พิมพ์หน้านี้
|
หอไข่มุก หรือ the oriental pearl tower เมื่อสงกรานต์ที่ผ่านมามีโอกาสได้ไปเที่ยวเซี่ยงไฮ้ และได้โอกาสเขียนบทความสารคดี จึงเอามาให้อ่านกัน พร้อมพาเที่ยวไปในตัวค่ะ สำหรับคนชนชั้นกลางทั่วๆไป ที่มีความใฝ่ฝันอยากจะไปเที่ยวต่างประเทศ อาจจะไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต่างคนก็เป็นมนุษย์เงินเดือน มีภาระหน้าที่ทางการงาน ที่ไม่สามารถปลีกตัวไปไหนได้ไกล แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องยากเสียทีเดียว ที่จะอาศัยเวลาในช่วงวันหยุดยาวๆ ไปหาประสบการณ์ใหม่ๆ ณ ต่างแดน
สำหรับการเริ่มต้นท่องเที่ยวในประเทศใกล้ๆแถบทวีปเอเชีย หลายๆคนอาจจะนึกถึง ฮ่องกง ญี่ปุ่น มาเลเซีย สิงคโปร์ แต่สำหรับฉันแล้ว ฉันนึกถึง เซี่ยงไฮ้ เมืองที่ได้รับการขนานนามว่า นครปารีสแห่งตะวันออก สาธารณรัฐประชาชนจีน ในอดีตเซี่ยงไฮ้เป็นเพียงหมู่บ้านชาวประมง มีแม่น้ำสายใหญ่ไหลผ่าน ชื่อว่าแม่น้ำ หวงผู่ ตั้งอยู่ห่างจากปากแม่น้ำแยงซีเกียงเพียง 17 ไมล์ คำว่าเซี่ยงไฮ้หรือซางไห่ แปลว่าอยู่ริมทะเล ต่อมาเมืองเซี่ยงไฮ้ได้เจริญอย่างขีดสุด หลังยุคสงครามฝิ่น ต่างชาติได้เข้ามาทำการค้าโดยเสรี โดยมีเขตที่แบ่งพื้นที่ให้เช่า ก่อให้เกิดสถาปัตยกรรมแบบยุโรปสมัยใหม่ ซึ่งเราจะได้พบเห็นตลอดการเดินทาง ทั้งที่ทำการของรัฐและบ้านเรือนในเวลากลางวันและแสงไฟในยามค่ำคืน แสดงให้เห็นถึงความเป็นเมืองที่ไม่เคยหลับใหล
ฤดูกาลที่เหมาะสมสำหรับการท่องเที่ยวคือช่วงฤดูใบไม้ผลิ(เมษายน-กลางพฤษภาคม) และฤดูใบไม้ร่วง(ปลายกันยายน-กลางพฤศจิกายน) ซึ่งเป็นช่วงที่อากาศกำลังสบาย อยู่ในราวๆ15-20องศาเซลเซียสเท่านั้น สำหรับคนไทยอย่างเราๆก็สวมแค่เสื้อยืด แล้วสวมทับด้วยแจ๊คเก็ตอีกตัวก็เพียงพอ แต่ถ้าใครขี้หนาวก็อาจจะเพิ่มหมวกหรือว่าถุงมือบางๆก็กำลังดี
การเดินทางจากกรุงเทพ-เซี่ยงไฮ้ ใช้เวลาเพียงสี่ชั่วโมง และเวลาในเซี่ยงไฮ้ก็เร็วกว่าประเทศไทยเพียงหนึ่งชั่วโมงเท่านั้น ทำให้เราไม่รู้สึกทรมานนัก สำหรับการปรับเวลาเข้านอนและตื่นนอนในตอนเช้า สนามบินของเมืองเซี่ยงไฮ้ มีชื่อว่าสนามบินผู่ตง หรือ Pudong ซึ่งคนไทยนิยมเรียกว่าสนามบินปูดองนั้น อยู่ในเขตผู่ตงฝั่งใหม่ ซึ่งเป็นเขตเศรษฐกิจของเมืองเซี่ยงไฮ้ และสามารถเดินทางโดยรถไฟแม่เหล็กมาถึงตัวสนามบินได้เลย ซึ่งรถไฟแม่เหล็กของจีนนั้นปัจจุบันมีความเร็วมากที่สุดในโลก ใช้เวลาเดินทางเพียง 7 นาที จากเมืองมาถึงสนามบินด้วยความเร็ว 430 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งเราจะได้ใช้บริการในวันสุดท้ายก่อนกลับเมืองไทย
