• ดร.ปานปรีย์
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : parnpreeb@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-10-10
  • จำนวนเรื่อง : 11
  • จำนวนผู้ชม : 3884
  • จำนวนผู้โหวต : 47
  • ส่ง msg :
ดร.ปานปรีย์ พหิทธานุกร
พูดคุยเหตุบ้านการเมือง, เศรษฐกิจเรื่องราวต่างๆ วิเคราะห์อย่างเป็นกลาง
Permalink : http://www.oknation.net/blog/parnpree
วันพฤหัสบดี ที่ 3 กรกฎาคม 2551
ปัญหาประสาทพระวิหาร ผ่านมุมมอง ม.190
Posted by ดร.ปานปรีย์ , ผู้อ่าน : 628 , 10:58:43 น.  
พิมพ์หน้านี้


“ปราสาทพระวิหาร” กำลังเป็นประเด็นร้อนทางการเมืองทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ  ที่รัฐบาลไทยและรัฐบาลกัมพูชา ต่างมีหน้าที่ต้องแสดงความชัดเจน และนำเสนอข้อมูลอย่างเปิดเผย  เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องของประชาชนทั้งสองประเทศ

ล่าสุดเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2551 คณะรัฐมนตรีของไทยได้มีมติให้กระทรวงการต่างประเทศทำหนังสือระงับการใช้บังคับแถลงการณ์ร่วมการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ต่อทางการกัมพูชา ยูเนสโก และคณะกรรมการมรดกโลก หลังจากที่ศาลปกครองได้มีคำสั่ง เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2551 กำหนดมาตรการหรือวิธีการคุ้มครองเพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราว ก่อนการพิพากษากรณีปราสาทพระวิหารในการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกต่อองค์การยูเนสโก

เรื่องปราสาทพระวิหารนี้ ถือเป็นปัญหาใหญ่ที่รัฐบาลไทยและกัมพูชาในฐานะเพื่อนบ้านต้องหาทางออกที่เหมาะสม เพื่อความสัมพันธ์ที่ดีของทั้งสองประเทศ

จากความเห็นที่หลากหลายของฝ่ายไทย ทั้งรัฐบาล ฝ่ายค้าน ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ นักวิชาการ สื่อมวลชน กลุ่มพันธมิตรฯ ประชาชน รวมทั้งความเห็นของศาลปกครอง ต่างมีมุมมองที่แตกต่างกัน

สุดท้ายแล้วก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า เรื่องนี้จะจบลงอย่างไร

ผมในฐานะที่เป็นคนไทย ก็อดไม่ได้ที่จะขอร่วมแสดงความคิดเห็น แต่คงจำกัดได้เพียงเฉพาะมาตรา 190 ในรัฐธรรมนูญ ปี 2550 เนื่องจากได้ติดตามเรื่องเกี่ยวเนื่องกับมาตรานี้มาตลอด

ลำดับเหตุการณ์สำคัญ ที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการพิจารณาว่าประเด็นปัญหาเรื่องปราสาทพระวิหารนี้ “เข้าข่ายมาตรา 190” หรือไม่...  มีดังนี้ คือ

1.  หากย้อนกลับไปเกือบ 2 ปีที่ผ่านมา ที่กัมพูชาเริ่มขอขึ้นทะเบียนประสาทพระวิหาร โดยที่ไทยและกัมพูชาได้เจรจาเรื่องการขึ้นทะเบียนนี้มาโดยตลอด

จนกระทั่งเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2550 ที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลก (World Heritage Committee) ครั้งที่ 31 ที่ประเทศนิวซีแลนด์ ได้จัดทำผลรายงานการประชุมตัดสินใจ (Decision Report) โดยบันทึกผลการหารือสองฝ่าย ระหว่างคณะผู้แทนฝ่ายไทยและฝ่ายกัมพูชาว่า ทั้งสองฝ่ายได้มีข้อตกลงร่วมกัน (full agreement) ที่จะรับรองปราสาทพระวิหารให้เป็นมรดกโลก อีกทั้งสองฝ่ายยังได้ตกลงให้ฝ่ายกัมพูชาเป็นผู้ยื่นขอจดทะเบียนปราสาทพระวิหารในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลก ครั้งที่ 32 ณ ประเทศแคนาดา ในเดือนกรกฎาคม ที่จะถึงนี้ ด้วยการสนับสนุนอย่างจริงจัง(active support) จากฝ่ายไทย [Decisions Adopted at the 31st Session of the World Heritage Committee (Christchurch, 2007), UNESCO; WHC-07/31.COM/24 Paris, 31 July 2007; page 153-154]

2. เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2551 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย แถลงผลการหารือร่วมระหว่างไทยกับกัมพูชา โดยกล่าวว่า

