• แพรจารุ
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : parjaru@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-09-13
  • จำนวนเรื่อง : 29
  • จำนวนผู้ชม : 10268
  • จำนวนผู้โหวต : 37
  • ส่ง msg :
ชีวิตนี้ต้องเดินต่อไป
วันอาทิตย์ ที่ 6 มกราคม 2551
ไปหากินตามป่าไปหาแก้วโป่งข่ามกันภัย
Posted by แพรจารุ , ผู้อ่าน : 716 , 12:36:27 น.   | หมวดหมู่ : ไปเที่ยวป่าหากินหาอยู่  
พิมพ์หน้านี้


                        เดินทางตามฝัน หากินหาแก้ว

                ออกหาของกินตามป่าแล้วหาแก้วโป่งข่ามไว้ป้องกันภัยกันดีกว่า

     จากเชียงใหม่ เรามุ่งตรงสู่จังหวัดลำปาง แต่ไม่เข้าตัวเมือง เลี้ยวเข้าเส้นทางอำเภอเถิน เพื่อไปยังบ้านแม่แก่ง ข่าวว่าที่นั้นมีแหล่งอาหารอันอุดมสมบูรณ์และมีแก้วโป่งข่ามของศักดิ์สิทธิ์

        เส้นทางเข้าสู่หมู่บ้านสวยงามมาก น่าตื่นตากับป่าที่สลับกับทุ่งนาและภูเขาสองข้างทาง แสงสุดท้ายจากดวงอาทิตย์ในยามนี้งามนัก ทำให้หนึ่งในผู้ร่วมทาง บอกคนขับว่า ขับไปช้า ๆ และขับไปเรื่อย ๆ เพราะเส้นทางสายนี้สวยเหลือเกิน

      แนะนำเพื่อนร่วมทางกันสักนิด มีเพื่อนใหม่ ๆ ร่วมเดินทางไปด้วย สองหนุ่มสาวเป็นนักศึกษาปริญญาโทมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อีกสาวเป็นนักข่าว และอีกหนึ่งหนุ่มเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารเพื่อสุขภาพ เขาเขียนหนังสือเรื่องอาหารและสุขภาพมาหลายเล่ม             

      ถึงบ้านแม่แก่ง เมื่อฟ้าเริ่มมืด ที่ร้านค้าเล็ก ๆ มีของวางขายด้านหน้า ของกินหลายอย่างมีละมุดลูกเล็ก ๆ พันธุ์พื้นบ้าน เนื้อน้อยแต่หวานชื่นใจ

      บ้านเรือนส่วนใหญ่สร้างด้วยไม้ เป็นบ้านไม้สองชั้น และชั้นเดียวที่มีใต้ถุนสูง ทุกหลังจะมีกระจกทรงสูงประดับตกแต่งด้านบนแลดูทันสมัย และคงช่วยให้บ้านสว่างด้วย

เกือบทุกบ้านริมรั้วหน้าบ้านมีทั้งไม้ดอกไม้ใบและไม้กินได้

 อาจจะเป็นเพราะบ้านคล้าย ๆ และเส้นทางในหมู่บ้านค่อนข้างวกวน เราจึงหลงทางขับรถวนหาบ้านที่จะไปพักอยู่นาน ใกล้จะมืดแล้วถามชายสูงวัยที่ถีบจักรยานผ่านมา

      “ที่ผัวไปทำงานเมืองนอกใช่ไหม”แกถามกลับ

      พวกเราตอบไม่ได้ว่าพี่เขามีผัวไปทำงานเมืองนอกหรือเปล่า และเมื่อแกถามต่อว่า เธอเป็นลูกของใคร เราก็ตอบไม่ได้อีก

                        คนขับรถอารมณ์เสีย บ่นเบา ๆ ว่า ใครจะไปรู้ว่า ผัวใครไปทำงานเมืองนอก

       หลายคนหัวเราะขำ ฉันก็หัวเราะด้วย แต่หลังจากหัวเราะไปแล้ว  ก็คิดได้

       ลุงแกก็คงขำพวกเราเหมือนกันที่ไม่รู้อะไรเลย ถามอะไรก็ไม่รู้ ลูกใครก็ไม่รู้ ผัวใครก็ไม่รู้  คนในชนบทเขาไม่ได้จำชื่อนามสกุลหรือตำแหน่งหน้าที่การงานเป็นสำคัญมากกว่าเครือญาติ เขาจะรู้จักในนามว่า ลูกลุงคนนั้นหลานป้าคนนี้ ดังนั้นไม่ใช่เรื่องน่าขำเลย พวกเราต่างหากที่ห่างไกลและไม่รู้จักความเป็นท้องถิ่น

      ในที่สุดเราก็หาที่พักในคืนนี้ เจ้าของบ้านหญิงสาวหน้าตาสดใส ชื่อน้ำฝน อยู่กับพ่อแม่และย่า ส่วนผัวไปทำงานเมืองนอก เธอชวนเข้าบ้านบอกว่ามีแกงไก่ให้กิน และชวนไปเก็บผักเพื่อเอามาทำอาหารเพิ่ม ถูกใจเพื่อนร่วมทางที่ไม่กินอาหารประเภทเนื้อทั้ง 3 คน พวกเขาออกเก็บผัก ถั่วผักยาวปลูกริมรั้วบ้าน เขียวสดพาดบนกำแพงปูน อีกด้านหนึ่งเป็นสารพัดผักของคุณยาย 

       คืนนี้มีขนมมากมายให้ชิม  ขนมกล้วย ขนมเทียน ข้าวต้มมัด ขนมแตงไทยใส่สาคูเม็ดเล็ก ๆ ด้วย เป็นขนมที่มีกลิ่นหอมน่ากินมาก ๆ ขนมทุกอย่างห่อด้วยใบกล้วยและเป็นขนมประเภทนึ่ง  ทุกบ้านเขาจะทำขนมและเอามาให้กันเพราะมีเทศกาลงานบุญที่วัด เรื่องโชคดีมีเทศกาลงานบุญเกิดขึ้นกับฉันเสมอ ทั้งที่ก่อนเดินทางไม่ได้รู้มาก่อน ถือเป็นเรื่องพิเศษจริง ๆ