วันแรกของการเดินทางเหยียบแผ่นดินจีน ทัวร์พาเราไปกินอาหารมื้อแรกที่รสชาติไม่ค่อยคุ้นลิ้นเท่าไรนัก เป็นข้าวต้มกุ๊ย มีข้าวต้มที่น้ำใสมากแทบที่จะไม่เห็นเม็ดข้าว กับข้าวเต็มโต๊ะเหมือนนกินโต๊ะจีน ซึ่งมีอาหารที่เหมือนอาหารเจ เช่นผักดอง ผักกวางตุ้ง หัวไชโป้ว ไข่เค็ม ไข่ต้ม มันแกวผัดกุ้งแห้ง หมั่นโถว และเครื่องดื่มคือน้ำส้มที่ผสมเจือจางมากจนไม่ได้กลิ่นส้มเลยเห็นแต่เพียงสีส้มอ่อนๆเท่านั้น ซึ่งไกด์ยืนยันว่ามื้อหน้าอาหารอร่อยแน่รับรอง เราก็ได้แต่รอเวลาอาหารมื้อต่อไป
การเดินทางครั้งนี้ที่เลือกเดินทางกับทัวร์ก็เพราะแพ็คเกจประหยัดดี ประหยัดทั้งเวลาในการหาที่พัก ที่เที่ยว ที่กินรวมถึงการขอวีซ่าและเอกสารต่างๆไปได้มาก รวมทั้งเงินในกระเป๋า แต่การเที่ยวกับทัวร์ก็ต้องยอมแลกในเรื่องของเวลาที่ให้น้อยเสียเหลือเกินในการเยี่ยมชมแต่ละที่ ก็เป็นความสุขในอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งเราก็ต้องยอมรับและพยายามสนุกกับมัน
สถานที่ท่องเที่ยวตามโปรแกรมของทัวร์อันได้แก่เมืองหลักๆของเซี่ยงไฮ้ก็คือ หังโจว ซูโจวและอู๋ซี ซึ่งใช้เวลาทั้งหมด4วัน 3 คืน
ถนนหนทางในบ้านเมืองของจีนนั้นสะอาดมาก ไม่มีพื้นผิวที่ขรุขระ เป็นหลุมเป็นบ่อแต่อย่างใด ถนนก็กว้างขวาง และเพียงไม่นานรถโค้ชก็พาเราเดินทางถึงเมืองโบราณอูเจิ้น เป็นเมืองที่มีคลองขุดยาวที่สุดในโลก ซึ่งภายในมีคนอาศัยอยู่และเป็นเหมือนหมู่บ้านเล็กๆ ที่มีอายุเก่าแก่กว่า 100 ปี ได้จำลองร้านขายยา
โรงเตี๊ยมแบบเก่าเอาไว้ รวมถึงผู้คนก็ขายของที่ผลิตเองอย่างถังไม้ไผ่ ยาจีน เหล้าแบบเป็นไห และเที่ยงวันนั้นเราก็ได้ทานโต๊ะจีนขนานแท้ บริกรมาเสิร์ฟอาหารแบบไม่หยุดหย่อน ซึ่งนับได้ถึง15 รายการจนเราต้องซ้อนจานสองชั้นเลยทีเดียว รวมถึงมีเบียร์มาเสริ์ฟแก้อาการเลี่ยนของอาหาร แต่รสชาติของเบียร์จีนไม่ต่างกับน้ำซ่าของไทยเลย เพราะมีดีกรีของแอลกอฮล์เพียงแค่ 18 ดีกรีเท่านั้น
