พิมพ์หน้านี้
|
พุทโธ ธมฺโม สงฺโฆติ วุตฺเต อจลนุภาเวน โอกปฺปนํ โอกปฺปนสทฺธา นาม ฯ พระพุทธศาสนาสืบทอดตลอดมานับแต่ครั้งพุทธกาลจวบจนปัจจุบัน ก็โดยอาศัยธงชัยแห่งแก้ว ๓ ประการ คือ พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ ซึ่งพุทธศาสนิกชนทั่วไปรู้จักกันในความหมายว่า พระรัตนตรัย หรือแก้ว ๓ ประการ อันเป็นก้าวแรกของการเข้าสู่กระแสแห่งสัจจะธรรม เฉกเช่นพระอริยบุคคลชั้นโสดาบัน ย่อมต้องเข้าถึงอารมณ์แห่งพุทธานุภาพ ธรรมมานุภาพ สังฆานุภาพ ด้วยชีวิต ดังนั้นการเข้าสู่กระแสแห่งพระอริยะคือการปฏิบัติเพื่อให้เข้าถึง " พุทธานุภาพ" เป็นปฐมบท ด้วยกุศลจิตดังกล่าว ในปี พุทธศักราช 2548 จึงได้ออกจาริกเพื่อเดินทางไปศึกษายังสำนักสุวรรณโคมคำ อ.วัดโบสถ์ จว.พิษณุโลก ซึ่งเป็นสำนักเดียวในประเทศไทยที่ถ่ายทอดการปฏิบัติตามแนวคัมภีร์อัฏฐารสธาตุทีปนี (รจนาโดย พระมหาเถรศรีสัทธา สมเด็จพระสังฆราชแห่งกรุงสุโขทัย ปรากฏเป็นหลักฐานในศิลาจากรึกนครชุม , จารึกวัดฤาษีชุม ฯลฯ )
ในการศึกษาและปฏิบัติ ณ สำนักสุวรรณโคมคำ อันเป็นสถานที่สัปปายะด้วยธรรมชาติ ได้เรียนรู้การหายใจของพระโยคาวรที่แท้จริง อันตรงตามสภาวะแห่ง "อนิจจลักษณะ" คือ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป นั้นเป็นไปกับทุกสรรพสิ่ง แม้ลมหายใจก็เช่นเดียวกัน คือสภาวะเกิดขึ้น ได้แก่ ขณะหายใจเข้า(อุปาทะขณะ) สภาวะตั้งอยู่ ได้แก่ ขณะตั้งกองลมไว้ภายในสังขาร(ฐิติขณะ) และสภาวะดับไป ได้แก่ ขณะหายใจออก(ภังคะขณะ) เพราะเหตุว่า สถาพแห่งการดำรงของสังขารอยู่นั้น ก็เกิดขึ้น และเป็นไปโดยการสัมปยุตกันของธาตุทั้ง ๔ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ จึงได้ทราบว่าเหตุใดเมื่อตอนอุปสมบทนั้นอุปปัชฌายะ จึงให้กมฺมฐานด้วยปถวี(ธาตุดิน) เป็นกรรมฐานแก่อุปสัมเปกขะ(พระผู้บวชใหม่) เป็นสิ่งแรก นั้นก็เพราะว่าปถวีเป็นที่ตั้งของธาตุทั้งหลาย (ปถวีธาตุ ปฏฐนต ปถฺวี ปถวี เอว ธาตุ) ณ ที่สุวรรณโคมคำนี้ จึงได้เข้าศึกษาปฏิบัติปริกรรม-ภาวนาปถวีกสิณดินเป็นครั้งแรก และเป็นครั้งแรกที่ได้เริ่มฝึกการอธิษฐานจิตใต้น้ำขั้นต้น