• Delta1
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : u_need_it@thaimail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-09-09
  • จำนวนเรื่อง : 82
  • จำนวนผู้ชม : 57942
  • จำนวนผู้โหวต : 145
  • ส่ง msg :
สรรพสารนิพนธ์
สารพัดข้อมูล ที่หายากยิ่งบนโลกInternet
Permalink : http://www.oknation.net/blog/only1
วันพฤหัสบดี ที่ 20 กันยายน 2550
กำเนิดมนุษย์ In the Origin of Human
Posted by Delta1 , ผู้อ่าน : 513 , 08:15:48 น.   | หมวดหมู่ : ปริศนา ท้าพิสูจน์ !?  
พิมพ์หน้านี้


                    

        ที่มาของเรื่องก็คือว่า.....

                   เมื่อไม่กี่วันนี้ ได้อ่านข่าวจากNation ว่า มีนักวิทยาศาสตร์เกาหลี ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการตัดต่อDNA ของมนุษย์ ได้ประสบความสำเร็จในการโคลนนิ่งมนุษย์แล้ว และได้รับการต่อต้านจากเกาหลี จึงหลบหนีเข้ามาในประเทศไทย ก็เป็นที่หวาดกลัวว่า ต่อไปจะมีการพัฒนาสายพันธ์มนุษย์เราให้แปลปรวนไป กลายเป็นมนุษย์หุ่นยนต์อะไรทำนองนั้น ซึ่งเป็นเรื่องใหม่สำหรับคนในยุคปัจจุบัน ที่เชื่อว่าเป็นความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ อีกก้าวหนึ่ง ที่มาที่ไปของเรื่องกำเนิดมนุษย์คนแรกในโลก มีบันทึกไว้แตกต่างกันไปตามความเชื่อของแต่ละลัทธิศาสนา ในคัมภีร์ไบเบิลก็กล่าวว่า พระเจ้าสร้างอาดัม กับ อีวา เป็นมนุษย์คู่แรก บ้าง ทางพราหมณ์ก็ว่า พระมนูสร้างมนุษย์ ดังนั้นคำว่า " มนุษย์" ที่เราเขียนอยู่เนี่ยะ จึงแปลว่า " เนื่องมาแต่พระมนู "

                     ผู้ที่สนใจในเรื่องกำเนิดมนุษย์คนแรกของโลกต่างพากันเสาะแสวงหาข้อมูล นักวิทยาศาสตร์ ศาสนศาสตร์ก็ค้นคว้าหาหลักฐานว่า จริงแล้วมนุษย์คนแรกที่เกิดขึ้นบนพื้นโลกนี้เป็นไงมาไง แล้วพัฒนามาจนมีรูปร่างเป็นพวกเราปัจจุบันนี้ได้อย่างไร ก็เลยรวบรวมข้อมูลมาเล่าสู่กันฟัง ส่วนใครจะมีข้อมูลเสริม ก็เชิญเติมต่อได้เลย เพราะผมเองก็อยากรู้เหมือนกันแหละ โดยเฉพาะเรื่องการพัฒนาตัดต่อพันธุกรรมนี้ นักวิทยาศาสตร์ที่เอียงไปทางโบราณคดีมีความเชื่อกันว่าได้มีการพัฒนามาก่อนในยุคโบราณเป็นหมื่น ๆ ปีแล้ว แต่นักวิทยาศาสตร์ที่เป็นพวกสมัยใหม่ก็ยังคัดค้านตามหลักทฤษฏีว่าเป็นไปไม่ได้ แต่ก็ยังหาข้อสรุปไม่ได้ว่า จริงแล้วอย่างไหนถูกต้องกันแน่  เรามาลองพิจารณาหลักฐานและเหตุผล  กันดีกว่า  ว่าทั้งสองฝ่ายนี้ใครถูกต้องมากกว่ากัน ?                  