พอขึ้นจากการล่องเรือ เราเดินทางต่อเข้าสู่เมืองหังโจว การเดินทางกับทัวร์ใช้เวลาทุกนาทีอย่างคุ้มค่าจริงๆ เสร็จจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่งทันที ในเมืองหังโจวนั้น เราเริ่มเห็นสภาพของรถติด ตึกสองข้างทางเป็นอาคารพาณิชย์ประกอบกิจการต่างๆคละกันไป เราสังเกตเห็น รถจักรยานและรถมอเตอร์ไซด์มากมาย แต่ที่แปลกใจก็คือเราไม่เห็นควันพิษบนท้องถนน สอบถามจากไกด์ชาวจีน ได้ความว่ารถมอเตอร์ไซค์ใช้ไฟฟ้า และรถยนต์ก็ใช้ก๊าซธรรมชาติ ทำให้เราอดนึกถึงเมืองไทยไม่ได้ เพราะนอกจากรถใช้ก๊าซและไฟฟ้าจะไม่มีควันพิษ ยังขับเร็วมากไม่ได้อีกด้วย ไม่รู้ว่าเมื่อไรเมืองไทยจะเป็นแบบนี้ได้บ้าง
ไกด์ชาวจีนบอกว่าหนึ่งวันก่อนที่เราจะไปนั้น ฝนตกทุกวัน และวันที่เราไปถึงเป็นวันที่อากาศดีมาก เราจึงได้ล่องเรืออีกโปรแกรมหนึ่งซึ่งความจริงเป็นโปรแกรมของวันถัดไป ที่ทะเลสาบซีหู ที่นี่มีตำนานของนางพญางูเขียวและนางพญางูขาวเป็นพี่น้องกัน แต่ต่างหลงรักผู้ชายคนเดียวกัน ทำให้เกิดโศกนาฎกรรมแห่งการแย่งชิงคนรัก
ในทะเลสาบซีหูงดงามมาก เราจะมองเห็นเจดีย์ใหญ่และเจดีย์เล็กซึ่งเป็นของสองพี่น้องนางพญา เรือที่ใช้ล่องในทะเลสาบเป็นเรือขนาดกลางจุคนได้ราว 40คน และใช้พลังงานแบตเตอรี่ในการขับเคลื่อน ทำให้น้ำใสสะอาดมาก มีเกาะกลางน้ำซึ่งมีศาลาแบบจีนตั้งอยู่ และบริเวณทะเลสาบทั้งหมด ยังเป็นฉากในหนังเรื่อง องค์หญิงกำมะลออีกด้วย
พอขึ้นจากเรือเราเดินทางกันต่อไปที่หมู่บ้านชา ไปดูการเก็บชาที่ขึ้นชื่อของเมืองจีนที่เรียกว่า ชาอูหลง ราคากิโลหนึ่งหลายพันบาท ที่แพงก็เพราะว่าการผลิตชานั้นกว่าจะได้มาต้องผ่านกระบวนการผลิตที่ยากเย็น เริ่มจากใช้สาวพรหมจรรย์ไปเก็บยอดของใบชา จากนั้นก็ให้หญิงสาวคั่วด้วยความร้อนให้แห้ง แล้วจึงนำไปตากให้น้ำมันออกมาจนหมด จึงนำไปคั่วเป็นครั้งที่สอง แล้วนำไปตากแห้งอีกทีถึงจะเสร็จสิ้นกรรมวิธีทั้งหมด ในใบชาหนึ่งกิโลจะมียอดอ่อนของชาอยู่ถึง72,000 ชิ้น และใช้เวลาในการตากแห้งถึงแปดชั่วโมง จึงจะได้ใบชามาชงดื่มกัน มีรสชาตินุ่มละไม คล่องคอ มีกลิ่นหอมของใบชาที่ค่อนข้างเป็นเอกลักษณ์ และนอกจากรสชาติที่ดีนั้น ชาอูหลงยังมีคุณสมบัติล้างไขมันในร่างกายเราได้อีกด้วย
โปรดติดตามตอนต่อไปค่ะ |
| on da beach | ||
ชายหาดชะอำ |
||
|
View All |
||
| เพลงรัก | ||
ให้พี่ชายที่แสนดี |
||
|
View All |
||
| << | ตุลาคม 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | |
| 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 |
| 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 |
| 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 |
| 28 | 29 | 30 | 31 | |||