เพื่อเป็นแนวทางเข้าสู่กระแสแห่งพุทธานุภาพ ทั้งนี้จะต้องสมาทานถือ "สัจจะ" เป็นที่ตั้ง จะเสียสัจจะมิได้ตลอดการปฏิบัติ โดยสำเร็จการศึกษาตั้งกองลมตามคัมภีร์อฏฐารส อันมีเนื้อหาวิธีปฏิบัติโดยสังเขปดังนี้ .... อัฏฐารสธาตุ คือ ธาตุ ๑๘ ประการ อันรวมตัวกัน(สัมปยุต) ได้ด้วยอำนาจของอายตนภายในซึ่งส่งต่อให้กระทบกับอายตนภายนอก คือ วิญญาณทั้ง ๖ สามารถแยกออกได้เป็น ๓ ส่วนคือ "รูปธาตุ ๑๐" กับ "นามธาตุ ๗" "ธรรมธาตุ ๑" เนื่องจากการศึกษาปฏิบัติตามคัมภีร์อัฏฐารสทีปนี ของสมเด็จพระมหาเถรศรีสัทธาฯ นี้ คือการทำสมาธิด้วย " กายสฺส " (ในพระบาลีเรียกว่า " เอกาย ", " เอกายนํ " ดังปรากฏเป็นคาถาว่า... เอกายนํ ชาติขยนฺตทสฺส มคฺคํ ปชานาติ หิตานุกมฺปี เอเตน มคฺเคน ตรึลุ ปุพฺเพ ตริสฺสเร เจว ตรนฺติ โจฆํ ....เอกายน หมายเอา กายในคือเจตสิก อันเป็นตัวเดินสู่เส้นทางพระนิพพาน อันได้แก่ สัมมาวาจาเจตสิก , สัมมากัมมันตเจตสิก, สัมมาอาชีวเจตสิก... นี้เป็นศีลของกายใน(เจตสิก) อันจะเป็นทาง(มรรค) โดยกายเดียวนี้เท่านั้นไม่มีอื่นใด...) ในคัมภีร์อัฏฐารสธาตุ เน้นหนักในการรู้จักกายใน เพื่อให้กายในสามารถทำสมาธิสัมปยุต(รวม) " ธาตุ " และควบคุม "ธาตุ" (เพราะสิ่งทั้งหลายย่อมเกิดมาแต่ธาตุทั้ง ๔ ) การที่ต้องศึกษาเรื่องธาตุก็เพราะเป้าหมายสุดยอดของพระพุทธศาสนานั้นคือ "นิพพานธาตุ" ซึ่งจะมีจุดเริ่มต้นขั้นแรกที่ "รมฺมธาตุ (อ่านว่า รัมมะ-ทาด)" อันหมายถึง " พระรัตนตรัย " และอันดับแรกแห่งพระรัตนตรัย ก็คือ "พุทธานุภาพ" ที่พระพุทธองค์ทรงรับรองว่าเป็น "อจลนุภาเวน(อานุภาพที่ไม่มีวันเสื่อมสูญ)" ดังนั้นก้าวแรกที่จะควบคุม "รูป-นาม" ได้ จะต้องเริ่มที่ทำอย่างไรจะเข้าถึงพุทธคุณให้ได้เสียก่อน จะข้ามขั้น หรือใช้วิธีอื่นใดเป็นมิได้ วิธีปฏิบัติ ตามคัมภีร์มี ว่า
เมื่อปฏิบัติผ่านขั้นวิญญาณํ(ใช้เพื่อควบคุมวิญญาณ,อาตยนะภายนอก) อันเป็นขั้นปฐม(คือตั้งกองลมได้ ๒๒๘ อักษร ต่อหนึ่งขณะลมหายใจ) จึงจะต้องศึกษาและปฏิบัติขั้นสูง จัดว่าเป็นขั้นอุกฤษ ที่ต้องถวายชีวิตเป็นพุทธบูชา โดยเอาชีวิตเป็นเดิมพันต่อไป ซึ่งเมื่อสำเร็จขั้นอุกฤษแล้วแหละจึงจะสามารถกล่าวได้ว่า คือผู้ที่ภาวนาคำว่า " พุทธัง ชีวิตัง ยาวนิพพานัง สรณัง คัจฉามิ " ซึ่งเรียกได้ว่า " เป็นพุทธบริษัท " ได้อย่างเต็มภาคภูมิ
ดังนั้นในต้นปีพุทธศักราช ๒๕๔๙ จึงได้เดินทางขึ้นเหนือเพื่อไปสู่สถานที่ปฏิบัติขั้นอุกฤษ ที่บูรพาจารย์ผู้ถ่ายทอดได้บอกต่อเป็นมุขปาฐะว่าอยู่ ณ ตำแหน่งใด สถานที่ปฏิบัตินี้จัดเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งเนื่องด้วยเป็นการปฏิบัติเพื่อให้ เข้าถึง และรู้ว่า "พุทธานุภาพ" นั้นมีอยู่จริง เป็นที่พึ่งที่ระลึก ที่กำจัดภัยแห่งมวลมนุษย์ได้จริง ซึ่งเรามักได้ยินเป็นประจำในการสวดคำว่า " พุทธัง ชีวิตัง ยาวะนิพานัง สรณัง คัจฉามิ " ไม่ใช่เป็นเพียงเสียงที่เปล่งออกจากปากเท่านั้น แต่จะต้องรับกระแส(พุทธานุภาพ)ได้ และรู้ถึงพลังแห่งพุทธานุภาพว่าเป็นที่พึ่งของชีวิตเรา ที่ควรแก่การระลึกได้จริง เป็นการปฏิบัติเพื่อ " สัมปยุต กาย วาจา ใจ ให้เป็นหนึ่งเดียวกัน ซึ่งเราเรียกว่า สมาธิ" ซึ่งทั่วไปมักไม่รู้ในความหมายที่แท้จริง ดังนั้นการกระทำสิ่งใด ๆ จึงปราศจากความสำเร็จด้วยประการทั้งปวง เพราะเราจะเห็นได้ชัดเจนแทบจะทุกบรรทัดในพระไตรปิฏก ที่พระพุทธองค์ทรงย้ำว่า ให้ถึงพร้อมด้วยองค์ 3 คือ กาย วาจา และ ใจ ทุกคนจำได้ รู้ดี แต่...ทำไม่ได้... เรื่องนี้เป็นเรื่องจริง และนี่และคือหัวใจของบันไดขั้นต้นของการเป็นพุทธมามกะ ก่อนที่จะสมาทานใด ๆ ต้องให้ถึงพร้อมด้วยกายวาจาใจ ลองถามตัวท่านเองซิว่า เข้าใจ คำว่า "ถึงพร้อม" ยังไง ? การปฏิบัติขั้นอุกฤษนี้เป็นส่วนหนึ่งในคัมภีรอัฏฐารสธาตุ เรียกว่า "โสฬสวิชชา " ดังนั้นสถานที่จะใช้ปฏิบัตินั้นจำเป็นต้องอยู่ห่างไกลจากสังคมเมือง และสิ่งแปลกปลอมที่จะเข้ามาทำลายอารมณ์ ในขณะปฏิบัติ และเป็นสถานที่ที่ได้ถูกกำหนดไว้โดยบูรพาจารย์ต่อเนื่องกันมาเท่านั้น การเดินทางครั้งนี้นั้น นับว่าเป็นบททดสอบการถวายชีวิตเป็นพุทธบูชาตั้งแต่เริ่มต้น เพราะภูเขาที่สูงชันนับร้อยลูก แต่เพราะเนื่องจากผลที่ได้ผ่านการฝึกจิตมาแล้ว ทำให้รู้วิธีหายใจ และตั้งกองลม เลื่อนกองลมได้ ทำให้ไม่เหนื่อย ซึ่งเป็นวิธีที่คณาจารย์โบราณที่ได้ออกจาริกได้ใช้ในขณะเดินทางซึ่งชาวบ้านมักเรียกติดปากว่า "ธุดงค์" นั้นเอง
ที่เห็นอยู่เป็นเงาลิบ ๆ สุดสายตานั้นคือลูกแรกที่เราต้องไปให้ถึง มันเป็นความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูกในทุกย่างก้าว
เมื่อขึ้นถึงยอดดอยสุดจริง ๆ จะเป็นป่าโปร่ง แต่เมื่อข้ามลงต่ำนิดต้นไม้จะใหญ่มากจนมองไม่เห็นยอด ความเหนื่อย ทดท้อ กล้ามเนื้อที่เริ่มล้า ความคิดเริ่มกระเจิดกระเจิง นี่เราบ้าหรือเปล่าที่มาเดินข้ามเขา เข้าป่า นอนอยู่ในกุฏีแสนสบาย และยังไม่รู้ว่าข้างหน้าจะสมกับความมุ่งหวังหรือไม่ ? เราจะไปเพื่ออะไร ? จะได้อะไร ? เสียงในสำนึกดังก้องไปพร้อม ๆ กับความระโหย คนที่ไม่เคยเดินขึ้นเขาที่ชันขนาด 70-80 องศา จะไม่รู้หรอกว่า ความปวดของกล้ามเนื้อที่ขา ซึ่งต้องลากสังขารส่วนบนไปด้วยนั้นมันหนักหนาสาหัสแค่ไหน คอที่แห้งผาก ขาที่สั่นเพราะกล้ามเนื้อกระตุก หยาดเหงื่อที่ไหลย้อยเป็นทางถึงปลายคาง ลมหายใจที่ถี่หอบเพราะอ๊อกซิเจนเริ่มน้อย มันแทบจะทำให้ต้องทิ้งร่างกองลงกับพื้นเหมือนกระสอบเปล่าที่ไร้ค่า และนี่กระมัง.... ที่พระพุทธองค์ท่านได้ทรงตรัสสอนไว้ว่า... สังขาร..เป็นบ่อเกิดแห่งทุกข์ มันเป็นเช่นนี้เองหนอ... เป้าหมายของเราในชั้นต้นคือต้องไปให้ถึงหมู่บ้านชาวกะเหรี่ยงซึ่งเป็นหมู่บ้านแรก ที่จะนำไปสู่ต้นทางสถานที่ปฏิบัติให้ได้ แน่ละต้องข้ามดอยที่เริ่มสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ อีก ไม่น้อยกว่า 60 ลูก... ใจภาวนานึกพึงพุทธคุณ ... ...... โดยอธิษฐานจิตว่า.... ขอมอบกายถวายชีวิตนี้เป็นพุทธบูชา...ทุกย่างก้าวนี้ขอถวายไว้ต่างเครื่องสักการะ.. ดำเนินตามรอยเยี่ยงพระอริยเจ้า ที่ได้ลำบากยากเข็ญนำพระพุทธศาสนา บุกป่าฝ่าเขาจากแดนไกล..มายังสุวรรณภูมิ ให้เราได้มีโอกาศรับรู้ และศึกษาในพระธรรมคำสั่งสอนอันเป็นสัจจธรรมของพระพุทธองค์..... ทางเริ่มชันขึ้นเรื่อย ๆ ...ก้าวเริ่มสั้นลง...แต่ใจไม่ท้อ.. หากตายก็ขอให้ตายในวาระนี้เพราะที่พึ่งอื่นใดไม่มี (ไม่มีจริง ๆ...เพราะมีแต่ต้นไม้ ลม ท้องฟ้า หมอก และ หิน) กล้ามเนื้อขา พาเท้าย่างต่อไป ต่อไป ....ต่อไป..
