• มะอึก
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sochth@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-04-05
  • จำนวนเรื่อง : 480
  • จำนวนผู้ชม : 124126
  • จำนวนผู้โหวต : 830
  • ส่ง msg :
<< พฤษภาคม 2008 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30 31



วันพุธ ที่ 7 พฤษภาคม 2551
.....โอยสะลา....โอยสะลา....โอยสะลา.....โอ๊ย ! .....
Posted by มะอึก , ผู้อ่าน : 234 , 10:09:03 น.  
พิมพ์หน้านี้


online

.

.

.

ช่วงปลายเดือนที่ผ่านมา 

ผมนั่งทำการบ้านเพื่อเตรียมตัวเดินทางไปเที่ยวชมปราสาทหินกับท่านอาจารย์ศุภศรุต

หนังสือที่เกี่ยวกับปราสาทหินต่าง ๆ ถูกหยิบขึ้นมาอ่าน  เพื่อเป็นต้นทุนทางสมองในเบื้องต้น

บางเรื่องราวก็เปิดอ่านจากอินเทอร์เน็ท  เมื่อคอมพิวเตอร์ส่วนตัวชำรุด  ก็ต้องอ่านจากหนังสือ

อ่านของนักโบราณคดีหรือนักปราชญ์ที่เขาเขียนไว้แล้ว  ดีกว่าไปเดินคิดเองให้ปวดขมอง

เพราะการท่องเที่ยวครั้งนี้  ผมตั้งใจจะเก็บความงดงาม  ความอลังการณ์ไว้ในความทรงจำก่อนตายเท่านั้น

.

เรื่องที่นำมาเสนอไว้ในวันนี้  เป็นข้อเขียนของปราชญ์แห่งประเทศไทยที่ใคร ๆ ก็ยอมรับนับถือ

(ยกเว้นท่านสมัคร  อาจจะดูถูกดูแคลนเพราะคิดว่าตนเองเก่งกว่า)

ท่านคือ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์  ปราโมช ผู้ล่วงลับ

(กราบขอโทษอาจารณ์ศุภศรุต  ที่นำเสนอเรื่องราวซ้ำกับที่อาจารย์เคยเขียนไว้นะครับ)

.

การไปชมนางอัปสราที่นครวัดนครธม  ต้องรู้ที่มาของการสลักหินดังกล่าวเสียก่อน จึงจะดูได้อย่างสนุกสนาน

เรื่องนี้อาจารย์หม่อมเขียนไว้เป็นเรื่องสั้น  คือเรื่องที่เขียนขึ้นมาจากจินตนาการ  ไม่มีความเป็นจริงแต่ประการใด

แต่เมื่ออ่านแล้วก็เกือบเชื่อว่ามันเป็นเรื่องจริงเชียวครับ

เรื่องนี้ผมอ่านมานับครั้งไม่ถ้วน  และไม่เคยนึกคิดไว้เลยว่า  จะได้ไปดูของจริง ๆ กับชาวบ้านเค้า

.

" เรื่องสั้นสมัยหิน "
(จากหนังสือเพื่อนนอน/ของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช)
.
.

ใครที่ไปเที่ยวนครวัด  แล้วขึ้นไปบนปราสาทชั้นสามและดูรูปสลักนางอัปสรทุก ๆ ตัวที่มีอยู่บนนั้น 
จะเห็นว่าในมุมมืดแห่งหนึ่งของปราสาท  มีนางอัปสรอยู่ตัวหนึ่งซึ่งจิตรกรได้สลักไว้อย่างสุดฝีมือ  ดูแล้วราวกับว่ารูปหินนั้นมีชีวิตและมีความงามเกินกว่ารูปสลักในปราสาทนั้น  จนหาที่เปรียบไม่ได้ 
แต่รูปนั้นก็อยู่ในมุมมืดที่เกือบจะไร้แสงสว่าง  ผู้ที่เข้าไปอยู่ในที่นั้น  จะต้องยืนอยู่นานจนสายตาคุ้นกับความมืดแล้ว  จึงจะแลเห็นรูปสลักนั้นได้
รูปนี้มีเบื้องหลังอย่างที่ผมจะได้เล่าต่อไป
.
.

