| << | พฤษภาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | ||||
| 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 |
| 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 |
| 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 |
| 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | 31 |
พิมพ์หน้านี้
|
online . .
. ช่วงปลายเดือนที่ผ่านมา ผมนั่งทำการบ้านเพื่อเตรียมตัวเดินทางไปเที่ยวชมปราสาทหินกับท่านอาจารย์ศุภศรุต หนังสือที่เกี่ยวกับปราสาทหินต่าง ๆ ถูกหยิบขึ้นมาอ่าน เพื่อเป็นต้นทุนทางสมองในเบื้องต้น บางเรื่องราวก็เปิดอ่านจากอินเทอร์เน็ท เมื่อคอมพิวเตอร์ส่วนตัวชำรุด ก็ต้องอ่านจากหนังสือ อ่านของนักโบราณคดีหรือนักปราชญ์ที่เขาเขียนไว้แล้ว ดีกว่าไปเดินคิดเองให้ปวดขมอง เพราะการท่องเที่ยวครั้งนี้ ผมตั้งใจจะเก็บความงดงาม ความอลังการณ์ไว้ในความทรงจำก่อนตายเท่านั้น . เรื่องที่นำมาเสนอไว้ในวันนี้ เป็นข้อเขียนของปราชญ์แห่งประเทศไทยที่ใคร ๆ ก็ยอมรับนับถือ (ยกเว้นท่านสมัคร อาจจะดูถูกดูแคลนเพราะคิดว่าตนเองเก่งกว่า) ท่านคือ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ผู้ล่วงลับ (กราบขอโทษอาจารณ์ศุภศรุต ที่นำเสนอเรื่องราวซ้ำกับที่อาจารย์เคยเขียนไว้นะครับ) . การไปชมนางอัปสราที่นครวัดนครธม ต้องรู้ที่มาของการสลักหินดังกล่าวเสียก่อน จึงจะดูได้อย่างสนุกสนาน เรื่องนี้อาจารย์หม่อมเขียนไว้เป็นเรื่องสั้น คือเรื่องที่เขียนขึ้นมาจากจินตนาการ ไม่มีความเป็นจริงแต่ประการใด แต่เมื่ออ่านแล้วก็เกือบเชื่อว่ามันเป็นเรื่องจริงเชียวครับ เรื่องนี้ผมอ่านมานับครั้งไม่ถ้วน และไม่เคยนึกคิดไว้เลยว่า จะได้ไปดูของจริง ๆ กับชาวบ้านเค้า . " เรื่องสั้นสมัยหิน " (จากหนังสือเพื่อนนอน/ของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช) . . ใครที่ไปเที่ยวนครวัด แล้วขึ้นไปบนปราสาทชั้นสามและดูรูปสลักนางอัปสรทุก ๆ ตัวที่มีอยู่บนนั้น จะเห็นว่าในมุมมืดแห่งหนึ่งของปราสาท มีนางอัปสรอยู่ตัวหนึ่งซึ่งจิตรกรได้สลักไว้อย่างสุดฝีมือ ดูแล้วราวกับว่ารูปหินนั้นมีชีวิตและมีความงามเกินกว่ารูปสลักในปราสาทนั้น จนหาที่เปรียบไม่ได้ แต่รูปนั้นก็อยู่ในมุมมืดที่เกือบจะไร้แสงสว่าง ผู้ที่เข้าไปอยู่ในที่นั้น จะต้องยืนอยู่นานจนสายตาคุ้นกับความมืดแล้ว จึงจะแลเห็นรูปสลักนั้นได้ รูปนี้มีเบื้องหลังอย่างที่ผมจะได้เล่าต่อไป . . เมื่อ 700 กว่าปีมาแล้ว ขณะที่พระนครธมยังรุ่งเรืองเป็นศูนย์กลางของพิภพ และพระเจ้าสุริยะวรมันเสวยราชย์อยู่ ณ พระนครนั้น พระองค์มีพระราชประสงค์ ที่จะเผยแพร่พระเกียรติคุณของพระองค์เองให้เป็นที่ปรากฏแก่โลก แต่จะทำอย่างไรได้ สมัยนั้นยังไม่มีหนังสือพิมพ์ ยังไม่มีเครื่องกระจายเสียง วิทยุก็มีแต่คลื่น ไม่มีเครื่องส่งและเครื่องรับ พระองค์จึงตรัสให้เกณฑ์ราษฎรมานับหมื่นนับแสน เพื่อสร้างปราสาทนครวัด เพื่อประชาสัมพันธ์พระเกียรติคุณให้ปรากฏดั่งพระราชประสงค์ ราษฎรล้มตายไปแสนหนึ่ง ก็เกณฑ์มาอีกแสนหนึ่ง หาเป็นไรไม่ เพราะราษฎรมีไว้เกณฑ์ . ในจำนวนคนนับหมื่นนับแสนที่เกณฑ์มานั้น มีศิลปินหนุ่มช่างสลักหิน อายุสิบเก้าปีนายหนึ่ง มีชื่อเป็นภาษาเขมรว่า "นายโอยสะลา" แปลเป็นไทยเห็นจะต้องแปลว่า "นายแจกหมาก" แต่ไม่ใช่เป็นคนดุร้ายเที่ยวแจกหมากแจกพลูใครหรอกครับ เพราะสมัยนั้น แจกหมากก็แปลว่าแจกหมาก ไม่ได้แปลว่าแจกหมาก (อ้ายผมนี่พูดยังไง ฟังแล้วเหมือนคนบ้า) . นายโอยสะลานั้นก็เหมือนกับคนหนุ่มอายุสิบเก้าทั้งหลาย เรื่องผู้หญิงยิงเรือไม่เคยเกี่ยวข้อง เพราะเห็นผู้มีบุญมีวาสนาที่อายุมาก ๆ เขามีสาว ๆ กันเยอะ แกก็เลยนึกว่าเขาเก็บไว้ทำกันตอนแก่ ๆ คนหนุ่ม ๆ ก็ต้องทำอย่างอื่นไปก่อน เมื่อนายโอยสะลาแกเป็นคนบริสุทธิ์ ไม่เคยชมชิดพิสมัยเหมือนสามพี่พราหมณ์เอ๋ยของเพลงปี่พระอภัยเช่นนี้ สติปัญญากำลังกายกำลังใจของนายโอยสะลามีเท่าไร แกก็ทุ่มเทไปในศิลปการสลักหินโดยสิ้นเชิง . ..........วันหนึ่ง นายโอยสะลา ยืนสลักหินอยู่อย่างลืมตัวที่ระเบียงรอบปราสาทนครวัดชั้นล่าง ขณะที่นายโอยสะลาสนใจอยู่กับงานของเขานั้น เขาได้ยินคนพูดขึ้นที่เบื้องหลังว่า " เจ้าหนุ่มน้อย ...เจ้าชื่ออะไร?" นายโอยสะลาเหลียวไปดู ก็เห็นคนที่พูดกับเขานั้นคือนายช่างสลักใหญ่ ผู้เป็นนายของเขาโดยตรงนั่นเอง เมื่อเห็นดังนั้น เขาก็รีบลงจากนั่งร้าน ลงมานั่งอยู่กับพื้นระเบียงปราสาทด้วยความเคารพ แล้วตอบอย่างนอบน้อมว่า "กระผมชื่อโอยสะลาขอรับ" " อือ ! ชื่อแปลกดี แต่ยังไม่แปลกเท่าฝีมือสลักหินของเจ้า" นายช่างใหญ่พูดอย่างรำพึงรำพัน นายโอยสะลาเปลี่ยนจากท่านั่งมาเป็นท่าหมอบ และถ้าแทรกตัวหายลงไปในในพื้นดินได้ ก็คงจะทำ เพราะใจนั้นนึกอยู่ว่า