                                    

               "คนเราเลือกเกิดไม่ได้", "ชีวิตที่เลือกไม่ได้", "มันคือพรหมลิขิต คือพระประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้า" คำพูดพวกนี้ดูจะไม่มีปัญหาเสียแล้วสำหรับปัจจุบัน ในยุคที่วงการวิทยาศาสตร์สามารถทำให้มนุษย์สามารถเลือกที่เกิดได้ สามารถทำให้มนุษย์ได้เลือกเป็นอย่างสิ่งที่เขาอยากเป็น มีรูปร่างอย่างที่อยากมี มีสติปัญญาที่เฉียบแหลมตามต้องการ ด้วยเทคโนโลยีล่าสุด ที่สะเทือนทั้งโลกทั้งวงการวิทยาศาสตร์(และอาจจะรวมไปถึงสวรรค์...ถ้าสวรรค์มีจริง) มนุษย์ได้อำนาจหลายๆที่จะครองโลกมาจากวิทยาศาสตร์ แต่ทว่า ไม่เคยมียุคไหนเลยที่มนุษย์จะมีอำนาจที่ทรงพลานุภาพและยิ่งใหญ่ขนาดนี้อยู่ในมือ มันเป็นอำนาจที่สงวนไว้ในมือของพระเจ้าโดยเฉพาะ อำนาจที่จะจัดการแล้วก็ลิขิตชีวิต หลายๆคนกำลังวิตกว่า เราเดินไปถูกทางหรือไม่ในขณะนี้ และอะไรจะเกิดขึ้นหากราแตะต้องอำนาจที่ไม่ควรแตะ มันเป็นเรื่องที่น่ากลัวซ้ำสองหลังจากเรื่องแรกสุดอุบัติมาเมื่อกว่าห้าสิบปีที่แล้ว เรื่องของความลับแห่งพลังของอะตอม


               ผมกำลังพูดถึงเทคโนโลยีทางชีววิทยาด้านพันธุวิศวกรรม การตัดต่อและตบแต่งดัดแปลง DNA หลายๆคนคงคุ้นเคยกับคำนี้แบบสั้นๆว่า Clone (ถึงแม้ว่ามันจะเป็นเพียงส่วนหนึ่งของพันธุวิศกรรมก็ตาม) ความรู้แขนงนี้จะมีประโยชน์หรือโทษกับมนุษย์อย่างไรบ้างผมคงไม่ต้องพูดถึง เนื่องจากหลายวงการได้พูดกันอย่างกว้างขวางและถกเถียงชี้แจงกันไปหลายตลบแล้ว ถ้าสนใจน่าจะหาหนังสือหรือบทความอ่านได้ไม่ยาก ผมจะไม่ชี้ลงไปล่ะนะครับว่าถูกหรือผิด เพราะบรรทัดฐานในการวัดความถูก-ผิดของเรื่องนี้ มันขึ้นอยู่กับจุดยืนของมนุษย์ว่าจะยืนมองมันจากมุมไหน ประเด็นที่น่าสนใจสำหรับผมและเกี่ยวข้องกับเรื่องราวของเราโดยตรงก็คือ นักวิทยาศาสตร์กลุ่มหนึ่ง กำลังจะเจริญรอยตามภาพยนต์เรื่อง Jurassic Park นั่นคือ Clone มนุษย์โบราณขึ้นมา เพื่อเสาะหาต้นกำเนิดที่แท้จริงของมนุษย์ โครงการนี้กำลังอยู่ในระหว่างการดำเนินการ ซึ่งก็คงได้คำตอบออกมาให้พวหเราได้ในไม่ช้า เพียงแต่ว่าปัญหาที่มีก็คือ แม้ในวงการโบราณคดีก็ยังยุ่งเหยิงกับเรื่องราวของกำเนิดมนุษย์อยู่ ในขณะที่กลุ่มหนึ่งกำลังศึกษาโฮโมเซเปี้ยนรุ่นแรกซึ่งอายุไม่แสนปี อีกกลุ่มก็ไปขุดพบซากมนุษย์โบราณที่ดูเหมือนจะพัฒนาไปมากกว่ากลุ่มแรกแต่อายุดันย้อนหลังไปมากกว่าสามล้านปี

              มันหมายความว่ายังไงกันครับ? เกิดอะไรขึ้นกับการวิวัฒน์ของมนุษย์กันแน่ มิหนำซ้ำจากเทคโนโลยีนี้ เราก็ได้พบความกับปริศนาที่ดำมืดเข้าไปใหญ่ นั่นก็คือกำเนิดของมนุษย์น่าจะมีที่ไปที่มาจากเทคโนโลยีพันธุวิศวกรรมที่เราใช้อยู่ในปัจจุบันเสียด้วย มีใครบางคนเล่นตลกกับข้อมูลใน DNA ของบรรพบุรุษเราเมื่อนานแสนนานมาแล้ว เรื่องนั้นเราจะค่อยๆพูดถึงกันทีหลังนะครับ ขอสรุปพัฒนาการด้านพันธุวิศวกรรมศาสตร์แบบย่อๆให้ท่านฟังกันก่อนดีกว่า เดี๋ยวจะหาว่านายโซนิคเอาแต่พล่าม หาสาระไม่ได้ :-)

                                                          

A Brief History of Assisted Reproduction and Nuclear Transfer

1790: มนุษย์เริ่มเข้าใจกลไกลโดยสมบูรณ์ของการสืบพันธุ์
1866: มีการนำแนวคิดของธนาคารอสุจิออกมาใช้
1940: ทดลองเพาะไข่ของเพศหญิงในห้องปฏิบัติการ
1952: Robert Briggs และ T. J. King แห่ง Institute for Cancer Research ทดลองโคลนเนื้อเยื่อของมนุษย์ซึ่งประสบผลสำเร็จในเบื้องต้น แต่เนื้อเยื่อนั้นมีอายุได้ไม่นาน
1953-60's: ประสบความสำเร็จในการศึกษา พัฒนา และรักษาเชื้ออสุจิจากเพศผู้
1962: ประสบความสำเร็จเบื้องต้นในการโคลนเซล โดยอาสัยเซลจากกบตัวผู้ แต่เหมือนเคยคือเนื้อเยื่อที่โคลนออกมามีชีวิตอยู่ได้ไม่นานนัก
1978: เริ่มมีการทดลองการเพาะเนื้อเยื่อ การเร่งอัตราเติบโตของเนื้อเยื่อ แต่คราวนี้ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม
1981: มีรายงานของการประสบความสำเร็จในการโคลนหนูทดลองจากเอมบริโอของหนู
1986: Steen Willadsen แห่ง the Institute of Animal Physiology ในอังกฤษ ทำการทดลองโคลนแกะ และสัตว์ชนิดอื่นเช่น วัว แพะ ในเวลาต่อมา
1997: เวลาที่ต้องจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ เดือน ก.พ. เจ้าแกะ ดอลลี่ สัตว์โคลนนิ่งตัวแรกที่โคลนขึ้นมาจากเซลที่ไม่ใช่เอมบริโอได้ถือกำเนิดขึ้น ความสำเร็จนี้มีเบื้องหลังของการลองผิดลองถูกและความล้มเหลวอยู่มากมาย และความสำเร็จนี้พึงได้รับเสียงปรบมืออย่างกึกก้องเพื่อสรรเสริญความพยายามของนักวิทยาศาสตร์กลุ่มนี้
1997: The Oregon Regional Primate Center ประสบความสำเร็จในการโคลนลิงฝาแฝดสองตัวขึ้นมาจากตัวอ่อนเพียงตัวเดียว นี่คือความสำเร็จครั้งแรกในการพยายามโคลนสิ่งมีชีวิตตั้งแต่ขั้นตัวอ่อน
1997: ตุลคาคม - British scientists สร้างตัวอ่อนของกบที่ไม่มีหัวได้สำเร็จ และทำให้หัวของมันงอกออกในเวลาต่อมา.. เทคนิคนี้อาจนำไปสู่การสร้างโคลนของมนุษย์ไร้หัว ที่สามารถงอกหัวออกมาใหม่เหมือนกับหางจิ้งจกอันเป็นคุณสมบัติพิเศษที่มีในสัตว์เลื้อยคลาน เหตุการณ์ชักจะเหมือนปาฏิหารย์ขึ้นทุกทีๆ
ฯลฯ


