พิมพ์หน้านี้
|
ทีวีสาธารณะ ผมมองโลกในแง่ร้ายไปหรือเปล่า ?
ก่อนนี้ผมได้เล่าถึงไอทีวี ในช่วงก่อตั้งว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างในช่วงนั้น บนประเด็นที่ว่าทำไม ไอทีวี จึงเผชิญกับปัญหามากมายจนสถานีโทรทัศน์แห่งนี้ไม่สามารถดำเนินตามเจตนารมณ์การก่อตั้ง กระทั้งมาถึงวันนี้ พ.ร.บ. องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย หรือเรียกสั้นๆว่าทีวีสาธารณะ มีผลบังคับใช้ สถานีโทรทัศน์ไอทีวี ที่เปลี่ยนเป็น ทีไอทีวี ก็เปลี่ยนอีกครั้ง เป็นทีพีบีเอส (Thai Pubic Broadcasting Service) มีผู้คนจำนวนไม่น้อยนำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไปเชื่อมโยงกับความขัดแย้งทางการเมืองในปัจจุบัน คิดว่าเป็นเพียงแค่การเปิดทางให้กลุ่มผลประโยชน์อีกกลุ่มหนึ่ง เข้าไปแสวงหาประโยชน์ในไอทีวีแทนอีกลุ่มหนึ่งเท่านั้น โดยไม่เชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะสร้างสรรค์ประโยชน์ให้ประชาชนหรือส่วนรวม ผมคงไม่พูดถึงความหมายของทีวีสาธารณะ เพราะทุกคน คงรับรู้ได้จากสื่อต่างๆที่นำเสนอข่าวอย่างคึกคักอยู่แล้ว แต่จะชวนทุกท่านมาร่วมกันคิดว่า ทำไมบางคนจึงคิดว่า ทีพีบีเอส เป็นการเปลี่ยนมือจากกลุ่มผลประโยชน์หนึ่ง ไปให้อีกกลุ่มหนึ่ง กับ จะทำอย่างไรเราจึงจะเห็นทีวีสาธารณะเกิดขึ้นและคงอยู่ตลอดไป สำหรับข้อแรก ส่วนตัวคิดว่า ต้องแบ่งผู้ที่ไม่เชื่อว่าทีพีบีเอส ตอบโจทย์ทีวีสาธารณะออกเป็น 2 กลุ่มๆ แรก คือกลุ่มที่ยึดติดกับความคิดทางการเมืองโดยมองข้ามเป้าหมายที่แท้จริงในการพัฒนาสื่อที่จะมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาทรัพยากรบุคคลของประเทศในอนาคต ส่วนอีกกลุ่มหนึ่ง เป็นกลุ่มที่ได้เห็นความล้มเหลวในเชิงบริหารจัดการของทีวีเสรี มาโดยตลอด จนไม่เชื่อว่าประเทศไทยจะสามารถมีทีวีสาธารณะได้ เพราะประเทศไทยไม่สามารถทัดทานต่อกระบวนการคอรัปชั่น ทั้งผลประโยชน์ทางธุรกิจและการเมือง (ผมไม่นำกลุ่มที่เคยได้รับประโยชน์ทางธุรกิจจากไอทีวี แล้วออกมาคัดค้านความเปลี่ยนแปลง เพราะอาจทำให้การวิเคราะห์เบี่ยงเบนไปจากข้อเท็จจริง) คราวนี้มาประเด็นที่ว่าทีวีสาธารณะคงอยู่ตลอดไป เมื่อดูรายละเอียดใน พ.ร.บ.ฉบับนี้ โดยภาพรวมแล้วเชื่อว่าน่าจะส่งเสริมทีวีสาธารณะได้เป็นอย่างดี แต่การจะเพิงพิงแค่กฎหมายคงไม่สามารถเดินสู่เป้าหมายได้ เนื่องจากแม้ว่ากฎหมายจะพยายามป้องกันการแทรกแซงจากภายนอก ตั้งแต่กระบวนการแต่งตั้งคณะกรรมการสรรหา ซึ่งมีหน้าที่สรรหาคณะกรรมการนโยบายที่จะเข้ามาแต่งตั้งคณะกรรมการบริหาร ทีพีบีเอส ที่จะมีบทบาทในการกำหนดตัวผู้อำนวยการสถานี ซึ่งมีบทบาทสูงสุดในการกำกับดูแลทิศทางทีวีสาธารณะ ก็ไม่ได้หมายความว่าแนวทางนี้จะปลอดจากการแทรกแซงโดยสิ้นเชิง องค์กรที่ถูกกำหนดให้เป็นกรรมการสรรหาคณะกรรมการนโยบาย ประกอบด้วยองค์กรวิชาอาชีพสื่อ องค์กรนักวิชาการ รวมทั้งองค์กรพัฒนาเอกชน หรือเอ็นจีโอ และหน่วยงานราชการ ซึ่งหน่วยงานหรือองค์กรเหล่านี้ สามารถยืนยันได้หรือไม่ว่าจะปลอดจากการถูกแทรกแซง นอกจากนี้ กฎหมายเมื่อเขียนขึ้นได้ ก็สามารถแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงได้ ดังนั้นจึงไม่ได้หมายความว่าเมื่อมีกฎหมายคุ้มครองแล้วทีวีสาธารณะจะเกิดขึ้นโดยสะดวก และจะคงอยู่ตลอดไป พ.ร.บ.ฉบับนี้ พยายามคานอำนาจไม่ให้กลุ่มผู้กำกับนโยบายและกลุ่มผู้บริหารผูกขาดอำนาจไว้ โดยกำหนดให้มีสภาผู้ชมและผู้ฟังรายการ ไม่เกิน 50 คนทั่วประเทศ โดยแต่ตั้งโดยคณะกรรมการนโยบาย ซึ่งสภาแห่งนี้จะมีบทบาทหน้าที่ในการเสนอแนะความคิดเห็นในการพัฒนารายการโทรทัศน์ และการบริหารสถานี ซึ่งถือว่าเป็นการเปิดโอกาสให้ภาคประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมในการนำเสนอความต้องการต่อทีวีสาธารณะ สภาฯแห่งนี้มีบทบาทเพียงแค่เสนอแนะเท่านั้น ในกฎหมายไม่มีข้อใดกำหนดให้คณะกรรมการบริหารจะต้องปฎิบัติตามสภาฯ ซึ่งก็อาจเข้าใจได้ว่าหากให้สภาฯมีบทบาทมากกว่านี้ก็อาจจะกลายเป็นปัญหาอุปสรรคในการบริหารจัดการ ผมมองโลกในแง่ร้ายไปหรือเปล่า ที่ยังไม่เชื่อว่าทีวีสาธารณะจะเกิดและดำรงอยู่ต่อไป แล้วจะทำอย่างไรดี? ....ช่วยตอบผมหน่อย
|