ฝีมือสลักหินของเขาคงเลวทรามสิ้นดี อีกสักครู่เขาคงจะถูกกุมตัวไปจำจองใส่ขื่อคาครบห้าประการ แล้วคงจะถูกเฆี่ยนสักร้อยหนึ่งหรือห้าสิบ ถ้าเคราะห์เขายังดี เขาอาจมีโอกาสได้กลับตัวมาแก้ตัวใหม่ ถ้าเคราะห์ร้าย เขาก็คงถูกส่งตัวไปเขาพนมคอแลนที่อยู่ห่างไกลออกไป เพื่อเป็นกุลีตัดหินจากภูเขา แล้วใส่ตะเฆ่ชักลากมานครวัด หินแต่ละก้อนใหญ่โตเท่าบ้านหนึ่งหลัง ต้องใช้คนชักลากเป็นร้อย ๆ เพียงเท่านั้นยังไม่พอ ต้องมีผู้คุมคอยถือแส้โบยหลังคนลากตะเฆ่เพื่อเร่งสตีมอีก นายโอนสะลานึกอย่างนี้แล้วก็ใจคอไม่สู้ดี เหงื่อกาฬเริ่มตกถูกพื้นปราสาทดังแหมะ ๆ นึกในใจว่า ถ้าแทรกก้อนหินหายไปได้ ก็จะละลายเป็นน้ำให้รู้แล้วรู้รอดไปเสียดีกว่า เสียงนายช่างใหญ่พูดต่อไปว่า "ฝีมือเจ้าไม่เหมือนคนอื่นเลย ตั้งแต่ข้าเป็นช่างมาหลายสิบปี ข้าก็เพิ่งเคยเห็นวันนี้ รูปราชสีห์ตัวที่เจ้ากำลังสลักนี้ ไม่เหมือนของใคร แหวกแนวทีเดียวเอ็งเอ๋ย คนอื่นเขาสลักกันตามแบบ หลังแอ่น ๆ ปากอ้า ตัวแข็ง ๆ เหมือนกับแย้แห้งเมืองโพธิสัตว์ ไม่มีชีวิตชีวา แต่เจ้าสลักราชสีห์เสียราวกับจะเผ่นหายไปกับตา ดูซิ กล้ามเนื้อทุกส่วนเต้นระริก หางราวจะกระดิกได้ และปากที่อ้าคำรามอยู่นั้น ทำให้หูข้าได้ยินราชสีห์ร้อง" นายโอยสะลาเบิกตาโพลง เหงื่อแห้งหายเป็นปลิดทิ้ง แทนที่เขาจะถูกตวาดด้วยเสียงอันดัง นายช่างใหญ่กลับสดุดีงานศิลปของเขาราวกับคำวิจารณ์ของนักเขียนหัวสูง ๆ แม้แต่เขาเองฟังแล้วก็รู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง นายโอยสะลา เปลี่ยนจากท่าหมอบเป็นท่านั่ง หายใจเข้าเต็มปอด นึกว่าจะเบ่งสักนิด แต่ต้องหมอบก้มหน้านิ่งไปอีก เมื่อได้ยินเสียงนายช่างพูดต่อไปว่า "ใช้ไม่ได้ ใช้ไม่ได้เลย ถ้าขืนปล่อยเจ้าไว้ให้เที่ยวสลักหินข้างนอกปราสาท ก็จะเสียดีไซด์หมด มีอย่างรึ คนอื่นเขาสลักราชสีห์แห้งกันเป็นร้อย ๆ ตัว แล้วเอ็งจะมาสลักราชสีห์สด มันจะไปกันได้ที่ไหน ก็ข่มคนอื่นเขาแย่ซี มาทางนี้ตามข้ามา" ว่าแล้วนายช่างใหญ่ก็ออกเดินหน้า โดยมีนายโอยสะลาเดินตามต้อย ๆ ไปข้างหลัง เข้าประตูปราสาทเข้าไปข้างใน เดินลดเลี้ยวผ่านผนังศิลาเกลี้ยง ๆ ที่ยังมิได้ลงมือสลัก ขึ้นบันไดสูง ๆ ชัน ๆ ไปหลายขั้น จนในที่สุดก็ถึงชั้นสูงสุดยอด แล้วนายช่างก็บอกว่า " เอ้า ! เอ็งสลักผนังตรงนี้แหละ ช่างสถาปัตย์เขาเขียนแปลนไว้ว่า ตรงนี้ต้องมีรูปนางอัปสร