ชุดเตรียมพร้อมออกหาอึ่ง

    

  เช้าตื่นขึ้นมากินฮึ่ง

           อาหารขึ้นชื่ออีกอย่างหนึ่งคือฮึ่ง เชื่อหรือไม่ว่า น้องหนุ่มหล่อเป็นนักศึกษา. เขาสนใจและเดินทางมาที่นี่เพราะต้องการมากินฮึ่ง และฉันก็เช่นเดียวกันกับเขา ด้วยเชื่อว่าเรื่องกินเรื่องใหญ่ จึงสนใจและร่วมเดินทางมาด้วย มาดูต้นทางอาหารในชุมชน แหล่งอาหารหรือต้นทางอาหารในหมู่บ้าน ซึ่งแต่ละแห่งก็มีไม่เหมือนกัน

   วันนี้นอกจากมีแกงคั่วแคอึ่งแล้ว ยังมีอึ่งดองเค็มเอาไว้ กลิ่นเหมือนปลาเค็ม

      เช้านี้เราจึงได้กินอึ่งเค็มทอดกับข้าวเหนียวร้อน ๆ ไข่อึ่งอร่อยมาก ๆ อร่อยกว่าไข่ปลา มีความมันและหวานนิด ๆ

          อร่อยกับยอดฟักทองผัดไข่และคั่วแคอึ่ง

          ยามสายกินน้ำพริกตัวต่อ

          ยังมีน้ำพริกตัวต่อ อาหารเด็ด ๆ เมื่อคืนพ่อได้ต่อมาหนึ่งรัง ย่าหลานช่วยกันดึงเอาตัวต่ออ่อน ๆ สีขาว ๆ ออกมาจากรังที่ละตัวได้หนึ่งถ้วยใหญ่ ยามเช้าย่าทำน้ำพริกตัวต่อสีขาวขุ่น กินกับผักสด สารพัดผักที่พวกเราเดินไปเก็บที่สวนเล็ก ๆ หลังบ้านและตามทุ่งนาริมน้ำ  มีผักชะอม ถั่วผักยาว มะเขือ มะระขี้นก ตำลึง ชะพลู  ใบยี่หร่า

      การอยู่กินแบบพึ่งพาอาหารจากป่า ต้องกินอยู่ตามฤดูกาล ตามวันเวลาที่หามาได้ แต่มีกินทุกวัน ดังนั้นชุมชนที่เข้มแข็งต้องดูแลแหล่งต้นทางอาหารเอาไว้

                         เก็บไปเรื่อย...หากินหาอยู่แบบบ้าน ๆ

แหล่งอาหารของหมู่บ้านแม่แก่งนี้

      ถ้าแบ่งเป็นประเภทก็มีประเภท ผักตามป่า ตามทุ่งนา ตามถนนหนทาง และประเภทผักที่ปลูกกินเองในบ้าน

      เพราะชุมชนบ้านแม่แก่ง มีป่าที่อุดมสมบูรณ์ เป็นผืนป่าที่ผู้คนในชุมชนรักษามาตั้งแต่บรรพบุรุษ มีพื้นที่ป่าทั้งหมด 6,000 ไร่ ที่นี่น้ำท่าอุดมสมบูรณ์มาก มีขุนห้วยต้นน้ำ หรือน้ำออกรู

      พื้นที่แบบนี้มีอาหารที่ดี มีพืชผักธรรมชาติ มีของกินมากมาย

      ส่วนอึ่งอาหารพิเศษที่ว่านั้นมันอยู่ตามหนองน้ำ พงหญ้า และบนถนน

      กลุ่มแม่บ้านเขาจำแนกแยกประเภททำตารางออกมาเลยว่า มีอะไรบ้างที่เป็นอาหารและหาได้ที่ไหน ให้ผลผลิตในช่วงเดือนไหน ตีราคาออกมาเป็นเท่าไหร่ต่อวันต่อครอบครัว เช่นปลาในหนองเอามาเป็นอาหารวันละสองตัวตีราคา 20 บาท รวมผลผลิตจากแหล่งอาหารเป็นเดือน เป็นปีเท่าไหร่ พืชผักและสัตว์ที่เหลือกินนำไปขายได้เท่าไหร่ในแต่ละวัน รวมเป็นแต่ละปี และรวมทั้งหมู่บ้าน เป็นจำนวนเท่าไหร่ นี้เป็นการใช้หลักเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อมในการดำเนินชีวิตอย่างมีเศรษฐกิจพอเพียงและรู้ว่าเราจะอยู่กินได้อย่างไรในอนาคตหรือกินอย่างไรไม่ให้หมด 

ผักกูดริมน้ำสวยและอร่อย

 2            

       หาแก้วโป่งข่ามของศักสิทธิ์คุ้มครองป้องกันภัย

ได้ข่าวมาว่าที่นี่มี “แก้วโป่งข่าม”

บ้านแม่แก่ง มีชื่อเสียงโด่งดังว่าเป็นแหล่งแก้วโป่งขาม ของดีที่เห็นได้เฉพาะคนเท่านั้นหรือจะเรียกว่าสำหรับผู้มีบุญ ผู้ประกอบคุณความดี ก็จะได้เห็นแสงเป็นประกายของแก้วโป่งข่ามและได้เป็นเจ้าของ เขาว่ากันว่าแก้มโป่งข่ามเป็นของศักดิ์สิทธิ์ สามารถคุ้มภัย ให้คุณในทางดี จึงมีความปิติเจืออยู่ในมุทิตาธรรม เป็นสิ่งที่มีมงคลแก่ผู้ใช้ 

      เมื่อแก้วโป่งข่ามเป็นของที่เลือกคนครอบครองหรือเรียกว่าผู้มีบุญและคนดี เราจึงอยากไปหายิ่งนักเพราะต่างเชื่อว่าตัวเองน่าจะเป็นคนดีและมีบุญ

