทหารมากนัก แต่อยากให้ลูกเติบโตที่กรุงเทพฯ เพื่อจะได้มีโอกาสทางการศึกษาที่ดี อีกทั้งยังไม่บังคับฝืนใจให้ลูกต้องเป็นทหารเหมือนอย่างพ่อ เพราะอยากให้ลูกมีโอกาสเลือกที่จะมีชีวิตเป็นของตัวเอง เช่นเดียวกับเรื่องการนับถือศาสนา พล.อ.สนธิ ได้ให้เหตุผลว่า ในเมื่อคนเราเลือกเกิดไม่ได้ ฉะนั้น ก็จะให้ลูกเลือกเกิดเองว่าจะนับถือพุทธหรืออิสลาม การใช้ชีวิตในค่ายทหารตอนนั้น ท่านจะไม่ชอบให้ยุ่งวุ่นวายกับใครมากนัก ส่วนใหญ่ก็จะทำหน้าที่เป็นแม่บ้านคอยดูแลลูกๆ เพราะท่านชอบความสงบ และโดยส่วนตัวก็ไม่ชอบสังสรรค์สมาคมกับคนมากหน้าหลายตา สุกัลยา กล่าว นี่จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้สุกัลยาไม่นิยมออกงานสังคม และอาจทำให้ไม่เป็นที่รู้จักในแวดวงสังคมมากนัก ขณะเดียวกัน พล.อ.สนธิ ก็มีภารกิจหนักหน่วงในฐานะของหน่วยรบพิเศษใต้ดิน ซึ่งบางกรณีต้องไปอยู่ชายแดนห่างไกลที่ยากจะติดต่อกับครอบครัวได้ และบางครั้งยังไม่สามารถเปิดเผยพิกัดของตัวเองได้ แม้ชีวิตรักจะดูเหมือนเหินห่างในสายตาคนทั่วไป แต่เบื้องลึกเบื้องหลังทั้งคู่ยังคงประคับประคองความรักมาได้อย่างยาวนาน สุกัลยา บอกว่า แม้บุคลิกภายนอกของ พล.อ.สนธิ จะเป็นคนนิ่งเฉย อาจไม่มีถ้อยคำหวานซึ้งหรือแสดงอาการโรแมนติก แต่ก็นับเป็นคนจิตใจดีและมีความรับผิดชอบต่อครอบครัวสูง ทุกวันนี้ก็ยังโทร.คุยกันเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง จนกลายเป็นว่าทุกๆ วันคือวันสำคัญ เราจึงไม่เน้นว่าวันวาเลนไทน์จะต้องมีของขวัญอะไรมาเซอร์ไพรส์ ไม่เคยมีดอกไม้สักดอก (หัวเราะ) และเราเองก็ไม่ต้องการอะไร ท่านจะบอกแค่ว่าปีนี้เรายังเหมือนเดิมนะ แค่นี้ก็ดีใจแล้ว สุกัลยา กล่าว เธอเล่าอีกว่า โดยปกติเมื่อ พล.อ.สนธิ ไม่อยู่บ้านหรือติดราชการต่างจังหวัด ทั้งคู่จะโทรศัพท์หากันเกือบทุกวันจนเป็นกิจวัตร โดยการโทร.แต่ละวันจะแบ่งเป็นช่วงเช้า 7 โมงครึ่ง และช่วง 4 ทุ่มครึ่ง ก่อนทำงานและหลังเลิกงาน ปกติเราจะโทร.ไปฮัลโหล กู๊ดมอร์นิ่ง วันนี้ขอให้แฮปปี้ในการทำงานนะ ก็จะให้กำลังใจกันตลอด และจะ โทร.อีกครั้งตอนท่านเลิกงาน ก็จะถามว่าวันนี้ทำงานเหนื่อยไหม พักผ่อนบ้างนะ แล้วก็บ๊ายบาย ได้คุยกันนิดนึงก็ยังดี แล้วพรุ่งนี้ค่อยโทร.ไปหาใหม่ แต่ถ้าวันไหนท่านไม่สบาย เรายิ่งต้องโทร.บ่อยขึ้นไปอีกวันละ 3-4 ครั้ง สุกัลยา เล่าต่อว่า แม้ พล.อ.สนธิ จะมีภารกิจรัดตัว โดยเฉพาะในช่วงที่ต้องดูแลรับผิดชอบปัญหาภาคใต้ก็อาจห่างหายไปบ้าง แต่หากมีเวลาในช่วงวันหยุด พล.