| << | มิถุนายน 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 |
| 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 |
| 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 |
| 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 |
| 29 | 30 | |||||
พิมพ์หน้านี้
|
online . . เขียนเรื่องเกาะแกร์วันนี้ เป็นเรื่องที่ 500 พอดี ไม่มากหรอกครับสำหรับเรื่องที่ผมอยากจะเขียน น้อยไปด้วยซ้ำกับช่วงเวลาที่ผ่านไป ผมทราบเพียงว่า ใน 500 เรื่องราวนั้น เป็นเรื่องราวแห่งความสุข อิ่มเอมใจของตัวผมเอง และผมไม่เคยหยดยาพิษลงบนตัวอักษรเพื่อทำร้ายผู้อ่านและผู้ที่ถูกกล่าวขานถึง ส่วนบุคคลสาธารณะที่ผมพาดพิงถึงเขาบ้าง ก็แค่ขำ ๆ เท่านั้น . . มีบ่น....มีบ่น....มีบ่น . . เรามาว่าเรื่องของการไปท่องเที่ยวแล้วนำกลับมาเล่าเพื่อเป็นความรู้กันดีกว่า หากปล่อยเรื้อรังมากกว่านี้ จะเกิดความเสียหายต่อทางราชการ เพราะทริปไปดูก้อนหินพูดได้กำลังจะเริ่มขึ้นมาอีกแล้วในเร็ววันนี้ เที่ยวครั้งต่อไป อยู่ในประเทศ แถว ๆ อีสานบ้านเฮาก็พอ โปรแกรมกำหนดไว้ว่า สำรวจเส้นทาง มรดกโลก ราชมรรคา จากวิมายะปุระ เขาพนมรุ้ง บ้านบุ เมืองต่ำ ทะมอ และกลุ่มปราสาทตาเมือน 3 วัน สองคืน นำเสนอรายการโดย....เจ้าชายเจี๊ยบวรมัน....เช่นเคย "โหด.....มัน.....ฮา" . .
แผนที่จากเสียมเรียบไปเกาะแกร์ . . จากเกาะแกร์อีกนิดเดียวก็ถึงปราสาทเขาพระวิหาร แล้วท่านคิดว่าเกาะแกร์สำคัญหรือไม่ในอนาคตสำหรับการท่องเที่ยวของประเทศกัมพูชา? เพียงแค่ใส่โปรแกรม " ดูปิรามิดเกาะแกร์...ตระการตาบึงมาเลีย...ลอยกระเช้าขึ้นเขาพระวิหาร " แค่นี้ก็ขายฝรั่ง...เกาหลี....ฯลฯ ได้อย่างสบาย เผลอ ๆ คนไทยอย่างพวกผมนี่แหละจะซื้อบริการเหล่านี้ด้วยความสมัครใจอีกครั้ง . ชาวสยามที่ไม่รู้จักคุณค่าของก้อนหินเก่า ๆ หลาย ๆ คน มัวมานั่งทะเลาะเรื่องหวงดินแดน เสียดินแดนให้เขมรต่อไปไม่ได้อีกแล้ว เขาหารู้ไหมว่า ในใจกลางพระนครหลวงของประเทศ เกาะแก่งสถานอันวิไลงามตา สายน้ำลำธารฉ่ำเย็น ถูกชาวต่างชาติชื้อโฉนดไปแล้วมากมาย . เรามาเลิกสร้างกระแสรักชาติกับเขาพระวิหารดีกว่าครับ การคอรับชั่นและแสวงหาผลประโยชน์ในประเทศกัมพูชา เขาเล่นกันสด ๆ ไม่มีเลือดหยดเหมือนบ้านเราครับ อูย.....ขอโทษ....จิ้มเพลินไปหน่อย . . . วันนั้นคณะบล็อคเกอร์ ไม่เดียวดายสำหรับการเดินไปตามขอบระเบิด เพราะเรามีเพื่อนต่างชาติอีก 1 คันรถบัส ภาพนี้ถ่ายตอนจอดเพื่อซื้อบัตรเข้าชม และให้สมาชิกเข้าห้องน้ำ(ที่ดีและสะอาดมาก) .
