• แพรจารุ
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : parjaru@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-09-13
  • จำนวนเรื่อง : 29
  • จำนวนผู้ชม : 11516
  • จำนวนผู้โหวต : 37
  • ส่ง msg :
ชีวิตนี้ต้องเดินต่อไป
วันศุกร์ ที่ 19 ตุลาคม 2550
เดินตามรอยเท้า เรื่องเล่าของตัวหนังสือ
Posted by แพรจารุ , ผู้อ่าน : 267 , 19:23:10 น.  
พิมพ์หน้านี้


               

เดินตามรอยเท้า เรื่องเล่าของตัวหนังสือ

 

บ่อยครั้งใช่ไหม ที่เราได้อ่านหนังสือแล้วหลงใหลอยากเดินทางท่องเที่ยวไปตามนั้น

 ครั้งหนึ่งฉันไปที่ดอยเต่า จำได้ว่าเป็นช่วงวันเด็ก และมีงานบุญที่วัดด้วย

                        คืนนั้นไปค้างที่บ้านพ่อหลวงจอนิ โอโดเชา ปราชญ์ปกาเกอญอ  

                        ในช่วงค่ำคืนนั้น เรา นั่งคุยกัน มีกองไฟเล็กกันหนาว  โธ...บนป่าบนดอยจะไม่ให้จุดไฟเลยเป็นไปไม่ได้ เพราะป่าอยู่คู่กับชีวิตกับผู้คน เรียกว่าต้องอยู่ต้องกินกับป่า แต่ ถ้าเราอยู่กินกับป่าตามสมควร คืออยู่ดูแลทำมาหากินไปด้วย ก็อยู่ได้ทำได้ มีหลายแห่งที่เขาอยู่กับป่าแบบพึงพาอาศัยกัน เราจะกันคนออกจากป่าหรือไม่ให้คนอยู่ในป่าเลยนั้นเป็นไปไม่ได้หรอก ป่าก็ต้องการคนดูแล ป่ากับคนต่างมีชีวิตที่เกื้อหนุนกันมานาน  ดังนั้นการจัดการป่าในเมืองไทยจึงเป็นละเอียดอ่อนมาก บทสรุปที่กล่าวว่า ให้คนที่อยู่ในป่า อยู่ไปเถอะและสนับสนุนส่งเสริมให้เขาดูแลป่าเพื่อทุก ๆ คน

 

เอาล่ะ กลับมาที่กองไฟต่อดีกว่า ในระหว่างที่เรานั่งคุยกันอยู่นั้น นอกจากเจ้าของบ้านซึ่งมี พ่อหลวงจอนิ ลูกชายพ่อหลวงจอนิหนุ่ม ๆ สองคน คนหนึ่งชื่อฟฤ โอโดเชา คนนี้เขาเคยเดินเท้าจากเชียงดาวสู่กรุงเทพมาแล้ว เดินเพื่อบอกกล่าวให้ผู้คนรู้ว่า ในป่าเมืองไทยมีชาวเขาดูแลอยู่ ไม่ใช่ชาวเขาตัดไม่ทำลายป่าอย่างเดียวเหมือนที่รู้ ๆ กันมา เดินเพื่อขอกำลังใจของแรงสนับสนุนพรบ.ป่าชุมชนให้คนมีสิทธิอยู่ในป่าอย่างถูกต้องตามกฎหมายภายใต้พรบ.ป่าชุมชน

                        เขาเดินถึงกรุงเทพฯจริง ๆ ฉันไปพบเขาตอนที่เขาเดินไปถึงตลาดสามชุก สุพรรณบุรี ที่ตลาดสามชุก มีชาวตลาดสามชุกมาให้กำลังใจมากมาย

                        ขอออกนอกเรื่องนิดหนึ่งว่า ที่ตลาดสามชุก ตลาดร้อยปีนะมีของอร่อย ๆ ให้กินมากมาย และเขาดูแลเมืองไว้อย่างดี แบบไม่ต้องสร้างอะไรเพิ่มเลย

                        ว่าแล้วก็คิดถึง

 

                        อ้าว ! ยังไปไม่ถึงไหนเลย  กลับมาที่กองไฟบ้านพ่อหลวงจอนิต่อนะคะ คือนอกจากลูกชายหน้าตาดีทั้งสองของพ่อหลวงจอนิแล้ว ยังมีผู้ชายหน้าดีแต่เป็นคนแปลกหน้าอีกคนหนึ่ง

                        นี่แหละ เป้าหมายสำคัญของเรื่องล่ะ ผู้ชายหน้าตาดีคนนี้ เดินทางมาบ้านพ่อหลวงจอนิ เพราะเขาอ่านป่าเจ็ดชั้น ของพ่อหลวงจอนิ ที่รวบรวมโดย กรรณิการ์ พรมเสาร์ เบญจา ศิลารักษ์

