| << | มีนาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | ||||||
| 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 |
| 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 |
| 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 |
| 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 |
| 30 | 31 | |||||
พิมพ์หน้านี้
|
. . เมื่อคืนผมนั่งจัดเอกสารเก่าเข้าแฟ้ม พบเรื่องราวต้นฉบับที่เคยไปบรรยายให้ลูกศิษย์ฟังที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง นานมาแล้วครั้งนั้น ผมได้รับเชิญให้ไปพูดเรื่อง "ปากของชาวนิเทศ" เพราะชาวนิเทศฯ จะต้องใช้ปากทำงาน . ผมบอกนักศึกษาว่า ปราชญ์โบราณท่านจำแนกปากออกได้เป็นสองปาก คือปากบาปและปากบุญ . ปากบาป ท่านหมายถึงปากที่ชอบพูดคำชั่วฆ่าตัวเอง เช่น พูดเกินตัว พูดรุนแรง พูดแข็งกระด้าง พูดกระโชกโฮกฮาก พูดหยาบคาย พูดเลยเถิด พูดเสียหาย พูดกระทบกระแทกแดกดัน พูดค่อนขอด พูดเหน็บแนม พูดเสียดสีให้เขาเจ็บช้ำน้ำใจ พูดแล้วทำให้ผู้ฟังปวดแสบปวดร้อน พูดด่าตัดพ้อซึ่งกันและกัน พูดจายุแหย่ข้างโน้นข้างนี้ให้ร้าวฉาน พูดจาติเตียนพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ . ผมได้บอกต่อที่ประชุมไปในวันนั้นว่า คำพูดของคนปากบาป เป็นคำพูดทุพพาษิต คำพูดทุพภาษิต พระท่านสอนไว้ว่า คือคำพูดที่ผิดธรรม ผิดวินัย ผิดกฏหมาย ชวนให้ใช้อาญา ชักให้จับศัตราวุธ ยั่วให้บาดหมาง เย้าให้แก่งแย่ง ยุให้ทะเลาะกัน นับเป็นคำพูดที่เป็นเสนียดจัญไรแก่ตัวผู้พูดเอง . ปากบาป มี 4 ชนิด คือ ปากปด....ปากส่อเสียด...ปากหยาบ...และปากเพ้อเจ้อ ในวันนั้นผมขยายความ ลักษณะของปากหยาบไว้ว่า ปากหยาบ คือปากที่พูดคำหยาบคายหรือหยาบโลน (ข้อนี้ไม่ต้องอธิบายความเพิ่มเติม) ปากที่พูดจากวนโมโหให้ผู้ถูกว่าเจ็บแสบระคายเคือง เช่นด่า แช่ง ค่อนขอด เหน็บแนม พูดให้บาดหู เผ็ดร้อน หรือทำให้เจ็บช้ำน้ำใจ เสียดสีกระทบกระแทกแดกดัน . ผมบอกน้องนิเทศฯไปว่า คนที่จะมีปากหยาบได้นั้น ต้องมาจากใจที่หยาบ เพราะถ้อยคำที่ปากจะพูดออกมาตั้งต้นขึ้นที่ใจ เมื่อใจหยาบคำพูดที่พลัดออกมาก็จะหยาบทุก ๆ คำ ผู้พูดมีใจหยาบเพราะโกรธหรือลำพองฮึกเหิม จึงกล่าวคำหยาบออกมาได้ ยิ่งพูดหยาบบ่อยครั้งเท่าใด ใจที่หยาบก็จะเฟื่องขึ้นเท่านั้น เพราะปากกับใจซ้อมกันไว้คล่อง เข้ากันเป็นเกลียวเดียว เมื่อใจหยาบจึงแล่นถึงปาก . คัมภีร์ "มนูธรรมศาสตร์" กล่าวไว้ว่า " ปากหยาบและด่าทอส่อเสียด มุทะลุ ทรยศ ริษยา อิจฉา ชิงประโยชน์ ย่อมเป็นโทษที่เกิดจากความโกรธ โดยมีความโกรธเป็นมูล และมีการด่าเป็นผล" . นักศึกษาสอบถามว่า "คำพูดอย่างไรจึงจะนับว่าพูดหยาบ?" ผมก็ตอบไปตามตำราของครูบาอาจารย์ว่า การพูดที่จะนับว่าหยาบหรือไม่นั้น ข้อสำคัญอยู่ที่องค์สาม คือ 1. ผู้ที่พึงจะถูกด่าเป็นคนอื่นมีตัวตนอยู่ 2. ผู้ด่ามีใจโกรธฉุนเฉียว 3. ด่าออกไปตามใจโกรธนั้น หากผู้พูดพูดได้ครบองค์สามนี้แล้ว แม้จะพูดคำหวานออกไป ก็ถือว่าพูดหยาบ แต่หากว่าผู้พูดพูดด้วยใจเมตตาปราณี เช่นบิดามารดากล่าวสอนบุตรชายหญิง แม้ฟังแล้วดูเหมือนจะเป็นวาจาหยาบ นักปราชญ์กล่าวว่าวาจานั้นหาเป็นคำหยาบไม่ . พี่น้องที่เคารพรักทั้งหลายครับ พี่น้องเคยเห็นเคยได้ยินคนที่พูดจาหยาบคายไหมครับ เช่นเขาพูดหยาบต่อนักข่าว ก็ทำให้นักข่าวเกลียดชัง ยิ่งพูดออกทีวี ก็มีแต่ทำให้ผู้คนเกิดความรู้สึกเกลียดชัง ยิ่งจะอ้างว่าเป็นคนปากกับใจตรงกัน ก็ยิ่งสรุปได้ว่าเป็นคนใจหยาบช้า . . ท่านผู้ใด...ไม่มี..วาทีหวาน ไม่สมาน...น้ำจิต...คิดโมหัน ไม่พูดจา...สุภาพ...หยาบทั้งนั้น ชนทุกวัน...ทั้งสิ้น...ย่อมนินทา . ถึงพงศ์เผ่า...เหล่าผู้ดี...จะมียศ ไม่ปรากฏ...จะสืบสาย...ไปภายหน้า จะเสื่อมสูญ...ตระกูลทรัพย์...อัปรา เพราะวาจา...หยาบหยาม...ไม่งามพราว . เมื่อท่านอ่านเรื่องนี้จบลง ขอได้โปรดอย่าไปสรุปถึงใครที่เขาทำเขาพูดอย่างนี้นะครับ เขาจะหาว่าเราคิดได้แค่นั้นหรือ หรือลิ่วล้อที่ชื่นชอบการพูดการกระทำเช่นนั้ จะมีอารมณ์โกรธขึ้นมาอีก . มีคนเคยด่าผมว่า "เป็นอีกคนหนึ่งที่พูดจาส่อเสียดกระแทกแดกดันเก่ง" แต่จิตผมบริสุทธิ์ในการพูดจา ฉะนั้นคำพูดของผมไม่ครบองค์สาม ผมจึงไม่จัดว่าเป็นคนปากหยาบ ผมคิดเข้าข้างตัวเองเป็นเหมือนกันครับพี่น้อง . ขอบพระคุณครับ . (ไม่อยากจะใส่รูปประกอบครับ) |