พิมพ์หน้านี้
|
ใกล้จะออกพรรษาแล้ว เสียงนกอีเสือที่อพยพมาจากเมืองจีนร้องอยู่บนยอดไผ่ข้างบ้าน ฝนห่างออกไป อาการเริ่มเย็นลง มันเป็นสัญญาณของหน้าหนาวที่กำลังจะมาถึง ดอยสุเทพสีน้ำเงินหม่นทอดเทือกยาวอยู่นอกหน้าต่าง มีวัดพระธาตุให้เห็นอยู่ลิบๆที่ใกล้ยอด มันทำให้ผมนึกถึงชีวิตวัยเด็กตอนอยู่บ้านริมเหมืองกลางทุ่งนาอัน กว้างใหญ่ ผมมองดูเทือกดอยที่ท่านวาสุเทพมุนีเฝ้าปกปักรักษามานานนับพันๆปี มันทำให้นึกถึงชีวิตวัยเด็กตอนอยู่บ้านริมเหมืองกลางทุ่งนาอันกว้างใหญ่ ตอนสมัยเด็ก เมื่อก่อนจะเข้าโรงเรียน ผมเป็นเด็กที่ติดแม่มาก วันหนึ่งพ่อออกไปนาแล้ว พี่ชายก็ไปโรงเรียนแล้ว ผมอยู่บ้านกับแม่และปู่เหมือนทุกวัน แล้วแม่ก็บอกว่าให้ผมอยู่บ้านกับปู่ แม่จะไปขึ้นดอยสุเทพ จะไปที่วัดพระธาตุที่เห็นอยู่ทุกวันนั่นแหละ แม่ว่าวันนี้พระเจ้าอยู่หัวจะเสด็จไปที่พระตำหนักบนดอยสุเทพ แม่จะไปรอเฝ้าพระเจ้าอยู่หัวที่วัดพระธาตุ ผมขอตามไปด้วย แม่บอกว่าไปไม่ได้เพราะวันนี้เขาไม่ให้เด็กเข้าเฝ้า ให้คอยดูแม่อยู่ที่บ้าน แม่จะนั่งรถขึ้นไปตามถนน พอถึงวัดที่บนดอยแม่จะออกมาที่ระเบียงวัดโบกมือให้ ให้คอยดูดีๆ ผมไม่ยอม ร้องไห้จะตามไปด้วยให้ได้ พอแม่เดินออกจากบ้านก็ร้องไห้วิ่งตามแม่ไปตามทางเดินริมเหมือง จนแม่ต้องเอาตัวกลับมาบ้านและให้ปู่มาจับตัวไว้ วันนั้นผมออกไปนั่งร้องให้ใต้ต้นมะม่วงข้างบ้านทางด้านดอยสุเทพ คอยชะเง้อมองว่าแม่ขึ้นไปถึงบนวัดพระธาตุหรือยังจะได้โบกมือให้ แต่ดอยสุเทพนั้นอยู่ไกลเกินกว่าที่จะมองเห็นแม่ได้ แม้แต่รถยนต์ก็ยังมองไม่เห็นเลย เห็นเพียงวัดและพระเจดีย์ที่อยู่ไกลลิบๆอย่างทุกวันเท่านั้น วันนั้นผมไม่กินยอมกินข้าวกลางวันและนั่งมองดอยสุเทพอยู่ใต้ต้นมะม่วงจนแม่กลับมาในตอนเย็น เห็นแม่ใหม ? แม่ทักขึ้นเมื่อเปิดประตูรั้วบ้านเข้ามา แม่เห็นลูกนั่งอยู่ใต้ต้นมะม่วง แม่ยังโบกมือให้เลย ! แม่บอกยิ้มๆ แล้วเอื้อมมือมาลูบหัวผม แม่มีขนมผิงถุงหนึ่งมาฝากด้วย ผมไม่ค่อยเชื่อที่แม่บอก แต่ก็อยากจะขึ้นไปบนดอยสุเทพสักวันหนึ่ง เรื่องนี้ผมจำได้ไม่มีวันลืม...! ................................................................................................................... พรุ่งนี้เป็นวันออกพรรษาแม่กับเพื่อนๆที่ตลาดจะไปทำบุญและไหว้พระธาตุดอยสุเทพ แม่เอ่ยขึ้นหลังข้าวเย็นในอีกสองเดือนต่อมา ผมหูผึ่งขึ้นมาทันที รอว่าแม่จะว่าอย่างไรต่อไป ลูกอยากไปกับแม่ใหม? นั่นคือสิ่งที่ผมรอมานานแล้ว สายวันรุ่งขึ้นเมื่อกินข้าวเช้าเสร็จ แม่ก็พาลูกชายคนเล็กซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ไปถึงหลังตลาด ต่างมีเสื้อหนาวใส่ถุงไปด้วยคนละถุง เพื่อนแม่หลายคนนั่งรอกันอยู่ในรถเมล์คันใหญ่แล้ว... เมื่อรถมาถึงตีนดอย คนขับก็เลี้ยวรถเข้าไปจอดที่ลานกว้างแห่งหนึ่ง ใกล้ๆที่จอดรถมีอนุสาวรีย์เป็นรูปปั้นคนสีดำยืนอยู่ ทุกคนลงจากรถเดินไปที่รูปปั้นนั้น ไปไหว้ครูบาศรีวิชัยกันลูก แม่บอกกับลูกชาย ที่ตรงนั้นมีคนเยอะแยะ บ้างก็กำลังจุดธูปจุดเทียน บ้างก็กำลังไหว้ที่รูปปั้นนั้น บ้างกำลังปล่อยนกออกจากกรงที่เขาจับมาขังเตรียมไว้ให้ นี่เองคือครูบาศรีวิชัย ! ผู้สร้างถนนขึ้นไปถึงวัดพระธาตุที่ผมเคยได้ยินเรื่องราวมาตั้งแต่จำความได้... แล้วทุกคนกลับมาขึ้นรถ ... รถวิ่งขึ้นดอยต่อไป ถนนคดเคี้ยวไปตามไหล่เขาสูงขึ้นๆ บางตอนมองผ่านช่องต้นไม้ลงไปข้างล่างเห็นตึกรามและวัดในเมืองอยู่ไกลๆ ผมตื่นเต้นที่ตัวเองได้ขึ้นมาอยู่บนที่สูงมองเห็นออกไปไกลอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน อากาศเริ่มเย็นลง ในที่สุดรถก็มาจอดที่ข้างบันไดใหญ่แห่งหนึ่ง ผู้คนกำลังเดินขึ้นลงบันไดนั้นเต็มไปหมด ถึงแล้ว ตรงนี้แหละวัดพระธาตุที่ลูกมองเห็นจากบ้านเรา แม่บอก ทุกคนลงจากรถ อากาศหนาวทีเดียว แม่หยิบเสื้อหนาวออกมาจากถุง หลายคนเอาเสื้อหนาวมาด้วย ต่างก็เอาเสื้อหนาวออกมาใส่รวมทั้งผมกับแม่ด้วย แล้วสองคนแม่ลูกก็ใส่เสื้อหนาวลงจากรถตามคนอื่นๆไป ทุกคนเดินตรงไปที่เชิงบันไดที่ทำราวบันไดเป็นรูปพญานาคใหญ่อยู่สองข้าง บันไดทอดยาวเหยีอดสูงขึ้นไปสู่วัดบนยอดดอย ที่สองข้างบันไดมีต้นสนเกี๊ยะปลูกเรียงรายหลายแถวร่มรื่น ตรงเชิงบันไดขั้นแรก มีคนแก่หลายคนนั่งกันอยู่ใต้ต้นสนเป็นกลุ่มมีขันใบเล็กๆวางอยู่ข้างหน้า พอคนเดินเข้าไปใกล้คนแก่เหล่านี้ก็พากันยกมือขึ้นพนมไหว้ พวกขอทานนั่นเอง ! แต่ชายแก่คนหนึ่งมีขลุ่ยอยู่ในมือ เขาเป่าขลุ่ยออกมาเป็นเพลงที่ผมรู้จักดี แล้วหญิงแก่ที่นั่งข้างๆก็ร้องเพลงนั้นขึ้น แม่ล้วงกระเป๋าสตางค์หยิบเหรียญออกมากำหนึ่ง