|
 ที่มาของเรื่องก็คือว่า..... เมื่อไม่กี่วันนี้ ได้อ่านข่าวจากNation ว่า มีนักวิทยาศาสตร์เกาหลี ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการตัดต่อDNA ของมนุษย์ ได้ประสบความสำเร็จในการโคลนนิ่งมนุษย์แล้ว และได้รับการต่อต้านจากเกาหลี จึงหลบหนีเข้ามาในประเทศไทย ก็เป็นที่หวาดกลัวว่า ต่อไปจะมีการพัฒนาสายพันธ์มนุษย์เราให้แปลปรวนไป กลายเป็นมนุษย์หุ่นยนต์อะไรทำนองนั้น ซึ่งเป็นเรื่องใหม่สำหรับคนในยุคปัจจุบัน ที่เชื่อว่าเป็นความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ อีกก้าวหนึ่ง ที่มาที่ไปของเรื่องกำเนิดมนุษย์คนแรกในโลก มีบันทึกไว้แตกต่างกันไปตามความเชื่อของแต่ละลัทธิศาสนา ในคัมภีร์ไบเบิลก็กล่าวว่า พระเจ้าสร้างอาดัม กับ อีวา เป็นมนุษย์คู่แรก บ้าง ทางพราหมณ์ก็ว่า พระมนูสร้างมนุษย์ ดังนั้นคำว่า " มนุษย์" ที่เราเขียนอยู่เนี่ยะ จึงแปลว่า " เนื่องมาแต่พระมนู " ผู้ที่สนใจในเรื่องกำเนิดมนุษย์คนแรกของโลกต่างพากันเสาะแสวงหาข้อมูล นักวิทยาศาสตร์ ศาสนศาสตร์ก็ค้นคว้าหาหลักฐานว่า จริงแล้วมนุษย์คนแรกที่เกิดขึ้นบนพื้นโลกนี้เป็นไงมาไง แล้วพัฒนามาจนมีรูปร่างเป็นพวกเราปัจจุบันนี้ได้อย่างไร ก็เลยรวบรวมข้อมูลมาเล่าสู่กันฟัง ส่วนใครจะมีข้อมูลเสริม ก็เชิญเติมต่อได้เลย เพราะผมเองก็อยากรู้เหมือนกันแหละ โดยเฉพาะเรื่องการพัฒนาตัดต่อพันธุกรรมนี้ นักวิทยาศาสตร์ที่เอียงไปทางโบราณคดีมีความเชื่อกันว่าได้มีการพัฒนามาก่อนในยุคโบราณเป็นหมื่น ๆ ปีแล้ว แต่นักวิทยาศาสตร์ที่เป็นพวกสมัยใหม่ก็ยังคัดค้านตามหลักทฤษฏีว่าเป็นไปไม่ได้ แต่ก็ยังหาข้อสรุปไม่ได้ว่า จริงแล้วอย่างไหนถูกต้องกันแน่ เรามาลองพิจารณาหลักฐานและเหตุผล กันดีกว่า ว่าทั้งสองฝ่ายนี้ใครถูกต้องมากกว่ากัน ?  "คนเราเลือกเกิดไม่ได้", "ชีวิตที่เลือกไม่ได้", "มันคือพรหมลิขิต คือพระประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้า" คำพูดพวกนี้ดูจะไม่มีปัญหาเสียแล้วสำหรับปัจจุบัน ในยุคที่วงการวิทยาศาสตร์สามารถทำให้มนุษย์สามารถเลือกที่เกิดได้ สามารถทำให้มนุษย์ได้เลือกเป็นอย่างสิ่งที่เขาอยากเป็น มีรูปร่างอย่างที่อยากมี มีสติปัญญาที่เฉียบแหลมตามต้องการ ด้วยเทคโนโลยีล่าสุด ที่สะเทือนทั้งโลกทั้งวงการวิทยาศาสตร์(และอาจจะรวมไปถึงสวรรค์...