• มะอึก
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sochth@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-04-05
  • จำนวนเรื่อง : 591
  • จำนวนผู้ชม : 232561
  • จำนวนผู้โหวต : 986
  • ส่ง msg :
<< พฤษภาคม 2008 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30 31



วันพุธ ที่ 21 พฤษภาคม 2551
.....ต้องแยกนครธมออกจากนครวัดให้ได้.....
Posted by มะอึก , ผู้อ่าน : 389 , 10:46:10 น.   | หมวดหมู่ : ท่องไปในธรรมชาติ  
พิมพ์หน้านี้


online

.

.

ภาพจากกล้องน้องป้อ..

.

9  พฤษภาคม  2551

สมัยเป็นเด็กนักเรียน  เราท่องจำกันปาว ๆ ว่า สิ่งมหัศจรรย์ของโลกทั้ง 7 อย่างนั้น    สิ่งหนึ่งที่อยู่ใกล้ประเทศไทยที่สุดคือ  "นครวัดนครธม"    และมีภาพข้างบนนั้นประกอบ  ครูหยิบภาพนี้มาสอน  ก็เรียกเต็มปากทันทีว่า  นี่คือ "นครวัดนครธม"  นะคะนักเรียน

ผมก็จำมาตลอดเหมือนกันว่า  เจ้าปราสาท 5 ยอดนี้  คือ "นครวัดนครธม"  และผมก็ตั้งใจเหมือนกับที่ใครต่อใครตั้งใจไว้นั่นแหละครับว่า   อยากไปเที่ยวสักครั้ง  เพราะนายฝรั่งที่เป็นปราชญ์ของโลกตะวันตก ชาวอังกฤษ ที่ชื่อ  นายอาร์โนลด์  ทอยน์บี  กล่าวประโยคทองไว้ว่า " SEE  ANGKOR  AND  DIE "

บางคนก็แปลว่า "ไม่เสียดายชีวิตหากได้เห็นเมืองพระนคร"

บางคนก็แปลว่า" ไปชมเมืองพระนครก่อนตาย"

อาจารย์ศุภศรุตแปลไว้ว่า  "ถึงตายก็ไม่เสียดาย หากได้ชายตาแลพระนครเพียงสักครั้ง"

พี่สุภาวัลย์แปลไว้ว่า " เห็นนครวัดก็ตายตาหลับแล้ว"

หากผมจะแปลว่า  " ไปดูเมืองพระนคร  แล้วไปตายซะ"    ก็น่าจะได้นะครับ

.

.

ต่อมา...ผมทำความเข้าใจเรื่องปราสาทเก่า ๆ อ่านหนังสือเข้ามาก ๆ  เฮ้ย !  ความรู้เก่าของเรามันผิดนี่หว่า  "นครวัด  คือสถานที่หนึ่งแห่ง  ส่วนนครธม  คือสถานที่อีกหนึ่งแห่ง"  ไม่ใช่ที่เดียวกันสักหน่อย 

.

ปราสาทรูปหน้าคนเยอะ ๆ นี้  เรียกว่าปราสาทบายน หรือบายอน  เป็นศูนย์กลางของ นครธม

.

.

ผมจัดลำดับสมองใหม่ว่า   "นครวัด" คือเจ้าปราสาท 5 ยอด    ส่วน"นครธม"  คือเจ้าปราสาทที่มีหน้าคนเยอะ ๆ   สมองก็เริ่มจำใหม่  อ่านไปอ่านมา  ตำราที่เขียนเพิ่มเติมบอกให้รู้ว่า  นครธม  คือชื่อสถานที่กว้าง ๆ มีกำแพงล้อม  มีสระน้ำ  มีประตูเมือง 

ส่วนเจ้าปราสาทที่มีหน้าคนเยอะ ๆ เขาเรียกว่า ปราสาทบายอน หรือปราสาทบายน

เอาเข้าไป..ข้อมูลใหม่อีกแล้ว   .สมองก็ต้องจดจำใหม่  ไม่เป็นไร  จำได้ก็ลืมได้....

.

.

พี่น้องครับ  มันยากเหลือเกินนะครับที่จะไปจดจำสิ่งที่เรายังไม่เคยไปพบไปเห็น  ผมแยกเรื่องนี้ให้ท่านทราบเล่น ๆ  เท่านั้น  ท่านที่ไม่ชอบเรื่องปราสาทหิน  ก็ผ่านไปเหอะ  เพราะเรื่องหินพวกนี้ไม่ทำให้ผู้ที่ไม่ชอบชอบมันขึ้นมาได้หรอก  แต่คนที่ชอบศึกษาหาความรู้  ยิ่งเรียนยิ่งท่องยิ่งดูยิ่งสนุกสนานเบิกบานใจ  ขอระวังไว้เพียงว่า  ท่องไปเรียนมา  จากเรื่องปราสาทหิน  กลายเป็นโรคประสาท  จะเดือดร้อนหมอเปล่า ๆ  เท่านั้น

.

