พิมพ์หน้านี้
|
บันทึกลับในราชการสงคราม เจ้าพระยาบดินทร์เดชา (สิงห์) อาญาสิทธิ์แม่ทัพใหญ่ฝ่ายตะวันออก ..เอกสาร สมบัติของ..ฯขุนนคเรศฯ... (ภาค 9 ) (สงวนลิขสิทธิ์ เฉพาะการพานิชย์) ![]() ดาบสำหรับหญิงจะเล็กและสั้นกว่าดาบชาย ซึ่งใช้ในสมัยศึกเจ้าอนุวงศ์ การยุทธที่เขาสาร ครั้งนี้ กรมพระราชวังบวร จึ่งมีพระบัญชา ให้ พระองค์เจ้าขุนเณร แล พระณรงค์สงคราม คงเป็นกองโจร รีบยกไปซุ่มพลอยู่ต้นทางเวียงจันทร์ ทางที่จักเดินข้ามมาเขาสาร ให้คอยสกัดตีกองลำเลียงลาวเวียงจันทร์อย่าให้ส่งเถิงกันได้ ให้ เจ้าพระยามหาโยธารามัญ คุมกองทหารรามัญอยู่รักษาค่ายลาวที่ ทุ่งซ่มป่อยไว้ให้มั่น ให้ พระยาพรหมยกระบัตร เมืองนครรราชสีมา คุมพลทหารห้าร้อยเป็นนายทัพนายกองลาดตระเวณที่หนึ่ง ให้ พระยาประสิทธิ์คชลักษณ์ จางวางกรมช้างกองนอก เมืองราชสีมา คุมพลทหารห้าร้อย มีช้างสำหรับในกองสองร้อยช้าง เป็นแม่กองตระเวณที่สอง รวมกำลังพลทหารทั้งสองกองพลพันหนึ่ง ให้ทั้งสองกองนั้นไปลาดตระเวณด่านข้างทุ่งนาคราช ป้องกันรักษาทางไม่ให้ลาวเวียงจันทร์แลทางอื่นยกมาบรรจบกับกำลังลาวที่ค่ายเขาสาร ให้ พระยาเสนาภูเบศร์ คุมทัพกองหนึ่ง ให้ พระยาพิชัยบุรีทรา คุมทัพกองหนึ่ง ให้ พระยาณรงค์วิชัย คุมทัพกองหนึ่ง ให้ พระยาวิสูตรโกษา คุมทัพกองหนึ่ง ทั้งสี่กองนี้คุมพลทหารกองละพัน เป็นทัพหน้า ยกขึ้นไปตีค่ายเขาสาร ทางช่องแคบด้านตะวันตก ให้ พระยายาแสนยากร คุมทัพกองหนึ่ง ให้ พระยากลาโหมราชเสนา คุมทัพกองหนึ่ง ให้ พระยาวิเศษสงครามฝรั่งแม่นปืนใหญ่ คุมทัพกองหนึ่ง ยกไปเข้ากับกองทัพ พระยาจ่าแสนยากรเป็นทัพทำลายค่าย รวมสามทัพ พลทหารสามพัน ยกเข้าตีค่ายเขาสารด้านตะวันออกเฉียงเหนือ ให้ พระยาศาสตราฤทธิรงค์ คุมทัพกองหนึ่ง ให้ หลวงดำเกิงรณภพ คุมทัพกองหนึ่ง ให้ หลวงวุทธิสาระชาญ คุมทัพกองหนึ่ง ให้ พระอภัยศรเพลิง คุมทัพกองหนึ่ง ให้ พระจินดาจักรรัตน์ คุมทัพกองหนึ่ง ทั้งห้ากองนี้คุมพลกองละห้าร้อย รวมสิ้นสองพัน ยกเข้าตีค่ายเขาสารด้านใต้ ให้ พระยาสุรินทรราชเสนี คุมทัพกองหนึ่ง ให้ พระยาปลัด เมืองราชสีมา คุมทัพกองหนึ่ง ทั้งสองกองนี้คุมพลกองละสามร้อย ยกไปคอยตีกองทัพลาว ซึ่งจักมาอาศัยน้ำกินในลำธารป่าดงทึบ ให้รักษาลำธารทั้งปวงในป่าไว้ให้มั่นคง อย่าให้เสียลำธารแก่ลาวได้แม้สักแห่งหนึ่ง ให้ ท่านหญิงโม้ เมืองราชสีมา คุมไพร่เป็นกองเสบียง คอยส่งสาอย่าให้ขาด ด้วยชำนิชำนาญพื้นที่ทางป่ามากกว่าผู้อื่น