                        เขาเดินทางมาจากฉะเชิงเทรา ทั้งที่ไม่รู้ว่า แม่วางอยู่ตรงไหน รู้แต่ว่าอยู่เชียงใหม่

                        ก่อนที่จะเดินทางมานั้นเขาเริ่มปลูกป่า บนที่ดินว่างเปล่าไปหลายไร่แล้ว ในวันเดินทางเขาเล่าว่ามีพี่น้อง เพื่อนบ้านมาส่ง มาอวยพรให้เขาเพราะเป็นการเดินทางที่มีความหมาย

                        ที่เล่าเรื่องนี้เพื่อให้เห็นถึงความสำคัญยิ่งของหนังสือที่ถูกบันทึกไว้ และเพื่อจะเข้าเรื่องว่า ด้วยคำถามที่ว่า บ่อยครั้งใช่ไหม ที่เราได้อ่านหนังสือแล้วหลงใหลอยากเดินทางท่องเที่ยวไปตามนั้น

                        ใช่...ดิฉันเป็นคนหนึ่งที่เป็นเช่นนั้น (ขอเล่าความหลังสักนิดนะคะ เมื่อครั้งวัยเยาว์ ได้ดูหนังสือ อสท.ฉบับไหนก็ไม่รู้ก็ประมาณสามสิบปีมาแล้ว ช่วงนั้นยังเรียนชั้นประถม แต่โชคดีว่ามีพี่ชายเป็นครู ฉันจึงมีหนังสือสำหรับผู้ใหญ่อ่านตั้งแต่เด็ก เริ่มประถมปีที่สองก็อ่าน หนังสือมิตรครู อสท.พอขึ้นประถมสี่ก็เริ่มอ่านขวัญเรือนสกุลไทย เพราะพี่ชายมีเมียซื้อให้เมียอ่านน้องก็เลยได้อ่านด้วย หลังจากนั้นได้อ่านอิเหนาที่อยู่หลังปกวิทยาสาร จึงรู้เรื่องรัก ๆ ใคร ๆ และบทอัศจรรย์ตั้งแต่เล็ก

                        ยังไม่ออกนอกเรื่องนะคะ นี่คือของหนังสือ อสท. ฉบับที่มีบันทึกเรื่องของเชียงใหม่ ฉันจำได้ติดตาว่า ในหนังสือเล่มนั้นมีดอกไม้มากมาย เมื่อเชียงใหม่เป็นเมืองดอกไม้ และเมืองร่มหลากสี ฉันอยากเดินทางมาเชียงใหม่เหลือเกิน

                        นอกจากดอกไม้หลากสีแล้ว ในเล่มนั้นพูดถึงดอยสุเทพด้วย แต่กว่าความฝันจะเป็นจริงได้เดินทางมาถึงเชียงใหม่ เขาก็ว่ากันว่า เชียงใหม่เปลี่ยนไปแล้ว เชียงใหม่ที่ฉันฝันถึงเป็นอดีตไปแล้ว วัดพระธาตุดอยสุเทพก็กลายเป็นที่ขายของไปแล้ว ส่วนดอยสุเทพที่เป็นป่าก็ถูกรุกราน ที่ก่อสร้างอาคารแทบจะไม่เหลือผืนป่าแล้ว แค่สถานที่ราชการก็มากมาย 

                  แต่ก็ไม่ได้ผิดหวังเสียทีเดียว เมื่อมาถึงเมืองเชียงใหม่จริง ๆ ยังมีเรื่องราวที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อย 

 

                            ผ่านมาหลายปี ฉันได้รับการชักชวนให้เดินดอยสุเทพ พร้อม ๆ กับข่าวการตั้งชมรมเพื่อดอยสุเทพขึ้นในเมืองเชียงใหม่

มีข้อมูลเรื่องดอยสุเทพ ถูกส่งเข้ามา

 

                        พูดถึงความหลากหลายในดอยสุเทพ  

ดอยสุเทพมีระดับความสูงจากระดับน้ำทะเล 1,000 เมตรขึ้นไปจะมีไม้ที่เขียวตลอดปี ต้นไม้ที่นี่สูงประมาณ 30 -50 เมตร เรือนยอดหนาแน่น ทำให้ป่าเย็นร่มรื่น ดินดำ อุดมด้วยสารอาหารสามารถซึมซับน้ำได้มากทำให้ชุ่มชื้น ดังนั้นพืชจึงไม่ต้องผลัดใบเพื่อรักษาน้ำ ป่าจึงเขียวชอุ่มตลอดปี  ส่วนพื้นที่ระดับ 1,000 เมตรจากระดับน้ำทะเลลงมาจนถึงเชิงดอยเป็นป่าผลัดใบ