                                 แก้วโป่งข่าม ชิ้นใหญ่

      พ่อของน้ำฝนเอาโป่งข่ามมาให้ดู บ้านนี้มีโป่งข่ามอยู่หลายชิ้น ที่เจียรไนเป็นหัวแหวนแล้วก็มี และยังมีแก้วขนเหล็กด้วย โป่งข่ามที่เป็นแก้วขนเหล็กนั้นเมื่อส่องดูก็จะเห็นเป็นเส้น ๆ เป็นขนเหล็ก

      แม่ของน้ำฝนเล่าว่า เมื่อครั้งโรงงานที่ใต้หวันถล่ม เป็นข่าวคึกโครมมีคนตายมากมาย แต่คนที่หมู่บ้านนี้รอด เพราะเขามีโป่งข่าม หลังจากนั้นมีคนเดินทางมาจากใต้หวันมาหาโป่งข่ามที่นี่

      เอาล่ะ...ได้เวลาออกจากบ้านไปหาแก้วโป่งข่ามของขลังไว้กับตัวดีกว่า

      ต้องเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับเดินทาง สวมรองเท้าบูทสูงสำหรับเข้าป่า กางเกงและเสื้อแขนยาวกันยุง แม่น้ำฝนบอกว่าจะพาไปเส้นทางที่ใกล้ ๆ แต่ถึงกระนั้นก็เดินกันเป็นชั่วโมง ที่ที่เราไปนั้นเป็นหลุมเก่า ๆ ที่ถูกขุดไว้นานแล้ว แต่ยังมีเศษหินโป่งข่ามเล็ก ๆ ให้เห็น

      เขาว่าบางคนหาตั้งแต่เก้าชั่วโมงสิบชั่วโมงจนเย็นก็ไม่เจอแต่บางคนมาถึงก็ได้เลย

 

                                                ฉันหาพบแล้วแก้วโป่งข่าม    

  

นอกจากได้หาแก้วโป่งข่ามเราก็จะได้พบเฟิร์นดำขึ้นเป็นระยะๆ เฟิร์นดำรูปผีเสื้อ รูปหัวใจก็มี มันบอบบางอยู่บนหินผาที่ชื้นหนาว

      แก้วโป่งข่ามก็เหมือนกันของศักดิสิทธิ์เราควรครอบครองแต่พอดี ฉันเก็บแก้วโป่งข่ามได้สองสามอัน

      แก้วโป่งข่ามที่ได้มานั้นเป็นแก้วขาวที่ใสสว่าง

      ภายหลังจึงรู้ว่าไม่ได้มีแต่ขาวใสเท่านั้น การดูโป่งข่ามนั้นคนดูเป็น เขาต้องดูจากด้านหน้าแก้ว ในแก้วและพื้นแก้ว ดูสามส่วนคือด้านบน ตรงกลาง และก้น อีกทั้งพิจารณาสิ่งที่อยู่ข้างในแก้ว มีสิ่งที่เรียกว่าปวก กาบ ใยแก้ว สลักลาย หรือเส้นต่าง ๆ พิจารณาดูศิลปะประกอบ บางเม็ดมีลวดลายมากมาย

      แก้วโป่งข่ามยังนิยมเอามาทำเป็นเครื่องประดับด้วย มีการเจียรเป็นหัวแหวน ประดับสร้อยและกำไล

      แก้วโป่งข่ามเป็นหินแก้วในตระกูลแร่ควอทซ์

      ก่อนเดินทางกลับ เราแวะไปที่ศาลาเล็ก ๆ ในหมู่บ้าน มีคุณป้าคนสวยพร้อมกับแก้วโป่งข่าม แกมีแก้วโปงข่ามที่เจียรเป็นหัวแหวน ไว้จำหน่ายให้กับผู้ที่เดินทางมาเยือนบ้านแม่แก่ง

      และมีคาถาที่ใช้กับแก้วโป่งข่ามด้วย นั่นคือ

      นะมะพะทะ นิมิพิทิ มุนุพุทุ  

      พร้อมกับระลึกถึงสิ่งที่ดีงามในชีวิต

      และอย่าลืมว่าในเมืองไทยของเรานั้นมีแหล่งต้นทางอาหารในชุมชนมากมาย และไม่ว่าคุณจะอยู่ในเมืองหรือนอกเมืองต่างก็ช่วยกันดูแลแหล่งต้นทางอาหารได้นั่นคือช่วยกันซื้ออาหาร และสินค้าอุปโภคบริโภคจากตลาดในชุมชน ที่เรียกว่าตลาดบ้าน ๆ นั่นแหละเป็นดีที่สุด 

                                     ----------------------------    

                               เป็นหัวแหวนสวมนิ้วแล้วคะ สองวงนี้เป็นแก้วขนเหล็ก

                                                     

           

                         

 

"โอ้รัก"  ภูสมิง หน่อสวรค์ เพลงเก่า ในชุด ภวังค์รัก

 


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 42
นายธรรมพริ้ม_ขาวแก้ว วันที่ : 14/01/2008 เวลา : 22.06 น.
http://www.oknation.net/blog/dharmaphrim
หนุ่มน้อย ปลักควายเมืองลุง กลอนธรรมะ การเมือง ; คุณค่าต้องสูงกว่ามูลค่า

สวัสดีๆ ไปอ่าน โหลดเสียงไปฟัง
ช่วยกันเผยแพร่ธรรมะ

สาธุๆ
ความคิดเห็นที่ 41
เจนอักษราพิจารณ์ วันที่ : 12/01/2008 เวลา : 14.29 น.
http://www.oknation.net/blog/numsunjon

วิถีชีวิต
วิถีธรรมชาติ
สะอาดสดใส
ยังคงมีให้พักพิง
ความคิดเห็นที่ 40
นกแสงตะวัน วันที่ : 12/01/2008 เวลา : 05.41 น.
http://www.oknation.net/blog/arunprapa
เป็นอะไรก็ได้ ง่าย ๆ ...แต่จริง

กราบสวัสดีปีใหม่ค่ะพี่หนอม พี่ยาย
ขอให้มีความสุข สดชื่น เบิกบานใจ
มีพลังสร้างสรรค์งานอักษรออกมาเยอะ ๆ นะคะ
สุขภาพแข็งแรงด้วยค่ะ

คิดถึงเสมอ

.....
ปล. ของฝากจากที่ราบสูงยังไม่เดินทางเลยค่ะ ส่งแต่ใจและความคิดถึงมาล่วงหน้า
ความคิดเห็นที่ 39
สายลมลอย วันที่ : 11/01/2008 เวลา : 20.19 น.
http://www.oknation.net/blog/suankikran

พี่ยาย...ช่วงนี้เป็นอารมณ์ของภวซึม(เศร้า)กอบกินโดยทั่วกัน

ผมเผาถ่าน ควันลอยไปไหนต่อไหนในหมู่บ้าน....อาจทำให้คนใกล้บ้านถวิล

แทรกลมหนาวฉิวฉิว....