ณ วันจันทร์ เดือนหก แรมห้าค่ำ กรมพระราชวังบวรฯ มีพระบัญชา ให้ กรมหมื่นนเรศร์โยธี กรมหมื่นเสนีบริรักษ์ ทั้งสองพระองค์ เป็นแม่ทัพใหญ่ถืออาญาสิทธิแทนพระองค์ คุมพลทหารสามพัน มีอำนาจบังคับบัญชากองทัพทั้งหลาย ที่ยกขึ้นไปตีค่ายเขาสารตามราชการ ให้ พระยาประกฤษณุรักษ์ คุมพลทหารช้างร้อยห้าสิบ ให้ พระยาเพชราชา คุมพลทหารช้างร้อยห้าสิบ รวมช้างสองกองสามร้อยยกไปตีค่ายเขาสาร พร้อมด้วยกรมหมื่นทั้งสองพระองค์ ให้ พระยาราชโยธา พระยามหาอำมาตย์ คุมพลทหารกองละพันห้าร้อย เป็นกองผู้ช่วยทัพทั้งหลาย ถ้าเหนทัพผู้ใดหย่อนกำลังรี้พลลงเมื่อใด ให้ช่วยอุดหนุนกองนั้น ๆ ให้ทันท่วงทีแก่ราชการ
ณ วันอังคาร เดือนหก แรมหกค่ำ กรมพระราชวังบวรฯ มีพระบัญชา ให้ พระยาเสน่หาภูธร คุมพลทหารพันหนึ่งอยู่รักษาค่ายทุ่งซ่มป่อย ถ้ามีราชการแปลกประหลาดจรมาประการใด ให้คิดราชการกับเจ้าพระยามหาโยธารามัญ ให้ พระยาประสิทธิ์ศาตรา หลวงฤทธิณรงค์ หลวงทรงศักดาวุธ สามนาย คุมพลทหารเกณฑ์หัดอย่างใหม่แปดร้อย เป็นกองเสือป่าแมวเซายกไปช่วยกองทัพหน้า ให้ หลวงฤทธิ์สำแดง คุมพลทหารปืนใหญ่ฝรั่งสามร้อย เป็นกองอาทมาต ไปกับทัพหลวง ให้ หลวงผ่านพิภพ หลวงจบจักรวาล เป็นทัพม้า คุมทหารม้ากองละร้อยม้า มีพลประจำหลังม้าทั้งสองกองเป็นกองคอยเหตุ จักได้เดินหนังสือบอกข้อราชการศึกหนักเบาให้รู้ทุกทัพทุกกอง บรรดาแม่ทัพนายกองทั้งหลายก็ตั้งค่ายประชิด ห่างค่ายลาวประมาณห้าสิบเส้นบ้าง เจ็ดสิบเส้นบ้าง ร้อยเส้นบ้าง อย่างที่ใกล้สามสิบเส้น กรมหมื่นนเรศร์โยธี กรมหมื่นเสนีบริรักษ์ ทั้งสองพระองค์ ทรงตั้งกลค่ายกวางเหลียวหลัง ตั้งหนุนค่ายกองหน้าสามสิบเส้น กรมพระราชวังบวรฯ ทรงตั้งค่ายหลวงใกล้ค่ายลาวที่ค่ายเขาสาร ห่างประมาณสองร้อยห้าสิบเส้น ห่างค่ายกรมหมื่นทั้งสองออกมาเจ็ดสิบเส้นเป็นค่ายชัย ค่ายหลวงอันตั้งไว้เดิมห่างมากประมาณสองร้อยห้าสิบเส้นนั้น กรมพระราชวังบวรฯ ได้โปรดให้ เจ้าพระยาพิษณุโลกซึ่งยกทัพมาล่า ให้ตั้งรักษาค่ายหลวงเดิมนั้นไว้ เพราะค่ายหลวงนั้นมีหนองน้ำอยู่ในค่าย จึ่งต้องรักษาไว้ให้มั่นคง ด้วยจักต้องเป็นค่ายรักษาทหารไพร่พลที่เจ็บป่วยทั้งหลายนั้น
ทางฝ่ายค่ายทัพลาวที่เขาสารนั้น ก็ได้ตกแต่งค่ายคูประตูรบ เพิ่มขวากหนามป้อง กันทัพสยาม แล้วส่งใบเกณฑ์ไพร่ลาวหัวเมืองมาสมทบอีกหลายพัน ให้พลทหารลาวใหม่เหล่านั้นประจำหน้าที่ทุกค่ายใหญ่น้อย โดยสามารถแข็งแรงยิ่ง พระยาสุโภ แล ชานนท์ แม่ทัพใหญ่ลาว ได้ปรึกษาขุนนางลาวท้าวเพี้ย นายทัพนายกองทั้งหลายว่า "บัดนี้กองทัพฝ่ายสยามยกมาตั้งค่ายประชิดคราวนี้ เหนเชิงศึกเข้มแข็งกล้าหาญนัก ตั้งค่ายเป็นวงภาสีเถิงสามชั้น ทั้งทัพหลวงก็ยกมาตั้งค่ายหนุนทัพหน้าทั้งปวงอยู่ด้วย อาการศึกสยามครั้งนี้ดูท่วงทีชอบกล เราจักคิดเป็นประการใด จึ่งจักชำนะศึกแก่สยามได้ " แสนท้าวพระยาลาวเพี้ยจึ่งตอบว่า " การทั้งนี้ก็สุดแท้แต่ความคิดท่านผู้เป็นแม่ทัพใหญ่ จักบัญชามาประการใด พวกเรานายทัพนายกองทั้งหลายนี้ ก็จักปฏิบัติตามคำสั่งแก่การศึก " พระยาสุโภ แล ชานนท์ แม่ทัพใหญ่ลาว จึ่งพูดขึ้นในที่ประชุมว่า " เราคิดว่าสยามยกทัพมาคราวนี้ เป็นการเร่งรุดด่วนมาโดยเร็ว อีกประการหนึ่งเล่าสยามยกขึ้นมาทางนี้ ก็เป็นทางลำบากแก่ไพร่พลมาก เพราะเป็นทางข้ามเขาแลทางป่าไกลนัก จักได้เสบียงอาหารบรรทุกโคต่างแลช้างขึ้นมาได้สักมากน้อยเท่าใดได้ ก็พอจักคิดได้ไม่ผิดมากนัก เราประมาณดูรี้พลในกองทัพสยาม กับเสบียงอาหารที่บรรทุกช้างแลโคต่างมานั้น จักทำการสักสามเดือนก็ไม่พอเลี้ยงกัน เต็มว่าช้าเดือนเศษก็จักสิ้นอาหารเสบียงลง กำลังสยามก็จักหย่อนลงมาก จักทำอะไรแก่เราได้เล่า เพราะเพลานี้ทัพสยามก็ใกล้จักหมดเสบียงแล้ว แม้ว่าทัพสยามจักส่งเสบียงขึ้นมาหนุนก็คงมิทันการด้วยศึกติดพันอยู่ ก็แลเราได้ แต่งกองทัพอันสำคัญไปจุกช่องกักด่าน คอยตีกองเสบียงลำเลียงสยาม ที่จักมาเพิ่มเติมกันนั้นก็ไม่ได้ อีกประการหนึ่งเพลานี้เล่า กำลังสยามรื่นเริงหน้าทัพเพราะมีชัยชำนะแก่ลาวมาหลายครั้ง กำลังศึกยังกล้าหาญอยู่นักหนา เราจักเข้าต่อสู้ด้วยสยามในเพลานี้ยังไม่ได้ เราคิดว่าต้องช่วยกันรักษาค่ายให้มั่นแข็งแรงสักเดือนเศษ ฤๅ ครึ่งเดือน แต่พอให้กองทัพสยามขาดเสบียงอาหารลงเมื่อใด เราจึ่งจักได้ยกกองทัพออกโจมตีก็จักมีชัยชำนะแก่สยามได้โดยง่าย " ท้าว พระยาลาวทั้งหลายก็เหนชอบพร้อมกัน ตามถ้อยคำ ความคิดของพระยาสุโภ แล ชานนท์แม่ทัพใหญ่ลาว ทุกประการ จึ่งได้ช่วยกันขับพลรักษาค่ายเขาสารโดยมั่นคง ณ วันเสาร์ เดือนหก แรมสองค่ำ กรมพระราชวังบวรฯ มีพระบัญชาให้มหาด เล็ก ขึ้นไปเชิญกรมหมื่นทั้งสองพระองค์ให้ลงมาเฝ้าในค่ายหลวง แล้วทรงปรึกษาข้อราชการว่า " แต่กองทัพสยามขึ้นมาตั้งค่ายประชิดที่เขาสารช่องแคบช้านานเถิงหกเจ็ดวันแล้ว ก็ไม่เหนลาวจัดทัพออกมาตีเราตามธรรมเนียมศึกใหญ่ ลาวนิ่งอยู่แต่ในค่ายหลายวันแล้ว ดีร้ายลาวจักคิดอุบายสักอย่างหนึ่งเป็นแม่นมั่น " กรมหมื่นทั้งสองจึ่งกราบทูลว่า " ถ้าจักนิ่งช้าอยู่เหนจักต้องด้วยกลอุบายลาวตามกระแสรับสั่ง ขอจงทรงมีพระบัณฑูรสั่ง พระยา พระ หลวง นายทัพนายกองทั้งหลาย ให้ตระเตรียมการเข้าปล้นค่ายลาวให้แตกในสามวัน ถ้าเนิ่นช้าไปจักต้องอุบายลาวเป็นแน่แท้ ไม่ควรจักนิ่งไว้ให้ช้าจนลาวคิดอุบายสำเร็จได้ " กรมพระราชวังบวรฯ ทรงเหนชอบด้วยกับความคิดของกรมหมื่นทั้งสองพระองค์ จึ่งทรงมีพระบัญชาให้หา เจ้าพระยา พระยา พระ หลวง นายทัพนายกองทั้งปวงให้เข้าเฝ้าพร้อมกันเป็นข้อราชการด่วน หลังเมื่อทรงประชุมปรึกษาข้อราชการกับ เจ้าพระยา พระยา พระ หลวง นายทัพนายกองทั้งปวงเป็นที่ยุติเหนชอบด้วยกันทั้งสิ้นแล้วจึ่งมีพระบัญชา ให้ พระยาจ่าแสนยากร พระยามหาอำมาตย์ คุมทหารพันห้าร้อย กอง ๑ ให้ พระยากลาโหมราชเสนา พระยาศรีสรราช คุมทหารพันห้าร้อย กอง๑ ทั้งสองกองนี้เป็น ทัพเอก ยกเข้าปล้นค่ายพระยาสุโภ ให้ พระยาณรงวิชัย พระยาสุนทรสงครามสุพรรณบุรี คุมทหารพันห้าร้อย กอง ๑ เป็น กองหนุนทัพเอก ให้ พระยาราชโยธา พระยาเสนาภูเบศร์ คุมทหารพันห้าร้อย กอง ๑ ให้ พระยาบริรักษ์ราชา พระยาอัษฏาเรืองเดช คุมทหารพันห้าร้อย กอง ๑ ทั้งสองกองนี้เป็น ทัพโท ยกเข้าปล้นค่ายชานนท์ ให้ พระยาอภัยสงคราม พระยาพิชิตสงคราม คุมทหารพันหนึ่งเป็น กองหนุนทัพโท ให้ พระพิชัยบุรินทร์ พระยานครา พระยาพิพิธภักดี คุมทหารพันหนึ่ง เป็น