เมื่อ 700 กว่าปีมาแล้ว  ขณะที่พระนครธมยังรุ่งเรืองเป็นศูนย์กลางของพิภพ  และพระเจ้าสุริยะวรมันเสวยราชย์อยู่ ณ พระนครนั้น  พระองค์มีพระราชประสงค์ ที่จะเผยแพร่พระเกียรติคุณของพระองค์เองให้เป็นที่ปรากฏแก่โลก
แต่จะทำอย่างไรได้  สมัยนั้นยังไม่มีหนังสือพิมพ์  ยังไม่มีเครื่องกระจายเสียง  วิทยุก็มีแต่คลื่น  ไม่มีเครื่องส่งและเครื่องรับ 
พระองค์จึงตรัสให้เกณฑ์ราษฎรมานับหมื่นนับแสน เพื่อสร้างปราสาทนครวัด  เพื่อประชาสัมพันธ์พระเกียรติคุณให้ปรากฏดั่งพระราชประสงค์ 
ราษฎรล้มตายไปแสนหนึ่ง  ก็เกณฑ์มาอีกแสนหนึ่ง  หาเป็นไรไม่  เพราะราษฎรมีไว้เกณฑ์
.

ในจำนวนคนนับหมื่นนับแสนที่เกณฑ์มานั้น  มีศิลปินหนุ่มช่างสลักหิน  อายุสิบเก้าปีนายหนึ่ง  มีชื่อเป็นภาษาเขมรว่า  "นายโอยสะลา"  แปลเป็นไทยเห็นจะต้องแปลว่า "นายแจกหมาก"  
แต่ไม่ใช่เป็นคนดุร้ายเที่ยวแจกหมากแจกพลูใครหรอกครับ  เพราะสมัยนั้น  แจกหมากก็แปลว่าแจกหมาก  ไม่ได้แปลว่าแจกหมาก  (อ้ายผมนี่พูดยังไง  ฟังแล้วเหมือนคนบ้า)
.
 นายโอยสะลานั้นก็เหมือนกับคนหนุ่มอายุสิบเก้าทั้งหลาย  เรื่องผู้หญิงยิงเรือไม่เคยเกี่ยวข้อง  เพราะเห็นผู้มีบุญมีวาสนาที่อายุมาก ๆ เขามีสาว ๆ กันเยอะ  แกก็เลยนึกว่าเขาเก็บไว้ทำกันตอนแก่ ๆ  คนหนุ่ม ๆ ก็ต้องทำอย่างอื่นไปก่อน 
เมื่อนายโอยสะลาแกเป็นคนบริสุทธิ์    ไม่เคยชมชิดพิสมัยเหมือนสามพี่พราหมณ์เอ๋ยของเพลงปี่พระอภัยเช่นนี้  สติปัญญากำลังกายกำลังใจของนายโอยสะลามีเท่าไร  แกก็ทุ่มเทไปในศิลปการสลักหินโดยสิ้นเชิง
.

..........วันหนึ่ง  นายโอยสะลา  ยืนสลักหินอยู่อย่างลืมตัวที่ระเบียงรอบปราสาทนครวัดชั้นล่าง    ขณะที่นายโอยสะลาสนใจอยู่กับงานของเขานั้น  เขาได้ยินคนพูดขึ้นที่เบื้องหลังว่า
 
" เจ้าหนุ่มน้อย ...เจ้าชื่ออะไร?"
นายโอยสะลาเหลียวไปดู  ก็เห็นคนที่พูดกับเขานั้นคือนายช่างสลักใหญ่  ผู้เป็นนายของเขาโดยตรงนั่นเอง  เมื่อเห็นดังนั้น  เขาก็รีบลงจากนั่งร้าน  ลงมานั่งอยู่กับพื้นระเบียงปราสาทด้วยความเคารพ  แล้วตอบอย่างนอบน้อมว่า
"กระผมชื่อโอยสะลาขอรับ"
" อือ ! ชื่อแปลกดี   แต่ยังไม่แปลกเท่าฝีมือสลักหินของเจ้า"  นายช่างใหญ่พูดอย่างรำพึงรำพัน 

