พิมพ์หน้านี้
|
บันทึกลับในราชการสงคราม เจ้าพระยาบดินทร์เดชา (สิงห์) อาญาสิทธิ์แม่ทัพใหญ่ฝ่ายตะวันออก ..เอกสาร สมบัติของ..ฯขุนนคเรศฯ... (ภาค 15 ) (สงวนลิขสิทธิ์ เฉพาะการพานิชย์)
เจ้าพระยาพระคลังได้นำราชทูตญวนเข้าเฝ้า แล้วทูตต้องรอฟังราชการที่กรุงเทพฯ ได้ ๘ วัน พอดีมีพระราชสาส์นญวนส่งมาจากทางเมืองเขมรอีกฉบับหนึ่ง จึ่งซ้ำเป็นสองฉบับข้อความตรงกัน พระรามณรงค์ ข้าหลวงกรุงเทพฯ พร้อมด้วย พระยาเขมร เมืองพระตะบอง บอกส่งนายไพร่ญวนทั้ง ๑๘ คนซึ่งถือหนังสือองเลโป เสนาบดีฝ่ายต่างประเทศที่กรุงเว้ เดินทางมาทางเมืองเขมร ถือหนังสือผนึกสลักหลังไว้ว่า " เถิงเจ้าพระยาพระคลัง เสนาบดีฝ่ายต่างประเทศกรุงเทพมหานครศรีอยุธยาสยามประเทศ" ล่ามพนักงานแปลหนังสือญวนออกมาเป็นภาษาสยามเป็นใจความว่า "หนังสือองเลโป เสนาบดี ผู้สำเร็จราชการฝ่ายนานาประเทศ กรุงเว้อานาม ได้รับพระราชโองการจากพระเจ้ากรุงเวียตนาม ให้แจ้งความตามทางราชการ มาเถิงเจ้าพระยาพระคลังเสนาบดีฝ่ายนานาประเทศกรุงเทพมหานครศรีอยุธยาสยามประเทศ ได้ทราบด้วยพระเจ้าเวียตนามได้ทรงพระเมตตาให้ขุนนางญวนพาเจ้าอนุไปส่งนั้นแล้ว กับได้แต่งทูตญวนเชิญพระราชสาส์นเข้ามายังกรุงเทพมหานครศรีอยุธยาสยามประเทศด้วยแล้ว เนื้อความสองข้อนี้แจ้งอยู่ในพระราชสาส์น ที่ส่งมากับราชทูตทางเรือนั้นแล้ว บัดนี้ กินเลียกเบียนบู้ ขุนนางหัวเมืองแง่อาน มีหนังสือใบบอกขึ้นมาเถิงองทงเจ อัครมหาเสนาบดีฝ่ายเหนือ ฉบับหนึ่งมีใจความว่า " เราได้รับแจ้งจากเจ้อนุ แลเจ้าราชวงศ์ เถิงความในเมืองเวียงจันทร์ดั่งนี้ ภายหลังที่ขุนนางญวนพาเจ้าอนุไปส่งเถิงเมืองเวียงจันทร์แล้วได้พูดจาหารือกับแม่ทัพสยามที่ รักษาเมืองเวียงจันทร์เป็นปรกติดีอยู่ ตกลงจักแต่งเจ้าบุตรหลานให้ลงไปหาเสนาบดีฝ่ายสยาม เพื่อจักได้ขอโทษตนที่ผิดนั้น เจ้าอนุได้พักอยู่ในเมืองเวียงจันทร์คืนกับวันหนึ่ง เสบียงอาหารหมดลง เจ้าอนุ เจ้าราชวงศ์ก็ใช้ให้ไพร่พลลาวไปขอข้าวเปลือกในยุ้งฉางที่ทัพสยามรักษาอยู่ แม่ทัพนายกองสยามที่รักษาฉางข้าวนั้นไม่ยินยอมจ่ายข้าวสารให้ ด้วยว่าไพร่พลลาวไม่มีใบสั่งอนุญาตจากแม่ทัพใหญ่สยาม จึ่งไม่จ่ายข้าวสารให้ไพร่พลของเจ้าอนุกินพอเป็นกำลังราชการ เมื่อเจ้าราชวงศ์ได้ไปหาแม่ทัพสยามที่รักษาฉางข้าวอยู่ ได้อ้อนวอนขอข้าวสารให้ไพร่พลลาวกินบ้าง เพราะคราวกันดารอดอยาก