ถ้าสวรรค์มีจริง) มนุษย์ได้อำนาจหลายๆที่จะครองโลกมาจากวิทยาศาสตร์ แต่ทว่า ไม่เคยมียุคไหนเลยที่มนุษย์จะมีอำนาจที่ทรงพลานุภาพและยิ่งใหญ่ขนาดนี้อยู่ในมือ มันเป็นอำนาจที่สงวนไว้ในมือของพระเจ้าโดยเฉพาะ อำนาจที่จะจัดการแล้วก็ลิขิตชีวิต หลายๆคนกำลังวิตกว่า เราเดินไปถูกทางหรือไม่ในขณะนี้ และอะไรจะเกิดขึ้นหากราแตะต้องอำนาจที่ไม่ควรแตะ มันเป็นเรื่องที่น่ากลัวซ้ำสองหลังจากเรื่องแรกสุดอุบัติมาเมื่อกว่าห้าสิบปีที่แล้ว เรื่องของความลับแห่งพลังของอะตอม
ผมกำลังพูดถึงเทคโนโลยีทางชีววิทยาด้านพันธุวิศวกรรม การตัดต่อและตบแต่งดัดแปลง DNA หลายๆคนคงคุ้นเคยกับคำนี้แบบสั้นๆว่า Clone (ถึงแม้ว่ามันจะเป็นเพียงส่วนหนึ่งของพันธุวิศกรรมก็ตาม) ความรู้แขนงนี้จะมีประโยชน์หรือโทษกับมนุษย์อย่างไรบ้างผมคงไม่ต้องพูดถึง เนื่องจากหลายวงการได้พูดกันอย่างกว้างขวางและถกเถียงชี้แจงกันไปหลายตลบแล้ว ถ้าสนใจน่าจะหาหนังสือหรือบทความอ่านได้ไม่ยาก ผมจะไม่ชี้ลงไปล่ะนะครับว่าถูกหรือผิด เพราะบรรทัดฐานในการวัดความถูก-ผิดของเรื่องนี้ มันขึ้นอยู่กับจุดยืนของมนุษย์ว่าจะยืนมองมันจากมุมไหน ประเด็นที่น่าสนใจสำหรับผมและเกี่ยวข้องกับเรื่องราวของเราโดยตรงก็คือ นักวิทยาศาสตร์กลุ่มหนึ่ง กำลังจะเจริญรอยตามภาพยนต์เรื่อง Jurassic Park นั่นคือ Clone มนุษย์โบราณขึ้นมา เพื่อเสาะหาต้นกำเนิดที่แท้จริงของมนุษย์ โครงการนี้กำลังอยู่ในระหว่างการดำเนินการ ซึ่งก็คงได้คำตอบออกมาให้พวหเราได้ในไม่ช้า เพียงแต่ว่าปัญหาที่มีก็คือ แม้ในวงการโบราณคดีก็ยังยุ่งเหยิงกับเรื่องราวของกำเนิดมนุษย์อยู่ ในขณะที่กลุ่มหนึ่งกำลังศึกษาโฮโมเซเปี้ยนรุ่นแรกซึ่งอายุไม่แสนปี อีกกลุ่มก็ไปขุดพบซากมนุษย์โบราณที่ดูเหมือนจะพัฒนาไปมากกว่ากลุ่มแรกแต่อายุดันย้อนหลังไปมากกว่าสามล้านปี
มันหมายความว่ายังไงกันครับ? เกิดอะไรขึ้นกับการวิวัฒน์ของมนุษย์กันแน่ มิหนำซ้ำจากเทคโนโลยีนี้ เราก็ได้พบความกับปริศนาที่ดำมืดเข้าไปใหญ่ นั่นก็คือกำเนิดของมนุษย์น่าจะมีที่ไปที่มาจากเทคโนโลยีพันธุวิศวกรรมที่เราใช้อยู่ในปัจจุบันเสียด้วย มีใครบางคนเล่นตลกกับข้อมูลใน DNA ของบรรพบุรุษเราเมื่อนานแสนนานมาแล้ว เรื่องนั้นเราจะค่อยๆพูดถึงกันทีหลังนะครับ ขอสรุปพัฒนาการด้านพันธุวิศวกรรมศาสตร์แบบย่อๆให้ท่านฟังกันก่อนดีกว่า เดี๋ยวจะหาว่านายโซนิคเอาแต่พล่าม หาสาระไม่ได้ :-)  A Brief History of Assisted Reproduction and Nuclear Transfer
