พิมพ์หน้านี้
|
บันทึกลับในราชการสงคราม เจ้าพระยาบดินทร์เดชา (สิงห์) อาญาสิทธิ์แม่ทัพใหญ่ฝ่ายตะวันออก ..เอกสาร สมบัติของ..ฯขุนนคเรศฯ... (ภาค 11 ) (สงวนลิขสิทธิ์ เฉพาะการพานิชย์)
ครั้นทรงจดหมายใบบอกนี้แล้ว จึ่งโปรดให้จมื่นมหาสนิท หัวหมื่นมหาดเล็ก กับ พระอินทราธิบาล ที่เจ้ากรมพระตำรวจวังหน้า เชิญจดหมายใบบอกลงมาทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายพระเจ้าอยู่หัว ณ กรุงเทพ ฯ ครั้งนั้นโปรดให้ พระราชวรินทร์ เจ้ากรมพระตำรวจในพระราชวังหลวง ซึ่งเชิญสิงของเครื่องเสวยมาแต่เมืองจีนขึ้นไปพระราชทานนั้น โปรดให้กลับลงมากับตำรวจในวังหน้าที่เชิญใบบอกมานั้นพร้อมกัน แม้นว่าทัพสยามจักได้ชัยชำนะเดินทัพเข้าสู่เมืองเวียงจันทร์ได้แล้ว แต่พระยาเชียงสา แม่ทัพลาวนั้น ยังคงตั้งค่ายแข็งแรงอยู่ที่ตำบลบ้านโพ้นเชียงทอง ยังหายอมแพ้มาสวามิภักดิ์ไม่ กรมพระราชวังบวรฯ จึ่งทรงมีพระราชบัณฑูร สั่ง ให้ พระยาไกรโกษา เป็นแม่ทัพ คุมพลทหารสำหรับทัพที่ยกมาแต่เมืองหล่มศักดิ์นั้น ให้ยกไปตีค่ายพระยาเชียงสา ให้แตกให้ได้ ทัพพระยาเชียงสา แม่ทัพลาวได้ต่อสู้แข็งขันเป็นสามารถ กำลังพลไพร่ลาวมากกว่าทัพของพระยาไกรโกษา พระยาไกรโกษาชะล่าใจในทัพลาว ด้วยเหนว่าทัพสยามเข้ายึดเมืองเวียงจันทร์ได้ ทัพพระยาเชียงสาคงจักหวาดกลัว แลแตกหนึไปเองไม่เป็นอันต่อสู้เมื่อเหนทัพสยาม แต่การมิเป็นเช่นนั้น พระยาเชียงสาได้วางกลศึกโอบล้อมกระหน่ำตีทัพของพระยาไกรโกษาแตกหนีมาแลเสียรี้พลมาก เสียนายทัพนายกองสยามไปมากในการศึกครั้งนี้ด้วยความประมาทในกลศึกพระยาเชียงสานั้น กรมพระราชวังบวรฯ ทรงขัดเคืองพระยาไกรโกษามาก จึ่งโปรดให้ขุนนางผู้ใหญ่ แม่ทัพนายกองปรึกษาโทษพระยาไกรโกษา เมื่อ พระยา พระ หลวง นายทัพนายกองพร้อมกันปรึกษาความผิด ตาม พระราช ฏีกาอัยการศึกมีความเหนพ้องกันว่า "พระยาไกรโกษามีความผิดมากนัก ขอพระราชทานให้ประหารชีวิตเสีย อย่าให้นายทัพนายกองดูเยี่ยงอย่างต่อไป" กรมพระราชวังบวรฯ ได้ทราบข้อยุติแห่งคำปรึกษาแล้วจึ่งตรัสว่า " พระยาไกรโกษานี้เป็นคนเก่า มีความชอบแต่ครั้งไปตีเจ้าราชวงศ์ที่เมืองหล่มศักดิ์แล้วครั้งหนึ่ง ขอให้ยกโทษประหารชีวิตเสียเถิด