         ครับ จะเห็นแล้วว่าอำนาจของวิทยาศาสตร์นี่ไม่ใช่ธรรมดาๆเลย จากข้างล่างนี้ เรื่องของซุนหงอคงที่สามารถดึงขนมีร่างแปลงถึง 72 ร่าง และบรรดาสัตว์ประหลาดในตำนานทั้งหลายแหล่ที่ถูกเนรมิตรขึ้นโดยเทพเจ้า ก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องแปลกอีกแล้ว เพราะในปัจจุบัน มนุษย์เรา-(ผู้พยายามจะทำตัวเป็น)พระเจ้ารุ่นใหม่ ก็ทำอะไรๆได้ไม่แพ้พระเจ้าในตำนานเหมือนกัน



1998: กรกฎาคม - นักวิจัยจาก the University of Hawaii ประกาศผลสำเร็จของการโคลนหนูทดลองออกมากว่า 50 ตัว ที่สำคัญก็คือมีหนูทดลองต้นฉบับเพียงหนึ่งตัวที่เอาเซลของมันมาโคลนเป็นหนูรุ่นที่สอง และจากเซลของโคลนรุ่นที่สองพวกเขาก็สามารถโคลนหนูรุ่นที่สามออกมาได้ อะไรมันจะปานนั้นครับ? และแน่นอนว่า โคลนทุกตัวเหมือนต้นฉบับทุกประการที่เหลือก็การศึกษานิสัยและพฤติกรรมล่ะครับ ว่าจะเหมือนตัวต้นฉบับไหม

                                                   

                   อย่างที่เราทราบกันว่า เรื่องของโคลนนิ่งถูกคัดค้านอย่างรุนแรงในหลายๆวงการ เพราะชะตากรรมที่เกิดขึ้นกับสัตวทดลองนั้นไม่มีใครรับรองได้ว่ามันจะออกดีหรือสวยงามอย่างที่หวัง นั่นคือกับสัตว์..แต่ถ้าเป็นคนล่ะครับ? คนที่มีชีวิตจิตใจที่เกิดขึ้นมาจากการโคลนนิ่ง จะยังมีอะรมารับประกันชะตากรรมของเขาหรือไม่ ถ้าการทดลองผิดพลาดจะเกิดอะไรขึ้น? ทำลายทิ้งเหมือนสัตว์ในห้องทดลองยังงั้นรึ? หรือว่ากวาดล้างแบบที่พระเจ้ากระทำกับมนุษย์ - มนุษย์ที่ไร้คุณสมบัติที่พระองค์ต้องการโดยการบันดาลให้น้ำท่วมโลก แล้วก็คัดเอาเฉพาะตัวอย่างที่ดีๆ(เช่น โนอาห์)เก็บเอาไว้ ภาพด้านล่างเป็นสัตว์ทดลองที่เกิดจากการทดลองทางะพันธุกรรมของ NASA แพะที่มี 8 ขา!!!


                1999: Dr. Richard Seed ได้ประกาศว่า ขณะนี้ห้องแล็บของเขา (และเชื่อว่าอีกหลายๆที่ในโลก) มีความพร้อมที่จะดำเนินการโครงการโคลนนิ่งมนุษย์แล้ว ซึ่งในช่วงนั้นสหรัฐได้ออกกฏหมายเกี่ยวกับการโคลนนิ่งขึ้นมาเช่นกัน ถึงกระนั้นองค์กรเอกชนก็ได้ประกาศตูมเรื่องการโคลนนิ่งเชิงธุรกิจออกมามากมาย นี่ยังไม่นับรวมไปถึงหน่วยงานของรัฐบาลแต่ละประเทศซึ่งกำลังเร่งดำเนินการทดลองอยู่อย่างลับๆอีกด้วย