                 มีป่าเหียงและป่าเบญจพรรณ ต้นไม้ในป่าเหียงยืนต้นอยู่ห่างๆ ส่วนใหญ่จะสูงไม่เกิน 15 เมตร จะผลัดใบในระหว่างเดือนมกราคมจนถึงกลางเดือนเมษายนจะทิ้งใบจนเกือบหมด แต่ก็ยังมีสิ่งมีชีวิตดำรงอยู่มากมาย พอย่างเข้าฤดูมรสุม ป่าไม้ก็ผลิหน่อ แตกช่อ มีชีวิตชีวาขึ้นใหม่ จากสภาพของภูมิประเทศและดินฟ้าอากาศ ที่แตกต่างกันอย่างมากตามระดับความสูงจากระดับน้ำทะเล จึงก่อให้เกิดความหลากหลายทางชีวภาพสูง ( Maxwell,1989 )

และพืชหลายชนิดไม่เคยพบจากแหล่งใดในโลกมาก่อน

 นอกจากความหลากหลายทางธรรมชาติของพืชแล้ว ดอยสุเทพยังเป็นบ้านของสัตว์นานาชนิด มีนกอย่างน้อย 326 ชนิด ผีเสื้อกลางวัน 500 ชนิด ผีเสื้อกลางคืน 300 ชนิด ( Banziger,1999) สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม 61 ชนิด สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก 28 ชนิด สัตว์เลื้อยคลาน 50 ชนิด ความหลากหลายทางธรรมชาติของดอยสุเทพ มีมากกว่าประเทศอังกฤษทั้งเกาะ  ในขณะที่เกาะอังกฤษมีพื้นที่มากกว่าดอยสุเทพถึง 1,000 เท่า แต่ดอยสุเทพกลับมีจำนวนชนิดของพืชพรรณมากกว่าถึงร้อยละ 50

 

                        เอกสารอ้างอิงข้อมูลจากหนังสือสารคดี ฉบับเชียงใหม่

หลังจากอ่านแล้ง ฉันก็คาดหวังว่าจะได้พบกับสิ่งที่ได้อ่านมาทั้งหมดนี้

                        แล้วฉันจะมาเล่าให้ฟังในวันพรุ่งนี้ว่า หลังจากไปเดินแล้วได้พบกับอะไรบ้าง วันนี้เอาแค่นี้ก่อนนะคะ

                          *****************************

                       

                        โครงการร่วมเดิน ปั่นจักยานขึ้นดอย ยังไม่ปิดรับผู้ร่วมเดินทางนะคะ

ปล.ข่าวฝากเพื่อสังคมค่ะ

                        งานเดิน และปั่นจักรยาน ขึ้นดอยสุเทพ ตามรอยครูบา และดูแลสิ่งแวดล้อมค่ะ

                “วันที่ 4 พฤศจิกายน 2550 นี้ สำหรับผู้สนใจร่วมเดินทาง

เริ่มโมงเช้าที่ลานครูบาศรีวิชัย กลุ่มเดินเท้าเดินตามเส้นทางป่าดอย ค่อยลัดเลาะไป ดูและฟังเสียงป่า ไปกินขนมอร่อย ๆ ที่วัดผาลาด และเดินต่อไปจนถึงลานวัดพะธาตุไปพบกับทีมปั่นจักรยานที่รออยู่แล้ว  ในช่วงวันดี ๆ เช่นนี้ เราจะฟังธรรมเทศน์เรื่อง การอนุรักษ์ดอยสุเทพและสิ่งแวดล้อมของเชียงใหม่  ณ บริเวณลานวัดพระธาตุ  ครั้งนี้เจ้าอาวาสจะได้เปิดใจเรื่องดอยสุเทพและวัดพระธาตุว่าท่านคิดอย่างไรกับความเปลี่ยนแปลงของดอยสุเทพและวัดพระธาตุดอยสุเทพ หลังจากดื่มด่ำกับธรรมชาติ ก็มาดื่มกินอาหารร่วมกัน  พูดคุยแลกเปลี่ยนกันอย่างเป็นธรรมชาติ

งานนี้มีค่าใช้จ่ายเล็กน้อย เพื่อการจัดงานและเป็นทุนในการดำเนินงานของภาคีคนฮักเชียงใหม่ โดยชื่อบัตรเดินทางคนละ 199 บาท พร้อมรับเสื้อยืดหนึ่งตัว และข้าวหนึ่งห่อ และขนม

ท่านที่จะเดินเท้าหรือปั่นจักรยาน ติดต่อล่วงหน้าล่วงหน้านะคะ โทร.ที่ 084 0415096 หรือ

085 0397138  หรือที่ ร้านหนังสือ สุริวงค์บุคเซ็นเตอร์  ร้านเล่า  ร้านนันทขว้าง

ร้านเมล็ดกาแฟ เอเดน กรีนเฮาส์ และสุดสะแนน

 

                                          ************************



/1
<< ตุลาคม 2007 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30 31