แบ่งกับผมคนละครึ่ง แล้วจูงมือลูกชายคนเล็กตรงเข้าไปที่พวกคนแก่นั่งอยู่ ทำทานกันลูก ! แล้วสองคนแม่ลูกก็เอาเหรียญใส่ลงในขันใบเล็กคนละเหรียญสองเหรียญจนครบทุกคน มีเสียงคนแก่เหล่านั้นให้ศีลให้พร ผมรู้สึกสงสารคนแก่พวกนี้ แม่บอกว่าคนที่เป่าขลุ่ยกับร้องเพลงเขาเรียกว่าวณิพก ไม่ใช่ขอทาน เพราะเขาร้องเพลงให้คนที่ให้เงินเป็นการแลกปลี่ยน แม่ พวกนี้บ้านเขาอยู่ที่ไหนกันละ ? ผมถามแม่เมื่อเดินจากออกมาแล้ว พวกนี้ไม่มีบ้านอยู่หรอกลูก ก็อาศัยนอนตามศาลาวัด ตามข้างโบสถ์แถวนี้ ลูกเต้าเขาไม่ดูแลเลยต้องมาอยู่อย่างนี้... ถ้าแม่แก่แล้วลูกไม่ดูแลแม่ แม่ก็คงต้องมาอยู่ที่นี่ แม่พูดยิ้มๆ ผมรู้ว่าแม่พูดเล่น แต่ก็กำมือแม่แน่นขึ้นขณะที่ก้าวขึ้นบันไดวัดพระธาตุไปทีละขั้นๆ ผมไม่มีวันที่จะทำอย่างนั้นเป็นอันขาด ! กว่าจะขึ้นมาถึงบันไดคั้นสุดท้าย ก็ต้องหยุดพักกันหลายครั้ง เพื่อนๆแม่ที่อายุมากหยุดพักบ่อยกว่าแม่และผม....เหนื่อยเสียจนหอบทีเดียว ! เหงื่อออกมาจนเสื้อหนาวที่ใส่อยู่ชื้นต้องถอดออก เขาเล่ากันว่า ใครที่เดินนับขั้นบันไดขึ้นมาถึงบนนี้ได้ครบทั้งหมดแล้วเอาไปซื้อเลขล็อตเตอรี่จะถูกรางวัล แม่บอก บนวัดพระธาตุมีเจดีย์ใหญ่เป็นสีทองและมีโบสถ์อย่างที่มองเห็นจากข้างล่าง ทั้งหมดเข้าไปในโบสถ์ แม่จุดธูปและเทียนให้ผม แล้วสั่งให้อธิฐานกับพระในโบสถ์ว่าขอให้เรียนหนังสือเก่งๆ พวกผู้ใหญ่ยังไม่ยอมออกมาจากในโบสถ์ แต่ผมออกมาก่อนและไปยืนอยู่ริมระเบียงวัดมองลงไปข้างล่าง เห็นตึกรามในเมืองและถนนหนทางอยู่ไกลลิบเล็กนิดเดียว นกนางแอ่นตัวเล็กสีดำฝูงใหญ่พากันบินฉวัดเฉวียนอยู่ริมๆระเบียงวัด และเหนือยอดเจดีย์พระธาตุ มีเหยี่ยวสีน้ำตาลลายๆตัวหนึ่งกำลังร่อนอยู่กลางอากาศ มันขยับปีกและหางเมื่อจะเปลี่ยนทิศทางที่ร่อน ดูสง่าสวยงาม ! ผมมองไปให้ไกลที่สุดทางทีคิดว่าบ้านตั้งอยู่ พยายามจะมองหาบ้าน พยายามจะดูปู่และพ่อแต่ก็มองไม่เห็นบ้านอย่างที่มองจากบ้านขึ้นมาเห็นวัด ที่ไกลลิบๆทางตะวันออกมีแม่น้ำปิงไหลเป็นทางยาวคดไปคดมาผ่านจากเหนือลงไปทางใต้ ถัดเขตเมืองออกไปโดยรอบ มีผืนนากว้างใหญ่สีเขียวแผ่ออกไปจนสุดสายตา บางตอนที่ข้าวสุกแล้วนาตรงนั้นจะเป็นสีเหลือง เหนือหัวขึ้นไปมีฟ้า ใต้ฟ้ามีนก มีดอยและมีป่า ที่ต่ำจากดอยและป่าลงไปเป็นบ้านเรือน ทุ่งนา ผู้คน สัตว์เลี้ยงและแม่น้ำลำเหมือง ในน้ำมีปลาและในนามีข้าว ! ...