ให้แต่จำตรวนถอดออกจากที่พระยาไกรโกษา ไม่ให้เป็นขุนนางผู้ใหญ่แม่ทัพ แลให้จำตรวนไว้ในกองทัพหลวง " จากนั้น กรมพระราชวังบวรฯ ได้มีพระราชบัณฑูร ดำรัสสั่ง ให้ พระยาเพชรพิไชย ๑ พระยาเกษตร์รักษา ๑ พระยาบริรักษ์ราชา ๑ พระยา อัษฏาเรืองเดช ๑ นำไพร่พลทหารสยาม ยกไปตีค่ายพระยาเชียงสาให้แตกให้จงได้ ทัพพระยาเกษตรรักษา ซึ่งเป็นทัพหน้ายกไปพบค่ายพระยาเชียงสา แม่ทัพลาวที่ตำบลบ้านโพ้นเชียงทอง ก็เข้าโจมจู่ตีกองทัพหน้าของพระยาเชียงสา ในทันที นายแผลงไพรินทร์ นายเวรตำรวจวังหน้า เป็นนายม้า เชี่ยวชาญวิชากระสุนคดมือถือปืนหลังม้ายิงไปถูกอ้ายท้าวโสม นายทัพหน้าของพระยาเชียงสานั้นต้องปืนที่แสกหน้า ตกจากหลังม้าตายในที่รบ พระยาเกษตรรักษาแม่ทัพหน้าสยาม จึ่งให้ตัดหัวอ้ายท้าวโสมมาเสียบหอก ขี่ม้าชูนำหน้าไพร่พลสยามนำทัพตีลาวกระหน่ำเข้าไปอีก พลไพร่นายทัพลาวทั้งหลายเหนหัวท้าวโสมถูกตัดเสียบหอกก็ตกใจกลัว พากันแตกตื่นย่นถอยหลังเหยียบกันเป็นพัลวัน พระยาเกษตรรักษาก็ให้พลทหารไล่ตีพักเดียว ทัพอ้ายพระยาเชียงสาก็แตกถอยไปทางเมืองพง ทัพพระยาเพชรพิไขย แล พระยาอัษฏาเรืองเดช พระยาบริรักษ์ราชา จึ่งตามตีทัพลาวของพระยาเชียงสาไปเถิงป่าเมืองพง ในเมืองพงนั้น กองคำ แม่ทัพลาว ได้ตั้งค่ายอยู่ตามคำสั่งเจ้าอนุแต่ครั้งเริ่มศึก กำลังไพร่พลก็สดชื่น ด้วยมิได้ปะทะศึกใดเช่นทัพลาวอื่น จึ่งเมื่อเหนทัพพระยาเชียงสาแตกพ่ายมา จึ่งหาทางแก้กลศึกสยาม กองคำได้ยกพลทหารมาสกัดหลังทัพพระยาเพชรพิไชยที่ถลำเข้าไปในป่า เป็นศึกกระหนาบ ทัพของพระยาเพชรพิไชย ไม่รู้ว่ามีค่ายทัพลาวของกองคำตั้งรออยู่ที่เมืองพง เมื่อเหนทัพลาวเข้าตีตลบหลังก็แตกระส่ำระสาย กำลังพลสยามล้วนอ่อนล้า ครั้นเมื่อจวนตัวแลกำลังก็น้อยกว่าจึ่งต้องหันกลับประจันบานขั้นตะลุมบอน แต่ทัพสยามสู้มิได้แลใกล้ที่จักแตกอยู่แล้วนั้น นายสว่างฤทธิ์ชัย ศิษย์ร่วมอาจารย์ นายแผลงไพรินทร์ นายเวรตำรวจวังหน้า ได้ใช้วิชากระสุนคด ยิงอ้ายกองคำแม่ทัพลาวเข้ากลางอกตกม้าได้ศพมาก็ตัดหัวเสียบหอกเหมือนกันกับรายท้าวโสม การจึ่งพลิกผันยังผลให้ทัพลาวทั้งหลายเสียขวัญแตกเข้าป่าไป พ่ายแพ้หมดทุกทัพทุกกอง