1790: มนุษย์เริ่มเข้าใจกลไกลโดยสมบูรณ์ของการสืบพันธุ์ 1866: มีการนำแนวคิดของธนาคารอสุจิออกมาใช้ 1940: ทดลองเพาะไข่ของเพศหญิงในห้องปฏิบัติการ 1952: Robert Briggs และ T. J. King แห่ง Institute for Cancer Research ทดลองโคลนเนื้อเยื่อของมนุษย์ซึ่งประสบผลสำเร็จในเบื้องต้น แต่เนื้อเยื่อนั้นมีอายุได้ไม่นาน 1953-60's: ประสบความสำเร็จในการศึกษา พัฒนา และรักษาเชื้ออสุจิจากเพศผู้ 1962: ประสบความสำเร็จเบื้องต้นในการโคลนเซล โดยอาสัยเซลจากกบตัวผู้ แต่เหมือนเคยคือเนื้อเยื่อที่โคลนออกมามีชีวิตอยู่ได้ไม่นานนัก 1978: เริ่มมีการทดลองการเพาะเนื้อเยื่อ การเร่งอัตราเติบโตของเนื้อเยื่อ แต่คราวนี้ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม 1981: มีรายงานของการประสบความสำเร็จในการโคลนหนูทดลองจากเอมบริโอของหนู 1986: Steen Willadsen แห่ง the Institute of Animal Physiology ในอังกฤษ ทำการทดลองโคลนแกะ และสัตว์ชนิดอื่นเช่น วัว แพะ ในเวลาต่อมา 1997: เวลาที่ต้องจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ เดือน ก.พ. เจ้าแกะ ดอลลี่ สัตว์โคลนนิ่งตัวแรกที่โคลนขึ้นมาจากเซลที่ไม่ใช่เอมบริโอได้ถือกำเนิดขึ้น ความสำเร็จนี้มีเบื้องหลังของการลองผิดลองถูกและความล้มเหลวอยู่มากมาย และความสำเร็จนี้พึงได้รับเสียงปรบมืออย่างกึกก้องเพื่อสรรเสริญความพยายามของนักวิทยาศาสตร์กลุ่มนี้ 1997: The Oregon Regional Primate Center ประสบความสำเร็จในการโคลนลิงฝาแฝดสองตัวขึ้นมาจากตัวอ่อนเพียงตัวเดียว นี่คือความสำเร็จครั้งแรกในการพยายามโคลนสิ่งมีชีวิตตั้งแต่ขั้นตัวอ่อน 1997: ตุลคาคม - British scientists สร้างตัวอ่อนของกบที่ไม่มีหัวได้สำเร็จ และทำให้หัวของมันงอกออกในเวลาต่อมา.. เทคนิคนี้อาจนำไปสู่การสร้างโคลนของมนุษย์ไร้หัว ที่สามารถงอกหัวออกมาใหม่เหมือนกับหางจิ้งจกอันเป็นคุณสมบัติพิเศษที่มีในสัตว์เลื้อยคลาน เหตุการณ์ชักจะเหมือนปาฏิหารย์ขึ้นทุกทีๆ ฯลฯ ครับ จะเห็นแล้วว่าอำนาจของวิทยาศาสตร์นี่ไม่ใช่ธรรมดาๆเลย จากข้างล่างนี้ เรื่องของซุนหงอคงที่สามารถดึงขนมีร่างแปลงถึง 72 ร่าง และบรรดาสัตว์ประหลาดในตำนานทั้งหลายแหล่ที่ถูกเนรมิตรขึ้นโดยเทพเจ้า ก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องแปลกอีกแล้ว เพราะในปัจจุบัน มนุษย์เรา-(ผู้พยายามจะทำตัวเป็น)พระเจ้ารุ่นใหม่ ก็ทำอะไรๆได้ไม่แพ้พระเจ้าในตำนานเหมือนกัน