“กัมพูชายินดียอมรับการเปลี่ยนแปลงการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหาร โดยจะขอขึ้นทะเบียนเฉพาะตัวปราสาทเป็นมรดกโลก และการหารือระหว่างสองประเทศได้มีการบันทึกเป็นร่างแถลงการณ์ร่วม (Joint Communiqué) และแต่ละฝ่ายจะนำกลับไปหารือเพื่อขอความเห็นชอบจากรัฐบาล”

จากนั้น ตามที่ปรากฎเป็นข่าว คือ คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้ความเห็นชอบแถลงการณ์ร่วมการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหาร เป็นมรดกโลก เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2551 [มติชน วันที่ 24-25 พฤษภาคม 2551]

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณารัฐธรรมนูญปี 2550 มาตรา 190 ซึ่งได้กำหนดวิธีและขั้นตอนการทำหนังสือสัญญาระหว่างประเทศไว้ชัดเจนว่า “การดำเนินการใดๆ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับข้อตกลงสัญญาระหว่างประเทศ ก็สมควรที่จะปฏิบัติตามมาตรา 190 อย่างเคร่งครัด แม้จะเป็นเรื่องใหม่ที่ภาครัฐยังไม่มีความคุ้นเคยมากนัก และหลายครั้งเกิดความสับสนในการปฏิบัติก็ตาม”

เรื่องทำนองนี้ ในบางกรณีจะมีการกล่าวหาว่า พยายามหลีกเลี่ยงการใช้มาตรา 190 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ข้อตกลงที่ไม่ได้ระบุประเภทของสัญญา ที่มีนัยในเรื่องความผูกพันและข้อตกลงระหว่างประเทศอย่างชัดเจน”  เช่น  การแถลงการณ์ร่วม (Joint Communiqué) ปฏิญญา (Declaration) ข้อตกลง (Agreement) บันทึกข้อตกลง (MOU) การแลกเปลี่ยนพิธีสาร (Exchange of notes) เป็นต้น

หรือแม้แต่ข้อความที่ระบุไว้ว่า “คู่เจรจาสองฝ่ายได้บรรลุข้อตกลงกัน และได้บันทึกไว้เป็นมติที่ประชุม” เช่น รายงานการประชุมตัดสินใจ (Decision Report) รวมทั้งการแถลงการณ์ร่วม (Joint Communiqué) ดังที่ผมได้ยกตัวอย่างไปแล้วข้างต้น

เพราะถึงแม้ในกรณีนี้จะไม่ได้ระบุว่า มีการลงนามหรือไม่  ซึ่งโดยปกติแล้ว Decision Report กับ Joint Communiqué  จะไม่ลงนาม

ตรงนี้ก็อาจต้องพิจารณาต่อไปว่าเข้าข่ายมาตรา 190 หรือไม่

เมื่อเกิดปัญหาในการตีความว่า จะเป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 190 หรือไม่ สุดท้ายก็เสียเวลาไปเริ่มกระบวนการตรวจสอบใหม่ และหากพบว่าเข้าข่ายมาตรา 190 ข้อตกลงนั้นอาจเป็นโมฆะได้

กรณีหลังนี้ ก็ไม่น่าเป็นผลดีกับประเทศไทยเท่าไหร่นัก เช่นเดียวกับกรณีประสาทพระวิหาร หากดำเนินการตามมาตรา 190 ตั้งแต่ต้น ปัญหานี้คงไม่เกิดขึ้น เพราะทุกขั้นตอนต้องปฏิบัติตามที่ระบุไว้ในมาตรา 190 และยังต้องได้รับความเห็นชอบจากการประชุมร่วมรัฐสภา ซึ่งถือเป็นผู้แทนประชาชนอีกด้วย

ผมเคยแสดงความคิดเห็นต่อกรณีมาตรา 190 มาแล้ว เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2550 ในเว็บไซด์ (www.parnpree.com) เพราะประเมินได้ว่า มาตรานี้อาจทำให้เกิดอุปสรรคในการเจรจาข้อตกลงระหว่างประเทศ และอาจมีผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้ หากไม่วางแนวทางการปฏิบัติให้ชัดเจน

โดยเสนอว่า ควรให้ส่วนราชการได้มีการประชุมหารือกันว่า เรื่องประเภทใดบ้างที่เข้าข่ายมาตรา 190 และขั้นตอนในการปฏิบัติควรดำเนินการอย่างไร เพราะการมีคู่มือในเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญที่จะลดปัญหาในอนาคตได้