เอ็งเริ่มลงมือได้เลย เอ็งจะปล่อยฝีมือให้จ้ำบ๊ะยังไงก็ได้เพราะมันอยู่ในความมืด เห็นจะไม่เป็นที่อนาจารกระมัง แล้วฝีมือของเอ็งที่ดีกว่าของคนอื่น ก็จะไม่บาดตาเขาด้วย " ว่าแล้วนายช่างใหญ่ก็หายไป นายโอยสะลานั่งอยู่ในที่มืดอีกสักครู่หนึ่ง ก็ได้ยินเสียงใครสลักหินอยู่ใกล้ ๆ พอตาคุ้นกับความมืดเข้าหน่อย ก็เห็นชายแก่คนหนึ่งนั่งขัดสมาธิสลักขอบผนังอยู่ นายโอยสะลา ก็ถามขึ้นว่า "ลุงชื่อไร ?" "ชื่อ อบสะเรด ว่ะ " ตาแก่ตอบแล้วก็ก้มหน้าสลักต่อไป ความจริงชื่อ "อบสะเรด" นี้ แปลว่าอะไรผมไม่รู้ แต่ฟังคล้าย ๆ ชื่อครูอบดีแฮะ . . ท่านที่เคารพครับ เขียนลอกเรื่องราวของอาจารย์หม่อมอย่างละเอียดมาถึงตอนนี้ เหลือบดูนาฬิกา เวลาของผมหมดแล้ว จะมานั่งพิมพ์อย่างละเอียดเห็นจะไม่ไหว เพราะยังไม่ได้จัดกระเป๋าเดินทาง เล่าให้ท่านอ่านในฉบับย่อดีกว่านะครับ . . ![]() . . เมื่อสายตาของโอยสะลาเริ่มคุ้นเคยกับความมืดมากขึ้น เขาจึงพบว่า ผนังที่ผู้เฒ่าอบสะเรดกำลังแกะสลักลวดลายกนก กิ่งก้านอยู่นั้น ดูเหล่าต้นไม้เลื้อยประหนึ่งกำลังมีชีวิตงอกงามชูช่ออยู่จริง ๆ แต่ละกิ่งแต่ละก้านดูอ่อนไหวราวกับจะถูกลมพัด ใบกนกแต่ละใบนั้นบอบบางปานประหนึ่งว่าเพียงถูกมือก็ช้ำ ผู้เฒ่าอบสะเรดคือศิลปินแกะสลักชั้นครูที่ถูกไล่ขึ้นมาแกะสลักในมุมมืดเช่นเดียวกับเขา ช่างหนุ่มจึงได้ขอฝากตัวเป็นลูกศิษย์กับครูเฒ่าในมุมมืดเดียวกันนั้นเอง นายโอยสะลานำปัญหาเรื่องการแกะสลักสตรีรูปนางอัปสรมาปรึกษาครูอบสะเรด เพราะเขาแกะสลักเป็นเพียงแค่สัตว์ ไหนเลยจะสามารถแกะสลักสตรีที่งดงามดั่งอัปสรที่ได้รับมอบหมายงานได้ "....มันจะไปยากง่ายอะไรวะ...." ครูเฒ่ากล่าว ".... นางอัปสรามันก็ผู้หญิงเท่านั้นเอง เองหลับตาลองนึกถึงภาพผู้หญิงแล้วก็ปล่อยมือลงไปบนหิน ประเดี๋ยวก็ได้นางอัปสราตัวหนึ่ง ง่ายจะตายไป..." . ![]() . . แต่ปัญหาของโอยสะลาหนุ่มน้อยก็คือ เขาไม่เคยรู้จักผู้หญิง เขารู้จักแต่สัตว์พวกช้าง พวกม้า ครูเฒ่าให้นึกงง .....จึงถามลูกศิษย์หนุ่มว่า "....ลื้ออายุเท่าไหร่แล้วว่ะ....." " สิบเก้าครับ....... ผมไม่เคยมี.....อะไร......กับผู้หญิง" ปัญหาทั้งหมดก็คลี่คลายลงในทันที ครูเฒ่าสอนลูกศิษย์หนุ่มว่า " ....