อ.สนธิ ก็มักจะพาครอบครัวไปเที่ยวพักผ่อนต่างจังหวัดกัน โดยเฉพาะทะเลหัวหิน สถานที่ที่ประทับใจที่สุดคือหัวหิน เหมือนกับเราได้ระลึกความหลังระหว่างพ่อกับแม่ และจะชอบไปบ่อยที่สุด แต่ท่านจะไม่ยึดติดกับเทศกาล ถ้าว่างช่วงไหนก็ไป เธอเล่าอย่างมีความสุขเมื่อนึกถึงวันที่ครอบครัวได้อยู่กันพร้อมหน้า ปัจจุบันบุตรชายคนแรกอายุ 32 ปี เคยทำงานอยู่ที่ ททบ.5 ฝ่ายข่าวต่างประเทศและฝ่ายข่าวกีฬา ปัจจุบันไปศึกษาต่อปริญญาโท แต่งงานและพาครอบครัวมาอยู่เป็นเพื่อนแม่จน ทุกวันนี้ ส่วนบุตรสาวคนเล็กอายุ 14 ปี เข้าเรียนโรงเรียนประจำ ตอนนี้วางอนาคตลูกสาวไว้ว่า อยากให้เป็นอาจารย์สอนภาษา เพราะเก่งทั้งภาษาจีนและฝรั่งเศส แต่อีกใจหนึ่งก็อยากให้ลูกสาวเป็นทหารด้วย เพราะเขาเป็นคนเข้มแข็ง ดูแลตัวเองได้ ถ้าเป็นทหารหญิงก็ดูน่ารักดี สุกัลยา บอก สำหรับเคล็ดลับในการครองชีวิตคู่ของสุกัลยานั้น เธอกล่าวจากใจจริงว่า ส่วนมากเราจะเป็นคนใจเย็น ไม่ค่อยยุ่งวุ่นวาย จะคิดก่อนที่จะพูดหรือทำอะไรลงไป ถ้าจะมาทะเลาะหรือเอะอะโวยวายก็ยิ่งไม่ใช่สไตล์ของเรา แต่ถ้ามีปัญหาก็จะคุยกันด้วยเหตุผลและช่วยกันแก้ไขมากกว่า ซึ่งตรงนี้เป็นเรื่องสำคัญสำหรับการใช้ชีวิตคู่ ต้องคิดก่อนว่าถ้าทำอะไรลงไปแล้วเราจะได้อะไรและเสียอะไร นอกจากนี้ เคล็ดลับในการครองเรือนของสุกัลยายังอยู่ที่เสน่ห์ปลายจวักที่ทำให้ประธาน คมช.ต้องยกนิ้วให้ เมนูที่ท่านชอบมากที่สุดคือ ต้มยำปลาทู และวุ้นเส้นกะทิ ซึ่งเป็นแกงโบราณ ถ้ามื้อไหนมีแกงนี้ท่านจะไม่ทานข้าวเลย ทานแต่แกงอย่างเดียว และถ้ามื้อไหนท่านทานเยอะ เราก็รู้สึกเหมือนได้รับคำชมอย่างหนึ่ง เธอบอกพร้อมกับหัวเราะเบาๆ เธอยังฝากแง่คิดสำหรับเยาวชนในช่วงเทศกาลวันวาเลนไทน์ด้วยว่า หากจะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของวัยรุ่นสมัยนี้ คงต้องขึ้นอยู่กับพ่อแม่ผู้ปกครองที่ต้องทำตัวให้เป็นแบบอย่าง เพราะทุกสิ่งทุกอย่างเริ่มต้นจากสถาบันครอบครัว ถ้าจะรักใครชอบใครก็ต้องดูกันนานๆ ให้ชั่งน้ำหนักระหว่างข้อดีกับข้อเสีย ถ้าข้อดีมากกว่าก็ครองรักกันต่อไป แต่ถ้ามีแต่ข้อเสียก็ต่างคนต่างอยู่ เธอกล่าว จากโพสต์ทูเดย์ ฉบับวันอาทิตย์ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2550 |
| ความงามของน้ำตกไนแองการา | ||
ความยิ่งใหญ่และสวยงามของน้ำตกไนแองการา พาลให้ได้คิดว่าอันที่จริงแล้วมนุษย์เราก็เพียงเศษธุลีดินของโลกนี้ ไยจะแก่งแย่งเบียดเบียนกันไปเพื่ออะไร |
||
|
View All |
||