1998: กรกฎาคม - นักวิจัยจาก the University of Hawaii ประกาศผลสำเร็จของการโคลนหนูทดลองออกมากว่า 50 ตัว ที่สำคัญก็คือมีหนูทดลองต้นฉบับเพียงหนึ่งตัวที่เอาเซลของมันมาโคลนเป็นหนูรุ่นที่สอง และจากเซลของโคลนรุ่นที่สองพวกเขาก็สามารถโคลนหนูรุ่นที่สามออกมาได้ อะไรมันจะปานนั้นครับ? และแน่นอนว่า โคลนทุกตัวเหมือนต้นฉบับทุกประการที่เหลือก็การศึกษานิสัยและพฤติกรรมล่ะครับ ว่าจะเหมือนตัวต้นฉบับไหม
 อย่างที่เราทราบกันว่า เรื่องของโคลนนิ่งถูกคัดค้านอย่างรุนแรงในหลายๆวงการ เพราะชะตากรรมที่เกิดขึ้นกับสัตวทดลองนั้นไม่มีใครรับรองได้ว่ามันจะออกดีหรือสวยงามอย่างที่หวัง นั่นคือกับสัตว์..แต่ถ้าเป็นคนล่ะครับ? คนที่มีชีวิตจิตใจที่เกิดขึ้นมาจากการโคลนนิ่ง จะยังมีอะรมารับประกันชะตากรรมของเขาหรือไม่ ถ้าการทดลองผิดพลาดจะเกิดอะไรขึ้น? ทำลายทิ้งเหมือนสัตว์ในห้องทดลองยังงั้นรึ? หรือว่ากวาดล้างแบบที่พระเจ้ากระทำกับมนุษย์ - มนุษย์ที่ไร้คุณสมบัติที่พระองค์ต้องการโดยการบันดาลให้น้ำท่วมโลก แล้วก็คัดเอาเฉพาะตัวอย่างที่ดีๆ(เช่น โนอาห์)เก็บเอาไว้ ภาพด้านล่างเป็นสัตว์ทดลองที่เกิดจากการทดลองทางะพันธุกรรมของ NASA แพะที่มี 8 ขา!!!
1999: Dr. Richard Seed ได้ประกาศว่า ขณะนี้ห้องแล็บของเขา (และเชื่อว่าอีกหลายๆที่ในโลก) มีความพร้อมที่จะดำเนินการโครงการโคลนนิ่งมนุษย์แล้ว ซึ่งในช่วงนั้นสหรัฐได้ออกกฏหมายเกี่ยวกับการโคลนนิ่งขึ้นมาเช่นกัน ถึงกระนั้นองค์กรเอกชนก็ได้ประกาศตูมเรื่องการโคลนนิ่งเชิงธุรกิจออกมามากมาย นี่ยังไม่นับรวมไปถึงหน่วยงานของรัฐบาลแต่ละประเทศซึ่งกำลังเร่งดำเนินการทดลองอยู่อย่างลับๆอีกด้วย สองชื่อที่เราคุ้นเคยกันดีในฐานะบรรพบุรุษของมนุษย์ตามที่ปรากฏอยู่ในพระคัมภีร์ ปัญหาถกเถียงกันมานานว่าเรื่องของการสร้างมนุษย์ในบทเยเนซิสนั้นเป็นเรื่องจริงหรือแค่ความเชื่อทางศาสนามีมานานแล้ว นักวิทยาศาสสตร์บางกลุ่มหลีกเลี่ยงการตอบปัญหานี้เนื่องมาจากมันกระทบความรู้สึกของมหาชนเกินไป ในขณะที่นักวิทยาศาสตร์บางกลุ่มผู้ไม่สนใจอะไรนอกจากข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ก็ได้เริ่มงานของพวกเขา