ศิลปะมันเกิดมาจากชีวิต มันเลยมีชีวิต ครูอบสะเรดชอบปลูกต้นไม้ เขาจึงรู้จักต้นไม้ในทุกการงอกงาม ทุกอิริยาบถ เวลาสลักหิน เขาก็เอาวิญญาณของต้นไม้ใส่เข้าไป หินมันก็มีชีวิต มีวิญญาณ" " ศิลปินที่แท้จริงไม่ลอกแบบธรรมชาติ แต่สร้างศิลปะขึ้นด้วยมือของตัวเอง แต่ชีวิตมันเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ถ้าศิลปะไม่มีชีวิตมันก็ไม่เป็นศิลปะ เราต้องให้ชีวิตมันก่อน ถ้าอยากจะให้นางอัปสรามีชีวิต ก็ต้องออกไปเรียนชีวิต ต้องรู้ว่าผู้หญิงเป็นอย่างไรเสียก่อน
..จึงจะสลักอัปราให้มีชีวิตได้....." ครูเฒ่าอบสะเรดจึงพาหนุ่มโอยสะลา ไปเรียนรู้ชีวิตและ "ต้นแบบ" นางอัปสรในยามค่ำคืนแทบทุกคืนในเมืองพระนคร นายโอยสะลากลายเป็นชายหนุ่มที่รู้จักผู้หญิง ศิลปินหนุ่มทุ่มเทชีวิตและวิญญาณ ลงมือแกะสลักรูปนางอัปสรในมุมมืดนั้นอย่างต่อเนื่องจนเกือบเสร็จสิ้นสมบูรณ์ . ![]() . . ............ วันหนึ่งในขณะที่โอยสะลายังคงกำลังเก็บรายละเอียดของรูปนางอัปสรอยู่นั้น พระเจ้าสุริยะวรมัน ก็ได้เสด็จออกมาตรวจการก่อสร้างปราสาทนครวัด แวดล้อมด้วยเหล่าเสนาอำมาตย์เป็นจำนวนมาก ...........ระหว่างทางที่เสด็จมาถึงปราสาทชั้นบนที่นายโอยสะลากำลังทำงานอยู่ เกิดพายุฝนตกลงมาห่าใหญ่ พระเจ้าสุริยะวรมันจึงเสด็จมาหลบฝนตรงระเบียบใกล้ ๆ กับมุมมืดของช่างหนุ่ม ระหว่างนั้นเกิดฟ้าแลบแปลบปลาบ ทำให้บริเวณภายในปราสาทสว่างขึ้นเป็นครั้งคราว ...............คราวหนึ่งขณะที่พระองค์ทรงเบื่อหน่ายต่อฝนที่ตกลงมาผิดเวลานั้น ทรงหันมองไปยังมุมมืดฟ้าก็แลบขึ้นอีกครั้งหนึ่ง นางอัปสรของช่างหนุ่มก็ปรากฎโฉมขึ้นต่อหน้าพระเจ้าสุริยวรมันในพริบตาเดียว . ![]() . "...อุ๊ย..! " พระเจ้าสุริยะวรมันร้องขึ้นขณะที่สะดุ้งสุดพระองค์ " ใค ใค ไปเอาผู้หญิงมายืนไว้ในมุมมืด ๆ ........จุดคบไฟขึ้น เร็ว ..จุดคบไฟมาเดี๋ยวนี้ ฉันเห็นผู้หญิงนางนั้น...กับตาฉันเอง . เมื่อสิ้นพระสุรเสียง คบไฟจำนวนมากก็สว่างไสวขึ้นราวกับนัดไว้ และในมุมมืดของรูปสลักนางอัปสรนั้นก็สว่างไสวขึ้นดุจกลางวันในทันที ทรงเบิกพระเนตรไปที่นางอัปสรของช่างโอยสะลา ทรงร้องขึ้นว่า "โอว ! อุ๊บ! อู๊วว์ บรื๊อว์! ซี๊ด! .....ฉันทนดูไม่ได้ จริง ๆ เฮ้ย ใครสลักรูปนี้กันวะไปเอาตัวมาเดี๋ยวนี้....." นายโอยสะลาแทบจะสิ้นลมและนึกถึงกาลอวสานของชีวิต เมื่อแขนกำยำของนายช่างใหญ่จับเขาโยนไปหมอบกราบต่อหน้าเจ้าแห่งชีวิตพระนครท่ามกลางเหล่าตำรวจทหารและราชมัลที่ตามเสด็จ "เจ้ารึคือผู้สลักรูปนี้ ? ...." พระเจ้าสุริยะวรมันตรัสถามนายโอยสะลา ".. ข้า .....