ผมรู้สึกเข้าใจความเป็นจริงของชีวิตได้ดีขึ้นเมื่อยืนมองดูโลกกว้างไกลจากวัดพระธาตุลงไป คงเหมือนอย่างตาของเหยี่ยวตัวนั้น ! ลมเย็นพัดผ่านราวระเบียงวัดเข้ามา ! ผมกระชับเสื้อหนาวเข้ากับตัว พรุ่งนี้ผมมีเรื่องจะเล่าให้เพื่อนๆในห้องเรียนฟังเยอะทีเดียว ! ...O ปล. งานเขียนจาก สืบสวัสดิ์ สนิทวงศ์ ในโอกาสที่ ภาคีคนฮักเชียงใหม่ ร่วมกับองค์ภาคประชาชนต่าง ๆ ร่วมจัด โครงการ เดิน-ปั่นจักรยานขึ้นดอยสุเทพ เฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษามหาราชา ตามรอยครูบาศรีวิชัย ร่วมดูแลเมืองเชียงใหม่ กิจกรรมนี้เริ่มขึ้นในวันที่ 4 พฤศจิกายน 2550 ในยามเช้า 6.30 น. เริ่มต้นที่ลานครูบาฯ 7.00 นง รองนายกฯไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม กล่าวเปิดงาน และ เริ่มเดิน ปั่นจักรยาน 10.30 ฟังธรรมเทศนาร่วมกันโดยเจ้าอาวาสวัดพระธาตุดอยสุเทพ เรื่อง การอนุรักษ์ดอยสุเทพและสิ่งแวดล้อมของเชียงใหม่ และร่วมรับประทานอาหารกลางวันด้วยกัน งานนี้สนับสนุนค่าใช้จ่ายคนละ199 บาท ได้บัตรเดินทาง ได้รับเสื้อหนึ่งตัว ข้าวห่อหนึ่งหอ ติดต่อสอบถามได้ที่ 084 0415096 หรือ 085 0397138 ภาคีคนฮักเชียงใหม่ 16 ถนนเทพสถิต ต.สุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ 50200
ร่วม สนับสนุนเสื้อยืดสำหรับใส่ขึ้นดอยสุเทพโดย NACHA COFFEE เอกลักษณ์ไทยในวงการกาแฟโลก
แนะนำตัวคุณลุง คุณลุงเป็นชาวสวนบ้านอยู่สารภีค่ะ ลุงมาปรากฏตัวให้เรารู้จัก หรือว่า เราไปปรากฏตัวที่เดียวกัน นั่นคือที่ฝายพญาคำ ฝายพญาคำคือฝายที่แม่น้ำปิง ช่วงไม่ไกลจากสะพานนวรัฐ ถ้ามองไปในแม่น้ำก็จะเห็นน้ำขึ้นมาเป็นทิวไหว ๆ อยู่ลิบ ๆ นั่นเพราะมีฝายอยู่ใต้น้ำ ฝายที่ว่ามีมานานเท่าเมืองเชียงใหม่ ทำหน้าที่หนุนน้ำทดน้ำเข้าสู่เหมือง และส่งน้ำไปให้เกษตรกรปลูกข้าว ปลูกพืชผัก เลี้ยงชีวิตผู้คน คราวนี้ลุงสืบมาที่ฝายพญาคำพร้อมกับคนอื่น ๆ เพราะรัฐบาลจะทุบฝายทิ้ง เพื่อการท่องเที่ยวโดยล่องเรือสำราญ จะทำกันมานานแล้ว แต่ประจวบเหมาะในช่วยปี 48 น้ำท่วมเมืองเชียงใหม่อย่างหนัก ก็เลยเอาข้ออ้างว่า ฝายทำให้น้ำท่วม ทำให้น้ำไหลช้า ต้องทุบทิ้งทันที รถสิบล้อก็มาเลย