นักวิทยาศาสตร์แห่ง University of Munich และ Pennsylvania State University ได้รายงานถึงการวิจัยของพวกเขาว่า จากการศึกษาข้อมูลที่ได้มาจากการสกัด DNA จากโครงกระดูกของมนุษย์นิแอนเดอร์ธัล ที่ขุดได้จากเขต Dusseldorf ในปี 1856 พบว่า มีความไม่เกี่ยวเนื่องกันหลายประการในข้อมูลที่อยู่ใน DNA ของมนุษย์โบราณและโมเดิร์นแมนเช่นพวกเรา และดูเหมือนว่าหากทฤษฎีวิวัฒนาการของดาร์วินเป็นจริง มันก็มีห่วงโซ่ทางวิวัฒนาการที่หายไปอยู่อีกหลายเปลาะกว่าที่คิดกันไว้ในอดีต เพราะจากข้อมูลที่ออกมา เราและมนุษย์โบราณเป็นเพียงสิ่งมีชีวิตที่เรียกได้ว่าเป็นญาติห่างๆกันเท่านั้น ไม่ได้มีทีท่าว่าจะสามารถวิวัฒนาการตามธรรมชาติจนออกมาเป็นมนุษย์ยุคใหม่อย่างพวกเราได้เลย หรือ(ขอเน้นคำนี้หน่อยเหอะ)ถ้ามี เราก็ยังไม่พบเจ้าห่วงโซ่ที่ว่านั้นแม้กระผีกริ้น ซึ่งคงต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่ของนักวิทยาศาสตร์และนักมานุษยวิทยาล่ะครับ ว่าคำตอบที่เราต้องการทราบกันนั้นจะออกมาในรูปแบบใด  ความรู้เกี่ยวกับ DNA เข้ามาช่วยตรงนี้ได้มากครับ อย่าเพิ่งตกใจไป ผมจะไม่สาธยายทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ให้ยาวยืดหรอกน่า ปูพื้นแค่นิดนึง(ไม่รู้จะเป็นการสอนหนังสือสังฆราชไหม เพราะเรื่องพวกนี้ผมคิดว่าทุกท่านคงจะทราบกันดี หลายท่านอาจจะรู้มากกว่านายโซนิคด้วยซ้ำ)ว่า ในโครงสร้างของ DNA นั้น จะมีส่วนที่ใช้เก็บข้อมูลทางพันธุกรรมอยู่ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะสามารถถ่ายทอดต่อผ่านไปให้ลูกหลานได้ ซึ่งแน่นอนครับหากว่าเราสามารถแกะเอาข้อมูลที่เก็บไว้ออกมาอ่านหรือตีความได้ เราก็จะสามารถทราบเส้นทาง รายละเอียดของการวิวัฒนาการได้เช่นกัน และสามารถบอกได้ด้วยซ้ำว่าบรรพบุรุษคนแรกของสายพันธุ์ที่เราศึกษานั้นมีชีวิตอยู่ในช่วงไหน สูงเท่าไหร่ ฟันผุกี่ซี่ อ้าว... ไม่ได้ล้อเล่นนะครับนี่เรื่องจริง นักวิทยาศาสตร์ได้ใช้ข้อมูลใน mitochondria ใน DNA ของเพศหญิงเพื่อตามรอยของบรรพบุรุษของเรา พวกเขาเรียกโค้ดเนมของบรรพบุรุษชายและหญิงว่า อาดัมกับอีฟ อย่างที่ปรากฏอยู่ในไบเบิล และได้พบว่า "อีฟ" น่าจะมีชีวิตอยู่ในช่วงประมาณหนึ่งแสนปีที่ผ่านมาแล้ว ในขณะที่อาดัมมาเกิดในช่วงหลังเล็กน้อยประมาณหมื่นถึงสองหมื่นปีหลังจากอีฟ อ้าว... นี่มนุษย์ผู้ชายไม่ได้เกิดก่อนอย่างที่ระบุไว้ในไบเบิลหรอกรึ?  