ข้าพระพุทธเจ้า " นายโอยสะลาตอบด้วยเสียงสั่นเครือและหวาดกลัว ระหว่างนั้นนายช่างใหญ่รีบก้มลงหมอบกราบทูลแก้ตัวว่า ได้ใช้ให้นายโอยสะลามาแค่ปัดกวาดเศษหินทรายบนปราสาทชั้นบนเท่านั้น แต่มันบังอาจเข้ามาสลักผนังเอง โทษของนายโอยสะลาคือตายเท่านั้น แต่การณ์ไม่ได้เป็นเช่นที่นายโอยสะลาหวาดกลัว พระเจ้าสุริยะวรมัน กลับกล่าวชมเชยในฝีมือการแกะสลักและทรงแต่งตั้งให้เขาเป็นราชศิลปิน สังกัดพระราชวังหลวง แต่ก็ทรงแอบตรัสสั่งนายโอยสะลาว่า " ......หึ...หึ... คนที่เป็นนางแบบให้เจ้าสลักรูปนางอัปสรารูปนี้ เจ้าพาหาข้าหน่อยสิ..." ราชศิลปินให้กลัดกลุ้มใจเป็นอย่างมาก เพราะรูปนางอัปสรที่ตนแกะสลักนั้น นำส่วนประกอบมาจากผู้หญิงหลาย ๆ คนที่ตนสัมผัส พระเจ้าสุริยะวรมันให้เขานำ " ต้นแบบ" มาถวายภายในเจ็ดวันมิฉะนั้น จะไม่รับรองความปลอดภัย นายโอยสะลา พร้อมที่จะตายเพราะจนปัญญาที่จะหานางอัปสรมาถวาย จึงใช้ชีวิตที่เหลืออย่างที่สุขสบาย อยากจะทำอะไรก็ทำ อยากจะได้อะไรก็ได้ มีห้องส่วนตัวอันมีฝาผนังปิดทอง มีฟูกหมอนอันอ่อนนุ่ม มีข้าทาสคอยรับใช้ปรนนิบัติ แต่พอวันที่สี่ เขาก็เริ่มที่จะร้อนใจเพราะความกลัวตายเสียแล้ว เขาเที่ยวเดินตามหาต้นแบบเพื่อนำมาถวายพระเจ้าสุริยวรมันตามท้องตลาดในวัง จนถึงวันที่หกนายโอยสะลาจึงรีบไปรับครูอบสะเรดจากนครวัดมากินเหล้า พอหมดเหล้าไปสองกั๊ก ห่อหมกคิ้วปลาเทโพ ( ปลาเทโพในทะเลสาบเขมรตัวมันโต เพียงคิ้วมันก็ทำห่อหมกได้ ) หนุ่มโอยสะลาก็กล่าวลาครูอบสะเรดเป็นครั้งสุดท้าย ....... " ครู....มะรืนนี้ผมก็จะไม่ได้พบครูอีกแล้ว วันนี้วันที่หกผมยังหาผู้หญิงเหมือนนางอัปสรถวายไม่ได้ พรุ่งนี้วันที่เจ็ดก็คงหาไม่ได้...." "...เฮ้ย...! ลื้ออย่าไปท้อแท้อย่างงั้นสิวะ " ครูอบสะเรดกล่าว " ในเมื่อหาไม่ได้ เจ้าก็ไปหาอีตัวที่มันเหมือนในสปิริตไปถวายซี......อั้วพาลื้อไปเรียนรู้นางอัปสรที่ไหน ลื้อก็ไปหาเอาที่นั้นก็แล้วกัน ไม่เห็นจะยากอะไรนี่หว่า เลือกเอาไปถวายซักคนยังดีกว่าไม่ถวายเลย....." "......ครูหมายถึงคนไหนล่ะ...." ศิลปินหนุ่มถาม " .....ก็นังตะเภาเหาะไง..." สิ้นคำแนะนำของครูเฒ่า นายโอยสะลาร้องเสียงหลง ".........ตายแล้ว ! ก็นังตะเภาเหาะนั้นมันตัวร้ายที่สุดเลยนี่ครู ! คนสร้างนครวัดกี่หมื่นกี่แสนก็เป็นแฟนมันทั้งนั้น ขืนผมเอาไปถวาย....." ครูเฒ่าตัดบทขึ้นมาทันที "....