เจอสะอาด ๆ เช่นนี้ ผู้ชายแทบจะไม่กล้าปฎิบัติกิจ เพราะมองไม่ออกว่าที่ล้างหน้า หรือรางปัสสาวะ+ ยืนเถียงกันหลายคำทีเดียว สุดท้ายไปเจออีกแห่งหนึ่ง มีอ่างล้างหน้าแยกต่างหากอีก 2 จุด จึงได้ข้อสรุป ห้องผู้หญิงเป็นอย่างไรก็ไม่ทราบได้ . . แล้วเราก็เดินดูปราสาทด้วยกันอย่างมีความสุข โดยไม่พูดจากันเลย . . . ผมเขียนเล่าเรื่องการไปเที่ยวปราสาทครั้งนี้ ใจจริงไม่อยากจะนำชื่อกษัตริย์มาใส่ไว้ให้ผู้อ่านปวดหัว เพราะเป็นเรื่องที่รกรุงรัง ขนาดกษัตริย์สุโขทัย อยุธยา เรายังปวดหัวจะแย่ แล้วต้องมานั่งท่องชื่อกษัตริย์เขมร ที่ลงท้ายด้วย...วรมัน..เหมือนกันทั้งหมด เวียนหัวตายห่า! ! . อาจารย์ศุภศรุต ท่านทราบปัญหาข้อนี้ดี ป้ายชื่อที่เราใช้แขวนคอครั้งนี้ ด้านหลังจึงมีชื่อกษัตริย์ครบทุกพระองค์ มีประโยชน์มากมายครับ(สำหรับผม) . ป้ายชื่อนี้แหละครับมีพระนามกษัตริย์เขมรครบถ้วน แขวนเดินทั่วประเทศกัมพูชาอย่างภาคภูมิใจในงานรีไซเคิล .
ปราสาทเนียงขมา เขาว่าโดนไฟไหม้ จึงมีสภาพเช่นนี้ครับ . . ประวัติศาสตร์ในดินแดนเขมรแห่งนี้มีมายาวนาน พุทธศตวรรษที่ 13 มหาราชาแห่งชวายกกองทัพมาตีอาณาจักรเจนละ แล้วจูงมือเชื้อพระวงศ์เขมรไปชุบเลี้ยง . คำว่า"ชุบเลี้ยง" แปลว่าอุปการะเลี้ยงดู เช่น ชายคนหนึ่งที่มีใบหน้าสี่เหลี่ยม ชุบเลี้ยงชายชราคนหนึ่งที่มีจมูกเป็นอาวุธ ให้เป็นหัวหน้าพรรค และยอมให้เป็นนายก ประมาณนั้นแหละครับ . . เมื่อเวลาผ่านไป ก็มีเจ้าชายพระองค์หนึ่งเดินทางกลับมายังแผ่นดินกัมพูชา ทำสงครามรวบรวมอาณาจักร และมีชัยชนะเหนือดินแดนแว่นแคว้น ปี พ.ศ. 1345 เจ้าชายพระองค์นั้นจึงทรงประกอบพิธีเทวราช ประกาศอิสรภาพให้กัมพูชาไม่ขึ้นกับชวาอีกต่อไป (นึกถึงสมเด็จพระนเรศวรมหาราชไว้นะครับ...คล้าย ๆ กัน). เจ้าชายองค์นั้นสถาปนาตนเองเป็นกษัตริย์ มีพระนามว่า "พระเจ้าชัยวรมันที่ 2" และสถาปนาราชธานีขึ้นใหม่ที่ "มเหนทรบรรพต หรือ เขาพนมกุเลน" ต่อมาย้ายไปที่หริหราลัย (โลลั๊วะ)ใกล้ ๆ เสียมเรียบนั่นแหละครับ . . มีคำถามอีกแล้วครับท่านผู้ชม แล้วชัยวรมันที่ 1 เป็นใคร?