นอกจากนั้นรัฐธรรมนูญได้กำหนดว่า ต้องมีกฎหมายว่าด้วยการกำหนดขั้นตอนอีกด้วย

ทว่ามาจนถึงขณะนี้ ก็ยังไม่แล้วเสร็จ

มาตรา 190 ในรัฐธรรมนูญปี 2550 หากดูผิวเผิน อาจไม่สำคัญมากนัก แต่ถ้าได้ศึกษาดูเนื้อหาในมาตรานี้ จะพบทั้งส่วนที่เป็นคุณ เช่น กรณีที่รัฐสภาต้องให้ความเห็นชอบกับหนังสือสัญญาระหว่างประเทศ แต่ในขณะเดียวกันก็อาจเป็นโทษ หากปราศจากความชัดเจนในการปฏิบัติและดำเนินการ

กรณีปัญหาปราสาทพระวิหารนี้ คงได้บทเรียนรุนแรงพอที่จะทำให้ผู้เกี่ยวข้องภาครัฐตื่นขึ้นมา และให้ความสำคัญกับมาตรา 190 มากกว่านี้

หรือจะต้องรอผลการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญทุกกรณีไป

****************************
2 กรกฎาคม 2551


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 7
ลุงต้าลี่ วันที่ : 04/07/2008 เวลา : 10.46 น.
http://www.oknation.net/blog/loongdali

เคยขึ้นไปเที่ยวได้สบาย กลายเป็นปัญหาซะแล้ว
ความคิดเห็นที่ 6
ศุภศรุต วันที่ : 04/07/2008 เวลา : 09.15 น.
http://www.oknation.net/blog/voranai
เรื่องราวหลากหลายในมุมมองของนักมานุษยวิทยา

แต่ถ้าไม่มีผล ที่เกี่ยวกับการปักปันพรมแดน เพราะการขึ้นมรดกโลกไม่เกี่ยวกับเรื่องอธิปไตย หรือดินแดนล่ะครับ

เป็นเรื่องภายในประเทศ แต่ตั้งติดพรมแดน และให้เพื่อนบ้านรับรองเขต

หากมาตรา 190 มีผลให้การลงนามโมฆะ

แต่ทาง Unesco ไม่มี 190 แล้วยินยอมขึ้นทะเบียนให้

ฝ่ายไทยจะต้องประท้วงเข้าไปใน Unesco ว่าต้องฟังกฏหมายไทย

หรือ ประท้วงว่า ไม่ยอมรับเขตชายแดนที่ติดกับเขาพระวิหาร

โดยไปอ้าง เรื่องปี 2505 ที่อ้างอีกว่าไทยไม่ยอมรับ
แต่ปีก่อนหน้านั้น 190 ไม่มี ย้อนหลังไม่ได้ และรัฐมนตรีมีมติยอมรับไปแล้ว

190 จะเอามาใช้เพื่ออะไรครับ
- เอาเขาพระวิหารคืน
- ปันปันพรมแดนใหม่
- ไม่ให้เขมรได้มรดกโลก
- ไทยต้องได้มรดกโลกด้วย

เอากฏหมายไทยไปพูดกับต่างประเทศ ต่อรอง อะไรครับ
- เขมรต้องขึ้นมรดกโลกร่วมกับไทย / เขาบอกแล้วว่าไม่เอา
- ในเมื่อไม่เอาเองก็ขึ้นไม่ได้ เพราะแผนที่ผิด / แผนที่เขมรใช้ปี 2505 ตามศาลโลกและเป็นที่รับรู้กันทั่วโลก
- ต้องปักปันพรมแดนก่อน ห้ามขึ้นเพราะไทยไม่รับรองและไม่สนใจการลงนามของรัฐมนตรีนพดล / แต่ตอนนี้ผู้แทนไทยตามรัฐธรรมนูญคือนพดล และ การปักปันพรมแดนเฉพาะเขาพระวิหารเสร็จไปตั้งแต่ปี 2505 แล้ว


สรุป
- นพดลขายชาติ
- สมัครนอมินี
- เขมรจะเป็นอย่างไรก็ช่าง เรื่องมากเดี๋ยวทำสงคราม

คิดเรื่อยเปื่อยนะครับ ว่ากันไปตามเนื้อผ้า ไม่ได้ย้อมสี ย้อมฝ่าย ครับ



ความคิดเห็นที่ 5
คนกุลา วันที่ : 03/07/2008 เวลา : 19.29 น.
http://www.oknation.net/blog/konkula

เห็นด้วย เรื่องวางแนวทางให้ชัด ครับ

แต่กรณีนี้ น่า จะเข้าข่าย ม.190 นะครับ


ความคิดเห็นที่ 4
ฟ้าสางที่บางแสน วันที่ : 03/07/2008 เวลา : 15.12 น.
http://www.oknation.net/blog/buraphadialysis
 ครั้นเจ้าได้ขี่ซ้างกั้งฮ่มสัปทน อย่าได้ลืมคนจนผู้แห่นำตีนช้าง

เงื่อนงำ ซ่อนเร้น ดื้อดึง ไขสือ รวบรัด ที่จะปฏิบัติ ทั้งที่

ไทยมิอาจได้ประโยชน์อันใดจากเรื่องนี้เลย..............นี่

เหรอผู้แทนราษฎรไทย

ท้ายสุดที่ศาลสั่งแล้ว..........ปากก็ยอมรับการตัดสินของ

ศาล แต่ใจก็คิดจะทำต่อไปอีกโดยหาวิธีการต่างๆ เช่น

ศาลมีคำสั่งตอน 2.00 น.ก็อ้างว่าตื่นไม่ทันกำลังฝันอยู่

แม้นจะศาลจะตัดสินให้......ตายสักร้อยรอบ.............