                    สองชื่อที่เราคุ้นเคยกันดีในฐานะบรรพบุรุษของมนุษย์ตามที่ปรากฏอยู่ในพระคัมภีร์ ปัญหาถกเถียงกันมานานว่าเรื่องของการสร้างมนุษย์ในบทเยเนซิสนั้นเป็นเรื่องจริงหรือแค่ความเชื่อทางศาสนามีมานานแล้ว นักวิทยาศาสสตร์บางกลุ่มหลีกเลี่ยงการตอบปัญหานี้เนื่องมาจากมันกระทบความรู้สึกของมหาชนเกินไป ในขณะที่นักวิทยาศาสตร์บางกลุ่มผู้ไม่สนใจอะไรนอกจากข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ก็ได้เริ่มงานของพวกเขา นักวิทยาศาสตร์แห่ง University of Munich และ Pennsylvania State University ได้รายงานถึงการวิจัยของพวกเขาว่า จากการศึกษาข้อมูลที่ได้มาจากการสกัด DNA จากโครงกระดูกของมนุษย์นิแอนเดอร์ธัล ที่ขุดได้จากเขต Dusseldorf ในปี 1856 พบว่า มีความไม่เกี่ยวเนื่องกันหลายประการในข้อมูลที่อยู่ใน DNA ของมนุษย์โบราณและโมเดิร์นแมนเช่นพวกเรา และดูเหมือนว่าหากทฤษฎีวิวัฒนาการของดาร์วินเป็นจริง มันก็มีห่วงโซ่ทางวิวัฒนาการที่หายไปอยู่อีกหลายเปลาะกว่าที่คิดกันไว้ในอดีต เพราะจากข้อมูลที่ออกมา เราและมนุษย์โบราณเป็นเพียงสิ่งมีชีวิตที่เรียกได้ว่าเป็นญาติห่างๆกันเท่านั้น ไม่ได้มีทีท่าว่าจะสามารถวิวัฒนาการตามธรรมชาติจนออกมาเป็นมนุษย์ยุคใหม่อย่างพวกเราได้เลย หรือ(ขอเน้นคำนี้หน่อยเหอะ)ถ้ามี เราก็ยังไม่พบเจ้าห่วงโซ่ที่ว่านั้นแม้กระผีกริ้น ซึ่งคงต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่ของนักวิทยาศาสตร์และนักมานุษยวิทยาล่ะครับ ว่าคำตอบที่เราต้องการทราบกันนั้นจะออกมาในรูปแบบใด

                         

                    ความรู้เกี่ยวกับ DNA เข้ามาช่วยตรงนี้ได้มากครับ อย่าเพิ่งตกใจไป ผมจะไม่สาธยายทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ให้ยาวยืดหรอกน่า ปูพื้นแค่นิดนึง(ไม่รู้จะเป็นการสอนหนังสือสังฆราชไหม เพราะเรื่องพวกนี้ผมคิดว่าทุกท่านคงจะทราบกันดี หลายท่านอาจจะรู้มากกว่านายโซนิคด้วยซ้ำ)ว่า ในโครงสร้างของ DNA นั้น จะมีส่วนที่ใช้เก็บข้อมูลทางพันธุกรรมอยู่ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะสามารถถ่ายทอดต่อผ่านไปให้ลูกหลานได้ ซึ่งแน่นอนครับหากว่าเราสามารถแกะเอาข้อมูลที่เก็บไว้ออกมาอ่านหรือตีความได้ เราก็จะสามารถทราบเส้นทาง รายละเอียดของการวิวัฒนาการได้เช่นกัน และสามารถบอกได้ด้วยซ้ำว่าบรรพบุรุษคนแรกของสายพันธุ์ที่เราศึกษานั้นมีชีวิตอยู่ในช่วงไหน สูงเท่าไหร่ ฟันผุกี่ซี่ อ้าว... ไม่ได้ล้อเล่นนะครับนี่เรื่องจริง นักวิทยาศาสตร์ได้ใช้ข้อมูลใน mitochondria ใน DNA ของเพศหญิงเพื่อตามรอยของบรรพบุรุษของเรา พวกเขาเรียกโค้ดเนมของบรรพบุรุษชายและหญิงว่า อาดัมกับอีฟ อย่างที่ปรากฏอยู่ในไบเบิล และได้พบว่า "อีฟ" น่าจะมีชีวิตอยู่ในช่วงประมาณหนึ่งแสนปีที่ผ่านมาแล้ว ในขณะที่อาดัมมาเกิดในช่วงหลังเล็กน้อยประมาณหมื่นถึงสองหมื่นปีหลังจากอีฟ อ้าว... นี่มนุษย์ผู้ชายไม่ได้เกิดก่อนอย่างที่ระบุไว้ในไบเบิลหรอกรึ?