กองเสริม ถ้าเหนว่าทัพใดหย่อนก็ให้ส่งพลหนุนทัพทั้งหลายนั้น ให้ พระยาสุริทรราชเสนี คุมทหารพันหนึ่ง ให้ พระยาสุเรนทรราชเสนา คุมทหารพันหนึ่ง ให้ พระยาพิบูลย์สมบัติ คุมทหารพันหนึ่ง ให้ พระยาอร่ามมณเฑียร คุมทหารพันหนึ่ง ให้ พระยาพิจิตร คุมทหารพันหนึ่ง ให้ พระยานครสวรรค์ คุมทหารพันหนึ่ง ทั้งหกกองนี้โปรดให้ยกเข้าตีปล้นค่าย พระยามือไฟแลพระยามือเหล็ก แลค่ายเซียงใต้ เซียงเหนือ ค่ายเพี้ย ท้าวพระยาลาว ซึ่งได้ตั้งเป็นค่ายป่าละเมาะชายป่าเชิงเขาสารทุก ๆ ค่ายให้แตกพร้อมกัน ให้ พระยากฤษณุรักษ์ พระยาพุทธราชา แม่กองช้างในกรุ่ง พระยาประสิทธิคชลักษณ์ แม่กองช้างนอก เมืองราชสีมา รวมสามนาย คุมพลทหารช้างสองร้อย ยกไปทลายค่ายลาวที่เขาสาร แต่ให้อยู่ในบังคับบัญชาของพระยาจ่าแสนยากร พระยากลาโหมราชเสนา ให้ พระวิชิตณรงค์ ข้าหลวงเดิม คุมพลทหารห้าร้อย ยกไปตั้งค่ายปิดสกัดต้นทาง ข้างเมืองเวียงจันทร์ไว้ อย่าให้ลาวไปมาหากันได้ ให้ตั้งค่ายปิดทางที่ ตำบลทุ่งแค (ลาวเรียกว่า ทุ่งคับแค) แลทรงโปรดเกล้าฯ มีพระบัญชาให้จัดกองทัพอีกแปดกอง คือ กรมดาบญี่ปุ่น ๑ กรมอาสาวิเศษ ๑ กรมอาษาใหม่ ๑ กรมอาษาหกเหล่า ๒ กอง กรมกองแก้วจินดา ๑ กรมพลพันทนายเลือก ๒ กอง รวม ๘ กอง ทั้ง ๘ กองนี้มีพระยา พระ หลวง เป็นนายทัพนายกอง คุมพลทหารกองละสามร้อยบ้าง สี่ร้อยบ้าง ยกระดมเข้าตีค่ายปีกกาลาวทุก ๆ ค่ายพร้อมกัน แลทรงมีพระบัญชา ให้ หม่อมเจ้ากำภูฉัตร ในเจ้าฟ้ากรมหลวงจักรเจษฏา เป็นแม่ทัพคุมพลทหารม้าห้าร้อย เป็น จเรทัพ กองตรวจตราทัพทั้งหลาย กรมพระราชวังบวรฯ ทรงมีพระราชกำหนดอัยการศึก ว่า " วันพรุ่งนี้เป็นวันอาทิตย์ฤกษ์ดี ในเพลาสิบนาฬิกา ให้พระยา พระ หลวง นายทัพนายกองทั้งปวง พร้อมใจกันยกทัพจู่โจมโถมเข้าหักค่าย ปล้นค่ายลาว ที่ตามช่องเขาสารให้แตกจงได้ภายในช่วงเพลาวันเดียว ผู้ใดล่าทัพถอยออกมา จักลงพระราชอาญาแก่นายทัพนายกอง ที่ล่าถอยออกมาอย่างฉกรรจ์ ตามบทกฏหมายพระอัยการศึก " ยามสิบนาฬิกา วันอาทิตย์ เดือนหก แรมสามค่ำ ได้ฤกษ์ดี ขรัวครูจึ่งตีฆ้องชัย นายทัพนายกองทั้งปวงยกพลทหารโห่ร้อง ยกกองทัพเข้าปล้นค่ายลาวที่เขาสารทุกด้านตามหมาย พระยาสุโภ แล ชานนท์ แม่ทัพใหญ่ เร่งให้พลทหารรับรองป้องกันเป็นสามารถ ยิงปืนไฟปืนยาหน้าไม้ออกมาดั่งห่าฝน ไพร่พลกองทัพสยามบาดเจ็บลงมาก แต่ข้างทัพลาวจักหาทัพมาช่วยก็หามีไม่เพราะสยามได้ตั้งจุดอุดช่องทางไว้เสียหมด ทัพช้างสยามของ พระยากฤษณุรักษ์ พระยาพุทธราชา แม่กองช้างในกรุ่ง พระยาประสิทธิคชลักษณ์ แม่กองช้างนอก เมืองราชสีมา ยกเข้าทะลายค่าย พลทหารสยามมิได้ย่อท้อหนุนเนื่องกันเข้าไป ทำลายค่าย ปีนค่าย เย่อค่าย ฟันค่าย บ้างถอนขวากหนามทิ้งวิ่งตรูเข้าค่ายลาวได้พลลาวในค่ายตกใจวิ่งแตกตื่นอลหม่าน พลทหารสยามไล่แทงฟันลาวล้มตายเป็นอันมาก บ้างเหยียบกันตายก็มี ที่แหกค่ายหนีไปได้บ้าง แต่พระยาสุโภ ชานนท์ เซียงใต้ นายทหารทั้งสามนั้นพาพลทหารที่ร่วมใจสองร้อยเศษ ถืออาวุธสั้นสองมือฟันฝ่ากองทัพสยามแหกค่ายหนีไปได้ทั้งสามนาย ณ สามทุ่ม วันอาทิตย์ เดือนหก แรมสามค่ำ ทัพสยามยึดได้ค่ายเขาสาร พบลาวตายประมาณสองส่วน ที่เล็ดลอดไปได้ประมาณส่วนหนึ่ง ที่กองทัพสยามจับเป็นได้ประมาณส่วนหนึ่ง จับได้ช้างพลายพังระวางเพรียวสองร้อยหกสิบเจ็ดช้าง ม้าห้าร้อยสี่สิบแปดม้า โคต่างพันสี่ร้อย เก็บได้เครื่องสรรพาวุธยุทธภัณฑ์ กระสุนดินดำ แลเสบียงอาหารพร้อมบริบูรณ์ ลาวได้ละพระพุทธรูปประจำค่ายองค์หนึ่ง ทำด้วยทองหนักเจ็ดตำลึงสองบาท เป็นทองคำเนื้อเจ็ดสองขา พระเนตรฝังพลอยนิลทั้งสองข้าง ระหว่างพระอุณาโลมฝังพลอยทับทิมหลังเบี้ยเท่าเม็ดข้าวโพดเป็นปางขัดสมาธิเพชร หน้าตักสามนิ้ว สามกระเบียด (ได้อัญเชิญเข้ากรุงเทพฯ พระพุทธรูปองค์นี้คือพระชัยวัฒน ซึ่งเจ้าอนุสร้างขึ้นเป็นพระประจำพรรษา) ฝ่ายกรมพระราชวังบวรฯ ทรงทำศึกกับลาวมีชัยชนะ แก่ข้าศึกลาวตีได้คายเขาสารแล้ว จึ่งทรงแต่งหนังสือบอกข้อราชการซึ่งมีชัยชำนะแก่ข้าศึกลาว แลกิจราชการทั้งปวงในความความที่ทรงพระราชดำรินั้นด้วยรวมลงฉบับหนึ่งทรงมีพระบัญชา ให้ หลวงนายมหาใจภักดิ์ ถือพลม้า ๑๕๐ ม้า เชิญพระอักษรแลหนังสือบอกลงมากราบบังคมทูลพระกรุณา ณ กรุงเทพฯ ณ วันจันทร์ เดือนหก แรมสิบเอ็ดค่ำ จึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ พระยานครา คุมพลทหารสยามห้าร้อย ไล่ต้อนคุมครัวลาวเชลยที่ฉกรรจ์ กับช้างดี ม้าดี ลงมาทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายที่กรุงเทพฯ เป็นการล่วงหน้าก่อน กองทัพสยามที่ยกไปเป็นทัพหน้าตีค่ายเขาสารแตกแล้วทุกตำบล ทัพหน้ายกตามไปตีลาวที่แตกหนีไปขึ้นบนเขาสารนั้น กวาดต้อนจับได้พลลาวเป็นอันมาก บ้างก็ข้ามเขาสารลงไปตามที่เชิงเขาด้านตะวันออก เถิงพื้นดินราบเรียกว่าตำบลพรานพร้าว อยู่ริมฝั่งน้ำโขงตรงข้ามหน้าท่าเมืองเวียงจันทร์ กองทัพหน้าของสยามไม่เหนฝ่ายลาวตั้งค่ายรับศึกที่ฝั่งน้ำโขง จึ่งได้กลับมา กราบบังคมทูลกรมหมื่นทั้งสองพระองค์ให้ทรงรู้ กรมหมื่นทั้งสองจึ่งรับสั่งให้นายทัพนายกองเที่ยวไปเก็บเรือใหญ่น้อยของลาว ที่ทิ้งไว้ตามฝั่งแลบ้านร้างได้หลายสิบลำ จึ่งให้ไพร่พลทหารสยาม ลงเรือแล้วเสด็จลงข้ามฟากไปยังเมืองเวียงจันทร์ เมื่อทรงเสด็จเข้าไปนั้น เมืองเวียงจันทร์ร้างไร้ผู้คนด้วยเจ้าอนุได้พาไพร่พลบริวาร หลบหนีออกไปสิ้น ทิ้งเมืองให้ร้างไว้ กรมหมื่นทั้งสองได้เข้าเมืองเวียงจันทร์ก่อนทัพทั้งปวงจึ่งสั่งให้พลในกองทหารสยาม เก็บสรรพสิ่งเครื่องเงิน เพชรพลอย แลเครื่องอัญมณีต่าง ๆ ซึ่งเป็นวัตถุของเจ้าอนุแลญาติวงศานุวงศ์แลแสนท้าว พระยาลาว ท้าวเพี้ย ที่หนีเก็บไปกับตัวด้วยไม่ทัน เรี่ย ราดกลาดเกลื่อนไปทั่วทั้งเมืองเวียงจันทร์ แต่จักหาผู้คนสักคนในเมืองก็หามิได้ ล้วนหลบลี้หนีตายไปกับพวกเจ้าอนุทั้งสิ้น แลเก็บได้ทรัพย์อันเป็นเครื่องสูงราชูปโภคของกษัตริย์โบราณเป็นอันมาก แต่ทรงห้ามมิให้ทหารค้นรื้อวัด แลห้ามมิให้เอาสมบัติใดในวัดออกมา หากผู้ใดฝ่าฝืนจักลงอาญา แล้วทรงรับสั่งให้ไพร่พลทหารสยามไปตามจับช้าง ม้า ที่แตกฉานซ่านเซ็นอยู่ในเมืองแลนอกเมืองเวียงจันทร์ ได้ช้างพลายพังระวางเพรียวสี่สิบหกช้าง ม้าสี่ร้อยยี่สิบสี่ม้า แลโคกระบือพันเศษ เครื่องสรรพาวุธยุทธภัณฑ์เป็นอันมาก พร้อมทั้งกระสุนดินดำด้วย กรมหมื่นทั้งสองจึ่งทรงมีรับสั่ง ให้ พระยาสุนทรสงคราม เมืองสุพรรณบุรี ให้คุมพลพันเศษยกไปตั้งค่ายหลวงรอรับเสด็จกรมพระราชวังบวรฯ ที่ตำบลพรานพร้าว ริมฝั่งโขงให้สร้างค่ายขึ้นแปดค่าย เพราะรี้พลที่จักตามเสด็จมานั้นรวมกันมากมายด้วยหลายทัพ หลายพันคน ให้ พระณรงค์สงคราม