ก็คงไม่สาสมกับความผิดที่กระทำ............................

ตราบาปครั้งนี้.....................เกินกว่าคำว่า " ชั่ว "
ความคิดเห็นที่ 3
นายหมอดี(แท้) วันที่ : 03/07/2008 เวลา : 14.29 น.
http://www.oknation.net/blog/NARKA

ผมมองว่า เป้าหมายรัฐบาล"ถูก"มีผลประโยชน์ร่วมกันแน่นอน
แต่กระบวนการทางรัฐสภาฯหรือพันธมิตร"ผิด" ไทยจะเสียประโยชน์แน่นอน
ที่ว่าถูกเพราะเขมรหากอัพเกรดเขาพระวิหารได้โดยไทยหนุนแล้ว ผลประโยชน์ในทางขึ้นทางเดียว ย่อมใช้ประโยชน์ร่วมกันได้แน่นอนเหมือน46ปีที่ผ่านมา แต่ปัจจุบันหากตัววิหารได้เป็นมรดกโลก ก็จะมีนักท่องเที่ยวมากขึ้น ไทยเขมรก็อิ่มในรายได้ที่เพิ่มมากขึ้นกว่า46ปีที่ผ่านมา
แต่ถ้ากระบวนการทางรัฐสภาทำเหตุ
ประการแรกเขมรลำคาญปิดทางเข้าแล้ว นี่ ท้องที่เสียรายได้ไปเท่าใด
ประการสองถ้ายูเนสโก้ให้ได้เป็นมรดกโลกโดยไม่มีไทยหนุน(เพราะบ้านของเขา)
เขมรอาจปิดทางขึ้นถาวร แล้วให้ญี่ปุ่นช่วยสร้างทางและกระเช้าขึ้นทางหน้าผา
ประเด็นนี้สมน้ำหน้าพวก"สร้างเหตุ"ที่สุด อดอยากปากแห้งกันแน่
เห็นข่าวท้องที่เตรียมรับสถานะการณ์แล้ว โดยจะติดกล้อง"ส่อง"ดูปราสาท เหมือนหมาเห็นเครื่องบิน ตุ๊ยส์
ที่อ้างว่าจะเสียดินแดนนั้น หากเสียจริงก็ต้องล้มประเทศไทยแล้ว
กุเรื่องเพื่อหวังผลทางการเมืองทั้งเพ
พันธมิตร สว.และฝ่ายค้านอาจหลอกคนอื่นๆได้ แต่หลอกผมไม่ได้
นี่ปองพลบินไปแล้ว จะไปอ้อนให้ชลอวาระ จะเจรจากับเขมร ขอขึ้นร่วมกัน ปรับพื้นที่ซับซ้อนเป็นพื้นที่พัฒนาร่วม
ตุ๊ยส์ เขมรคงยอมหรอก
ผมเป็นเขมรก็ไม่ยอม จะขอขึ้นคนเดียวโดยไทยไม่ต้องเกี่ยว ถ้ายูเนสโก้ไม่ยอม ผมก็จะปิดทางขึ้นถาวรเสีย สมน้ำหน้า
ความคิดเห็นที่ 2
มอเตอร์ไซร์พฤษภา วันที่ : 03/07/2008 เวลา : 12.31 น.

ขอแสดงความคิดเห็นนะครับ การกระทำครั้งนี้ของ รมต.ต่างประเเทศ ยังไงก็ดูเหมือนมีอะไรแอบแฝง ซ่อนเร้นอยู่ นักการเมืองบ้านเราขาดความจริงใจในการบริหารประเทศ รัฐธรรมนูญจะฉบับไหนก็ไม่ศักดิ์สิทธิ์สมบูรณ์แบบ ถ้าผู้ใช้ไม่ปฏิบัติในทาง คุณธรรม ศีลธรรม นำมาเป็นหลัก
ความคิดเห็นที่ 1
feng_shui วันที่ : 03/07/2008 เวลา : 11.18 น.
http://www.oknation.net/blog/buzz
feng_shui

ล่าสุดยูเนสโกมีบันทึกแถลงมาแลว คงต้องติดตามกันค่ะ


ขอบคุณค่ะ
แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน