| << | พฤษภาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | ||||
| 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 |
| 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 |
| 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 |
| 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | 31 |
พิมพ์หน้านี้
|
online . . 9 พฤษภาคม 2551 ต่อจากปราสาทบันทายสรีที่สวยงาม "ไกด์มอม" นำเรากลับตามเส้นทางเดิม แวะจอดรถตามหมู่บ้านของชาวขะแมร์ ดูการเฉาะลูกตาล การทำน้ำตาลโตนด การซื้อของที่ระลึกต่าง ๆ ผู้คนยิ้มแย้มแจ่มใส ให้การต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองผู้มาเยือนด้วยมิตรไมตรี .
ตามบ้านเรือนของประชาชนชาวขะแมร์ในเมืองพระนคร มีวิถีชีวิตความเป็นอยู่ที่น่าสนใจ เป็นที่ชื่นชอบของนักท่องเที่ยวยิ่งนัก ไม่มีไฟฟ้าใช้ ใช้น้ำในบ่อ "ไกด์มอม" เล่าให้พวกเราฟังว่า ฝรั่งแบกเป้ที่เดินหาห้องเช่าถูก ๆ ตามเกสเฮาท์ เมื่อมาถึงบ้านเรือนเหล่านี้ ซื้อน้ำตาลโตนดลองชิมแล้วชื่นชอบ ขอถ่ายรูปความเป็นอยู่ของชาวบ้านอย่างมีความสุข คณะของเราก็มีความสุขในวันนั้นเช่นกัน ประหนึ่งเป็นการพักสายตาเรื่องการดูหินไปแป๊บหนึ่ง . . ท่านที่เคยไปเสียมเรียบ เมื่ออ่านข้อเขียนนี้ ท่านอาจจะรู้สึกเหมือนว่าย้อนกลับไปเที่ยวอีกครั้ง แต่ท่านที่ยังไม่เคยไปเที่ยว ขอให้ท่านหลับตานึกภาพว่า เหมือนกับการซื้อตั๋วครั้งเดียว แล้วขับรถเข้าไปในพื้นที่ที่กว้างขวาง อุดมสมบูรณ์ด้วยพฤกษานา ๆ พรรณ และมีหมู่ปราสาทหินอยู่มากมาย ในพื้นที่นั้น ไม่ใช่สวนสนุก แต่เป็นโบราณสถานจำนวนมาก แตกต่างจากประเทศไทยที่เราจะมุ่งไปเที่ยวปราสาทหินพิมาย มุ่งไปเที่ยวปราสาทหินเขาพนมรุ้ง ซึ่งจะมีปราสาทเหลืออยู่โดด ๆ และสุดท้ายคนที่ไปดูแล้วบ่นเหนื่อยอ่อนเพราะไม่มีข้อมูล ไม่มีผู้บรรยายชี้แนะ ในระยะหลัง ๆ นี้ดีขึ้นหน่อย ที่มีมัคคุเทศน์น้อยตามปราสาทหินคอยให้ความรู้ แต่เป็นความรู้แบบนกแก้วนกขุนทอง ท่องอย่างไรได้ ก็เล่าไปตามนั้น ก็เอาเหอะ ดีกว่าให้นักท่องเที่ยวเดินคุยกับหินที่ไม่มีชีวิต แล้วคุยกันไม่รู้เรื่อง . . (ภาพจากกล้องของพี่สุภาวัลย์) คณะของพวกเราเดินทางต่อไปที่ปราสาทตาพรม จุดเด่นของปราสาทนี้คือมีต้นไม้ใหญ่ปกคลุมตัวปราสาทอยู่เต็มไปหมด รากของต้นสะปง หรือที่ประเทศไทยเรียกต้นสมพง ไต่ยั๊วเยี๊ยไปตามหลังคาปราสาท และยึดไว้ไม่ให้ปราสาทพังทลายลงมา กลายเป็นเสน่ห์ดึงดูดนักท่องเที่ยว และเป็นจุดเด่นของปราสาทตาพรม โดยเฉพาะที่โคปุระชั้นในทิศตะวันออก มีรากไม้ที่สวยและใหญ่ที่สุด