                                         

                  มันก็ไม่แน่นัก อีฟอาจจะเป็นผู้หญิงคนสุดท้ายในสายพันธุ์ที่เราศึกษาอยู่ที่เหลือรอดมาในขณะนั้น หล่อนอาจมาพบกับอาดัม(ซึ่งเป็นเพศผู้ที่อยู่อีกสายพันธุ์หนึ่ง)และมีความสัมพันธ์กันจนผสมผสานมีลูกมีหลานเป็นพวกเรา เพียงแต่ว่าอาดัมเป็นสายพันธุ์ที่อายุน้อยกว่าเท่านั้นเอง จากการศึกษาบอกรายละเอียดเรามากขึ้นว่า สายพันธุ์ของมนุษย์เพศชายมีอายุน้อยกว่าหญิงประมาณสองหมื่นเจ็ดพันปี และถือกำเนิดขึ้นในช่วงประมาณ 37,000 - 49,000 ปีที่ผ่านมาแล้ว เอาล่ะครับถ้าเราจะเอาตรงนี้มาเป็นบรรทัดฐานในการสาวรอยบรรพบุรุษของเรา เราก็น่าจะได้เวลาอย่างคร่าวๆที่บรรพบุรุษเราถือกำเนิดขึ้นมาคือประมาณไม่เกินห้าหมื่นปี นับว่าใกล้เคียงกับที่นักมานุษยวิทยาประมาณเอาไว้ มาดูกันนะครับว่าเค้าประมาณเอาไว้อย่างไร


                     ภาพด้านซ้ายเป็นผังวิวัฒนาการของมนุษย์ครับนับช่วงเวลาเป็นล้านปี นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าเมื่อประมาณ 3-4 ล้านปีมาแล้ว สัตว์คล้ายมนุษย์ หรือ โฮมินิด ที่ชื่อ ออสตรัลโลพิทธิคัสมีถิ่นกำเนิดอยู่ในแอฟริกา(เพราะเป็นร่องรอยที่เก่าที่สุดที่ค้นพบ) จากฟอสซิลที่ศึกษาทำให้นักวิทยาศาสตร์พบว่าออสตรัลโลพิทธิคัสมีลักษณะคล้ายกับมนุษย์มากกว่าลิง จากการศึกษานี้ทำให้เกิดข้อถกเถียงตามมาว่าโฮมินิดเหล่านี้จะเป็นบรรพบุรุษสายตรงของมนุษย์หรือไม่ (Hominid = คล้ายมนุษย์ ส่วนคล้ายลิงเราจะเรียกว่า Pongid) ดังนั้นนักวิทยศาสตร์บางท่านจึงได้แต่สันิษฐานว่า ออสตรัลโลพิทธิคัสอาจมีบรรพบุรุษร่วมกันในอดีตกับมนุษย์ กล่าวคือวิวัฒนาการมาจากสายทางเดียวกัน และเมื่อประมาณสองล้านปีก่อน ปรากฏว่ามีโฮมินิดพันธุ์ใหม่ค่อยๆแผ่ขยายตัวอย่างช้าๆ เรียกว่าพันธู์โฮโมอาบิลิสและวิวัฒนาการไปเป็นโฮมินิดอีกพันธุ์หนึ่งในช่วงประมาณล้านถึงสองล้านปีก่อน เรียกว่าโฮโม อิเลคตัส ซึ่งเรื่องราวของมนุษย์ทั้งสองพันธุ์นี้ปัจจุบันก็ยังมีรายละเอียดที่ไม่ชัดเจนนัก แต่ความแตกต่างที่เห็นได้ชัดเจนระหว่างโฮโมอิเล็คตัส กับสัตว์คล้ายมนุษย์ในยุคก่อนๆเช่น ออสตรัลโลพิทธิคัสกับ โฮโมอาบิลิส ได้แก่เรื่องของสมองและรูปร่าง ในช่วงเวลาไม่เกินสองล้านปีก่อน มีโฮมินิดพันธุ์หนึ่ง(ซึ่งอาจเป็นต้นตระกูลของมนุษย์โดยตรง) กลับมีสมองขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆจนกระทั่งโตกว่าสมองของออสตรัลโลพิทธิคัสถึงสองเท่าตัว รูปร่างก็เปลี่ยนไปเป็นอย่างมาก อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้สมองของโฮมินิดสายนี้โตขึ้นและรูปร่างเปลี่ยนไป ปัจจุบันยังเป็นเรื่องที่ขบไม่แตกในวงการวิทยาศาสตร์ ซึ่งเราก็ได้แต่คำตอบที่อ้อมแอ้มของพวกเขาว่า องค์ประกอบที่สำคัญที่สุดที่ทำให้สมองของโฮมินิดขยายตัวขึ้น ก็คงมาจากการกินเนื้อและระบบย่อยอาหารที่ดีขึ้น แต่กระบวนการดังกล่าวต้องใช้เวลาม-า-ก-ก-กและย-า-ว-วนานมากครับ กว่าจะเป็นอย่างที่ว่า เพราะฉะนั้นเป็นไปได้หรือไม่ว่า จะมี"อะไร"หรือ"ใคร"ที่เข้ามาสอดแทรกตัวกลางขั้นตอนวิวัฒนาการของมนุษย์เรา