กลางสวนมะพร้าว.....ค่ำ หิ่งห้อยวาดกวี วาบแวม วาบแวม...

------------------------

สวัสดีปีใหม่ครับพี่ยาย ผมส่งเม็ดถั่วลมว่าวไปให้ ได้รับยัง??
ความคิดเห็นที่ 38
คนใกล้ฟ้า วันที่ : 11/01/2008 เวลา : 20.04 น.
http://www.oknation.net/blog/konklaifa

สวัสดีค่ะ
เมื่อก่อนที่บ้านมีเยอะค่ะ
แต่ตอนนี้ไม่รู้ว่าหายไปไหนหมด
ต้องรีบกลับไปหาแล้วค่ะ
ความคิดเห็นที่ 37
มุสิกะตะวัน วันที่ : 11/01/2008 เวลา : 19.31 น.
http://www.oknation.net/blog/mataharee

เวียนว่ายอยู่แถวตึกขาว พี่
ความคิดเห็นที่ 36
จุ๊กจิ๊ก วันที่ : 11/01/2008 เวลา : 15.04 น.
http://www.oknation.net/blog/jukjik

อ่านแล้วก็คิดถึงบ้านตาบ้านยายที่ต่างจังหวัดจังค่ะ

เสน่ห์ของชนบทนี่น่าหลงใหลเหลือเกินนะคะ
ความคิดเห็นที่ 35
คนช่างเล่า วันที่ : 10/01/2008 เวลา : 16.39 น.
http://www.oknation.net/blog/nukpan
คนช่างเล่า....และเล่า เรื่องเก่า...

วันนี้ ออกไปพบ ท่านผู้อำนวยการเขต ไปพบผู้กำกับการ สามแห่ง ยุ่งๆครับกับงานที่ทำงาน

ต้นที่คุณว่า บล๊อกคุณสิบหมื่นนั้น บ้านเรา เรียกต้นจิกน้ำ ต้นโต ออกดอกระย้าสวยงามมาก ที่บ้านทางใต้ มีครับ บ้านที่ลพบุรี มีอยู่ชายคลอง หลายต้น
ความคิดเห็นที่ 34
นายสิบหมื่น วันที่ : 10/01/2008 เวลา : 16.15 น.
http://www.oknation.net/blog/namsean
ลูกชาวนา...ลูกอีสาน...

ขอบคุณครับที่แวะไปเยี่ยมเยียน
.
.
จะว่าไปนะครับ
ตามชนบทไทยเรายังน่าอยู่มากๆครับ
ความคิดเห็นที่ 33
ญิบพันจันทร์ วันที่ : 10/01/2008 เวลา : 08.26 น.
http://www.oknation.net/blog/yipphanchan
ญิบ_พันจันทร์

ขอขอบคุณแทนคุณสมบุญครับ ถ้าเจอเขาอีกครั้งแนะนำให้ไปหาหมอที่จุฬานะครับ
ความคิดเห็นที่ 32
ป.ประพันธ์ วันที่ : 10/01/2008 เวลา : 01.14 น.
http://www.oknation.net/blog/in-my-place
My Heart always leads my Head  

อ่านแล้ว
อยากไปเที่ยวจังครับ
เดินทางปลอดภัยนะครับ
ความคิดเห็นที่ 31
เจริญขวัญ วันที่ : 09/01/2008 เวลา : 06.55 น.
http://www.oknation.net/blog/charoenkwan

พี่ยาย ช่วงนี้เบื่อจริงๆ ค่ะ

เห็นความเป็นไปในเนชั่น เห็นโลกใบเล็กที่เสมือนโลกใบใหญ่แล้วเบื่อมากๆ

เอ็นทรี่ล่าสุดของบี ว่าจะแปะเพลงไว้ฟังเอง ว่าจะปิดคอมเมนต์ด้วย นึกได้ เดินมาดู พี่ยายมาคอมเมนสต์ไว้ยาวมาก เสียดาย เลยไม่กล้าปิดเลยค่ะ เสียดายความตั้งใจของคนที่ตั้งใจคอมเมนต์ให้

เวลาเบื่อๆ ชอบฟังเพลงไปเรื่อยๆ น่ะ พี่ สมองกลวงๆ ว่างๆ ชอบกล ช่วงนี้

หนืดๆ เนือยๆ เห็นพี่บอกว่า เป็นเหมือนกัน

เฮ้ออออ
ความคิดเห็นที่ 30
คนช่างเล่า วันที่ : 09/01/2008 เวลา : 06.27 น.
http://www.oknation.net/blog/nukpan
คนช่างเล่า....และเล่า เรื่องเก่า...


ครับลงภาพ รัชกาลที่ ๔ เพราะท่านเป็นบิดา ของบิดาประวัติศาสตร์(กรมพระยาดำรงราชานุภาพ)

เข้ามาแก้คำผิดครับ เรือม้าวิ่ง และเรือสิงห์คนอง

คนแก่แล้วพิมพ์ผิดๆ
ความคิดเห็นที่ 29
คนช่างเล่า วันที่ : 09/01/2008 เวลา : 06.23 น.
http://www.oknation.net/blog/nukpan
คนช่างเล่า....และเล่า เรื่องเก่า...