นายโอยสะลาเปลี่ยนจากท่านั่งมาเป็นท่าหมอบ  และถ้าแทรกตัวหายลงไปในในพื้นดินได้  ก็คงจะทำ  เพราะใจนั้นนึกอยู่ว่า  ฝีมือสลักหินของเขาคงเลวทรามสิ้นดี   อีกสักครู่เขาคงจะถูกกุมตัวไปจำจองใส่ขื่อคาครบห้าประการ   แล้วคงจะถูกเฆี่ยนสักร้อยหนึ่งหรือห้าสิบ   ถ้าเคราะห์เขายังดี  เขาอาจมีโอกาสได้กลับตัวมาแก้ตัวใหม่  ถ้าเคราะห์ร้าย เขาก็คงถูกส่งตัวไปเขาพนมคอแลนที่อยู่ห่างไกลออกไป  เพื่อเป็นกุลีตัดหินจากภูเขา   แล้วใส่ตะเฆ่ชักลากมานครวัด   หินแต่ละก้อนใหญ่โตเท่าบ้านหนึ่งหลัง  
ต้องใช้คนชักลากเป็นร้อย ๆ  เพียงเท่านั้นยังไม่พอ  ต้องมีผู้คุมคอยถือแส้โบยหลังคนลากตะเฆ่เพื่อเร่งสตีมอีก
นายโอนสะลานึกอย่างนี้แล้วก็ใจคอไม่สู้ดี  เหงื่อกาฬเริ่มตกถูกพื้นปราสาทดังแหมะ ๆ  นึกในใจว่า  ถ้าแทรกก้อนหินหายไปได้  ก็จะละลายเป็นน้ำให้รู้แล้วรู้รอดไปเสียดีกว่า
เสียงนายช่างใหญ่พูดต่อไปว่า
"ฝีมือเจ้าไม่เหมือนคนอื่นเลย  ตั้งแต่ข้าเป็นช่างมาหลายสิบปี  ข้าก็เพิ่งเคยเห็นวันนี้  รูปราชสีห์ตัวที่เจ้ากำลังสลักนี้  ไม่เหมือนของใคร  แหวกแนวทีเดียวเอ็งเอ๋ย  คนอื่นเขาสลักกันตามแบบ  หลังแอ่น ๆ ปากอ้า  ตัวแข็ง ๆ เหมือนกับแย้แห้งเมืองโพธิสัตว์  ไม่มีชีวิตชีวา  แต่เจ้าสลักราชสีห์เสียราวกับจะเผ่นหายไปกับตา  ดูซิ  กล้ามเนื้อทุกส่วนเต้นระริก  หางราวจะกระดิกได้  และปากที่อ้าคำรามอยู่นั้น  ทำให้หูข้าได้ยินราชสีห์ร้อง"
นายโอยสะลาเบิกตาโพลง  เหงื่อแห้งหายเป็นปลิดทิ้ง  แทนที่เขาจะถูกตวาดด้วยเสียงอันดัง  นายช่างใหญ่กลับสดุดีงานศิลปของเขาราวกับคำวิจารณ์ของนักเขียนหัวสูง ๆ   แม้แต่เขาเองฟังแล้วก็รู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง
นายโอยสะลา เปลี่ยนจากท่าหมอบเป็นท่านั่ง  หายใจเข้าเต็มปอด  นึกว่าจะเบ่งสักนิด  แต่ต้องหมอบก้มหน้านิ่งไปอีก  เมื่อได้ยินเสียงนายช่างพูดต่อไปว่า
