พิมพ์หน้านี้
|
การที่เขียนเรื่องนี้ขึ้นมา ก็เนื่องจากว่าผมได้ท่องเที่ยวไปตามBlog แล้วพบว่า มีหลายแห่งที่มีเรื่องน่าสนใจ ทั้งด้านประวัติศาสตร์ และโบราณคดี ในหลายแง่หลายมุม ทั้งจากข้อมูลประวัติศาสตร์บ้าง จินตนาการบ้าง ตามแต่ความถนัดของแต่ละท่าน และมีหลายBlog ที่ได้กล่าวถึงเรื่องของ " ปราสาทหิน " ก็มีอยู่ไม่น้อย ซึ่งหากท่านผู้อ่านไม่มีพื้นฐานทางด้านสถาปัตยกรรม , ภูมิศาสตร์ หรือมนุษย์วิทยาบ้างพอสมควร ก็จะได้อารมณ์เพียงความตื่นตาตื่นใจไปกับคนที่ท่องเที่ยวแล้วถ่ายรูปบรรยายให้ฟัง จะไม่สามารถต่อยอดความรู้ เพื่อนำไปค้นคว้าทางด้านวิชาการได้ ดังนั้น ก็จึงนำเรื่องราวที่ออกจะหนักไปทางวิชาการสักหน่อย เกี่ยวกับเรื่องปราสาทหิน ว่า ทำไมจึงสร้างเป็นกลุ่ม ๆ ในบางพื้นที่มีมากเป็นร้อย แต่บางพื้นที่ซึ่งน่าจะสร้างกลับไม่ปรากฏปราสาทหินให้เห็นเลย ครับ ขอย้ำอีกครั้งว่าข้อมูลต่อไปนี้เป็นเรื่องวิชาการที่แท้จริง ไม่มีใส่ใข่ ท่านที่ได้อ่านตรงนี้ สามารถนำไปใช้อ้างอิงกับเอกสารรายงานด้านการศึกษาของท่านได้ทันทีครับ รายละเอียดมีดังนี้ คือ เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2548 ภาควิชาโบราณคดี คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ได้จัดบรรยายพิเศษเนื่องในวันสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ และในโอกาสที่คณะโบราณคดีมีอายุครบ 50 ปี โดยได้เชิญ ดร.โรเบิร์ต แอคเคอร์ (Robert Acker) จาก Department of Geography, University of California at Berkeley, USA มาบรรยายในหัวข้อ " Hydrology and the Location of Khmer Sites"(อุทกศาสตร์ กับที่ตั้งชุมชน-ปราสาทหิน) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการวิจัยที่ได้รับทุนมูลนิธิฟูลไบรท์จากสหรัฐอเมริกา ประเด็นหลักของการบรรยาย คือ ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างระบบน้ำใต้ดินกับการเลือกตั้งถิ่นฐาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างเมืองของกลุ่มคนในวัฒนธรรมขอมโบราณในดินแดนกัมพูชาและบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย โดยมีคำถามวิจัยหลักคือเหตุใดเมืองขอมโบราณจึงตั้งอยู่ในพื้นที่แบบหนึ่งแบบใดโดยเฉพาะ โดยพยายามเชื่อมโยงความสัมพันธ์เชิงพื้นที่หรือตำแหน่งที่ตั้งของเมืองขอมโบราณกับปัจจัยทางกายภาพต่างๆ เช่น ประเภทของดิน ลักษณะทางธรณีวิทยา น้ำฝนหรือฝนตก และปริมาณน้ำที่จะหาได้ เป็นต้น ดร.