พี่เหลือบตาดูเข็มนาฬิกาจะอาบน้ำไปทำงานแล้วเจ่อน้องพอดี พี่เคยบอกน้องกู่ ว่า พี่ไปตามหาเรือเพรี่ยว ที่พ่อโป๊ ไปนำมาจากวัดวังม่วง อำเภอฉวาง ประมาณปี 2469 นำขึ้นรถไฟ ไปลงอำเภอชะอวด แล้วล่องไปวัดท่าเสริม หรือท่าซ่อม เรือเพรี่ยวม้าวิ่งสิงห์ และสิงตนอง เป็นเรือคู่แฝด ทำมาจากไม้ตะเคียนต้นเดี่ยวกัน พ่อพี่ อายุ 88ปี เล่าให้ฟัง บอกว่าพ่อเป็นเด็กวัด ปู่บวชอยู่ช่วงนั้น น่าสนใจมาก คลองงา วัดวังม่วง สำนักสงฆ์ ตะเคียนที่อำเภอช้างกลาง ภูมิปัญญาการต่อเรือบ้านเรามีมากมาย พี่บ้าหรือเปล่านะนี้ น้องๆ บอกว่าแก่แล้ว พูดแต่เรื่องเก่าๆน่าเบื่อ
ความคิดเห็นที่ 28
ผีเสื้อพเนจร วันที่ : 08/01/2008 เวลา : 17.20 น.
http://www.oknation.net/blog/ontheway

อ่านเพลินเลยครับ บ่อยครั้งที่ผม อิจฉา
เป็นประสบการณ์ที่ดี จัง
ความคิดเห็นที่ 27
ตาพรานบุญ วันที่ : 08/01/2008 เวลา : 13.10 น.
http://www.oknation.net/blog/ta-pran-boon

ข้าพเจ้ามาจากกรมทรัพยากรธรณี ได้ข่าวว่ามีการพบแก้วโป่งขาม
ว่าแต่แก้วนี้เอาไปกันนักกินเมืองได้ไหมล่ะพี่ท่าน
ความคิดเห็นที่ 26
หนุมานชาญสมร วันที่ : 08/01/2008 เวลา : 09.01 น.
http://www.oknation.net/blog/wintawan
บนเส้นทางการเดินทาง  มีเรื่องให้ค้นหา  มีความงามให้จดจำ    มีมิตรภาพที่ล่องลอยอยู่รายทาง

น่ากินไปหมด หร่อยจังพี่สาวเหอ
ความคิดเห็นที่ 25
แพรจารุ วันที่ : 08/01/2008 เวลา : 00.48 น.
http://www.oknation.net/blog/parjaru
อยู่แบบบ้าน ๆ ในป่าเมือง

คุณเรือรบเมืองมั่น
คุณเจริญขวัญ
ต่างพูดถึง แก้วขนเหล็ก ที่เกี่ยวกับหนังไทย บอกจริง ๆ ช่วงแรกที่เขาเอาแหวนแก้วขนเหล็กมาดูก็คิดถึงเรื่องนี้เหมือนกัน

หนังเรื่องนี้ดังมาก เลียบ ๆ เคียง ๆ คุยกับเขา ได้ความว่า มีคุณหรือให้ทางคุณ ตอนนี้มีครอบครองอยู่วงหนึ่ง ว่าจะไปใส่เรือนใหม่เพราะดั้งเดิมเป็นทองเหลือง

ป้าทอง ขอบคุณมากค่ะ ใช่แล้ว เราซึ่งเป็นคนชนบทมาก่อนยังลืมไปเลย เพราะเรานับกันที่ ชื่อสกุลและงานที่ทำ แต่ความจริงแบบบ้าน ๆ ของเรา เขามักจะถามว่า อยู่ที่ไหน ลูกใคร เราจึงตระหนักอยู่เสมอว่า เป็นลูกใคร บ้านอยู่ไหน คิดถึงพ่อแม่และบ้านเกิดอยู่เสมอ
ความคิดเห็นที่ 24
คนช่างเล่า วันที่ : 07/01/2008 เวลา : 21.01 น.
http://www.oknation.net/blog/nukpan
คนช่างเล่า....และเล่า เรื่องเก่า...


ต้นไม้ ที่เขาวงพระจันทร์ เป็นไม้เบญจพรรณ ไม้ไผ่รวก หน้าแล้งยืนแห้ง แดงน้ำตาล

แต่มีอยู่ต้นหนึ่ง ชืออะไรไม่ทราบ ออกดอกขาวๆ ยืออวดออก ตีนเขาทางขึ้น ยอดเขา สามพันกว่าขั้น นั้นแหละ

เห็นแหวน แล้วนึกถึงอดีตเคยสวมเทห์ น่าดู หัวโตๆ
ความคิดเห็นที่ 23
แพรจารุ วันที่ : 07/01/2008 เวลา : 18.13 น.
http://www.oknation.net/blog/parjaru
อยู่แบบบ้าน ๆ ในป่าเมือง

สีน้ำฟ้า

พี่แก้มาสองครั้งแล้ว ตอนแรกเขียนข่ามแต่มาดูในเอกสารที่แจกมาจากลำปาง เขียนโป่งขาม และมาคุยกับคนข้าง ๆเขาว่า เป็นขาม เพราะมาจากเกรงขาม

ก็เลยเอาไม่เอกออกอีก

แต่คิดว่า ถ้าออกเสียงเป็นคนเมืองก็น่าจะข่าม

อย่างไรก็ขอบคุณแจมมาก
ความคิดเห็นที่ 22
สีน้ำฟ้า วันที่ : 07/01/2008 เวลา : 18.05 น.
http://www.oknation.net/blog/prettybluesea
http://www.oknation.net/blog/rimtarn   บ้านริมธารหลังน้อย คอยคุณอยู่

เอ..พี่ยาย เขาน่าจะออกเสียงว่า แก้วโป่งข่าม.. ข่ามในที่นี้หมายถึง คุ้มครองให้รอดปลอดภัย..

แต่..แหะ แหะ อย่าว่างั้นว่างี้นะ.. แจมไม่กล้ากินอึ่ง ยายแจมสอนตั้งแต่เด็กว่า มันกินไม่ได้ มีพิษค่ะ.. แม่แจมอ่ะนะ เคยกิน..