"ใช้ไม่ได้  ใช้ไม่ได้เลย  ถ้าขืนปล่อยเจ้าไว้ให้เที่ยวสลักหินข้างนอกปราสาท  ก็จะเสียดีไซด์หมด  มีอย่างรึ  คนอื่นเขาสลักราชสีห์แห้งกันเป็นร้อย ๆ ตัว  แล้วเอ็งจะมาสลักราชสีห์สด  มันจะไปกันได้ที่ไหน  ก็ข่มคนอื่นเขาแย่ซี  มาทางนี้ตามข้ามา"
ว่าแล้วนายช่างใหญ่ก็ออกเดินหน้า  โดยมีนายโอยสะลาเดินตามต้อย ๆ ไปข้างหลัง  เข้าประตูปราสาทเข้าไปข้างใน  เดินลดเลี้ยวผ่านผนังศิลาเกลี้ยง ๆ  ที่ยังมิได้ลงมือสลัก  ขึ้นบันไดสูง ๆ ชัน ๆ ไปหลายขั้น  จนในที่สุดก็ถึงชั้นสูงสุดยอด  แล้วนายช่างก็บอกว่า
" เอ้า !  เอ็งสลักผนังตรงนี้แหละ  ช่างสถาปัตย์เขาเขียนแปลนไว้ว่า  ตรงนี้ต้องมีรูปนางอัปสร  เอ็งเริ่มลงมือได้เลย  เอ็งจะปล่อยฝีมือให้จ้ำบ๊ะยังไงก็ได้เพราะมันอยู่ในความมืด  เห็นจะไม่เป็นที่อนาจารกระมัง  แล้วฝีมือของเอ็งที่ดีกว่าของคนอื่น  ก็จะไม่บาดตาเขาด้วย "
ว่าแล้วนายช่างใหญ่ก็หายไป
นายโอยสะลานั่งอยู่ในที่มืดอีกสักครู่หนึ่ง  ก็ได้ยินเสียงใครสลักหินอยู่ใกล้ ๆ  พอตาคุ้นกับความมืดเข้าหน่อย  ก็เห็นชายแก่คนหนึ่งนั่งขัดสมาธิสลักขอบผนังอยู่ 
นายโอยสะลา  ก็ถามขึ้นว่า
"ลุงชื่อไร ?"
"ชื่อ อบสะเรด  ว่ะ "  ตาแก่ตอบแล้วก็ก้มหน้าสลักต่อไป
ความจริงชื่อ "อบสะเรด" นี้ แปลว่าอะไรผมไม่รู้  แต่ฟังคล้าย ๆ ชื่อครูอบดีแฮะ
.
.
ท่านที่เคารพครับ  เขียนลอกเรื่องราวของอาจารย์หม่อมอย่างละเอียดมาถึงตอนนี้  เหลือบดูนาฬิกา  เวลาของผมหมดแล้ว  จะมานั่งพิมพ์อย่างละเอียดเห็นจะไม่ไหว  เพราะยังไม่ได้จัดกระเป๋าเดินทาง  เล่าให้ท่านอ่านในฉบับย่อดีกว่านะครับ
.
.
.
.
เมื่อสายตาของโอยสะลาเริ่มคุ้นเคยกับความมืดมากขึ้น เขาจึงพบว่า ผนังที่ผู้เฒ่าอบสะเรดกำลังแกะสลักลวดลายกนก กิ่งก้านอยู่นั้น ดูเหล่าต้นไม้เลื้อยประหนึ่งกำลังมีชีวิตงอกงามชูช่ออยู่จริง ๆ แต่ละกิ่งแต่ละก้านดูอ่อนไหวราวกับจะถูกลมพัด ใบกนกแต่ละใบนั้นบอบบางปานประหนึ่งว่าเพียงถูกมือก็ช้ำ
ผู้เฒ่าอบสะเรดคือศิลปินแกะสลักชั้นครูที่ถูกไล่ขึ้นมาแกะสลักในมุมมืดเช่นเดียวกับเขา ช่างหนุ่มจึงได้ขอฝากตัวเป็นลูกศิษย์กับครูเฒ่าในมุมมืดเดียวกันนั้นเอง