และในที่สุด ... ดอยที่เห็นอยู่สุดสายตา ที่คิดว่าจะผ่านไม่พ้นเพราะหมดแรง เสียก่อน ก็ข้ามมาจนถึงหมู่บ้านกะเหรี่ยงหมู่บ้านแรกจนได้ หมู่บ้านนี้ตั้งอยู่บนยอดเขาสูงสุด ทั้งนี้เราจะต้องผ่านหมู่บ้านนี้ไปอีกหมู่บ้านหนึ่งซึ่งอยู่ด้านล่างต่ำลงไปในหุบเหว โดยใช้ทางลงทางหน้าผา อันเป็นทางเดียวที่จะเข้าถึงหมู่บ้านนี้ได้ในทางบก ซึ่งจะอยู่ด้านหลังของหมู่บ้านนี้ ซึ่งจะเป็นหน้าผาสูงชัน ต้องเดินผ่านป่าดิบทึบ เพื่อที่จะไต่หน้าผาลงไปยังหมู่บ้านหนึ่งซึ่งมีชื่อว่า หมู่บ้านโก๊ะงอคี อันเป็นต้นทางไปสู่สถานที่ปฏิบัติอีกฟากหนึ่งของสาละวิน
เนื่องจากภูเขาสูงเลยเมฆ ทำให้เกิดหมอกหนาจนแสงอาทิตย์ไม่อาจส่องผ่านลงมายังพื้นได้ ซึ่งอาจจะทำให้เกิดความหวาดกลัวภัยต่อสัตว์ร้ายที่มองไม่เห็น รอยตีนเสือ ใหญ่ประมาณฝาบาตร รอยยังหมาด ๆ เดินนำไปข้างหน้า บางครั้งเกิดความสะดุ้งกลัวเช่นพบกับรอยตีนเสือที่เพิ่งผ่านไปใหม่ ๆ ก็อาศัยการตั้งจิตถวายเป็นพุทธบูชา ทำให้ความหวาดผวาเหล่านั้นก็หายไปเพราะจิตมีที่พึ่ง นี่คือสิ่งที่ได้รับรู้ว่า "พุทธานุภาพ เป็นที่พึ่งที่ระลึกได้จริง" แต่ยังไม่อาจนำมาใช้ได้ทุกสภาวะ ในชั้นต้นนี้เพียงแต่เป็นการฝึก "ฉันทะ วิริยะ และ จิตตะ" เป็นเครื่องกระตุ้นเตือนถึงเป้าหมาย ยิ่งสูง ยิ่งหนาว และยิ่งเหนื่อยวิชาการฝึกตั้งกองลมจากสุวรรณโคมคำได้ถูกนำมาใช้อย่างตอนนี้อย่างได้ผล เพื่อนสหธรรมมิก (ท่านป๋อ) ซึ่งขึ้นไปปฏิบัติอยู่บนยอดดอยบุญเลอหลวง เป็นผู้นำทางไปสู่หมู่บ้านต้นทางที่อยู่ต่ำลงไปจากหน้าผา (พร้อมด้วยเจ้าครก สุนัขนำทางที่ซื่อสัตย์ ติดตามไม่เคยทิ้ง และจะวิ่งนำหน้าไปก่อน แล้วนั่งรอจนกระทั่งเดินไปถึงมันก็จะล่วงหน้าไป คล้ายกับตรวจเส้นทางให้ เป็นเรื่องที่น่าประหลาดเป็นอย่างยิ่ง เพราะเส้นทางที่ข้ามดอยมาจากบ้านล่าง ผ่านเหวข้ามภูเขาหลายสิบลูก มันไม่เคยหลง น่ารักมาก) กำลังนั่งถ่ายภาพกันบนปากเหว ซึ่งเป็นส่วนสูงที่สุดของยอดดอย นั่งพักเหนื่อย เพื่อที่จะใต่หน้าผาลงไปสู่หมู่บ้านโก่งอคี อันเป็นหมู่บ้านชาวเขาเผ่าปากะยอ(กะเหรี่ยง) ใต่หน้าผาลงมาถึงหมู่บ้านโกง่อคี ซึ่งเป็นต้นทางที่จะไปสู่ สถานที่ฝึกปฏิบัติขั้นอุกฤษ ตามคัมภีร์อัฏฐารสธาตุ ซึ่งอยู่อีกฟากหนึ่งของสาละวิน จึงต้องพักค้างคืนที่หมู่บ้านโกง่อคี เอาแรงเตรียมตัวเดินทางที่ต้องผ่านป่าดิบ ที่จะเป็นท่าข้ามสาละวินได้โดยเฉพาะ