มันก็ไม่แน่นัก อีฟอาจจะเป็นผู้หญิงคนสุดท้ายในสายพันธุ์ที่เราศึกษาอยู่ที่เหลือรอดมาในขณะนั้น หล่อนอาจมาพบกับอาดัม(ซึ่งเป็นเพศผู้ที่อยู่อีกสายพันธุ์หนึ่ง)และมีความสัมพันธ์กันจนผสมผสานมีลูกมีหลานเป็นพวกเรา เพียงแต่ว่าอาดัมเป็นสายพันธุ์ที่อายุน้อยกว่าเท่านั้นเอง จากการศึกษาบอกรายละเอียดเรามากขึ้นว่า สายพันธุ์ของมนุษย์เพศชายมีอายุน้อยกว่าหญิงประมาณสองหมื่นเจ็ดพันปี และถือกำเนิดขึ้นในช่วงประมาณ 37,000 - 49,000 ปีที่ผ่านมาแล้ว เอาล่ะครับถ้าเราจะเอาตรงนี้มาเป็นบรรทัดฐานในการสาวรอยบรรพบุรุษของเรา เราก็น่าจะได้เวลาอย่างคร่าวๆที่บรรพบุรุษเราถือกำเนิดขึ้นมาคือประมาณไม่เกินห้าหมื่นปี นับว่าใกล้เคียงกับที่นักมานุษยวิทยาประมาณเอาไว้ มาดูกันนะครับว่าเค้าประมาณเอาไว้อย่างไร
ภาพด้านซ้ายเป็นผังวิวัฒนาการของมนุษย์ครับนับช่วงเวลาเป็นล้านปี นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าเมื่อประมาณ 3-4 ล้านปีมาแล้ว สัตว์คล้ายมนุษย์ หรือ โฮมินิด ที่ชื่อ ออสตรัลโลพิทธิคัสมีถิ่นกำเนิดอยู่ในแอฟริกา(เพราะเป็นร่องรอยที่เก่าที่สุดที่ค้นพบ) จากฟอสซิลที่ศึกษาทำให้นักวิทยาศาสตร์พบว่าออสตรัลโลพิทธิคัสมีลักษณะคล้ายกับมนุษย์มากกว่าลิง จากการศึกษานี้ทำให้เกิดข้อถกเถียงตามมาว่าโฮมินิดเหล่านี้จะเป็นบรรพบุรุษสายตรงของมนุษย์หรือไม่ (Hominid = คล้ายมนุษย์ ส่วนคล้ายลิงเราจะเรียกว่า Pongid) ดังนั้นนักวิทยศาสตร์บางท่านจึงได้แต่สันิษฐานว่า ออสตรัลโลพิทธิคัสอาจมีบรรพบุรุษร่วมกันในอดีตกับมนุษย์ กล่าวคือวิวัฒนาการมาจากสายทางเดียวกัน และเมื่อประมาณสองล้านปีก่อน ปรากฏว่ามีโฮมินิดพันธุ์ใหม่ค่อยๆแผ่ขยายตัวอย่างช้าๆ เรียกว่าพันธู์โฮโมอาบิลิสและวิวัฒนาการไปเป็นโฮมินิดอีกพันธุ์หนึ่งในช่วงประมาณล้านถึงสองล้านปีก่อน เรียกว่าโฮโม อิเลคตัส ซึ่งเรื่องราวของมนุษย์ทั้งสองพันธุ์นี้ปัจจุบันก็ยังมีรายละเอียดที่ไม่ชัดเจนนัก แต่ความแตกต่างที่เห็นได้ชัดเจนระหว่างโฮโมอิเล็คตัส กับสัตว์คล้ายมนุษย์ในยุคก่อนๆเช่น ออสตรัลโลพิทธิคัสกับ โฮโมอาบิลิส ได้แก่เรื่องของสมองและรูปร่าง ในช่วงเวลาไม่เกินสองล้านปีก่อน