พิมพ์หน้านี้
|
การดันคุณยงยุทธ ติยะไพรัช เป็นประธานสภาฯ เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์มากมาย ถึงความเหมาะสมหลายประการ สรุปประเด็นหลักๆ อยู่ที่ ประวัติการทำงานการเมืองของบุคคลผู้นี้ ดุดัน เต็มไปด้วยกลเกมการต่อสู้ที่มุ่งแต่ผลชนะ โดยไม่สนว่ากระบวนการหรือแนวทางไปสู่ชัยชนะจะเป็นอย่างไร ทำให้ความเชื่อถือในความเป็นกลางลดน้อยถอยลงไปอย่างมาก ซึ่งคุณสมบัติข้อนี้เป็นข้อสำคัญของตำแหน่งประธานสภา ประการต่อมา คือ ความสามารถในการบริหารจัดการในการประชุมสภาฯ ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่อยู่ในตัวบุคคลที่ทำงานการเมืองมายาวนาน จนเป็นที่ยอมรับของประชาชนและสมาชิกสภาผู้แทนฯ เรียกง่ายๆว่าต้องเป็นคนที่มีบารมีพอสมควร ซึ่งก็เป็นคุณสมบัติที่ยังมองไม่เห็นในตัวคุณยงยุทธ หากพิจารณาตัวบุคคลในพรรคพลังประชาชน ที่เหมาะสมจะนั่งเป็นประธานสภาฯ อาจจะมองไม่เห็นนัก แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีตัวเลือก แต่ผู้กำหนดเบี้ยบนกระดานการเมืองครั้งนี้ กลับเลือกคุณยงยุทธ ซึ่งอาจจะมาจากการเป็นบุคคลใกล้ชิด และไว้ใจ หรือเพียงเพราะตำแหน่งนี้มีบทบาทสำคัญในการเสนอบุคคลที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี รวมทั้งการนำวาระเข้าที่ประชุมสภา คุณสมัคร สุนทรเวช คือบุคคลที่จะเป็นนายกฯคนต่อไปของไทย ซึ่งก็ถูกตั้งคำถามถึงความเหมาะสมเช่นกัน แต่เสียงวิพากษ์วิจารณ์ก็ต้องค่อยๆเงียบลงไป เพราะข้ออ้างที่ว่า เมื่อคุณสมัคร เป็นหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ที่ได้รับเสียงจากประชาชนมากที่สุด ก็ควรที่จะได้เป็นนายกฯ ตามวิถีประชาธิปไตย ย้อนกลับไป ครั้งก่อตั้งพรรคพลังประชาชน ชื่อคุณสมัคร ผุดขึ้นครั้งแรกในตำแหน่งหัวหน้าพรรค ก็ถูกดูแคลนพอสมควรถึงความสามารถที่จะดึงดูดใจประชาชน แต่ผลการเลือกตั้งก็พิสูจน์ให้เห็นแล้ว ไม่ว่าพรรคพลังประชาชน (ทุกคนรู้ว่าคือพรรคตัวแทนของไทยรักไทย) จะมีหัวหน้าพรรคเป็นใคร ก็ยังครองใจประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ การเสนอชื่อคุณยงยุทธ เป็นประธานสภา ก็ไม่ต่างจากการให้นายสมัคร มาเป็นหัวหน้าพรรคพลังประชาชน และกำลังจะเป็นนายกรัฐมนตรี ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า เพราะมันเป็นสิทธิของพรรคการเมืองที่ชนะการเลือกตั้ง แต่ท่านผู้กำหนดเบี้ยบนกระดาน ก็ควร ฟังเสียงประชาชนให้ครบถ้วน และชัดๆ ว่า การเลือกตั้งวัน 23 ธ.ค. ที่ผ่านมา เขาเลือกพรรคพลังประชาชน ด้วยหลายเหตุผล เหตุผลหลักคือเสพติดนโยบายประชานิยมที่ท่านใช้ตลอด 6 ปีที่ท่านดำรงตำแหน่ง นอกจากนี้ยังมีประชาชนอีกกลุ่มใหญ่ ที่แม้จะเลือกหรือไม่เลือกพลังประชาชน แต่เขาก็ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ด้วยความหวังให้ประเทศนี้พ้นจากสภาพความวุ่นวาย แล้วเริ่มต้นกันใหม่ การที่ท่านเดินหมากการเมืองในวันนี้ ดูเหมือนไม่ใส่ใจที่จะทำให้ประเทศผ่านพ้นภาวะวิกฤติครั้งนี้ไปได้อย่างราบรื่น จะเห็นได้จากภาวะการณ์ที่เกิดขึ้นมันดูมัวๆ มองไม่เห็นอนาคตประเทศว่าจะไปทิศทางใด อย่างไรก็ตาม เชื่อเหลือเกินว่าปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นวันนี้ ย่อมจะส่งผลบางอย่างในอนาคต ลองช่วยวิเคราะห์กันดูนะครับ .... แล้วผมจะบอกว่าผมคิดอย่างไร
|