• แพรจารุ
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : parjaru@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-09-13
  • จำนวนเรื่อง : 29
  • จำนวนผู้ชม : 10316
  • จำนวนผู้โหวต : 37
  • ส่ง msg :
ชีวิตนี้ต้องเดินต่อไป
วันพฤหัสบดี ที่ 6 ธันวาคม 2550
ผู้สร้างสงครามน้ำแห่งอนาคต
Posted by แพรจารุ , ผู้อ่าน : 365 , 19:31:20 น.  
พิมพ์หน้านี้


  

                                                  

   นักข่าวสาวผู้ไม่รู้จักฝาย

      “พิมพ์วลัย” นักข่าวสาวที่อาศัยอยู่ในเมือง เธอมีสีหน้ายุ่งยากไม่เข้าใจว่า ทำไม่ต้องคัดค้านการทุบฝายเก่าแก่ที่จมอยู่ใต้น้ำปิงอย่างไม่มีความสำคัญใดๆ และมันเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตคนเมืองนี้อย่างไร

      แน่นอนเธอเป็นคนที่นี่ แต่ไปเติบโตในเมืองหลวง มีอาชีพเป็นนักข่าวอยู่ในเมืองหลวง วันนี้เธอถูกส่งตัวมาทำข่าวน้ำท่วม เมืองเชียงใหม่ เธอยินดีเพราะถือโอกาสเยี่ยมบ้านเกิดด้วย 

      แล้วเธอก็มาที่ฝายพญาคำ ซึ่งอยู่บริเวณใกล้กับค่ายกาวิละ ห่างจากสะพานแก้วนวรัตน์ไปเล็กน้อย

      ฝายพญาคำ เป็นฝายลูกแรกที่มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงต่อกัน คือ ฝายหนองผึ้ง และฝายท่าวังตาลที่อยู่ถัดลงไป

      เธอยังได้รู้ต่อว่า …พื้นที่รับน้ำจากฝายพญาคำ 32,000 ไร่ ฝายหนองผึ้ง 5,000 ไร่ ฝายท่าวังตาล 8,100 ไร่

      การทำงานของระบบฝาย เมื่อเข้าสู่หน้าแล้งจะทดน้ำสู่ลำเหมืองอีกนับพันลูก ลำเหมืองเล็กใหญ่สู่ที่นาและที่สวนของชุมชนในเขตสามอำเภอ คืออำเภอเมืองเชียงใหม่ อำเภอสารภี และอำเภอเมืองจังหวัดลำพูน

      “มีฝายเรามีข้าวกิน ถ้าไม่มีฝายจะอยู่กันอย่างไร”แกฝายสะอึก น้ำตาคลอ

      “หมายความว่า การทำลายฝายก็เท่ากับทำลายแหล่งผลิตอาหารในชุมชน” เธอทวนคำเบา ๆ

      พ่อหมื่น ทิพยเนตร แกฝายที่อาจจะเป็นตำนานคนสุดท้าย อธิบายว่า

      ฝายเป็นภูมิปัญญาบรรพบุรุษ มาช้านานหลายชั่วอายุคน

      มีแก่ฝายที่รับช่วงกันมาถึง 6 ชั่วคนจากต้นตระกูล เป็นระบบการจัดการน้ำ แบบชาวบ้าน มีความเป็นธรรม ยั่งยืนและมีประสิทธิภาพ

      เหตุผลที่พญาคำคิดทำฝายขึ้นมาคือขาดแคลนน้ำ พอทำไปแล้วก็จะทำให้น้ำเอ่อเข้าเหมืองที่ขุดไว้ แล้วหลังจากนั้นฝายที่ต่อจากฝายพญาคำก็จะมีการทำคล้ายๆกัน เขาก็จะมาสร้างร่วมกัน

      วิถีชีวิตผูกพันกัน เป็นฝายพี่ฝายน้อง ชีวิตมีการแบ่งปันกัน มีการส่งข่าวกัน ว่าตอนนี้จะเปิดปิดน้ำ อย่างทางลุ่มน้ำมากไป ก็จะบอกให้ปิด หรือท้ายน้ำไม่พอก็จะแบ่งกันไป จะมีรอบเวียน