อ้ายแจมก็ลูกยาย.. ยายบอกว่า.. "ช่างแมร่มึน" .. อย่าไปกินตาม


ความคิดเห็นที่ 21
แพรจารุ วันที่ : 07/01/2008 เวลา : 17.47 น.
http://www.oknation.net/blog/parjaru
อยู่แบบบ้าน ๆ ในป่าเมือง

เอามาฝากกันอ่านค่ะมีผู้ส่งมาให้ทางเมล

ข่าวโคมลอย

การปล่อยโคมลอย ในอดีตนั้น เป็นประเพณีที่จะปล่อยโคมลอยในช่วงลอยกระทง หรือ ยี่เป็ง ของชาวเหนือ ที่มีความเชื่อถือว่าเป็นการสะเดาะเคราะห์ ปล่อยเคราะห์ ความทุกข์ โศก โรค ภัย อันตรายต่าง ๆ ของตัวเราให้ลอยไปพร้อมกับโคมลอย

การปล่อยโคมลอยแต่จะมีการปล่อยตามวัดต่าง ๆ เพียงวัดละหนึ่งลูกเท่านั้น โดยชาวบ้านจะช่วยกันมาทำโคมและปล่อยโคมลอยขึ้นไป ถือเป็นการร่วมมือ ร่วมแรง แสดงออกถึงความสมัครสมานสามัคคี และการมีส่วนร่วม ของชุมชนนั้น ๆ โดยที่มีวัดเป็นศูนย์กลาง

แต่ในปัจจุบัน การปล่อยโคมลอย ทำกันอย่างแพร่หลายและพร่ำเพรื่อ ไม่จำกัดว่าจะเป็นไปตามเทศกาลหรือประเพณี มุ่งเน้นไปในเชิงส่งเสริมการท่องเที่ยวมากกว่า เช่นพิธีเปิดในงานสำคัญ ๆ ต่าง ๆ ที่จัดขึ้น รวมถึงตามภัตตาคาร ร้านอาหาร โรงแรม รีสอร์ต หรูหรา ทั้งหลายก็จะมีการดึงดูดนักท่องเที่ยว สร้างความประทับใจด้วยการปล่อยโคมลอย ทั้งที่ไม่ใช่ช่วงเวลาประเพณียี่เป็ง ก็มีการปล่อยโคมลอยขึ้นไปบนท้องฟ้าเป็นจำนวนมาก

ทำให้ความเข้าใจในประเพณีการปล่อยโคมลอย คลาดเคลื่อนและผิดเพี้ยนไปจากจารีตโบราณที่เคยปฏิบัติกันมา
จริงอยู่ที่ การปล่อยโคมลอย ทำให้ผู้ปล่อยรู้สึกสบายใจ ตามความเชื่อที่ว่า ปล่อยแล้วจะหมดเคราะห์ หมดโศก (โดยไม่คิดว่า เคราะห์กรรมนั้นจะไปตกหรือสร้างปัญหา ในที่ใดต่อไป)

ในช่วง 5 - 6 ปีก่อนนั้น โคมลอยที่ขาย ทำจากพลาสติกคล้ายกับถุงก๊อปแก๊บซึ่งเห็นได้อย่างชัดเจนว่าพลาสติกเหล่านั้น จะกลายเป็นขยะและทำลายสิ่งแวดล้อมต่อไป เมื่อโคมลอยตกลงสู่พื้นดิน แต่ปัจจุบัน วัสดุส่วนใหญ่ที่ใช้ทำโคมลอยทำจากธรรมชาติ คือกระดาษสา และโครงไม้ไผ่ ตัวที่ใช้จุดไฟก็เป็นท่อนไม้ที่มียาง หรือทำจากไม้ชุบน้ำมันยางไม้ หรือ เทียน ซึ่งก็ไม่น่าจะทำลายสิ่งแวดล้อม แต่อย่าลืมว่า การปล่อยโคมเป็นจำนวนมาก และความถี่ในการปล่อยก็ถี่มากขึ้น จะกลายเป็นผลกระทบที่รุนแรงมากขึ้น

มีประชาชนบางกลุ่ม รู้สึกวิตกกังวลกับการปล่อยโคมลอยเป็นจำนวนมาก เพราะเกรงว่าจะได้รับความเดือดร้อนจากการที่โคมไฟเหล่านั้น ตกหล่นลงใส่หลังคาบ้านเรือน / อาคาร ก่อให้เกิดเพลิงไหม้ ดังที่เป็นข่าวบ่อยครั้ง หรือไม่ก็ไปตกค้างตามต้นไม้ ทำให้ทัศนียภาพไม่สวยงาม

ผู้หลักผู้ใหญ่ของจังหวัด จะต้องตระหนัก ถึงภัยพิบัติ ที่จะเกิดกับประชาชน อาคาร บ้านเรือน และสิ่งแวดล้อม ควรจะมีการณรงค์เรื่องการปล่อยโคมลอย ให้ลดน้อยลง ทำตามจารีตที่เคยปฏิบัติกันมา และประชาสัมพันธ์ให้เห็นถึงอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นจากการปล่อยโคมลอย เพื่อที่จะไม่ให้เกิดความเข้าใจเกี่ยวกับประเพณีของล้านนานั้นผิดเพี้ยนไป กลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติสืบต่อไปยังคนรุ่นหลังที่ไม่รู้ที่มาที่ไปของการปล่อยโคมลอยอย่างถูกต้อง

นายมนตรี วงศ์เกษม รองประธานกรรมการหอการค้า เชียงใหม่ ฝ่ายวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม ได้แสดงความคิดเห็นไว้ และข้อความนี้ถูกส่งต่อมายังข้าพเจ้า

(ตัดต่อมาบางส่วนค่ะ)
ความคิดเห็นที่ 20
แพรจารุ วันที่ : 07/01/2008 เวลา : 17.00 น.
http://www.oknation.net/blog/parjaru
อยู่แบบบ้าน ๆ ในป่าเมือง

สเลต ใช่แล้วผักูดลูกกะทิกินกับขนมจีนก็อร่อยมาก ๆ หรือจะกินกับนำพริกก็อร่อยเหาะเหมือนกัน ผักกูดถือว่าเป็นผักสะอาด ขึ้นเองโดยธรรมชาติในที่สะอาด ๆ ด้วยนะ ที่มีสารเคมี มีน้ำเน่าผักกูดจะไม่ขึ้น