แอคเคอร์ ตั้งสมมติฐานว่า ความลึกของระดับน้ำใต้ดิน (water table) น่าจะมีผลต่อการเลือกพื้นที่ในการสร้างเมืองหรือตั้งถิ่นฐาน นอกจากนี้ ในกรณีของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีสภาพภูมิอากาศแบบมรสุมยังมีลักษณะพิเศษที่แตกต่างพื้นที่อื่นๆ ของโลก กล่าวคือ ระดับน้ำใต้ดินมีความผันแปรตามฤดูกาล เช่น ในฤดูฝนจะมีระดับใต้ดินสูงขึ้น แต่พอถึงฤดูแล้ง ระดับน้ำใต้ดินก็จะลดลง ความผันแปรของระดับน้ำใต้ดินเช่นนี้มีผลต่อแบบแผนการตั้งถิ่นฐานของชุมชนขอมโบราณ
ปราสาทเมืองสวายเรียง ดร.แอคเคอร์ ตั้งข้อสังเกตจากการเดินทางไปตามชนบทต่างๆ ในกัมพูชา ว่า ตามชนบทเหล่านั้นมักจะมีบ่อน้ำ หรือสระน้ำ หรือตระพัง จำนวนมาก(แหล่งน้ำเหล่านี้ถูกขุดในบริเวณที่มีระดับน้ำใต้ดินสูงมาก) และชาวบ้านใช้เป็นแหล่งน้ำสำหรับสัตว์เลี้ยงต่างๆ โดยเฉพาะวัว-ควายในช่วงฤดูแล้ง ดร.แอคเคอร์ยังกล่าวอีกว่าที่สุโขทัยก็พบลักษณะเช่นเดียวกัน กล่าวคือ ฟาร์มหรือพื้นที่เลี้ยงสัตว์หลายแห่งมักจะมีบ่อน้ำรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าหลายบ่ออยู่ด้วย
ภาพปราสาทเมืองตาแก้ว
ปราสาทเมืองตาแก้วอีกหลังหนึ่ง จากข้อสังเกตดังกล่าวนำไปสู่การตั้งสมมติฐานว่าชาวขอมโบราณมีประเพณีปฏิบัติในการเลือกตั้งถิ่นฐานในบริเวณที่มีระดับน้ำใต้ดินสูงจริงหรือไม่ และต้องการพิสูจน์สมมติฐานที่ว่าระดับน้ำใต้ดินสูงมีความสัมพันธ์กับแบบแผนการตั้งถิ่นฐานในกัมพูชาและในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยหรือไม่ ดร.แอคเคอร์ อ้างถึงงานวิจัยของนักอุทกวิทยาชาวอเมริกันชื่อ Rasmussen ที่เก็บข้อมูลเกี่ยวกับระดับความสูงน้ำใต้ดินในพื้นที่ตอนกลางของกัมพูชา ข้อมูลดังกล่าวมีสิ่งที่น่าสนใจ 2 ประการ ประการแรก คือ พื้นที่เกือบทั้งหมดของตอนกลางของกัมพูชามีระดับน้ำใต้ดินสูง (อยู่ลึกจากผิวดินปัจจุบันไม่เกิน 5-6 เมตร) เนื่องจากพื้นที่ตอนกลางของกัมพูชามีลักษณะทางธรณีวิทยาเหมือนกัน กล่าวคือ เป็นพื้นที่ที่มีชั้นตะกอนทับถมที่น้ำซึมผ่านได้ง่ายวางตัวอยู่บนชั้นหินทรายเก่าที่น้ำไม่สามารถซึมได้ลักษณะทางธรณีเช่นนี้ ผนวกกับปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยปีละ 1400 มิลลิเมตร ทำให้ระดับน้ำใต้ดินทั่วไปค่อนข้างสูง ปราสาทเมืองกำปงธม กำปงธมเป็นที่ตั้งของเมืองสมโพร์ ไพรกุก ซึ่งเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรขอมในศตวรรษที่ 7 และเสียมเรียบก็เป็นจุดที่ตั้งของเมืองหลวงของชาวขอมโบราณ 3 เมืองที่สืบทอดต่อเนื่องกันมาตามลำดับระหว่าง ค.