      จากฝายหนึ่ง ก็จะมีฝายน้อยๆอีก 10 ฝาย เขาจะเรียกเป็น “แต” คือฝายน้อยๆแบ่งเข้านา แล้วก็แบ่งเป็น “ต๊าง” ไหลเข้านาอีกขั้นหนึ่ง”

      ถึงวันนี้นักข่าวสาร เริ่มตระหนักแล้วว่า ความจริแล้วฝายมีความสำคัญต่อชีวิตเพราะเกษตรกรต้องใช้น้ำเพื่อการเกษตรจากระบบเหมืองฝาย เลี้ยงชีวิตเธอและคนอื่น ๆ

      เธอกลับบ้านไปด้วยความรู้สึกว่าการนำเสนอข่าวเรื่องฝายที่ผูกพันกับแผ่นดินนี้มากกว่าหน้าที่แต่เป็นจิตวิญญาณทีเดียว

                  *****************

                        6

ผู้ช่วยนักวิจัยสาว 

เช้าวันต่อมา พิมพ์วลัย เดินทางไปพบหญิงสาวอีกคนหนึ่ง “สุมนมาลย์ สิงหะ” เธอเข้ามาเป็นผู้ช่วยนักวิจัย โครงการคืนความสัมพันธ์ชุมชนล้านนากับทรัพยากรน้ำ กรณีฝายพญาคำ

เธอว่า“ฝายสนามเรียนรู้ที่ยิ่งใหญ่”

แผนผังความสัมพันธ์การจัดการเหมืองฝายกับชุมชน ซึ่งมีมาตั้งแต่พันปี และทำไมเหมืองฝายจึงดำรงอยู่และก่อให้เกิดอะไร

โดยศึกษาครอบคลุมฝาย 11 ลูก ซึ่งชาวบ้านได้จัดการน้ำร่วมกัน แต่เน้นศึกษา 3ฝาย ซึ่งมีความสัมพันธ์ที่เข้มข้นมากกว่าลูกล่าง ๆ ลงไป โดยเฉพาะที่ฝายพญาคำ เพราะเป็นด่านแรกที่กั้นลำน้ำปิงแล้วจัดสรรน้ำเผื่อไปถึงฝายลูกหลัง ๆ  

เขาว่าถ้าฝายพญาคำถูกรื้อ ฝายลูกอื่น ๆ ก็จะแย่ตามกันไปหมด แต่ถ้ามองภาพรวมของการจัดการน้ำจะเกิดปัญหาความขัดแย้งที่รุนแรงมากขึ้น เพราะรัฐบาลมีแผนจัดการลุ่มน้ำปิง โดยอาจจะละเลยเรื่องสิทธิ…น้ำเป็นของสาธารณะ 

ระบบเหมืองฝายพญาคำหล่อเลี้ยงชุมชน ไม่ใช่แค่ครอบคลุมพื้นที่เกษตรสามหมื่นกว่าไร่เท่านั้น รวมไปถึงพื้นที่อื่น ๆ เช่นลำเหมืองช่วยรักษาความชุ่มชื่นของดิน ช่วยให้บ่อน้ำตื้นที่ชาวบ้านใช้ดื่มใช้อาบไม่แห้ง ดังนั้นกลุ่มผู้ใช้น้ำ มีตั้งแต่ชาวไร่ ชาวนา ชาวสวน ผู้ที่ใช้บ่อน้ำตื้น ผู้ใช้น้ำบาดาล ชุมชนตลาดสารภี บ้านที่ลำเหมืองไหลผ่าน กลายเป็นชุมชนผู้ใช้น้ำทั้งหมด คือชุมชนที่น้ำปิงเข้าไปหล่อเลี้ยงทั้งหมด 

การจัดการเหมืองฝายพญาคำ ถือเป็นสนามแห่งการเรียนรู้ที่ใหญ่ ขณะเดียวกันวิถีชุมชนก็มีเสน่ห์ 