Dogstar ใช่แล้วโป่งขาม มองในแง่ศิลปะมีความงามมาก เราได้มาหลายชิ้นทีเดียว คุณยายที่ไปพักด้วยให้มา เป็นชิ้นเล็ก ๆ แกว่าเอาไปให้เพื่อน ๆ ที่มีรถยนตร์เอาไว้หน้ารถดี
เจริญขวัญ ตัวต่อที่เคยกินที่นครนะหรือ ใช่แล้วเขาเอามาคั่วและใส่เกลือนิดหนึ่งเค็ม ๆ อร่อยดี อร่อยกว่าเอามาทำน้ำพริกอีกนะจะบอกให้
คุณแล่ม ขอบคุณมากคะ โป่งขามยายก็เพิ่งรู้จักเหมือนกัน แต่ตอนเดินทางไป อยากได้อยากพบมาก ๆ เลย ทั้งที่ไม่เคยสะสมอะไรแบบนี้ และก็ได้จริง ๆแค่เศษ ๆ เท่านั้นก็ดีใจเหลือหลาย ตอนหลังคุณยายเจ้าของบ้านเอามาให้คนละชิ้นสองชิ้น เป็นชิ้นเล็ก ๆ

ที่ได้จริง ๆ จากการเดินทางคือได้รู้จักผู้อื่น ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ การให้และการรับ ได้ตรวจสอบจิตใจตัวเองด้วย
ความคิดเห็นที่ 19
นางราตรี วันที่ : 07/01/2008 เวลา : 13.08 น.
http://www.oknation.net/blog/midnight
http://www.oknation.net/blog/fangcows http://www.oknation.net/blog/atnoonแม้เพียงสายลมพัดโชยอ่อนตะวันรอนทำให้ใจหวั่นก้าวเดินใต้แสงแห่งพระจันทร์ไล่ตามฝันหมายไขว่คว้าดาว 

พี่ยาย
เห็นอาหารแล้วหิวเลยอะเจ้าค่ะ แอบเอาคำถามที่บล็อกแกงค์มาตอบที่นี่ละกัน เรื่องจะไปกระท่อมบ้านทุ่งเสี้ยว มีอันต้องเลื่อนไปเรื่อยๆ เพราะว่ามีงานฉุกละหุกหลายอย่างค่ะ แต่วันเด็กว๊างว่าง แล้วยังไงจะโทรไปหานะเจ้าค่ะ งิงิงิ

ป.ล. เรื่องบ้าน จำเป็นต้องซื้อค่ะ เพราะดีกว่าต้องมาเสียเงินค่าเช่าซื้อไว้สำหรับหลานๆ ส่วนคนช่วยผ่อนหายังไงก็หาไม่ได้ แฮะๆๆๆ
ความคิดเห็นที่ 18
สเนล วันที่ : 07/01/2008 เวลา : 12.45 น.
http://www.oknation.net/blog/SNAIL
ใครรีบ  ไปก่อน

เขียนได้น่ากินมาก..หรือนัยหนึ่งเขียนได้อย่างคนเห็นแก่กินจริงๆเลยว่ะ
ฉันอยากกินอึ่ง ฉันเคยกินอึ่งแดก(แบบปลาแดก)ที่อีสาน
เอามาย่างไฟอ่อนๆ อร่อยลืมไม่ลงแต่ทุกวันนี้หากินยากจริงๆ
ความคิดเห็นที่ 17
Jui วันที่ : 07/01/2008 เวลา : 12.13 น.
http://www.oknation.net/blog/jui880

สมัยก่อนโป่งข่ามฮิตมาก
เดี๋ยวนี้ไม่รู้ยังนิยมกันอยู่ไหม
ความคิดเห็นที่ 16
เรือรบเมืองมั่น วันที่ : 07/01/2008 เวลา : 11.20 น.
http://www.oknation.net/blog/ruarob

อยากกินอึ่งจังครับ เคยกินแต่ต้ม อยากลองกินแบบผัดบ้าง

แก้วโป่งข่ามหาได้ง่าย ๆ เชียวหรือครับ ยินดีด้วยจริง ๆ แล้วแก้วขนเหล็กเป็นอย่างไรครับ เหมือนกับในละครของตรี อภิรุมหรือเปล่า
ความคิดเห็นที่ 15
มุสิกะตะวัน วันที่ : 07/01/2008 เวลา : 10.56 น.
http://www.oknation.net/blog/mataharee


สุขภาพแข็งแรง มีความสุข สวัสดีปีใหม่ครับ
ความคิดเห็นที่ 14
ปราณชลี วันที่ : 07/01/2008 เวลา : 10.13 น.
http://www.oknation.net/blog/narapong-sak
  นัยน์ตา...มีตีน   ในตีน...มีแก่นชีวิต   


อะไรเล่าจะอยู่เหนือกาล, ถ้าไม่ใช่สิ่งที่เรียกกันว่า ‘รัก’
‘ทำดี’ ปีใหม่ ๒๕๕๑ เพื่อจะได้เป็นเพื่อนร่วมทางเหนือกาล
- -ขอบคุณในปรารถนาดี.

(ปัญหากรณีหอดูดาวบนดอยอินทนนท์ คืบหน้าไปอย่างไรบ้างครับ?)
ความคิดเห็นที่ 13
Patong วันที่ : 07/01/2008 เวลา : 06.56 น.
http://www.oknation.net/blog/Patong

พวกเราต่างหากที่ห่างไกลและไม่รู้จักความเป็นท้องถิ่น
.....

ใช่เลยค่ะพี่... แถมบางทีไม่รู้แล้วยังคิดเอาเองว่าตัวเองรู้อีกต่างหาก... 555

เอ...แต่ว่าหนูก็สะใภ้ลำปางหนา... แต่ไม่ยักกะได้ยินชื่อหมู่บ้านนี้แฮะ... นั่น...ไม่รู้อีกแระ...