มีตัวตนหรือเปล่า? ไม่ทราบซีครับ! ตอบตามตำราได้ว่า พระเจ้าชัยวรมัน มีชีวิตอยู่ในพุทธศตวรรษที่ 11 พระเจ้าชัยวรมันที่ 1 มีชีวิตอยู่ในพุทธศตวรรษที่ 12 พระเจ้าชัยวรมันที่ 2 มีชีวิตอยู่ในพุทธศตวรรษที่ 14 . . "ชัยวรมันที่ 2" สวรรคต พระโอรสก็ขึ้นครองราชย์ ชื่อว่า "ชัยวรมันที่ 3" "ชัยวรมันที่ 3" สวรรคต พระญาติของ"ชัยวรมันที่ 2" ขึ้นครองราชย์ ชื่อว่า "อินทรวรมันที่ 1 " "อินทรวรมันที่ 1"สวรรคต พระโอรสของ"อินทรวรมันที่ 1" ขึ้นครองราชย์ ชื่อว่า "ยโศวรมันที่ 1" . . ยโศวรมันที่ 1 ทำสงครามแผ่ขยายราชอาณาจักรออกไปอย่างกว้างขวาง เมื่อรวมรวมแว่นแคว้นต่าง ๆ ได้ ยโศวรมันที่ 1 ก็ย้ายนครหลวงจากหริหราลัย มาสร้างราชธานีใหม่ คือเมืองยโศธรปุระ อันมีศูนย์กลางคือภูเขาพนมบาแคง คือปราสาทที่สาวคนนั้นขึ้นไปนั่งทับศิวลึงค์พระอิศวรให้พระอิศวรชิมของแปลกไง? นึกออกไหมครับ หากนึกไม่ออกก็ลองเปิดดู แล้วท่านจะนึกออก . . การสืบทอดอำนาจที่ผมนำมาเล่านั้นตำราเขาก็ว่าค่อนข้างจะไม่มีปัญหานัก มาเริ่มส่อเค้าตอนที่จะยื่นเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญนี่แหละ เอ๊ย ! พิมพ์ผิด....ขอโทษครับ . . "ยโศวรมันที่ 1 " มีพระโอรส 2 พระองค์ เมื่อยโศวรมันที่ 1 สวรรคต พระโอรสองค์ที่ 1 ขึ้นครองราชย์ ชื่อว่า "หรรษวรมันที่ 1" (พ.ศ.1453 - 1468) หรรษวรมันที่ 1 สวรรคต พระโอรสองค์ที่ 2 ของยโศวรมันที่ 1 ขึ้นครองราชย์ ชื่อว่า "อีศานวรมันที่ 2" (พ.ศ.1468 - 1471) . . เขียนมาถึงตอนนี้ท่านก็ถามว่า แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเกาะแกร์ มันส่อเค้าปัญหาอย่างไรละพี่มะอึก? . . หลักฐานจากศิลาจารึกก็ได้กล่าวไว้ว่า นับตั้งแต่ปลายรัชสมัยของ "หรรษวรมันที่ 1" และตลอดรัชกาลของ "อีสานวรมันที่ 2" "ชัยสิงหวรมัน" ได้สถาปนาศูนย์การปกครองแห่งใหม่แข่งกับกษัตริย์สองพี่น้องขึ้น ที่นครโฉกครรคยาร์ แปลว่า เกาะแห่งเกียรติยศ หรือเกาะแกร์ ที่เรากำลังจะเดินเข้าไปชมนี่แหละครับ . . เฮอ! ......ปูพื้นอย่างเดียวก็เหนื่อยทั้งผู้ปูและผู้เดินผ่าน รับฟังหรืออ่านไว้เถิดครับใครจะไปรู้เหตุการณ์ข้างหน้า ท่านอาจจะเดินขึ้นเขาพระวิหารทางด้านประเทศไทย และนั่งกระเช้าลงทางด้านกัมพูชา นั่งรถปรับอากาศเย็นสบาย เข้าสู่กลุ่มปราสาทเกาะแกร์ อย่างมีความสุขก็ได้ . . ท่านเห็นไหมครับ? นี่คือกำแพงปราสาทที่ยังคงเหลืออยู่ เพียงกำแพงก็มโหฬารแล้ว เพราะการก่อสร้างยุคเกาะแกร์ ต้องใหญ่ไว้ก่อน สวยไม่ต้อง . . ชัยสิงวรมัน....คือใคร? จากหลักฐานประวัติศาสตร์ที่คนรุ่นนั้นขีด ๆ เขียน ๆ ไว้บนหิน พอจะบอกได้ว่า ชัยสิงวรมัน เป็นสวามีของน้องสาวองค์หนึ่งของยโศวรมันที่ 1 จึงมีศักดิ์เป็นอาของหรรษวรมันที่ 1 และอีสานวรมันที่ 2 . . เขาก็สันนิษฐานกันอีกว่า เมื่อสิ้นสมัยของกษัตริย์ยโศวรมันที่ 1 หรรษวรมัน และอีศานวรมัน คงจะยังเป็นเด็กหรือทรงพระเยาว์ ชัยสิงวรมันก็ได้เป็นผู้สำเร็จราชการแทน หรือเป็นที่ปรึกษาในทำนองนั้น เพราะชัยสิงวรมันมีอำนาจมากมาย มีไพร่พลมากมาย ในปี พ.