ดังนั้นประโยชน์ของเหมืองฝาย ไม่ใช่แค่การเกษตรเท่านั้น แต่มีผลกับทุกชีวิตเป็นระบบน้ำเพื่อชีวิตและสร้างสมดุลย์ และ โครงสร้างเหมืองฝายอยู่ต่ำกว่าสันตลิ่ง แล้วฝายลูกล่าง ๆ ก็ลดหลั่นลงไปเรื่อย ๆ  โครงสร้างแบบนี้ไม่เกี่ยวกับน้ำท่วมเลย และจริง ๆ แล้วฝายที่กั้นลำน้ำแม่ปิงตอนนี้ ช่วยชะลอน้ำ คือฝายหินทิ้งแบบนี้ใช้ก้อนหินวางเรียงกัน ช่วยชะลอแรงน้ำกระแทกป้องกันตลิ่งพังด้วย

7

  เกิดสงครามแย่งน้ำ

            “ถ้ารื้อฝายโบราณทิ้งแล้วจะสร้างประตูปิดเปิดน้ำ เขามีเงื่อนไขว่าจะไม่สร้างฝั่งนี้ให้สูง ให้น้ำไหลลงน้ำเหมือง แล้วจะให้พี่น้องชาวบ้านได้ใช้น้ำด้วย พ่อก็ว่าให้มีการประชุม มาคุยร่วมกัน พี่น้องตั้งแต่อำเภอลี้ อำเภอสารภี อำเภอเมืองลำพูน อำเภอเมืองเชียงใหม่ มาคุยกันร่วมกัน ไม่อย่างนั้นจะเกิดผลกระทบกลายเป็นสงครามแย่งชิงน้ำได้

      อำเภอสารภี อำเภอเมืองลำพูนน้ำจะแห้งแล้ง น้ำจะไม่เข้าลำเหมือง น้ำจะไม่มีตั้งแต่ลำพูนถึงเชียงใหม่ น้ำถูกสกัดไว้ แล้วพี่น้องทางลำพูนก็จะต้องขอให้พี่น้องชาวเชียงใหม่ปล่อยน้ำ นั่นแหละจะเกิดสงครามแย่งน้ำกัน

      ไม่นานสวนลำไยก็จะเป็นสวนร้าง นาข้าวก็จะร้างแล้วจะเอาอะไรกิน

      พ่อหลวงสมบูรณ์ บุญชู ผู้ช่วยแกฝายหรือรองประธานเหมืองฝายพญาคำ บอกว่า กลัวจะเกิดความขัดแย้งถึงขั้นสงครามแย่งน้ำ

อ่านเมืองแม่น้ำในหุบเขาต่อฉบับหน้า ต่อไปเชิญอ่าน สงครามน้ำแห่งอนาคต ของคุณมนตรีต่อค่ะ

ภาพประกอบเรื่อง จาก คุณ กู่

พอดีได้เรื่องใหม่สงครามน้ำ ของ มนตรี จันทวงศ์ ส่งมาจาก "เฉิดฉันท์"จึงขอนำมาให้อ่านกันชัด ๆ ว่า ด้วย

0000000000

 พรบ.ทรัพยากรน้ำ

สนช.ผู้สร้างสงครามน้ำแห่งอนาคต

  

ร่างพรบ.ทรัพยากรน้ำ ฉบับทำลายเกษตรกร เอื้ออาทรนายทุน

                                                     โดย มนตรี จันทวงศ์ มูลนิธิฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ

                                                                    

 

                 ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า เราคงจะได้เห็นบทบาทใหม่ของเจ้าหน้าที่กรมทรัพยากรน้ำ ต้องนั่งรถปิคอัพออกตรวจจับการใช้น้ำโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือการใช้น้ำเกินกว่าที่ระบุไว้ในใบอนุญาตใช้น้ำ

ปัจจุบันกรมทรัพยากรน้ำทั้งกรมมีอัตราข้าราชการอยู่ 1,600 อัตรา และลูกจ้าง 1,000 อัตรา รวมทั้งประเทศมีกำลังคนอยู่ 2,600 คน หากต้องไล่จับกัน เอากำลังคนทั้งหมดของกรมทรัพยากรน้ำตั้งแต่ระดับอธิบดีลงมา ต้องรับผิดชอบตรวจตราและจับกุมกันในพื้นที่เฉลี่ยคนละประมาณ 125 ไร่