เอนทรี่นี้ได้ใจค่ะพี่ +1
ความคิดเห็นที่ 12
เก็ดถวา วันที่ : 07/01/2008 เวลา : 00.53 น.
http://www.oknation.net/blog/gedtawa
...ขอแต่เพียง ยังยืนหยัดต่อสู้ต่อไป...

หนูเคยได้ยินชื่อค่ะ แก้วโป่งขาม
แต่ไม่นึกว่า มันจะมีขนาดใหญ่แบบที่เห็นในภาพ

เอ่อ ยอดฟักทองผัดไข่ นี่ทำเอาน้ำลายไหล
และท้องร้องโครกคราก ตอนเที่ยงคืน 52 นาทีเลยนะคะ


ความคิดเห็นที่ 11
ศิริณัฏ วันที่ : 06/01/2008 เวลา : 22.43 น.
http://www.oknation.net/blog/dreams

ชอบจังแก้วโป่งข่าม จะลองไปหาบ้าง อิอิอิ
ความคิดเห็นที่ 10
แล่มจันท์พิศาโล วันที่ : 06/01/2008 เวลา : 21.37 น.
http://www.oknation.net/blog/laemkcl

สวัสดีครับ คุณยาย...สบายดีนะครับ
แวะมาอ่านเรื่องแก้วโป่งข่าม อัญมณีที่มีความขลังในตัว
เคยโด่งดังมานานแล้ว สมัยที่ผมเพิ่งมาอยู่ กทม.ใหม่ๆ
เมื่อ 30 ปีก่อน ก็มีการหาและสะสมกัน
แล้วหายไปพักหนึ่ง
เพิ่งมาทราบความเคลื่อนไหวในวันนี้เอง
ก็ดีใจ หากแก้วโป่งข่ามจะกลับเป็นที่นิยมกันอีกครั้งหนึ่ง
ขณะเดียวกัน ก็ได้อ่านวิถึชีวิตของชาวบ้าน
ที่อยู่ง่ายกินง่าย ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงจริงๆ
...ขอให้รักษาสุขภาพด้วยนะครับ.....
ความคิดเห็นที่ 9
เจริญขวัญ วันที่ : 06/01/2008 เวลา : 21.27 น.
http://www.oknation.net/blog/charoenkwan

เจริญขวัญไปเข้าค่ายกับเด็กพิการมาเหรอ มีหนังสือแปลเล่มหนึ่ง ที่เขียนถึง คนที่ไปเป็นพี่เลี้ยงเด็กพิการเข้าค่าย
ดูสิพี่จำชื่อหนังสือเล่มนั้นไม่ได้ เป็นงานแปล

...........

แวะมาอีกรอบ มาตอบที่ถามไว้ สมัยปีนั้นเคยทำข่าวค่ายเด็กพิการค่ะ เห็นแล้วก็ออกมาเป็นบทกวี หรืออะไรไม่รู้แหละ กึ่งๆ อย่างที่พี่เห็น

ส่วนหนังสือเล่มนั้น น่าจะเป็นเรื่องประคำลูกโอ้ค แปลโดยคุณมนันยา ที่จำได้ เพราะเล่มนั้น หนูเป็นรองบรรณาธิการสนพ เขียนคำนำหนังสือเล่มนั้นเอง แหะๆ
ความคิดเห็นที่ 8
มะอึก วันที่ : 06/01/2008 เวลา : 20.45 น.
http://www.oknation.net/blog/panakom

พูดถึงโป่งข่าม พ้มละชอบอยู่พักหนึ่งทีเดียวครับ
หัวแหวนเม็ดเบ้อเริ่ม
.
ตอนนี้ไม่ได้ใส่แล้วครับ
.
ความคิดเห็นที่ 7
เจริญขวัญ วันที่ : 06/01/2008 เวลา : 20.41 น.
http://www.oknation.net/blog/charoenkwan

พี่ยาย สมัยเด็กๆ มีหนังไทยเรื่อง แก้วขนเหล็ก พี่ได้ดูมั้ยคะ พ่อแม่พาไปดู ตอนนั้น กลัวมากๆ เลย กลัวแบบจับจิตจับใจ รู้สึกว่าจะเป็นหนังผีหรือไงเนี่ย

โป่งขามนี่มีในอำเภอนี้เหรอ เพิ่งรู้เลย แล้วมันหาง่ายมั้ยคะ พี่

เห็นผักกูดแล้วอยากกินจัง พี่ แต่ที่อยากมากๆ คือ ตัวต่อ แต่ก่อน เวลากลับบ้านปู่ย่าที่นครศรีธรรมราช ญาติฝั่งพ่อจะเอาต่อทอดหรือคั่วไม่รู้ มาให้กิน ถือว่าเป็นของกินดีๆ อร่อยมากๆ

ตอนนี้ เป็นอารมณ์อึ้งๆ เศร้าๆ เย็นๆ วังเวงๆ เหมือนกัน พี่ยาย ไม่รู้เป็นอะไร คงผสมกัน อากาศ การสูญเสีย และเรื่องของฟักแม้ว
ความคิดเห็นที่ 6
Dogstar วันที่ : 06/01/2008 เวลา : 19.40 น.
http://www.oknation.net/blog/dogstar

พูดถึงอึ่งนะคะ ตอนเด้กๆมีคนจากลัาปางมาเช่าบ้านคุณยาย
ที่บ้านวัดเกตุค่ะ จัาได้ว่าทุกปีเขาจะเอาอึ่งมาขายทั้งที่ยังเป็นนๆ
และที่ตายแล้วคือตากแห้งแล้วเรียกว่า ค่าว ในท้องมีแต่ไข่เต็ม
ไปหมดเห็นลูกๆบ้านนี้เอามาทานอย่างอร่อยแต่dogstar
กลัวไม่กล้าทาน ที่ยังเป็นๆใส่กระสอบหรือเข่งไว้(น่ากลัวจะ
ไม่ใช่อึ่งอาจเป็นกบก็ได้)ร้องเสียงดังหลายคืนเชียวค่ะค่ะ
เคยล้อเพื่อนคนหนึ่งตัวดําคลํ้า อ้วนและนอนเก่ง ว่า
" นอนผึ่งเหมือนอึ่งอาบแดด