นายโอยสะลานำปัญหาเรื่องการแกะสลักสตรีรูปนางอัปสรมาปรึกษาครูอบสะเรด เพราะเขาแกะสลักเป็นเพียงแค่สัตว์ ไหนเลยจะสามารถแกะสลักสตรีที่งดงามดั่งอัปสรที่ได้รับมอบหมายงานได้

"....มันจะไปยากง่ายอะไรวะ...." ครูเฒ่ากล่าว

".... นางอัปสรามันก็ผู้หญิงเท่านั้นเอง เองหลับตาลองนึกถึงภาพผู้หญิงแล้วก็ปล่อยมือลงไปบนหิน ประเดี๋ยวก็ได้นางอัปสราตัวหนึ่ง ง่ายจะตายไป..."
.
.
.

แต่ปัญหาของโอยสะลาหนุ่มน้อยก็คือ
เขาไม่เคยรู้จักผู้หญิง
เขารู้จักแต่สัตว์พวกช้าง พวกม้า
ครูเฒ่าให้นึกงง .....จึงถามลูกศิษย์หนุ่มว่า
"....ลื้ออายุเท่าไหร่แล้วว่ะ....."
" สิบเก้าครับ....... ผมไม่เคยมี.....อะไร......กับผู้หญิง"
ปัญหาทั้งหมดก็คลี่คลายลงในทันที ครูเฒ่าสอนลูกศิษย์หนุ่มว่า

" ....ศิลปะมันเกิดมาจากชีวิต มันเลยมีชีวิต ครูอบสะเรดชอบปลูกต้นไม้ เขาจึงรู้จักต้นไม้ในทุกการงอกงาม ทุกอิริยาบถ เวลาสลักหิน เขาก็เอาวิญญาณของต้นไม้ใส่เข้าไป หินมันก็มีชีวิต มีวิญญาณ"
" ศิลปินที่แท้จริงไม่ลอกแบบธรรมชาติ แต่สร้างศิลปะขึ้นด้วยมือของตัวเอง แต่ชีวิตมันเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ถ้าศิลปะไม่มีชีวิตมันก็ไม่เป็นศิลปะ เราต้องให้ชีวิตมันก่อน ถ้าอยากจะให้นางอัปสรามีชีวิต ก็ต้องออกไปเรียนชีวิต ต้องรู้ว่าผู้หญิงเป็นอย่างไรเสียก่อน…..จึงจะสลักอัปราให้มีชีวิตได้....."
ครูเฒ่าอบสะเรดจึงพาหนุ่มโอยสะลา ไปเรียนรู้ชีวิตและ "ต้นแบบ" นางอัปสรในยามค่ำคืนแทบทุกคืนในเมืองพระนคร
นายโอยสะลากลายเป็นชายหนุ่มที่รู้จักผู้หญิง  ศิลปินหนุ่มทุ่มเทชีวิตและวิญญาณ ลงมือแกะสลักรูปนางอัปสรในมุมมืดนั้นอย่างต่อเนื่องจนเกือบเสร็จสิ้นสมบูรณ์
.
.
.

............ วันหนึ่งในขณะที่โอยสะลายังคงกำลังเก็บรายละเอียดของรูปนางอัปสรอยู่นั้น พระเจ้าสุริยะวรมัน ก็ได้เสด็จออกมาตรวจการก่อสร้างปราสาทนครวัด แวดล้อมด้วยเหล่าเสนาอำมาตย์เป็นจำนวนมาก

...........ระหว่างทางที่เสด็จมาถึงปราสาทชั้นบนที่นายโอยสะลากำลังทำงานอยู่  เกิดพายุฝนตกลงมาห่าใหญ่ พระเจ้าสุริยะวรมันจึงเสด็จมาหลบฝนตรงระเบียบใกล้ ๆ กับมุมมืดของช่างหนุ่ม ระหว่างนั้นเกิดฟ้าแลบแปลบปลาบ ทำให้บริเวณภายในปราสาทสว่างขึ้นเป็นครั้งคราว

...............คราวหนึ่งขณะที่พระองค์ทรงเบื่อหน่ายต่อฝนที่ตกลงมาผิดเวลานั้น ทรงหันมองไปยังมุมมืดฟ้าก็แลบขึ้นอีกครั้งหนึ่ง นางอัปสรของช่างหนุ่มก็ปรากฎโฉมขึ้นต่อหน้าพระเจ้าสุริยวรมันในพริบตาเดียว
.
.

