พิมพ์หน้านี้
|
กำเนิด ซีไอเอ (Central Intelligence Agency) เรื่องราวลึกลับต่างๆ ที่เราได้ยินมาได้ฟังมา หรือภาพยนต์ประเภทสายลับยิ่งกันสนั่นจอ ก็มักจะมีการกล่าวอ้างว่ามีหน่วยสืบราชการลับหน่วยงานหนึ่งของรัฐบาลสหรัฐเข้ามาพัวพันเสมอๆ และหน่วยงานนั้นก็คือ ซีไอเอ จริง ๆ แล้ว องค์กรนี้คืออะไร ? มีที่มาอย่างไร ? ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ประธานาธิบดี แฟรงกลิน ดี รูสเวลท์ (FRANKLIN D. ROOSEVELT) ได้มีดำริที่จะก่อตั้งหน่วยสืบราชการลับขึ้นเขาจึงได้สั่งให้ครูสอนศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก ซึ่งมีอาชีพเป็นทนายชาวนิวยอร์ก ชื่อ วิลเลี่ยม เจ โดโนแวน (WILLIAM J. DONAVAN) เขียนร่าง ต้นแบบโครงสร้างของหน่วยสืบราชการลับขึ้นเมื่อรูปแบบขององค์กรได้รับการอนุมัติ ในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1942 สำนักงานยุทธศาสตร์ หรือ The Office of Strategic Services (OSS) จึงได้ถูกก่อตั้งขึ้นนับตั้งแต่เวลานั้น โดยมีหน้าที่หลักในการศึกษา วิเคราะห์ข้อมูล เพื่อใช้ในราชการทหาร โดยรับคำสั่งจาก คณะเสนาธิการร่วม (the Joint Chiefs of Staff) ในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1945 หน่วยงาน โอเอสเอส ก็ถูกปิด อาจจะเนื่องมาจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้จบสิ้นลงจึงไม่มีความจำเป็นต้องใช้ โอเอสเอส อีกต่อไป ภารกิจและเอกสารต่างๆ ถูกส่งมอบต่อให้กับกระทรวงต่างประเทศ แต่อย่างไรก็ตามกองทัพยังมีความต้องการ การใช้งานสืบราชการลับหลังวิกฤติสงคราม 11 เดือนต่อมา พลตรี วิลเลี่ยม จึงได้ทำหนังสือถึงประธานาธิบดี แฟรงกลิน เพื่อขอให้มีการจัดตั้งหน่วยสืบราชการลับขึ้นมาใหม่ ในที่สุด ซีไอเอ ก็เกิดภายใต้ข้อกำหนดของ นโยบายความมั่นคงแห่งชาติ 1947 หน่วยงาน 2 หน่วยงานก็ถูกจัดตั้งขึ้นในวันที่ 18 กันยายน ค.ศ. 1947 หน่วยงานแรกคือ สภาองคมนตรีรักษาความมั่นคงแห่งชาติ (The National Security Council - NSC) และคงไม่ต้องเดาให้เสียเวลาหน่วยงานที่สองคือ องค์การสืบราชการลับหรือที่บางคนเรียกว่า หน่วยข่าวกรองกลาง (Central Intelligence Agency - CIA) สภานิติบัญญัติได้เริ่มมองเห็นความสำคัญ และความยิ่งใหญ่ของตำแหน่งผู้อำนวยการ ซีไอเอ ดังนั้น ในเดือนเมษายน ค.ศ. 1953 พวกเขาจึงได้เปลี่ยนแปลงข้อกำหนดของนโยบายความมั่นคงแห่งชาติ 1947 โดยให้ภารกิจของ ซีไอเอ ต้องอยู่ภายใต้คำสั่งของประธานาธิบดี ซึ่งทั้งนี้คำสั่งต่างๆ ที่จะส่งไปยัง ซีไอเอ จะต้องผ่านความเห็นชอบของสภาสูงเสียก่อน สั่งให้มีการทดลองการควบคุมจิตใจมนุษย์ Mind control ภายใต้ชื่อการทดลอง MKULTRA ซึ่งการทดลองนี้ได้ผลาญงบประมาณแผ่นดินไปหลายล้านเหรียญทีเดียว ในปี ค.ศ. 1960 ซีไอเอได้อยู่เบื้องหลัง การลอบสังหารผู้นำคณะปฏิวัติของคิวบา คือนาย ฟิเดล คาสโตร (Fidel Castro) ที่สนับสนุนลัทธิคอมมิวนิส โดยมีประธานาธิบดีครุสชอฟ ของรัสเซียให้การสนับสนุนทางทหารและอาวุธแก่คิวบา ซึ่งเรียกว่าเป็นไฟที่กำลังจะไหม้สหรัฐ วันที่ 17 เมษายน ค.ศ. 1961 ซีไอเอ ส่งพลร่ม 1,300 นาย ไปปฏิบัติภารกิจในคิวบา ซึ่งไม่ประสบความสำเร็จ
นี่เป็นเพียงแค่ตัวอย่างส่วนหนึ่งของเรื่องราวอื้อฉาวที่ ซีไอเอ มีส่วนเข้าไปเกี่ยวข้อง ในอันที่จริงแล้วยังมีเรื่องราวต่างๆ ที่ยังเป็นปริศนามากกว่าร้อยเรื่อง ที่ถูกหมกซ่อนไว้ไม่เปิดเผยแก่ชาวโลก ในสถานการณ์ปัจจุบัน (2007) จะเห็นได้ว่า นโยบายของสหรัฐ ทั้งภายในและภายนอกประเทศ ล้วนอยู่ภายใต้อิทธิพล และแผนงานขององค์กรCIA ทั้งสิ้น โดยปราศจากข้อปฏิเสธ ในสงครามเวียดนาม ซีไอเอ ได้ใช้สงครามจิตวิทยา สร้างความรุนแรงเพื่อให้ประชาชนต่อต้านพวกเวียดกงมีรายงานว่ามีผู้ตกเป็นเหยื่อถูกฆาตกรรมถึง 20,000 คน แต่ก็มีแหล่งข่าวบางแห่งแย้งว่ายอดของเหยื่อน่าจะสูงถึง 40,000 คน ปี ค.ศ. 1995 ซีไอเอ ริเริ่มโครงการสายลับพลังจิตภายใต้ชื่อ โครงการสตาร์เกต โดยมีจุดประสงค์ที่จะทำการจารกรรมระยะไกล เช่น การสืบหาแหล่งที่ซ่อนใต้ดินของข้าศึกหรือสถานที่กักกันเชลย(ตามรายละเอียดใน Confident #001) |
| << | ตุลาคม 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | |
| 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 |
| 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 |
| 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 |
| 28 | 29 | 30 | 31 | |||