มีโฮมินิดพันธุ์หนึ่ง(ซึ่งอาจเป็นต้นตระกูลของมนุษย์โดยตรง) กลับมีสมองขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆจนกระทั่งโตกว่าสมองของออสตรัลโลพิทธิคัสถึงสองเท่าตัว รูปร่างก็เปลี่ยนไปเป็นอย่างมาก อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้สมองของโฮมินิดสายนี้โตขึ้นและรูปร่างเปลี่ยนไป ปัจจุบันยังเป็นเรื่องที่ขบไม่แตกในวงการวิทยาศาสตร์ ซึ่งเราก็ได้แต่คำตอบที่อ้อมแอ้มของพวกเขาว่า องค์ประกอบที่สำคัญที่สุดที่ทำให้สมองของโฮมินิดขยายตัวขึ้น ก็คงมาจากการกินเนื้อและระบบย่อยอาหารที่ดีขึ้น แต่กระบวนการดังกล่าวต้องใช้เวลาม-า-ก-ก-กและย-า-ว-วนานมากครับ กว่าจะเป็นอย่างที่ว่า เพราะฉะนั้นเป็นไปได้หรือไม่ว่า จะมี"อะไร"หรือ"ใคร"ที่เข้ามาสอดแทรกตัวกลางขั้นตอนวิวัฒนาการของมนุษย์เรา
Homo Sapien - ประมาณ 250,000 ปีถึงปัจจุบัน โฮโม เซเปี้ยนหรือมนุษย์ฉลาดวิวัฒนาการมาจากโฮโม อิเล็คตัส ดังนั้นมนุษย์จึงเริ่มเกิดมาไม่นานเมื่อเทียบกับโฮมินิดสายอื่นๆ และมนุษย์ในแบบปัจจุบันจริงๆมีประวัติศาสตร์ความเป็นมา เริ่มต้นเมื่อประมาณห้าหมื่นกว่าปีมาแล้ว ซึ่งอยู่ในช่วงกลางๆยุคน้ำแข็งยุคสุดท้ายของโลกและเริ่มประวัติศาสตร์ของมนุษย์ที่แท้จริงเป็นลำดับขั้นดังนี้
50,000 ก่อน ค.ศ. กำเนิดมนุษย์แบบปัจจุบัน 50,000-10,000 ก่อน ค.ศ. เป็นยุคสังคมอนารยะของมนุษย์(ป่าเถื่อน) 10,000 ก่อน ค.ศ. เริ่มต้นเกษตรกรรมและอารยธรรม 5,000 ก่อน ค.ศ. เริ่มใช้ตัวอักษรเขียนหนังสือและบันทึกเรื่องราว อันเป็นผลพวงความก้าวหน้าของอารยธรรมทางการเกษตร นี่คือหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และประวัติศาสตร์ที่พวกเราร่ำเรียนกันมา ณ จุดนี้ผมขอให้ทุกท่านวางมันลงหรือปาทิ้งไปก่อนก็ได้ เพราะจากนี้ไปจะเป็นหลักฐานหรือเงื่อนงำประหลาดๆ ที่ส่อให้เห็นว่า ทฤษฎีเกี่ยวกับวิวัฒนาการของมนุษย์นั้นมันผิดโดยสิ้นเชิง บอกกล่าวเอาไว้ก่อนว่า ผมจะลากเอามนุษย์ต่างดาวและพระเจ้าจากอวกาศเข้ามาเกี่ยวข้องให้น้อยที่สุด หลักฐานที่เอามาก็รับรองความน่าเชื่อถือได้โดยนักวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่นักลึกลับศาสตร์ที่ผมชอบเอามาอิงเหมือนที่ผ่านๆมา ดูกันไปทีละชิ้นไหมครับ ว่าหลักฐานเหล่านี้มันชวนให้สังคายนาประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติกันใหม่หรือเปล่า ?
--------------> Next Part 2 --------->
|