"...อุ๊ย..! "  พระเจ้าสุริยะวรมันร้องขึ้นขณะที่สะดุ้งสุดพระองค์

" ใค ใค ไปเอาผู้หญิงมายืนไว้ในมุมมืด ๆ ........จุดคบไฟขึ้น เร็ว…..จุดคบไฟมาเดี๋ยวนี้ ฉันเห็นผู้หญิงนางนั้น...กับตาฉันเอง….”
เมื่อสิ้นพระสุรเสียง คบไฟจำนวนมากก็สว่างไสวขึ้นราวกับนัดไว้ และในมุมมืดของรูปสลักนางอัปสรนั้นก็สว่างไสวขึ้นดุจกลางวันในทันที ทรงเบิกพระเนตรไปที่นางอัปสรของช่างโอยสะลา ทรงร้องขึ้นว่า

"โอว ! อุ๊บ! อู๊วว์ บรื๊อว์! ซี๊ด! .....ฉันทนดูไม่ได้ จริง ๆ เฮ้ย ใครสลักรูปนี้กันวะไปเอาตัวมาเดี๋ยวนี้....."

นายโอยสะลาแทบจะสิ้นลมและนึกถึงกาลอวสานของชีวิต เมื่อแขนกำยำของนายช่างใหญ่จับเขาโยนไปหมอบกราบต่อหน้าเจ้าแห่งชีวิตพระนครท่ามกลางเหล่าตำรวจทหารและราชมัลที่ตามเสด็จ
"เจ้ารึคือผู้สลักรูปนี้ ? ...." พระเจ้าสุริยะวรมันตรัสถามนายโอยสะลา

".. ข้า .....ข้าพระพุทธเจ้า…"  นายโอยสะลาตอบด้วยเสียงสั่นเครือและหวาดกลัว
 ระหว่างนั้นนายช่างใหญ่รีบก้มลงหมอบกราบทูลแก้ตัวว่า ได้ใช้ให้นายโอยสะลามาแค่ปัดกวาดเศษหินทรายบนปราสาทชั้นบนเท่านั้น แต่มันบังอาจเข้ามาสลักผนังเอง โทษของนายโอยสะลาคือตายเท่านั้น

แต่การณ์ไม่ได้เป็นเช่นที่นายโอยสะลาหวาดกลัว พระเจ้าสุริยะวรมัน กลับกล่าวชมเชยในฝีมือการแกะสลักและทรงแต่งตั้งให้เขาเป็นราชศิลปิน สังกัดพระราชวังหลวง แต่ก็ทรงแอบตรัสสั่งนายโอยสะลาว่า

" ......หึ...หึ... คนที่เป็นนางแบบให้เจ้าสลักรูปนางอัปสรารูปนี้ เจ้าพาหาข้าหน่อยสิ..."
ราชศิลปินให้กลัดกลุ้มใจเป็นอย่างมาก เพราะรูปนางอัปสรที่ตนแกะสลักนั้น นำส่วนประกอบมาจากผู้หญิงหลาย ๆ คนที่ตนสัมผัส พระเจ้าสุริยะวรมันให้เขานำ " ต้นแบบ" มาถวายภายในเจ็ดวันมิฉะนั้น จะไม่รับรองความปลอดภัย