เมื่อแยกความรู้สึกออกจากกันได้แล้ว  ผมจะเริ่มที่ "นครธม" ก่อน  เพราะขณะนี้ก็ใกล้จะเที่ยงวันแล้ว  ไกด์มอมบอกว่า  เที่ยวปราสาทละแวกนี้ให้จบในตอนช่วงเช้า  ช่วงบ่ายไว้เดิน "นครวัดเพียงแห่งเดียว"

.

ภาพนี้จากกล้องของวันศุกร์....

ท่านคงจะทราบนะครับว่า  ขณะนั้นผมยอมรับช่างภาพท้องถิ่นเป็นช่างภาพประจำตัวไปแล้ว

.

.

ตำราบอกไว้ว่า  

พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 สร้างนครหลวงขนาดมหึมาขึ้นใหม่ในปี พ.ศ. 1724  เป็นเมืองรูปสี่เหลี่ยมจตุรัส  มีกำแพงล้อมรอบยาวด้านละ  3 กิโลเมตร สูง 7 เมตร  และคูเมืองรอบกำแพงกว้าง 100 เมตร  ตรงกลางกำแพงแต่ละด้านมีประตูหนึ่งประตู  ยกเว้นทิศตะวันออกมีสองประตู  เหนือประตูทำเป็นปรางรูปพระพักตร์อวโลกิเตศวร  พื้นที่ในเขตกำแพง  มีขนาดถึง 9 ตารางกิโลเมตร  หรือกว่า  5,000 ไร่   ความยิ่งใหญ่ขนาดนี้  ทำให้นครหลวงแห่งใหม่ถูกเรียกในเวลาต่อมาว่า "นครธม"  หรือเมืองใหญ่

ท่านเห็นประตูเมืองนะครับ  นางแบบหน้าประตูของผมเหลือตัวนิดเดียว  ประตูนี้เป็นประตูทางด้านทิศใต้  ชื่อว่าประตูตอนเล-อม  เป็นทางออกที่จะมุ่งไปนครวัด

.

เพราะเมืองนครธม  ยังมีประตูเมืองแคบ ๆ พอที่จะให้ช้างเดินผ่านได้   บริษัทผู้จัดการท่องเที่ยวก็บอกว่า  คณะทัวร์ที่เดินทางด้วยรถคันเล็ก ๆ ก็เข้าไปเหอะ  แต่ผู้ที่เดินทางมาด้วยรถบัส  ต้องเปลี่ยนเป็นรถของบริษัท    หรือนั่งช้าง  หรือนั่งรถม้า  หรือจะเช้ารถกอล์ฟแบบคุณนายเข้าไปก็ได้

.

.

.

การเดินทางเข้าสู่เมืองนครธมต้องเดินข้ามสะพานหินที่ทอดตรงสู่ประตูเมือง  ราวสะพานข้างซ้ายสลักรูปเทวดา 54 รูป  ราวสะพานข้างขวาสลักรูปอสูร 54 รูป  กำลังฉุดพญานาค  โดยมีปรางค์เหนือเหนือประตูเมือง  เปรียบเสมือนเขามันทระที่ใช้ในการกวนเกษียรสมุทร

.

อสูรตนนี้  ชื่อ เจ้าชายเจี๊ยบวรนัย  เข้ามาช่วยฉุดพญานาคกับเขาด้วย

.

.

โอ๊ย...!  ยังอยู่ที่ประตูนครธมเลยครับ  เหนื่อยซะแล้ว.....

ผมขออนุญาตกดคำว่า "แผยแพร่" ก่อนนะครับ  และจะนั่งเขียนเรื่องนครธมต่อให้จบวันนี้ เพราะหากผมมัวแต่ช้า  เครื่องคอมพิวเตอร์  หรือระบบเกิดมีปัญหา  ที่เขียนมาใส่รูปมาข้างต้นจะหายหมด    เคยเป็นเช่นนั้นไหมครับ?  ผมเป็นบ่อย ๆ 

(ช่วงนี้ไว้วางใจอะไรไม่ค่อยจะได้นะครับ  ปราสาทพนมรุ้ง  มันยังขึ้นไปทุบหินเพื่อตัดไม้ข่มนาม  ผู้รู้เขามองเจตนาออกว่า  มันทำ...ไปทำไม?   ที่เมืองนครฯ มันก็ให้น้องเขยไปเหยียบฐานศาลหลักเมืองที่สนามหน้าเมือง  ไปยิงปืนสลุตที่เขาขุนพนม   ทำตัวยังกะจะเป็นเจ้าฯ  คงจะบ้าไปกันใหญ่แล้วครับ)

หรือจะลองไปอ่านเรื่องนี้ก็ได้ครับ ...“ปรากฏการณ์พนมรุ้ง” การผลิตซ้ำ “อวิชชา” ของสังคมไทย   อาจารย์ศุภศรุตมีมุมมองที่น่าสนใจ

http://www.oknation.net/blog/voranai/2008/05/21/entry-1

.

.

หากท่านเข้ามาก่อนเที่ยง  จะเห็นเพียงสั้น ๆ  แค่นี้  บ่ายเข้ามาอีกครั้งนะครับ

หรือจะเข้ามาอ่านพรุ่งนี้อีกก็ได้  หากใจของท่านปรารถนา.....