 Homo Sapien - ประมาณ 250,000 ปีถึงปัจจุบัน
โฮโม เซเปี้ยนหรือมนุษย์ฉลาดวิวัฒนาการมาจากโฮโม อิเล็คตัส ดังนั้นมนุษย์จึงเริ่มเกิดมาไม่นานเมื่อเทียบกับโฮมินิดสายอื่นๆ และมนุษย์ในแบบปัจจุบันจริงๆมีประวัติศาสตร์ความเป็นมา เริ่มต้นเมื่อประมาณห้าหมื่นกว่าปีมาแล้ว ซึ่งอยู่ในช่วงกลางๆยุคน้ำแข็งยุคสุดท้ายของโลกและเริ่มประวัติศาสตร์ของมนุษย์ที่แท้จริงเป็นลำดับขั้นดังนี้


50,000 ก่อน ค.ศ. กำเนิดมนุษย์แบบปัจจุบัน
50,000-10,000 ก่อน ค.ศ. เป็นยุคสังคมอนารยะของมนุษย์(ป่าเถื่อน)
10,000 ก่อน ค.ศ. เริ่มต้นเกษตรกรรมและอารยธรรม
5,000 ก่อน ค.ศ. เริ่มใช้ตัวอักษรเขียนหนังสือและบันทึกเรื่องราว อันเป็นผลพวงความก้าวหน้าของอารยธรรมทางการเกษตร

 
               นี่คือหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และประวัติศาสตร์ที่พวกเราร่ำเรียนกันมา ณ จุดนี้ผมขอให้ทุกท่านวางมันลงหรือปาทิ้งไปก่อนก็ได้ เพราะจากนี้ไปจะเป็นหลักฐานหรือเงื่อนงำประหลาดๆ ที่ส่อให้เห็นว่า ทฤษฎีเกี่ยวกับวิวัฒนาการของมนุษย์นั้นมันผิดโดยสิ้นเชิง บอกกล่าวเอาไว้ก่อนว่า ผมจะลากเอามนุษย์ต่างดาวและพระเจ้าจากอวกาศเข้ามาเกี่ยวข้องให้น้อยที่สุด หลักฐานที่เอามาก็รับรองความน่าเชื่อถือได้โดยนักวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่นักลึกลับศาสตร์ที่ผมชอบเอามาอิงเหมือนที่ผ่านๆมา ดูกันไปทีละชิ้นไหมครับ ว่าหลักฐานเหล่านี้มันชวนให้สังคายนาประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติกันใหม่หรือเปล่า ?


                                                   --------------> Next Part 2 --------->



แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< กันยายน 2007 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30