เพลานั้นใกล้พลบค่ำทัพสยามจึ่งมิได้ติดตามไปกลัวจักเสียทีแก่อ้ายลาว สงสัยว่าอ้ายลาวทำกลอุบายแตกหนีล่อทัพสยามให้ตามไปตีในป่าเมื่อเวลาค่ำ ทัพสยามจึ่งตั้งมั่นอยู่ที่นั้นคืนหนึ่ง พอเพลารุ่งเช้าทัพสยามจึ่งยกติดตามทัพอ้ายพระยาเชียงสาไป เมื่อเพลาสองโมง ทันอ้ายพระยาเชียงสาที่บ้านห้วยหลวง ทัพสยามจึ่งเข้าประจันบานขั้นตะลุมบอน ทัพลาวได้ตั้งรับวางพลปืนไว้ตลอดแนวป่า ทัพสยามหาได้ทราบไม่จึ่งเสียนายทัพสยาม แลสาหัสไป ดั่งนี้ พระอินทรเดช น้องพระยาเพชรพิไชย ต้องปืนลาวไม่เข้า แต่ตกม้าพลลาวจึ่งรุมกระหน่ำด้วยหิน แลเอาหอกเสียบรูทวารจึ่งตาย พระยากำแพงเพชร แล พระหฤทัย ทั้งสองต้องปืนสาหัสแต่หาเข้าไม่ กระดูกอกเดาะ หาได้ตายไม่ เพียงเสื้อผ้าอาภรณ์ไหม้เป็นรู พลไพร่ได้นำตัวกลับคืนมารักษาได้ สยามทัพนี้ล้วนคนดีมีวิชา มีพลน้อยตัวแต่หาญศึกฮึกเหิมด้วยคงกระพันต่ออาวุธ ดาบ ปืน จึ่งตีทัพพระยาเชียงสาลาวแตกกระจายไปในป่าอีกครั้งหนึ่ง แต่ทัพลาวหนีไปโดยเร็ว ทัพสยามตามไปไม่ทันก็ตั้งทัพอยู่ที่ริมหนองหลวง เพื่อจักรวบรวมรี้พลที่หลงป่าหลงทางระส่ำระสายในคราวรบกับ ทัพกองคำให้ถ้วนทุกนายเสียก่อน พระยาเชียงสา แม่ทัพลาว พาทหารที่ติดตามไปด้วยนั้นเลียบริมฝั่งโขง ลงไปเถิงเมืองยะโสธร จึ่งพบกับกองทัพสยามของ พระยาราชสุภาวดี ตั้งสกัดขวางทางอยู่ พระยาเชียงสาเข้าตาจน จักถอยก็ไม่ได้ จักเดินทัพต่อไปก็มิได้ พระยาเชียงสาจึ่งหาทางรอดชีวิตสั่งไพร่พลทหารลาวที่ติดตาม ให้ทิ้งศาตราวุธทั้งสิ้น ยอมยกให้ทหารพระยาราชสุภาวดีเสียหมดแล้ว ก็เข้าหาพระยาราชสุภาวดีแต่โดยดี ขอสวามิภักดิ์พอให้รอดชีวิต ฝ่ายพระยาเพชรพิไชยรวบรวมไพร่พลได้หมดแล้ว ก็ให้พระยาเกษตรรักษายกเป็นทัพหน้า ติดตามพระยาเชียงสาต่อไป พระยาเกษตรรักษานายทัพหน้ายกไปเถิงฝั่งแม่น้ำโขงใกล้เมืองยะโสธร จึ่งได้ทราบข่าวมาจากกองตระเวนด่านดพระราชสุภาวดีว่า พระยาเชียงสาเข้าหาพระยาราชสุภาวดีโดยดีแล้ว พระยาเกษตรรักษาแลพระยาเพชรพิไชย แลพระยานายทัพนายกองทั้งหลาย ยกทัพกลับมายังค่ายหลวงที่พรานพร้าว กราบทูลข้อราชการที่ได้ไปตีอ้ายพระยาเชียงสา นั้นทุกประการแล้ว ฝ่ายพระยาราชสุภาวดีตั้งทัพอยู่ที่เมืองยะโสธร คิดจักยกทัพไปตีเมืองจำปาศักดิ์ แต่พอเดินทัพมากลางทางได้ข่าวตามชาวป่าว่า เจ้าราชบุตรเมืองนครจำปาศักดิ์นั้นยกทัพมาตั้งค่ายอยู่ที่เมืองศรีษะเกศ ครั้นพระยาราชสุภาวดีแจ้งเหตุการณ์ดั่งนั้นแล้ว จึ่งยกทัพมาตั้งค่ายใหญ่อยู่ที่ใกล้เมืองอุบลราชธานี