.

ผมไปทานอาหารเช้า..แป๊บ........ปู้น....ปู้น....

.


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 30
อุต-ศิลป์02 วันที่ : 31/05/2008 เวลา : 16.01 น.
http://www.oknation.net/blog/industrialart02

งั้นต้องตามไปอ่านเรื่องนครวัดต่อตอนหน้าน่ะสิ

ความคิดเห็นที่ 29
หมีปิศาจ วันที่ : 24/05/2008 เวลา : 15.49 น.
http://www.oknation.net/blog/mee104
ขอบคุณสำหรับทุกความเห็น ช่วยแนะนำมือใหม่หัดเขียนด้วยครับ

เข้าใจดีแล้วเหมือนกันครับ
ขอบคุณครับ

รถกอล์ฟที่จัดให้บริการ
น่าจะทำให้ดูลายโบราณกว่านั้นนะครับ
ความคิดเห็นที่ 28
siampatriot วันที่ : 22/05/2008 เวลา : 08.00 น.
http://www.oknation.net/blog/siampatriot
แวะมาเยี่ยมคร๊าบบบบ

ไม่รู้จะเขียนอะไร เห็นลุงมะอึกแยกนครวัด นครธม บายน ได้ ก็ดีใจด้วยครับ
ความคิดเห็นที่ 27
คนกุลา วันที่ : 22/05/2008 เวลา : 01.49 น.
http://www.oknation.net/blog/konkula

ขึ้นต้นเป็นนครวัด นครธม

ไหง..!!จบลงเป็นพนมรุ้งและเขาขุนพนม หลักเมืองนครศรี

เอ..หรือว่าเป็นเรื่องเดียวกัน

ก็..เขมร นี่ถือได้ว่าเป็นต้นธารของลัทธิเทวะราชา

ในแถบนี้ ลัทธิการเมืองที่แนบแน่นอยู่กับคติพราหมณ์

อันนับถือ ตรีมูรติ ซึ่งได้แก่มหาเทพ ทั้งสาม คือ

พระพรหม พระศิวะ และพระนารายณ์

พระพรหมถูกทุบที่โรงแรมเอราวัณ

พระศิวะถูกลบหลู่ รังแกที่พนมรุ้ง

พระนารายณ์ ซึ่งอวตารปางหนึ่งเป็นรามเทพ องค์ราชันดำ

แห่งท้องทะเลที่นครศรีฯก็มีการบวงสรวงแบบแปลกๆ

ฤๅคือการทำลายบารมีมหาเทพ เพื่อวัตถุประสงค์ทางไสย

เวทย์และสร้างขวัญกำลังใจ แก่พรรคพวก ในการกระทำ

กิจการใหญ่ ที่พวกเขากำลังพยายามอยู่

ไม่อยากเชื่อว่าในปี ๒๕๕๑ จะเกิดเรื่อง อวิชชา และ

ไสยเวทย์แบบนี้

แต่รูปการมันชวนให้คิด ติดตาม ไปทางนี้ นะครับ

ไปก่อนดีกว่า ก่อนที่จะไปไกลกว่านี้

ครับ..ท่านมะอึก...

ความคิดเห็นที่ 26
คนกุลา วันที่ : 22/05/2008 เวลา : 01.31 น.
http://www.oknation.net/blog/konkula

มาชมภาพ และเรื่อง เพื่อพยายามแยก นครวัด ออก จาก

นครธม ตามความรู้ใหม่ๆที่ ท่านมะอึก บอกมา ครับ

หินแต่ละก้อน ปราสาทแต่ละหลัง ใครอินมาก ก็จะแลเห็น

หงาดเหงื่อ คราบเลือด และ หยดน้ำตา ที่รินไหลขณะก่อ

สร้างเลยมั๊งครับ

ส่วนใครไม่แลเห็น ก็คงดูไปแบบแกนๆ งั้นๆ เช่นเดียวกัน

ขอบคุณสำหรับเรื่องและภาพ (กล้องคนอื่นๆ)ที่ท่านมะอึก

นำมาฝาก.....

ราตรีสวัสดิ์ นะครับ
ความคิดเห็นที่ 25
สิริปตี วันที่ : 21/05/2008 เวลา : 23.21 น.
http://www.oknation.net/blog/siripatee


คิดถึงพระนครศรีอยุธยา พนมรุ้ง พิมาย สุโขทัย คิดถึงป๋ามะอึก
ความคิดเห็นที่ 24
Din วันที่ : 21/05/2008 เวลา : 23.17 น.
http://www.oknation.net/blog/372smallroom
ดินน้อมรับคำปรามาส แล้วผลิดอกเพื่อตอบแทน(ชมรมคนรักษ์ภาษาไทย)


พวกขอมเนี่ย ทำปราสาทยังไง เล็กซะจริงๆ มองไม่ค่อยเห็นเลย.....
ความคิดเห็นที่ 23
ดินสอขอเขียน วันที่ : 21/05/2008 เวลา : 22.08 น.
http://www.oknation.net/blog/noieakthai