ก็เพราะไอ้เหตุนี้แหละ เจ้าจึงควรเอานางตะเภาเหาะไปถวาย.......ช่างสลักนางอัปสรกี่ร้อยคนมันก็เป็นแฟนนังตะเภาเหาะทั้งนั้น นางตะเภาเหาะมันจึงต้องมีส่วนเหมือนนางอัปสรที่นครวัดมากกว่าคนอื่น เชื่ออั๊วเถิดน่า ! ถ้าเจ้าไม่ไปหานางอัปสรไปถวายภายในเจ็ดวันก็ต้องตายแน่ ๆ อยู่แล้ว แต่ถ้าเจ้าพานางตะเภาเหาะไปถวาย เจ้าก็ยังพอมีทางรอดครึ่งต่อครึ่งว่ะ ..." ด้วยเหตุนี้ ราชศิลปินจึงได้นำนางตะเภาเหาะห่อคลุมหน้ามิดชิดไปถวายพระเจ้าสุริยะวรมัน และกราบทูลพระองค์ว่า รูปนางอัปสรของเขาสลักอยู่ในที่มืด พระองค์จึงควรทอดพระเนตรนางตะเภาเหาะสองต่อสองในที่มืด จึงจะได้รับรสแห่งความงามอันแท้จริง เมื่อถวายเสร็จ นายโอยสะลาก็รู้ถึงวาระแห่งความตายของตนเป็นแน่แท้จึงกลับไปนอนรอความตายอยู่ห้องนอนของตน ..... . ผ่านไปหกวัน พระเจ้าสุริยะวรมันก็ยังมิได้ออกว่าราชการตามปรกติ คงปิดทวารเงียบอยู่ในห้องพระบรรทม พอถึงวันที่เจ็ด ก็มีพระราชโองการให้นายโอยสะลาเข้าเฝ้าในห้องบรรทม ราชศิลปินเห็นพระองค์บรรทมอยู่อย่างอิดโรย พระองค์เหลือง พระเนตรกลวง รับสั่งเรียกอย่างแผ่วเบา "................โอยสะลา .....โอยสะลา ....โอย...!" นายโอยสะลาที่พร้อมรับความตายอยู่แล้วจึงคลานเข้าไปถึงข้างพระที่ ".......โอยสะลา ! ฉันตั้งให้เธอเป็นวรมหาศิลปิน มีเงินเดือนเป็นทองคำเดือนละพันชั่ง อยากได้อะไรอีกก็บอกฉัน ฉันจะปลูกปราสาทให้เธออยู่หลังหนึ่ง ไปไหนขี่เสลี่ยงทองกั้นกลดทองเจ็ดคัน ต่อไปเธอมีหน้าที่สร้างนางอัปสรให้ฉันคนเดียวเข้าใจไหม อย่างที่เธอทำมาแล้ว นางอัปสรจริง ๆ ไม่ใช่หิน มีเนื้อมีหนัง มีหัวใจ วิเศษจริงโอยสะลา ดีจริงจริ๊ง....โอยสะลาดีเหลือเกิน โอย.........!!!!! " . . . ![]() . . เป็นไงครับพี่น้อง ทั้งหมดที่ท่านอ่านมาเป็นข้อเขียนของท่านหม่อมคึกฤทธิ์ อ่านแล้วให้อารมณ์ร่วมดีเหลือเกิน (ช่วงท้าย ๆ ไม่ได้ลอกมาให้อ่านอย่างละเอียด) . ผมลงเรื่องนี้ไว้ยาว ๆ เพราะท่านอาจจะเข้ามาอ่านวันละนิดวันละหน่อยก็ได้ เพราะผมไปหลายวันครับ . ขอให้ทุก ๆ ท่านโชคดี มีนางอัปสราเป็นของตนเอง สวยงาม สดใส ไม่อ้วน ไม่ผอม กลิ่นกายหอมกรุ่น ที่สำคัญ....ไม่พูดอะไรเลยสักคำเดียว . สวัสดีครับ . (ขอบคุณภาพนางแบบที่ชื่อ "นางตะเภาเหาะ"...จากอินเทอร์เน็ท) .
|