ชายป่าชายแดนระหว่างไทย-พม่า ริมฝั่งแม่น้ำสาละวิน อัฏฐารสธาตุ แปลว่า ธาตุ ๑๘ นั้น ประกอบขึ้นด้วยอำนาจแห่งอายตนะภายใน ซึ่งพระโยคาวจรจะต้องควบคุมให้อยู่ในอำนาจ เพราะกรรมทั้งหลายนั้นย่อมเกิดแต่ "อายตนะภายใน" เป็นปฐม คือ ทวารทั้ง ๖ ที่ส่งต่อให้กระทบกันกับ "อายตนะภายนอก" คือ วิญญาณทั้ง ๖ สามารถแยกเป็นรูป และ นาม ได้ดังนี้ ส่วนรูปธาตุ แบ่งเป็น ๑๐ คือ (กายนอก = สังขาร) หรือ พหิทธรูป ๑.รูปธาตุ ๒. สัทธาธาตุ ๓. คัณธธาตุ ๔.รสธาตุ ๕.โผสฐัพธาตุ ๖.จักขุธาตุ ๗.โสตธาตุ ๘.ฆานธาตุ ๙. วิญญาณธาตุ ๑๐.กายธาตุ นั่งเรือเข้าสู่แม่น้ำสาละวิน เพื่อไปสู่สถานที่สัปปายะสำหรับการศึกษาปฏิบัติ "โสฬสวิชชา "โดยเฉพาะ ส่วนนามธาตุ แบ่งออกเป็น ๗ ธาตุ (กายใน=เจตสิก) หรือ อัชฌัตตรูป คือ ๑. จักขุวิญญาณธาตุ ๒.โสตวิญญาณธาตุ ๓. ฆานวิญญาณธาตุ ๔. ชิวหาวิญญาณธาตุ ๕. กายวิญญาณธาตุ ๖. มโนธาตุ ๗.มโนวิญญาณธาตุ ส่วน ธรรมธาตุ คือ การสัมปยุต(รวมกัน) ระหว่าง รูปธาตุ กับ นามธาตุ เป็นหนึ่งเดียว ดังนั้นทุกสิ่งที่เราสมมุติกันขึ้นมาว่าเป็นเขาเป็นเรา เป็นตัวเป็นตน ล้วนแต่เป็นสิ่งสมมุติเกิดขึ้นด้วยธาตุทั้ง ๑๘ นี้เอง แต่พูดน่ะพูดได้ แต่รู้และเข้าใจได้จะมีสักกี่สิบคน และรู้+เข้าใจกับต้องควบคุม แยก,ประกอบธาตุได้ มีใครบ้าง ที่ฝึกได้สำเร็จตามคัมภีร์อัฏฐารสธาตุทีปนี ซึ่งพระมหาเถรศรีสัทธาฯ ได้นำมาเผยแผ่แก่พุทธศาสนิกชน(ปรากฏเป็นหลักฐานตาม วิปัสนาภูมิปาฐะ) นับเนื่องมาแต่ครั้งกรุงสุโขทัยสืบทอดจวบจนปัจจุบัน ดังนั้นขั้นตอนของผู้ปฏิบัติ จึงต้องตั้งอยู่บนฐานแห่งความจริงใจ คือ มี "สัจจะ" เป็นฐาน มีอิทธิบาท๔ เป็นพลังหนุน จึงจะผ่านขั้นตอนอันอุกฤษแต่ละขั้นได้ ซึ่งแน่ละ การปฏิบัตินั้นไม่ง่าย เพราะต้องเข้าถึงกระแสแห่ง พุทธานุภาพ ได้อย่างจริงจัง ทุกขณะ ทุกเวลา และนำมาใช้แม้ในชีวิตประจำวัน พร้อมกับพิสูจน์ให้ประจักษ์ต่อมหาชนได้ด้วย เพราะการเข้าถึง "พุทธานุภาพ" เป็นเพียงขั้นต้นชั้นอนุบาล ที่จะเป็นบันไดขั้นแรกก้าวขึ้นสู่ระดับสูงขึ้นต่อไป จบตอน 1 |
| << | กันยายน 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | ||||||
| 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 |
| 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 |
| 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 |
| 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 |
| 30 | ||||||