ฝ่ายเจ้าราชบุตรได้ทราบข่าวศึก พระยาราชสุภาวดียกทัพใหญ่มาตั้งอยู่ที่ใกล้เมืองอุบล เจ้าราชบุตรจึ่งยกทัพมาตั้งค่ายรับอยู่ที่เมืองอุบลราชธานี จึ่งให้ เจ้าปาน เจ้าสุวรรณ ผู้น้อง คุมกองทัพตั้งค่ายสังกัดหลังอยู่ที่เมืองยะโสธร พระยาราชสุภาวดียกทัพกลับไปตีค่ายเจ้าปานเจ้าสุวรรณ ตั้งค่ายที่เมืองยะโสธรเวลาเดียว ทัพเจ้าปานเจ้าสุวรรณก็แตกกระจัดกระจายหนีไปได้บ้าง นายทัพนายกองจับเป็นได้นายทัพนายกองลาวหลายสิบคน แลไพร่พลได้มาก ที่ต่อสู้ตายเสียก็มาก แล้วพระยาราชสุภาวดีก็ยกทัพขึ้นไปตีเมืองอุบลราชธานี ฝ่ายลาวในเมืองอุบลราชธานีพร้อมใจกันเป็นขบถ คุมกันหลายพวก ได้ไล่ฆ่าฟันกองทัพเจ้าราชบุตรเป็นอลหม่านขึ้นไปในเมืองอุบลราชธานี ฝ่ายเจ้าราชบุตรเหนชาวเมืองอุบลราชธานี กลับใจเป็นขบถขึ้นพร้อมกันทั้งเมืองดั่งนั้น จึ่งพากองทัพของตนหนีออกจากเมืองอุบลราชธานี ตรงไปเมืองนครจำปาศักดิ์ซึ่งเป็นบ้านเมืองเดิมของตนเคยอยู่ ฝ่ายครอบครัวเมืองต่าง ๆ ที่เจ้าราชบุตรกวาดต้อน พาไว้ในเมืองจำปาศักดิ์นั้น ก็กำเริบเป็นศัตรูขึ้นด้วย ชวนกันนำไฟจุดเผาบ้านเรือนราษฏรในเมือง ไฟไหม้ขึ้นเป็นหลายสิบหลังแลไหม้ต่อกันไปเป็นอันมาก แล้วพวกครัวต่าง ๆ ก็พากันออกนอกเมืองจำปาศักดิ์ หมายจักต่อสู้กับเจ้าราชบุตรก็มีบ้างที่หนีไป เมื่อเจ้าราชบุตรเหนชาวเมืองคุมกันเป็นขบถเกิดจลาจลขึ้นดั่งนั้น จักเข้าเมืองก็ไม่ได้จึ่งรวบรวมไพร่พลคนใช้ที่สนิทได้ประมาณสามสี่สิบคนแล้ว พากันลงเรือข้ามฟากน้ำโขง หมายใจว่าจักขึ้นบกหนีไปแดนเมืองญวนให้รอดชีวิต |
| << | กันยายน 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | ||||||
| 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 |
| 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 |
| 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 |
| 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 |
| 30 | ||||||