นายโอยสะลา พร้อมที่จะตายเพราะจนปัญญาที่จะหานางอัปสรมาถวาย จึงใช้ชีวิตที่เหลืออย่างที่สุขสบาย อยากจะทำอะไรก็ทำ อยากจะได้อะไรก็ได้ มีห้องส่วนตัวอันมีฝาผนังปิดทอง มีฟูกหมอนอันอ่อนนุ่ม มีข้าทาสคอยรับใช้ปรนนิบัติ
แต่พอวันที่สี่ เขาก็เริ่มที่จะร้อนใจเพราะความกลัวตายเสียแล้ว เขาเที่ยวเดินตามหา”ต้นแบบ”เพื่อนำมาถวายพระเจ้าสุริยวรมันตามท้องตลาดในวัง   จนถึงวันที่หกนายโอยสะลาจึงรีบไปรับครูอบสะเรดจากนครวัดมากินเหล้า พอหมดเหล้าไปสองกั๊ก ห่อหมกคิ้วปลาเทโพ ( ปลาเทโพในทะเลสาบเขมรตัวมันโต เพียงคิ้วมันก็ทำห่อหมกได้ )

หนุ่มโอยสะลาก็กล่าวลาครูอบสะเรดเป็นครั้งสุดท้าย .......

" ครู....มะรืนนี้ผมก็จะไม่ได้พบครูอีกแล้ว วันนี้วันที่หกผมยังหาผู้หญิงเหมือนนางอัปสรถวายไม่ได้ พรุ่งนี้วันที่เจ็ดก็คงหาไม่ได้...."

"...เฮ้ย...! ลื้ออย่าไปท้อแท้อย่างงั้นสิวะ…"  ครูอบสะเรดกล่าว

" ในเมื่อหาไม่ได้ เจ้าก็ไปหาอีตัวที่มันเหมือนในสปิริตไปถวายซี......อั้วพาลื้อไปเรียนรู้นางอัปสรที่ไหน ลื้อก็ไปหาเอาที่นั้นก็แล้วกัน ไม่เห็นจะยากอะไรนี่หว่า เลือกเอาไปถวายซักคนยังดีกว่าไม่ถวายเลย....."

"......ครูหมายถึงคนไหนล่ะ...." ศิลปินหนุ่มถาม

" .....ก็นังตะเภาเหาะไง..." สิ้นคำแนะนำของครูเฒ่า นายโอยสะลาร้องเสียงหลง

".........ตายแล้ว ! ก็นังตะเภาเหาะนั้นมันตัวร้ายที่สุดเลยนี่ครู ! คนสร้างนครวัดกี่หมื่นกี่แสนก็เป็นแฟนมันทั้งนั้น ขืนผมเอาไปถวาย....."
ครูเฒ่าตัดบทขึ้นมาทันที
"....ก็เพราะไอ้เหตุนี้แหละ เจ้าจึงควรเอานางตะเภาเหาะไปถวาย.......ช่างสลักนางอัปสรกี่ร้อยคนมันก็เป็นแฟนนังตะเภาเหาะทั้งนั้น นางตะเภาเหาะมันจึงต้องมีส่วนเหมือนนางอัปสรที่นครวัดมากกว่าคนอื่น เชื่ออั๊วเถิดน่า ! ถ้าเจ้าไม่ไปหานางอัปสรไปถวายภายในเจ็ดวันก็ต้องตายแน่ ๆ อยู่แล้ว แต่ถ้าเจ้าพานางตะเภาเหาะไปถวาย เจ้าก็ยังพอมีทางรอดครึ่งต่อครึ่งว่ะ ..." 
ด้วยเหตุนี้ ราชศิลปินจึงได้นำนางตะเภาเหาะห่อคลุมหน้ามิดชิดไปถวายพระเจ้าสุริยะวรมัน และกราบทูลพระองค์ว่า รูปนางอัปสรของเขาสลักอยู่ในที่มืด พระองค์จึงควรทอดพระเนตรนางตะเภาเหาะสองต่อสองในที่มืด จึงจะได้รับรสแห่งความงามอันแท้จริง
เมื่อถวายเสร็จ นายโอยสะลาก็รู้ถึงวาระแห่งความตายของตนเป็นแน่แท้จึงกลับไปนอนรอความตายอยู่ห้องนอนของตน .....
.