ศ.802-1431 ได้แก่ หริหราลัย ยโสธรปุระ และนครวัด มีเพียงสวายเรียง ซึ่งเป็นพื้นที่ชายแดนระหว่างอาณาจักรขอมกับอาณาจักรจามเท่านั้นที่ไม่มีเมืองหลวงตั้งอยู่ จากข้อมูลและข้อสังเกตข้างต้นทำให้ ดร.แอคเคอร์ เชื่อว่า การตั้งถิ่นฐานของชาวขอมโบราณนั้น มีความสัมพันธ์กับพื้นที่ที่มีระดับน้ำใต้ดินสูงอย่างแน่นอน ดร.แอคเคอร์ สันนิษฐาน และอธิบายเหตุผลไว้ 3 ประการ คือ ข้อแรก คือความจำเป็นในการเผชิญกับฤดูแล้ง หรือการต้องเอาชีวิตให้รอดในช่วงฤดูน้ำแห้งขอด มนุษย์อาจจะมีวิธีการกักเก็บน้ำไว้ใช้ในภาชนะต่างๆแต่สัตว์เลี้ยงซึ่งพึ่งพาแหล่งน้ำต่างๆ ลำบากแน่นอน มนุษย์จึงต้องเลือกตั้งถิ่นฐานใกล้กับพื้นที่ที่มีระดับน้ำใต้ดินสูงเพื่อที่จะขุดบ่อหรือสระให้ได้น้ำง่ายๆ นอกจากนี้ การขุดบ่อน้ำที่อยู่ไม่ลึกจากผิวดินย่อมเหนื่อยน้อยกว่าการขุดบ่อที่มีระดับน้ำใต้ดินลึกมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาถึงเครื่องมือในการขุดซึ่งมีเพียงจอบหรือเสียม หรือเครื่องมืออย่างง่ายๆ เท่านั้น
แผนที่ดาวเทียม แสดงให้เห็นพื้นที่ทางการเกษตรของเมืองเสียมเรียบ ข้อที่สอง เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมการปลูกข้าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ที่ดินส่วนมากเป็นดินทรายและมีความสมบูรณ์ของแร่ธาตุต่ำมาก เช่นที่พบในเขตตอนกลางของกัมพูชา ดังนั้น การปลูกข้าวในพื้นที่ดินทรายจึงต้องการแร่ธาตุจากแหล่งอื่นๆ ประกอบ ในกรณีเช่นนี้ ธาตุอาหารเสริมที่ข้าวต้องการมาจากน้ำ เราจึงพบว่าชาวนามักก่อคันนาเพื่อขังน้ำไว้ คันนาที่ก่อขึ้นช่วยป้องกันไม่ให้น้ำไหลไปที่อื่น แต่ไม่ช่วยป้องกันไม่ให้น้ำซึมลงใต้ดินได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ดินทรายในกัมพูชาซึ่งน้ำสามารถซึมผ่านใต้ดินได้เร็วมาก ทำให้ปริมาณน้ำที่ขังในบิ้งนาลดลงเร็วด้วย แต่ปัญหานี้แก้ไขได้ด้วยการเลือกพื้นที่ที่มีระดับน้ำใต้ดินสูง เมื่อได้รับน้ำฝนมาเพิ่มในฤดูฝน ระดับน้ำจะเพิ่มสูงได้เร็วจนถึงระดับผิวหน้าดิน ทำให้น้ำในบิ้งนาขังอยู่ได้นาน และอาจยาวนานจนถึงช่วงต้นฤดูแล้ง
ปราสาทหินเมืองเสียมเรียบ ข้อที่สาม ในพื้นที่ที่มีระดับน้ำใต้ดินสูงยังช่วยให้การปลูกพืชต่างๆ ได้ผลดี มีความชื้นมากพอที่รากพืชใช้ประโยชน์ในการเจริญเติบโตได้ และยังสามารถปลูกพืชอื่นๆ ได้หลังฤดูเก็บเกี่ยวข้าวผ่านไป ดร.แอคเคอร์ สนใจที่ตั้งของเมืองยโสธรปุระ โดยศึกษาย้อนกลับไปในอดีต เมื่อครั้งเมืองหลวงแห่งแรกของกัมพูชาคือหริหราลัยที่ถูกสถาปนาเมื่อ ค.