ศ. 1464 ชัยสิงวรมันจึงตั้งตนเป็นกษัตริย์ ทรงพระนามว่า "ชัยวรมันที่ 4" และสถาปนาศูนย์แห่งอำนาจใหม่ที่เกาะแกร์ ซึ่งห่างจาก ยโศธรปุระทางตะวันออกเฉียงเหนือ 80 ก.ม. . . ผมรวบรัดตัดตอนตรงนี้ว่า เมื่อสิ้นสมัยของ "ชัยวรมันที่ 4" ความยิ่งใหญ่อลังการณ์ของเกาะแกร์ก็เสื่อมถอยลง พระโอรสของชัยวรมันที่ 4 คือ "หรรษวรมันที่ 2 " ขึ้นครองราชย์ได้ 3 ปี "ราเชนทรวรมัน" ก็ขึ้นครองราชบัลลังก์ และย้ายเมืองหลวงกับยโศธรปุระอีกครั้ง แกะแกร์ก็ถูกทิ้งร้างไว้ในป่า จนพวกเราได้ไปเที่ยวชมกันวันนี้แหละครับ . . ประวัติของเกาะแกร์ก็มีแค่นี้ กี่ตำรา ๆ ก็พูดไว้แค่นี้ ไม่มีอะไรแตกต่างกัน แตกต่างก็เฉพาะสำนวนการเขียนเท่านั้น . ผมอ่านหลาย ๆ เล่ม และนำมาเรียบเรียงให้อ่านรู้เรื่องขึ้น จัดลำดับตระกูลวรมันทั้งหลายให้เข้าที่เข้าทาง หากท่านเข้าใจและไม่มึนงง รับรองครับเดินดูหินสนุก . . ข้างหลังนั่นแหละครับปิระมิดเกาะแกร์ ซึ่งเป็นปราสาทรูปทรงปิรามิดแบบขั้นบันได ความสูงกว่า 40 เมตร บนยอดเคยเป็นปราสาทใหญ่ที่ประดิษฐานศิวลึงค์ที่มีความสูงถึง 18 เมตร เอาวัดขนาดไว้แล้วเจ๊ ไม่ต้องไปวัดอีกครั้งหรอกครับ . . บันไดทางขึ้นคงชำรุด เขาจึงไม่ให้ปีนขึ้นไป เลยต้องนั่งตื่นตาและเหน็ดเหนื่อยไปกับ "ปราสาทธม"อยู่ข้างล่าง . . จบเรื่องที่ 500 ไว้เพียงนี้ ภาพประกอบต่าง ๆ จะนำมาใส่ไว้เพิ่มเติม หรือจะขึ้นเรื่องใหม่? หรือจะนำศิวลึงค์ตามปราสาทต่าง ๆ ในกลุ่มเกาะแกร์มาเสนอ? ก็จะว่ากันต่อไป ศิวลึงค์แต่ละองค์ พระเดชพระคุณเอ๊ย ใหญ่โตจริง ๆ ในประเทศไทยไม่มีแน่นอน . อาจารย์เจี๊ยบด้อม ๆ มอง ๆ อยู่ด้านหน้าด้วยใจระทึก .
สยามแพทริออท...นำภาพนี้มาฝากเพื่อการเปรียบเทียบขนาด . .
เข้ามาถ่ายใกล้ ๆ แล้วครับ เมืองเกาะแกร์...ได้ชื่อว่าเป็นเมืองแห่งศิวลึงค์หรือลึงคปุระ ภาพนี้คือมหาศิวลึงค์แห่งเกาะแกร์ พระเจ้าชัยวรมันที่ 4 ทรงนับถือลัทธิไศวนิกาย ที่เกาะแกร์จึงสร้างปราสาทหลายหลังเพื่อประดิษฐานศิวลึง ที่ปราสาทลึงค์แห่งนี้ มีศิวลึงค์ขนาดยักษ์ วัดรอบวงกว่า 3 เมตรทีเดียวครับ ถือว่าเป็นศิวลึงค์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดที่พบในประเทศกัมพูชา . ขอบพระคุณครับ . . |