ฝ่ายสยามก็ไม่ให้ข้าวแถมยังเอาปืนไล่ยิงไพร่พลของเจ้าอนุบาดเจ็บล้มตายเป็นอันมาก ด้วยไพร่พลสยามก่อเหตุขึ้นก่อนดั่งนี้ เจ้าอนุเจ้าราชวงศ์จึ่งสั่งไพร่พลลาวก่อการกำเริบขึ้นบ้าง เกิดรบราฆ่าฟันกับกองทัพสยาม กองทัพสยามมีพลน้อยกว่าสู้ไม่ได้ทิ้งเครื่องศาสตรวุธเสียหมดหลบหนีว่ายข้ามน้ำโขงไปสิ้น เจ้าอนุแลเจ้าราชวงศ์ก็มีเมตตาแก่ไพร่พลสยาม มิได้นำกองทัพออกติดตามฆ่าฟันทำร้ายไพร่พลสยาม ที่ตายไปนั้นก็ล้วนแล้วแต่จมน้ำตายเสียเอง เจ้าอนุแลเจ้าราชวงศ์ต่างเล่าความแก่เราตรงกันทั้งสอง เราจึ่งแจ้งเรื่องทั้งหลายให้องทงเจ อัครมหาเสนาบดีได้ทราบความ นำขึ้นกราบทูลพระเจ้าเวียตนาม จึ่งทรงมีรับสั่งให้เสนาบดีจัดขุนนางญวนขึ้นม้าเร็วขึ้นไปหาเจ้าอนุแลเจ้าราชวงศ์ที่ เมืองเวียงจันทร์โดยมีสาส์นว่ากล่าวเจ้าอนุแลเจ้าราชวงศ์ พร้อมกำชับว่า "ให้เจ้าอนุเก็บเครื่องศาสตราวุธยุทธภัณฑ์ที่กองทัพสยามทิ้งไว้นั้น ให้รวบรวมแล้วให้แต่ขุนนางลาวเจ้านายบุตรหลาน คุมเครื่องราชบรรณาการแลเครื่องศาสตราวุธของสยาม ลงมาส่งให้เสนาบดีสยาม จักได้นำขึ้นทูลเกล้าถวายคืนพระเจ้ากรุงเทพพระมหานครศรีอยุธยาสยามประเทศ แล้วให้มีศุภอักษรลงไปกราบทูลชี้แจง ความสัตย์ฤๅเท็จเหตุการณ์ทั้งหลาย การที่นายทหารคุมฉางไม่จ่ายข้าวให้ลาว แลก่อเหตุขึ้นก่อนโดยเอาปืนยิงไพร่นายทหารลาวตายเสียมากนั้น แล้วไพร่สยามก็หนีไปโดยไพร่พลลาวมิได้ทำขึ้นก่อนเลย ถ้าเจ้าอนุได้ชี้แจงตามที่ได้แจ้งนี้แล้ว เหนทีพระเจ้ากรุงเทพพระมหานครศรีอยุธยาสยามประเทศ จักทรงพระมหากรุณาโปรดยกโทษให้อนุตามงอนง้อที่ขอโทษรับผิด แลชี้แจงตามความสัตย์สุจริต ที่มิได้ทำการเป็นขบถต่อสยามซ้ำสอง แต่เป็นเพราะไพร่สยามทำขึ้นก่อน พระเจ้าเวียตนามมีความหวังในพระราชหฤทัยว่า พระเจ้ากรุงเทพพระมหานครศรีอยุธยาสยามประเทศ คงจักทรงพระมหากรุณายกโทษเจ้าอนุ ให้คงคืนบ้านเมืองสักครั้งหนี่งเป็นแน่ ถ้าเป็นดั่งนั้นแล้วพระเกียรติยศแก่กรุงเทพมหานครศรีอยุธยา ก็จักปรากฏจำเริญยิ่งขึ้นไปกว่าเก่าร้อยเท่าพันทวี จักเป็นที่ สรรเสริญแก่นานาประเทศใหญ่น้อยทุกทิศานุทิศ" เจ้าพระยาพระคลัง ได้นำข้อความตามหนังสือขององเลโป ขึ้นกรามบบังคมทูลพระกรุณา ได้ทรงทราบใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทแล้ว พระบาทสมเด็จพุทธิเจ้าอยู่หัวจึ่งทรงมีพระราชโองการมานพระบัณฑูรสุรสิงหนาท ดำรัสเหนือเกล้าเหนือกระหม่อม โปรดให้เจ้าพระยาพระคลัง กับ พระศรีภูริปรีชาอาลักษณ์ แต่งพระราชสาส์นฉบับหนึ่งกับของทรงยินดีตอบแทนออกไปถวายพระเจ้าเวียตนามไปกับราชทูต ณ วันพุธ แรมห้าค่ำ เดือนสิบ ทูตานุทูตญวนได้เข้าเฝ้ากราบถวายบังคมลา ก็ได้พระราชทานรางวัลแก่ทูตานุทูตพอสมควรตามพระราชประเพณี ครั้งนี้เจ้าพระยาพระคลังจักขอฝากพระราชสาส์นสยามไปยังกรุงเว้ด้วย ราชทูตญวนไม่ยอมรับนำไป โดยราชทูตได้อ้างความปฏิเสธนำพระราชสาส์นไปกรุงเว้ ความว่า "เราเป็นทูตมาแต่เมืองญวน กรุงเว้ เรามีหน้าที่เพียงเพื่อมาถวายพระราชสาส์พระเจ้าเวียตนามต่อ พระเจ้ากรุงเทพพระมหานครศรีอยุธยาสยามประเทศเท่านั้น หามีหน้าที่รับพระราชสาส์นตอบของพระเจ้ากรุงเทพพระมหานครศรีอยุธยาสยามประเทศไปยังพระเจ้าเวียตนามด้วยไม่ ผิดด้วยขนบธรรมเนียมกรุงเว้ฝ่ายญวน ชอบที่ฝ่ายสยามจักแต่งทูตของกรุงเทพพระมหานครศรีอยุธยาสยามประเทศไปยังพระเจ้าเวียตนาม ออกไปตอบแทนกรุงเว้บ้างจึ่งจักชอบ มิใช่ฝากเราผู้เป็นราชทูตไป มิมีราชประเพณีใดปรากฏเราจึ่งรับสาส์นไปด้วยเรามิได้" เมื่อทูตญวนไม่ยอมรับพระราชสาส์นไปด้วยนั้น พระบาทสมเด็จพระพุทธิเจ้าอยู่หัวจึ่งทรงโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยาพระคลังมีหนังสือประทับตราบัวแก้ว ตอบหนังสือขององเลโปฉบับหนึ่งโดยสั้นมีใจความว่า "ด้วยเรื่องเจ้าอนุ แลเจ้าราชวงศ์แจ้งแก่ท่านนั้นล้วนเป็นความเท็จ เจ้าอนุเป็นขบถขึ้นในเวียงจันทร์ฆ่าพระยาพิชัยสงคราม พระยาทุกขราษฏร์ หลวงสุเรนทรวิชิต แลนายทัพนายกองไพร่พลสยามตายเสียมาก มิเป็นด้วยเรื่องขอข้าวสารจากฉางตามว่า การก่อจลาจลของเจ้าอนุทำซ้ำขึ้นประทุษร้ายต่อกรุงเทพฯทุกอย่าง" เมื่อราชทูตญวนได้รับหนังสือของเจ้าพระยาพระคลังไปแล้ว ก็ลงเรือทะเลออกจากกรุงเทพฯ ไปเมื่อวันศุกร ขึ้นสองค่ำ เดือนสิบสอง ด้านชายขอบขัณฑสีมาสยามประเทศฝ่ายตะวันออก ค่ายพรานพร้าว ฝั่งตรงข้ามน้ำเมืองเวียงจันทร์ หลังจากพระยาเชียงสาลาว ได้กราบเรียนเจ้าพระยาราชสุภาวดีว่า "จักรับอาสานำทางพาทัพสยามลัดป่าไปให้เถิงเมืองยะโสธรโดยเร็ว" แล้วนั้น เจ้าพระยาราชสุภาวดีมีความยินดีด้วยแล้ว จึ่งมืบัญฃาสั่งให้ พระยา พระ หลวง นายทัพนายกอง จัดการตรวจตราลี้พลช้างม้าให้พร้อม เวลาค่ำนี้ให้ไพร่พลช่วยกันรือถอนค่ายพรานพร้าวทิ้งน้ำเสีย แล้วล่าทัพถอยลงไปตั้งค่ายอยู่ที่เมืองยโสธร แต่พอจักได้พักผ่อนรี้พลเพิ่มเติมขึ้นให้มาก จักได้มาจับเจ้าอนุ เจ้าราชวงศ์ ที่เมืองเวียงจันทร์ให้จงได้ ในวันนั้นมีบัญชาสั่งให้เสมียนตราแต่งหนังสือฉบับหนึ่ง เถิง พระวิชิตสงคราม แม่ทัพเรือ ซึ่งรักษาด่านทางข้างเมืองนครพนมในใจความว่าดั่งนี้ " หนังสือจอมจตุรงค์มหาปรินายก ดิลกเลิศประเสริฐศักดิ์ อัครมหาเสนาบดีแม่ทัพใหญ่ มาเถิงพระยาวิชิตสงคราม ขุนนางในกรมพระราชวังบวรฯ ด้วยเป็นแม่ทัพฝ่ายหนึ่งซึ่งคุมพลทหารเรือแลทหารบก รักษาด่านทางข้างเมืองนครพนมได้ทราบ ด้วยบัดนี้ เจ้าอนุ เจ้าราชวงศ์ ยกกองทัพกลับมาแต่เมืองญวนแล้ว มาแต่งกองทัพลาวเข้าล้อมกองทัพสยาม ที่ตั้งอยู่ในเมืองเวียงจันทร์นั้น พลทหารลาวเอาปืนยิงทหาร พระยาพิชัยสงคราม พระยาทุกขราษฏร์ กับไพร่พลตายเกือบหกร้อยคน ที่หนีรอดมาได้แต่หมื่นรักษานาเวศกับไพร่อีกสี่สิบห้าคนเท่านั้น เจ้าอนุ เจ้าราชวงศ์ ตีเมืองเวียงจันทร์คืนได้ ลาวจัดการบ้านเมืองแข็งแรงนัก แลจักข้ามโขงมาตีกองทัพสยามที่ค่ายบ้านพรานพร้าว บัดนี้เจ้าคุณแม่ทัพจักล่าทัพถอยไปตั้งค่ายอยู่ ณ เมืองยะโสธรในเวลาค่ำวันนี้ จึ่งมีบัญชาให้พระยาวิชิตสงครามตรึกตรองดูราชการครั้งนี้ ถ้าเหนว่าพอที่จักตั้งรับต้านทานข้าศึกลาวอยู่ที่นครพนมได้ กว่าที่เจ้าคุณแม่ทัพจักยกกลับคืนขึ้นมาตีเมืองเวียงจันทร์เมื่อใดนั้นแล้ว เจ้าคุณแม่ทัพจึ่งจักให้พระยาวิชิตสงครามเป็นแม่ทัพหน้า บกเข้าจับเจ้าอนุ เจ้าราชวงศ์ต่อไป ถ้าพระวิชิตสงครามเหนว่าผู้คนในกองด่านมีน้อยตัว จักตั้งรับทัพลาวเหนทีจักเหลือกำลัง ก็ให้พระวิชิตสงครามเผาค่ายที่ด่านเสียให้หมด แล้วให้ถ่ายเสบียงอาหาร บรรทุกโคต่าง ช้าง แลเกวียน เรือทั้งหลาย กวาดต้อนครัวเรือนนครพนม ถอยทัพตามเจ้าคุณแม่ทัพลงไป ณ เมืองยะโสธร ก็ตามแก่ใจพระวิชิตสงครามจักคิดในราชการนี้เถิด " ครั้นเมื่อเสมียนตราแต่งหนังสือเสร็จแล้วนำอ่านเสนอประทับตราแม่ทัพใหญ่(ตราราชสีห์น้อย) จึ่งมอบให้ หลวงชาติสุรินทร์ ขึ้นม้าเร็วคุมพลทหารยี่สิบม้า เดินทางล่วงหน้าลัดทางป่าไปส่งให้พระวิชิตสงคราม นายด่าน แม่ทัพบก เรือ เมืองนครพนม จบ ภาค 15 |
| << | กันยายน 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | ||||||
| 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 |
| 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 |
| 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 |
| 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 |
| 30 | ||||||