ศ.802 ทางชายฝั่งด้านเหนือของทะเลสาบใหญ่ จากนั้นประมาณเกือบศตวรรษ เมืองหลวงได้ย้ายมาที่ยโสธรปุระซึ่งอยู่ห่างจากเมืองหลวงเก่ามาทางตะวันตกเฉียงเหนือประมาณ 170 กิโลเมตร Click ตรงนี้เพื่อดูภาพแผนที่ขนาดใหญ่เมืองเสียมเรียบ สาเหตุแห่งการย้ายเมืองหลวงนี้ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจน แต่เคยมีนักวิชาการบางท่านเชื่อว่ามีสาเหตุมาจากเมืองยโสธรปุระตั้งอยู่ใกล้แม่น้ำเสียมเรียบที่มีขนาดใหญ่กว่าแม่น้ำโรลัวะที่อยู่ใกล้เมืองหลวงเดิม แต่คำอธิบายนี้ได้รับการพิสูจน์ว่าผิด เมื่อนักอุทกวิทยาชาวออสเตรเลียชื่อ Terry Lustig ได้ขุดค้นและพบว่าแม่น้ำเสียมเรียบเกิดจากการขุดลอกแม่น้ำเก่าชื่อแม่น้ำปวก งานขุดลอกนั้นเกิดขึ้นในราวตอนปลายของศตวรรษที่ 9 ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับการย้ายเมืองหลวงจากหริหราลัยมาที่ยโสธรปุระ ฉะนั้นจึงไม่อาจกล่าวได้ว่าการย้ายเมืองหลวงมีสาเหตุมาจากความต้องการที่ใช้ประโยชน์จากแม่น้ำเสียมเรียบ และเป็นการย้ายจากเมืองริมฝั่งน้ำมายังพื้นที่ที่เป็นที่ราบซึ่งไม่เคยมีแม่น้ำมาก่อน ดังนั้น ดร.แอคเคอร์ จึงตั้งข้อสันสิษฐานว่าต้องมีปัจจัยอื่นที่ดึงดูดให้มีการย้ายเมืองหลวงมาที่ยโสธรปุระ และปัจจัยนั้นอาจจะเป็นระดับน้ำใต้ดินที่อยู่สูงกว่าที่ตั้งเมืองหลวงเดิมนั่นเอง ดร.แอคเคอร์ เก็บข้อมูลด้วยการเดินทางไปรอบจังหวัด เสียมเรียบ เพื่อวัดความลึกของระดับน้ำใต้ดินจากผิวดินตามบ่อน้ำต่างจำนวน 830 บ่อ นอกจากนี้ ยังได้สอบถามสัมภาษณ์ชาวนาจำนวนหนึ่ง ตรวจสอบข้อมูลจากการสัมภาษณ์ด้วยการวัดความลึกจากผิวดินถึงรอยระดับน้ำภายในบ่อน้ำต่างๆ จากนั้นจำแนกข้อมูลระดับน้ำที่เก็บมาออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ สูงมาก สูง ปานกลาง และต่ำ ความลึกของระดับน้ำจากผิวดินที่อยู่ในกลุ่มสูงมากจะอยู่ลึกจากผิวดินปัจจุบันประมาณ 1.5 เมตรในช่วงฤดูแล้ง ส่วนระดับน้ำที่อยู่ในกลุ่มสูงจะอยู่ลึกจากผิวดินปัจจุบันประมาณ 1.5-2.5 เมตร ในช่วงฤดูแล้ง ขณะที่ระดับน้ำที่อยู่ในกลุ่มปานกลางจะอยู่ลึกจากผิวดินปัจจุบันประมาณ 2.5-3.5 เมตรในช่วงฤดูแล้ง และระดับน้ำที่อยู่ในกลุ่มต่ำจะอยู่ลึกจากผิวดินปัจจุบันประมาณ 3.5 เมตรขึ้นไปในช่วงฤดูแล้ง เมื่อเปรียบข้อมูลระดับน้ำใต้ดินจากพื้นที่บริเวณรอบเมืองหลวงเก่าหริหราลัยกับพื้นที่รอบเมืองยโสธรปุระพบว่า ระดับน้ำใต้ดินที่เมืองยโสธรปุระอยู่ใกล้กับผิวดินมากกว่าระดับน้ำใต้ดินแถวเมืองหริหราลัย และครอบคลุมพื้นที่กว้างมากกว่าประมาณ 7 เท่า ตำแหน่งที่ตั้งของเมืองอื่นๆ เช่น นครวัด ก็อยู่ใกล้บริเวณที่มีระดับน้ำใต้ดินสูง หริหราลัยปุระ ยโสธรปุระ ดร.