นำความกลับไปกราบบังคมทูลข้อราชการในเมืองเวียงจันทร์ ต่อกรมพระราชวังบวรฯ ที่ฝั่งสยาม พระณรงค์สงคราม เมื่อข้ามน้ำโขงข้ามเขาสารจึ่งเข้าเฝ้าหน้าเกยชัย ขณะกรมพระราชวังบวรฯ เสด็จประทับอยู่ที่นั้น กราบทูลว่า " กองทัพของกรมหมื่นทั้งสองพระองค์ เมื่อยกข้ามเขาสารลงไปเถิงฝั่งพรานพร้าว ไม่มีทัพลาวตั้งรับอยู่นั้น จึ่งเสด็จลงเรือข้ามน้ำโขงเข้าเมืองเวียงจันทร์ได้โดยสะดวก ในเมืองก็ไม่มีทัพลาวตั้งรับรบสู้รักษาเมืองแม้สักคน พบแต่ครอบครัวลาวที่แก่ชราแก่เฒ่าป่วยไข้ กับที่ไม่สมัครไปด้วยเจ้าอนุเพียงจำนวนน้อย ได้ใต่ถามได้ความว่า เจ้าอนุพาครอบครัวบริวาร ญาติหลบหนีไปเมืองญวนสองวันแล้ว กองหน้าจึ่งเดินทัพเข้าเมืองเวียงจันทร์ได้ กรมหมื่นทั้งสองจึ่งรับสั่งให้เกล้ากระหม่อม กลับมากราบบังคมทูลเชิญเสด็จข้ามน้ำโขงไปยังเมืองเวียงจันทร์ " ครั้งนั้น กรมพระราชวังบวรฯ ทรงรับรู้ความแล้ว ก็มิได้เสด็จข้ามน้ำโขงไปทอดพระเนตรในเมืองเวียงจันทร์ แต่มีพระราชบัณฑูรบัญชา ให้ พระณรงค์สงคราม คุมไพร่พลทหารสองร้อยลงเรือข้ามน้ำโขง กลับไปยังเมืองเวียงจันทร์ แลตัดต้นไม้ที่มีผลสำหรับกินได้นั้นให้โค่นเสียให้สิ้น ทั้งให้ถ่ายเสบียงอาหารออกจากเมืองเวียงจันทร์ ขนข้ามมาไว้ในค่ายหลวงพรานพร้าวให้สิ้นเชิง แลให้รื้ออิฐที่เป็นกำแพง เมืองเวียงจันทร์เสียให้สิ้น ไม่ให้เอาไว้เป็นค่ายคูประตูรบของเจ้าอนุต่อไป เว้นไว้แต่ที่เป็นกำแพงวัดเท่านั้นห้ามมิให้รื้อถอน เมื่อวันศุกร์ เดือนหก ขึ้นหนึ่งค่ำ กองทัพเมืองเชียงใหม่ เมืองแพร่ เมืองน่าน เมืองหลวงพระบาง ยกกันมาตามท้องตราที่เกณฑ์ขึ้นไปแต่ก่อน ได้เดินทัพมาเถิงพร้อมกันทั้งสี่เมือง รวมรี้พลเป็นกำลังทหารเถิงสามหมื่น นายทัพนายกองทั้งสี่เมืองนั้นได้เข้าเฝ้ากรมพระราชวังบวรฯ ที่ค่ายหลวงพรานพร้าว จบภาค 9 |
| << | กันยายน 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | ||||||
| 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 |
| 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 |
| 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 |
| 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 |
| 30 | ||||||