| << | มีนาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | ||||||
| 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 |
| 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 |
| 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 |
| 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 |
| 30 | 31 | |||||
พิมพ์หน้านี้
|
. . ปากส่อเสียด ที่ตำราโบราณท่านกล่าวขานไว้นั้นเป็นเช่นไร? น่าสนใจขยายความ เพื่อประดับสติปัญญา หากแปลความว่า "ส่อเสียด" เป็น "เสียดสี" ความหมายจะผิดเพี้ยนไปได้ ข้อบังคับการประชุมของรัฐสภา พ.ศ.2544 หมวด 2 การประชุมรัฐสภา ส่วนที่ 3 ว่าด้วยการอภิปราย ท่านจะได้ยินได้ฟังสมาชิกผู้ทรงเกียรติลุกขึ้นมาประท้วงผู้อภิปรายบ่อย ๆ ฝ่ายรัฐบาลผู้ที่นั่งคุมกฏข้อนี้ มีท่านเชาวรินทร์, ท่านสุนัย, ท่านจตุพร, ท่านประชา ฯลฯ อ้างข้อบังคับ ข้อ 43 ความโดยละเอียดมีว่า . ข้อ ๔๓ ในการอภิปรายต้องอยู่ในประเด็นหรือเกี่ยวกับประเด็นที่กำลังปรึกษากันอยู่ ต้องไม่ฟุ่มเฟือย วนเวียน ซ้ำซาก หรือซ้ำกับผู้อื่น และห้ามนำเอกสารใด ๆมาอ่านในที่ประชุมรัฐสภาโดยไม่จำเป็น และห้ามนำวัตถุใด ๆ เข้ามาแสดงในที่ประชุมรัฐสภา ทั้งนี้ เว้นแต่ประธานจะอนุญาต ห้ามผู้อภิปรายแสดงกิริยา หรือใช้วาจาอันไม่สุภาพ ใส่ร้าย หรือเสียดสีบุคคลใด และห้ามกล่าวถึงพระมหากษัตริย์ หรือออกชื่อสมาชิกรัฐสภาหรือบุคคลใดโดยไม่จำเป็น . เสียดสี.....เป็นกริยา แปลว่า ว่าเปรียบเปรย ว่ากระทบกระทั่ง ว่าเหน็บแนม ส่อเสียด...เป็นคำกริยา แปลว่า ยุยง พูดให้เขาแตกร้าวกัน . เมื่อท่านเข้าใจและแยกแยะตรงนี้ได้ ท่านจะสนุกกับคำว่า "ส่อเสียด" และ "เสียดสี" ครับ . ปราชญ์โบราณ ท่านพูดถึง "ปากส่อเสียด" ไว้ว่า คือ ปากที่ชอบพูดยุยงให้คนทั้งสองฝ่ายแตกร้าวกัน เข้าตำราที่ว่า "ยุให้รำตำให้รั่ว" นั่นแหละครับ ชอบพูดแหย่ยั่วให้คนในชาติเกิดความบาดหมาง โกรธแค้นเจ็บช้ำน้ำใจต่อกัน บางคนชอบพูดแบบกระซิบกระซาบ เป่าหูให้เขาหลงไหลว่าเป็นจริงตามที่ตนมาบอกกล่าว . ปากที่ชอบพูดยุยงให้เขาแตกกันแหย่ให้เขาเข้าใจผิดกัน กระซิบกระซาบให้เขาเข้าใจผิด ทำลายให้คนที่เขาอยู่รวมกันต้องแยกออกเป็นฝ่ายเป็นพรรคเป็นซีก ตัดไมตรีของแต่ละฝ่ายให้ขาดสะบั้น และทำความติดต่อของแต่ละฝ่ายให้ขาดตอน นี่แหละครับท่านที่เคารพ คือ "ปากส่อเสียด" . เรามาดูกันต่อไปว่า การพูดคือคำพูดจะเป็นลักษณะส่อเสียดหรือไม่นั้น? มีองค์ประกอบอยู่ 4 ประการ 1. ผู้ที่จะพึงยุ (ผู้ถูกยุ) เป็นคนอื่นมีตัวตนอยู่ (ไปพูดยุผีในป่าช้าไม่เข้าข่ายครับ) 2. ผู้ยุ มุ่งให้เขาแตกแยกหันมารักตน (หรือมุ่งหมายจะให้เป็นภัยแก่คนอื่น) 3. ผู้ยุ พยายามยุตามเจตนานั้น (ยุให้เขาแตกร้าวกัน แหย่ให้เขาบาดหมางใจกัน) 4. ผู้ถูกยุ เชื่อข้อความตามที่ผู้ยุต้องการ (ผู้ยุคอยเป่าหูผู้ถูกยุมิให้เข้ากันได้อีก) การกระทำพร้อมกันทั้งองค์ 4 นี้ จึงจะนับว่าเป็นการ"พูดส่อเสียด" . . ขอให้ท่านผู้มีเกียรติจงระมัดระวังคนปากส่อเสียดให้จงหนัก พิจารณาง่าย ๆ คนพวกนี้จะมีนิสัยแยกพวก เป็นคนบ่อนแตกเข้าที่ไหนแตกที่นั่น เพราะเป็นคนแส่หาเรื่องยุแหย่ให้เขาแตกความสามัคคี ยินดีเพลิดเพลินอยู่ในเรื่องยุแหย่ คอยเก็บเอาเรื่องอันจะก่อให้เกิดระแวงและผิดใจของฝ่ายนี้ไปพูดให้ฝ่ายโน้นฟัง เก็บเอาเรื่องของฝ่ายโน้นมาพูดให้ฝ่ายนี้ฟัง และยุให้ทั้งสองฝ่ายเกิดทะเลาะวิวาทแตกความสามัคคี ขอยกชื่อ "วัสสการพราหมณ์" ผู้ยุยงกษัตริย์ลิจฉวี ให้แตกความสามัคคีถึงขั้นเสียบ้านเมือง เป็นตัวอย่าง . เมื่อเราหวังที่จะให้เกิดความสงบสุขในชาติ จงอย่าพูดด้วยปากส่อเสียด เสนาบดีบ้านเรา เคยแสดงอาการปากส่อเสียดอยู่หลายคน เช่นคนที่บอกว่าปืนซุ่มยิงหายไป 3 กระบอก หรือคนที่บอกว่าจะจัดระเบียบสื่อ หรือคนที่บอกให้คนป่วยไปกินดอกไม้จันทร์แทนยา . ส่วนผู้สื่อข่าวทุกคน ไม่มีคนใดมีลักษณะเข้าข่ายเป็นคนปากส่อเสียด เพราะกระทำการไม่สำเร็จในข้อที่ 4 ยั่วยุเรื่องหนึ่งแต่ผู้ถูกยั่วยุกลับไปโกรธอีกเรื่องหนึ่ง . . เจ้าของตาล...รักหวาน...ขึ้นปีนต้น ระวังตน...ตีนมือ...ระมัดมั่น เหมือนคบคน...คำหวาน...รำคาญครัน ถ้าพลั้งพลัน...เจ็บอก...เหมือนตกตาล . อันคนพาล...หวานพจน์...เหมือนรสอ้อย โคนอร่อย...ไปปลาย...ก็คลายหวาน ไม่มีเหยื่อ...ไหนปลา...จะมาทาน ระวังหวาน...เป็นลม...ขมเป็นยา . (สุนทรภู่) . |