 ภาพเช่นว่านี้จะเกิดขึ้นหรือไม่ ขึ้นกับการพิจารณา ร่างพรบ.ทรัพยากรน้ำพ.ศ. ... โดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ร่างพรบ.ฯน้ำพ.ศ. ... ได้ผ่านวาระที่ 1 เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2550 และขณะนี้อยู่ในขั้นตอนที่คณะกรรมาธิการวิสามัญทรัพยากรน้ำ กำลังดำเนินการแปรญัตติในวาระที่ 2 

ซึ่งกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้ก็มีความเอาใจใส่ในหน้าที่เป็นอย่างดี ประชุมกันทุกวันพุธและพฤหัส แม้มีการประชุมของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ การประชุมกรรมาธิการวิสามัญก็ยังคงประชุมควบคู่ไปได้ และจะประชุมต่อเนื่องให้แล้วเสร็จในวันที่ 2 ธันวาคม เพื่อเร่งรัดผลักดันให้เข้าสู่การพิจารณาของสนช.ในสาระที่ 2 ให้ได้ภายในวันที่ 6 ธันวาคมศกนี้

เป็นที่น่าสังเกตว่า อะไรคือแรงผลักดันให้กรรมาธิการวิสามัญชุดนี้ทำงานกันอย่างรวดเร็วเช่นนี้ ทั้งๆที่สภาพของสนช.ทั้งหมด มีสถานะ “รักษาการ” ไปแล้วตั้งแต่วันที่มีการประกาศพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 24 ตุลาคมที่ผ่านมา

  ไม่ว่าจะมีเหตุจูงใจอย่างไรก็ตาม หากพรบ.ทรัพยากรน้ำผ่านสนช.ออกมามีผลบังคับใช้ตามกฎหมายได้แล้ว ความเปลี่ยนแปลงในเรื่องการบริหารจัดการน้ำจะเกิดขึ้นติดตามมาอย่างใหญ่หลวง เกินกว่าที่กรมทรัพยากรน้ำผู้เป็นต้นเรื่องของการเสนอร่างพรบ.ฉบับนี้จะคาดการได้จริงๆ

 ประการแรก กฎหมายมีผลให้ “น้ำ” ทั้งหมด ทั้งในบรรยากาศ น้ำบนผิวดิน น้ำใต้ดิน น้ำในแม่น้ำระหว่างประเทศ น้ำในแหล่งน้ำที่รัฐสร้างขึ้น เป็นของรัฐในทันที โปรดฟังอีกครั้ง น้ำทั้งหมดทั้งมวลให้ตกเป็นของรัฐในทันที หรือเรียกง่ายๆว่าเป็น ”ของหลวง”

บทเรียนในทรัพยากรอื่นๆได้ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า หลังจากที่ถูกยึดไปเป็นของหลวงโดยกฎหมายแล้ว เจ้าหน้าที่ของรัฐเองก็ไม่สามารถควบคุมดูแลให้เกิดการใช้ประโยชน์สาธารณะได้อย่างเป็นธรรม มีความโปร่งใสและมีความยั่งยืนได้ และต้องกลับมาเรียกร้องให้ประชาชนมีจิตสำนึกในเรื่องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในเรื่องน้ำก็เช่นเดียวกัน

การประกาศให้น้ำเป็นของรัฐก็เท่ากับการตัดความสัมพันธ์ของประชาชนที่มีต่อขนบธรรมเนียม จารีตประเพณีของการจัดการน้ำร่วมกัน ซึ่งเป็นศูนย์กลางของการช่วยกันดูแลและควบคุมบริหารจัดการน้ำได้อย่างทั่วถึงและเป็นธรรมกับสมาชิกทุกๆคน  เรียกได้ว่าเป็นการบังคับเอาทรัพยากรน้ำหน้าบ้านไปหน้าตาเฉยเลยก็ว่าได้ 

แทนที่กฎหมายทรัพยากรน้ำจะส่งเสริมหรือสนับสนุนให้ประชาชนได้ทำในสิ่งที่มีรากฐานของจารีตประเพณีหรือความร่วมไม้ร่วมมือในท้องถิ่น ตามนัยของรัฐธรรมนูญมาตรา 66 เรื่องสิทธิชุมชน ซึ่งเป็นประชาธิปไตยของการจัดการทรัพยากรในระดับรากหญ้า แต่กฎหมายทรัพยากรน้ำจะทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามที่กล่าวมาทั้งหมด