ปรากฏว่าทุบไม่ได้ เพราะชาวบ้านไม่ยอม แบบยอมตายกันเลย ว่าอย่างงั้น และรื้อไม่ได้เพราะน้ำมากและฝายอยู่ใต้น้ำ พวกเขาชี้แจงว่า ฝายไม่ใช่ปัญหา เป็นฝายหินทิ้งน้ำไหลออกได้ และชี้ให้เห็นปัญหาจริง ๆ เช่นผู้บุกรุกน้ำปิง ผู้สร้างถนนกั้นทางน้ำ ผู้ถมลำเหมืองเก่าเพื่อสร้างอาคารต่าง ๆ ทั้งของรัฐและเอกชน ผู้ส่งเสริมการปลูกพืชเชิงเดียว เป็นต้น คราวนี้ท่านเอาใหม่...กลัวไม่มีน้ำใช้ใช่ไหม เอาละเราจะสร้างประตูระบายน้ำ ด้วยงบประมาณเกือบพันล้านส่งน้ำเข้าลำเหมือง แต่ชาวบ้านเขาว่า ไม่เอาก็เพราะมีฝายอยู่แล้ว และฝายไม่ได้สร้างปัญหาน้ำท่วม จะมาสร้างของใหม่ทุบของเก่าให้เสียเงินทำไม และไม่ไว้ใจว่า ประตูระบายน้ำจะทำการส่งน้ำได้ดีหรือเปล่า เกิดประตูระบายน้ำใช้ไม่ได้ ฝายก็ถูกทุบไปแล้วจะทำอย่างไรล่ะ แล้วคนจัดการน้ำก็ไม่ใช่แกฝายที่รู้จักด้วย เป็นใครก็ไม่รู้จะปิดเปิดอย่างไร พวกเราจัดการเองไม่ได้ แต่ระบบเหมืองฝายจัดการกันเองได้ ได้โปรดเถิด บรรพบุรุษของเราทำไว้ดีแล้ว ถ้าท่านทุบแล้วก็หมดเลย ทำใหม่ไม่ได้แล้ว คนเมื่อก่อนเขาสร้างมาด้วยหัวใจอุสาหะ ต้องดำลงไปในน้ำลึกมาก ๆ เพื่อเอาไม้ไปปัก เพื่อทำฝาย ทำงานกันใต้น้ำ กว่าจะได้ฝายมาแลกมากับชีวิต คนรุ่นใหม่แค่ดูแลซ่อมแซมเอาไว้เท่านั้น ว่าจะเล่าเรื่องลุงสืบ ไปเรื่องฝายเสียไกล คืออย่างนี้....ลุงสืบแกเป็นผู้ใช้น้ำโดยตรง ส่วนฉันเป็นหน่วยกำลังใจ (ทำได้แค่นี้) รู้จักลุงมานับปี กว่าจะรู้ว่าเป็นนักเขียน ก็ตอนที่ไปเดินดอยสุเทพด้วยกัน เดินคุยกันไป และรู้ต่อมาว่า สืบสวัสดิ์ สนิทวงศ์ เคยได้รางวัลงานเรื่องสั้นอินดี้ของพวกปักษ์ใต้ด้วย ( เห็นไหมไม่ธรรมดา คุยกับลุงสืบโดยตรงได้ http://www.noknoi.com/newboard.php?talk ลืมบอกไปว่า เรื่องสั้นลุงใช้นามปากกา ชาร ทิคัมพรค่ะ
เพลงของ ชิ สุวิชาน เพลง ปกาเกอญอ เครื่องดนตรีของเขาคือเตหน่า |
| หนังสือหนังหา | ||
หนังสือของฉัน |
||
|
View All |
||
| << | ตุลาคม 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | |
| 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 |
| 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 |
| 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 |
| 28 | 29 | 30 | 31 | |||