ผ่านไปหกวัน พระเจ้าสุริยะวรมันก็ยังมิได้ออกว่าราชการตามปรกติ คงปิดทวารเงียบอยู่ในห้องพระบรรทม พอถึงวันที่เจ็ด ก็มีพระราชโองการให้นายโอยสะลาเข้าเฝ้าในห้องบรรทม
ราชศิลปินเห็นพระองค์บรรทมอยู่อย่างอิดโรย พระองค์เหลือง พระเนตรกลวง รับสั่งเรียกอย่างแผ่วเบา
"................โอยสะลา .....โอยสะลา ....โอย...!"
นายโอยสะลาที่พร้อมรับความตายอยู่แล้วจึงคลานเข้าไปถึงข้างพระที่

".......โอยสะลา ! ฉันตั้งให้เธอเป็นวรมหาศิลปิน  มีเงินเดือนเป็นทองคำเดือนละพันชั่ง อยากได้อะไรอีกก็บอกฉัน
ฉันจะปลูกปราสาทให้เธออยู่หลังหนึ่ง ไปไหนขี่เสลี่ยงทองกั้นกลดทองเจ็ดคัน
ต่อไปเธอมีหน้าที่สร้างนางอัปสรให้ฉันคนเดียวเข้าใจไหม อย่างที่เธอทำมาแล้ว
นางอัปสรจริง ๆ ไม่ใช่หิน มีเนื้อมีหนัง มีหัวใจ วิเศษจริงโอยสะลา ดีจริงจริ๊ง....โอยสะลาดีเหลือเกิน โอย.........!!!!! "
.
.
.
.
.
เป็นไงครับพี่น้อง
ทั้งหมดที่ท่านอ่านมาเป็นข้อเขียนของท่านหม่อมคึกฤทธิ์
อ่านแล้วให้อารมณ์ร่วมดีเหลือเกิน
(ช่วงท้าย ๆ ไม่ได้ลอกมาให้อ่านอย่างละเอียด)
.
ผมลงเรื่องนี้ไว้ยาว ๆ เพราะท่านอาจจะเข้ามาอ่านวันละนิดวันละหน่อยก็ได้
เพราะผมไปหลายวันครับ
.
ขอให้ทุก ๆ ท่านโชคดี  มีนางอัปสราเป็นของตนเอง
สวยงาม สดใส  ไม่อ้วน  ไม่ผอม  กลิ่นกายหอมกรุ่น
ที่สำคัญ....ไม่พูดอะไรเลยสักคำเดียว
.
สวัสดีครับ
.
(ขอบคุณภาพนางแบบที่ชื่อ "นางตะเภาเหาะ"...จากอินเทอร์เน็ท)
.

อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 70
อุต-ศิลป์02 วันที่ : 14/05/2008 เวลา : 21.09 น.
http://www.oknation.net/blog/industrialart02

ถ้าไม่มีโอยสะลากับนางตะเภาเหาะ
นครวัดคงไร้ชีวิตชีวาไปเยอะ

ความคิดเห็นที่ 69
แม่หมี วันที่ : 12/05/2008 เวลา : 17.05 น.
http://www.oknation.net/blog/mamaomme

อ่านอย่างละเอียด พร้อมกับอมยิ้มให้กับเรื่องราวของนายโอยสะลา แม่หมีมีเกร็ดเล็กๆ ( มั่วเอาเอง ) ว่าครูอบสะเรด สุดท้ายได้เปลี่ยนชื่อเป็น เอดส์สลบ ไปแล้ว เนื่องจากใช้บริการของนางๆทั้งหลายอย่างโชกโชน โดยเฉพาะนางตะเภาเหาะ เอวังด้วยประการฉะนี้
ความคิดเห็นที่ 68
พี่ต้นอ้อ วันที่ : 12/05/2008 เวลา : 15.23 น.
http://www.oknation.net/blog/jamwainaja
UP มั่ง.. ไม่ UP มั่ง   แล้วแต่อารมณ์