ตัวอย่างที่ชัดเจนเช่น ถ้ารัฐจะสูบน้ำจากแม่น้ำระยองส่งไปยังนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดหรือแหลมฉบัง ก็มีความชอบธรรมตามกฎหมายทรัพยากรน้ำฉบับนี้ เพราะน้ำในแม่น้ำระยองไม่ได้เป็นของประชาชนใน จ.ระยองอีกต่อไป แต่เป็นของ “รัฐ” เพียงผู้เดียว       

 ประการที่สอง ภาคการเกษตรทั่วไป จะสูญเสียความสามารถการเข้าถึงและการจัดสรรทรัพยากรน้ำ เมื่อเปรียบเทียบกับภาคอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม การท่องเที่ยว และกิจการรัฐวิสาหกิจที่เกี่ยวข้องกับการจัดการน้ำ 

การสูญเสียความสามารถในการเข้าถึงและการจัดสรรทรัพยากรน้ำ เป็นผลมาจาก พรบ.ฯน้ำจะแบ่งประเภทการใช้น้ำเป็น 3 ประเภท ซึ่งภาคการเกษตรโดยทั่วไป จะเข้าข่ายการใช้น้ำในประเภทที่สอง ซึ่งเป็นการใช้น้ำในกลุ่มเดียวกันกับภาคภาคอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม การท่องเที่ยว และกิจการรัฐวิสาหกิจที่เกี่ยวข้องกับการจัดการน้ำ การใช้น้ำประเภทที่สองนี้ เกษตรกรต้องขออนุญาตใช้น้ำ และต้องเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายในเรื่อง ค่าใบคำขอ, ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตใช้น้ำที่สูงถึง 10,000 บาท(มาตรา 50,), ค่าใช้น้ำ(มาตรา 51) และเงื่อนไขอื่นๆตามที่พนักงานเจ้าหน้าที่จะกำหนด เช่น การติดตั้งมาตรวัดปริมาณน้ำ(มาตรา 54)  เงื่อนไขเหล่านี้จะทำให้เกษตรกร “เข้าถึง” น้ำได้ยากขึ้น เพราะเกษตรกรไม่สามารถถ่ายโอนต้นทุนเหล่านี้ไปยังราคาผลผลิตได้ แต่การใช้น้ำในกิจกรรมประเภทอื่นๆทั้งหมด ผู้ประกอบการสามารถผลักภาระต้นทุนค่าน้ำไปรวมไปในราคาของสินค้าหรือบริการได้

   ตัวอย่างเช่น การประปานครหลวงผันน้ำจากแม่น้ำแม่กลองมาทำน้ำประปาฝั่งตะวันตก โดยกปน.จ่ายค่าน้ำดิบให้กรมชลประทานลูกบาศก์เมตรละ 0.50 บาท ต้นทุนค่าน้ำนี้ กปน. สามารถผลักภาระไปยังผู้ใช้น้ำประปาได้ โดยบวกเพิ่มเป็นค่าน้ำดิบใบบิลค่าน้ำประปา

                        นอกจากเรื่องภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นแล้ว กลไกการจัดสรรน้ำทั้งในระดับชาติและระดับลุ่มน้ำ ซึ่งประกอบด้วยกรรมการที่มาจากภาคราชการเป็นหลัก และแทบไม่มีตัวแทนจากภาคองค์กรผู้ใช้น้ำของเกษตรกรจริงๆในสัดส่วนที่เหมาะสม จึงไม่มีหลักประกันในเรื่องความเป็นธรรมในด้านการจัดสรรน้ำได้

 โดยดูจากในระดับกรรมการลุ่มน้ำ มีตัวแทนจากองค์กรผู้ใช้น้ำเพียง 2 คนเท่านั้น  คือ “องค์กรผู้ใช้น้ำ” ที่จดทะเบียนตามมาตรา 36 เท่านั้น ที่จะถูกคัดเลือกไปเป็นตัวแทนใน คณะกรรมการลุ่มน้ำ ซึ่งหมายถึงใครก็ได้มาจดทะเบียนเป็นองค์กรผู้ใช้น้ำ นายทุนหรือผู้ประกอบการใช้น้ำขนาดใหญ่ก็สามารถจดทะเบียนและส่งตัวแทนไปเป็นกรรมการในระดับลุ่มน้ำได้ และมาตรา 36 นี้ได้ทำลายความเป็นองค์กรผู้ใช้น้ำตามจารีตประเพณี ที่รับรองใน รัฐธรรมนูญ มาตรา 66 ด้วยเช่นกัน