(ภาพจากกล้องของน้องป้อ) ตามตำรานักพฤษศาสตร์บอกว่า ต้นสะปงที่มีอายุมากที่สุดที่ปราสาทตาพรม อายุกว่า 300 ปี รัฐบาลกัมพูชาบอกกับผู้ที่เข้ามาบำรุงซ่อมแซมปราสาทไว้ว่า จะทำอย่างไรก็ทำไปเถิด แต่อย่าให้ต้นไม้ของฉันตาย ฉันไม่ยอม และผู้คนทั่วโลกรู้จากปราสาทตาพรมแห่งนี้ เพราะรากไม้นี้แหละครับ
(ภาพจากกล้องของน้องป้อ) ผมมีเรื่องโง่ ๆ ของผม ที่จะเล่าให้ท่านได้ทราบ นักท่องเที่ยวที่เดินทางเที่ยวปราสาทหิน จะมีความสุขกับการถ่ายภาพ ยิ่งเจอปราสาทที่เราไม่เคยไป ไม่เคยเห็น เราจะเกิดความโลภที่จะลั่นชัทเตอร์อย่างเมามัน เก็บทั้งภาพคน ภาพหิน ภาพคนกับหิน ภาพคนกับคน ภาพหินกับหิน โอ๊ย ! ...สารพัด สุดท้ายช่างภาพสมัครเล่นก็ถึงแก่อวสาน แบตเตอรี่หมด ฟิมส์หมด เม็มโมรี่เต็ม ผมก็เจอเช่นนั้นเหมือนกันครับ ชิฟของกล้องดิจิตอลเม็มโมรี่เต็ม ไม่สามารถจะถ่ายต่อไปได้ ณ ที่แห่งนี้ จะมีช่างภาพท้องถิ่นพูดไทยได้ชัดเจน กระโดดเข้ามาให้ความช่วยเหลือทันที มีภาพตัวอย่างให้ดูก่อน เมื่อเราถูกใจ ช่างภาพท้องถิ่นจะชี้ให้เราดูจุดต่าง ๆ ที่ยืนแล้วเท่ห์ มุมกล้องแปลก ๆ ที่เราคิดไม่ถึง ต้องยอมครับ เพราะตอนนั้นเราหมดสภาพแล้ว หรือนึกอีกทีก็ดีเหมือนกัน มีคนมาถ่ายรูปให้ เอคชั่นกันสนุกสนาน ช่างภาพเหล่านี้จะติดตามเราไปทั้งวันครับ และอัดรูปและนำไปส่งให้เราทีหลังที่โรงแรม รูปภาพใบละ 20 บาท 10 ภาพ 200 บาท 20 ภาพ 400 บาท 30 ภาพ 600 บาท ช่างภาพบอกว่า ภาพไหนไม่ถูกใจไม่ต้องรับไว้ก็ได้ สุดท้ายรับไว้หมดทุกภาพทุกคน ไม่อยากบอกหรอกนะครับว่าโดนกันไปคนละกี่บาท รู้สึกเขินอาย แต่สำคัญคือความพึงพอใจที่ได้มีภาพไว้ดูทันทีไงครับ เล่าให้ฟังเล่น ๆ ครับว่า บางครั้งเราคิดว่าเราเตรียมพร้อมดีอย่างไรก็ตาม ยังต้องมีจุดพลาดให้เป็นที่ประทับอกประทับใจได้เสมอ . ท่านที่เคารพครับ วันนี้ตั้งใจจะเขียนเรื่องราว 4 ปราสาท สุดท้ายได้เพียงปราสาทตาพรมเพียงเรื่องเดียวเท่านั้น แถมด้วยเรื่องโง่ ๆ ของผมที่ยังเตรียมตัวไม่พร้อม 100 เปอร์เซ็นต์ มาเล่าให้ฟังไว้เป็นอุทาหรณ์สอนใจ ตอบคำถามของผู้ที่สงสัยว่า ปราสาทนี้ทำไมต้องชื่อปราสาทตาพรม ตอบได้ว่าสมัยที่ฝรั่งเศสมาสำรวจปราสาทใหม่ ๆ พบตาพรมนั่งเฝ้าปราสาทอยู่นะซีครับ จึงตั้งชื่อปราสาทนี้ว่าปราสาทตาพรม . |