แอคเคอร์ ได้ชี้ให้เห็นว่า การย้ายเมืองหลวงจากหริหราลัยไปที่ยโสธรปุระเป็นการเปลี่ยนจากพื้นที่ที่มีขนาดเล็กและให้ผลิตทางการเกษตรต่ำไปหาพื้นที่มีขนาดใหญ่กว่าและยังสามารถทำการเกษตรกรรมได้ผลผลิตมากกว่าในประเทศไทย ดร.แอคเคอร์ สนใจว่า ราวปลายศตวรรษที่ 12 พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ได้สร้างอโรคยาศาลา ประมาณ 108 แห่ง กระจายทั่วอาณาจักรนครวัด ในจำนวนนี้ตั้งอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยจำนวน 30 แห่ง อโรคยาศาล - กุฏีฤาษี ดร.แอคเคอร์ ได้ให้ข้อ สังเกตไว้ว่า อโรคยาศาลาที่พบในประเทศไทยส่วนมากตั้งอยู่ใกล้กับชุมชนใหญ่ หรือศูนย์กลางประชากรเพื่อให้บริการแก่ผู้ป่วยจำนวนมากได้ ดังนั้นตำแหน่งของอโรคยาศาลาจึงมีความสำคัญ ระดับน้ำใต้ดินที่อยู่รอบอโรคยาศาลาต่างๆ ควรจะสูง หรือสูงมาก ดร.แอคเคอร์ จึงเก็บข้อมูลโดยวัดระดับน้ำใต้ดินตามบารายต่างๆ ที่อยู่ใกล้อโรคยาศาลา ผลการศึกษาพบว่ามีบารายถึง 19 แห่ง (66%) อยู่ในพื้นที่ที่มีระดับน้ำใต้ดินสูงมาก ปราสาทหินพิมายปุระ
พิมายปุระ(เมืองพิมาย) ซึ่งเป็นศูนย์กลางการเมืองการปกครองแห่งหนึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีระดับน้ำใต้ดินสูงมากในช่วงฤดูแล้ง (ประมาณ 1.3 เมตรจากผิวดิน) ตำแหน่งที่ตั้งของอโรคยาศาลามีความสัมพันธ์กับระดับน้ำใต้ดินเช่นเดียวกับที่พบในกัมพูชา แม้จะไม่ชัดเจนเท่ากับกรณีกัมพูชา (93%) ดร.แอคเคอร์ อธิบายว่า ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของ ไทยมีความซับซ้อนมากกว่า เช่น มีกลุ่มชาติพันธุ์หลากหลายกว่า แต่ละกลุ่มอาจมีแบบแผนประเพณีการเกษตรแตกต่างจากกลุ่มชนชาติขอม นอกจากนี้ ลักษณะธรณีวิทยาของภาคอีสานก็มี ความหลากหลายมากกว่า รูปแบบการตั้งถิ่นฐานจึงแตกต่างไป ดร.แอคเคอร์ สรุปว่า ผู้คนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภาคพื้นแผ่นดินใหญ่พยายามปรับรูปแบบการตั้งถิ่นฐานและการเกษตรกรรมตามลักษณะพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ ภูมิอากาศ ดิน ภูมิประเทศ และปัจจัยทางกายภาพอื่นๆ ความแตกต่างของสภาพทางภูมิศาสตร์นำมาสู่รูปแบบการปรับตัวที่ต่างกัน รวมถึงรูปแบบการตั้งถิ่นฐานด้วย ......." Source : ดร.สว่าง เลิศฤทธิ์
|
| << | ตุลาคม 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | |
| 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 |
| 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 |
| 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 |
| 28 | 29 | 30 | 31 | |||