                        ในขณะที่ตัวแทนกรรมการลุ่มน้ำในกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติจำนวน 2 คน ยิ่งไม่มีหลักประกันว่าจะมีตัวแทนเกษตรกรในสัดส่วนที่มากเพียงพอและสามารถถ่วงดุลได้อย่างเหมาะสม

                        ดังนั้นกลุ่มที่ได้ประโยชน์มากที่สุด ทั้งในเรื่องการเข้าถึงน้ำ การจัดสรรน้ำและมีเสถียรภาพในการใช้น้ำคือ กลุ่มกิจการใช้น้ำขนาดใหญ่ต่างๆ ทั้งที่เป็นของเอกชนและที่เป็นของรัฐ(หรือรัฐวิสาหกิจ) นับว่าเป็นการตอกย้ำปัญหาความไม่เป็นธรรมและความเหลื่อมล้ำในการกระจายรายได้มากยิ่งขึ้น

 ถึงวันนี้หลายฝ่ายอาจจะรู้สึกว่าสายไปเสียแล้วสำหรับการหยุดยั้งร่างพรบ.ทรัพยากรน้ำ ในสภานิติบัญญัติแห่งชาตินี้

ประกอบกับไม่ได้เป็นร่างพรบ.ที่มีความเร่งด่วน และการนำเสนอร่างพรบ.ทรัพยากรน้ำทั้งที่เป็นร่างของรัฐบาลและร่างของสนช.ก็มีสาระสำคัญบางประการ ที่ถูกปกปิดไว้ไม่เคยผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นในทางสาธารณะมาก่อนหน้านี้แต่อย่างใด

 ผมคิดว่าอีกประเด็นหนึ่งที่สนช.ต้องพิจารณาให้รอบคอบคือ แหล่งน้ำสาธารณะจำนวนมากในประเทศไทยเกิดขึ้นโดยเป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพี่อให้เกษตรกรได้มีน้ำไว้เพื่อการเกษตรกรรมตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และคงเป็นเรื่องที่ยากจะเข้าใจได้หากเกษตรกรที่ใช้น้ำในโครงการต่างๆเหล่านี้ เช่น อ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธารา, อ่างเก็บน้ำเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์, อ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพล ฯลฯ จะต้องถูกเก็บค่าน้ำและถูกเจ้าหน้าที่รัฐไล่จับกุม หากใช้น้ำโดยไม่ขออนุญาตหรือไม่จ่ายค่าน้ำ 

 สนช.สามารถชะลอร่างพรบ.ฯน้ำไว้ก่อนได้ และพิจารณาให้รอบคอบมากกว่านี้ด้วยการนำร่างไปเปิดรับฟังความคิดเห็นในทางสาธารณะ และรวบรวมเป็นข้อมูลไว้เพื่อให้รัฐบาลและรัฐสภาชุดใหม่ตัดสินใจต่อไป การเร่งรีบ รวบรัด ตัดตอนออกพรบ.ทรัพยากรน้ำของสนช. นอกจากจะไม่สามารถเข้าใจเป็นอย่างอื่นได้แล้วว่าเป็นการ “ทำลายเกษตรกร เอื้ออาทรนายทุน” แล้ว สนช.ยังเป็นผู้สร้าง “สงครามน้ำ” แห่งอนาคตอีกด้วย...

  

                      ภาพประกอบจาก คุณกู่ค่ะ http://www.oknation.net/blog/shadowy

ส่วนภาพประกอบภาพแรกที่ถูกตัดหัวกระเด็นนั้น เป็นภาพจำลอง การใช้กฏหมายมังรายศาสตร์กับคนที่คิดทำลายฝายค่ะ ภาพจากน้อง อ้อม วจส.ค่ะ

เพลงคอย ขออภัยไม่ทราบคนร้อง ชุมชนคนรักป่าให้มาค่ะ อยู่ในชุด ดอกไม้บาน


/1
<< ธันวาคม 2007 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30 31