พิมพ์หน้านี้
|
มาถึงเวลานี้ เหล่าทหารต่างต้องการจะกลับและยื่นคำขาดว่าจะไม่เคลื่อนทัพต่ออีกแล้ว อเล็กซานเดอร์ทรงพิโรธมาก แต่ในที่สุดก็ยอมถอนทัพกลับ โดยพระองค์อ้างว่าเป็นเทวบัญชาจากเทพเจ้าเบื้องบน โดยอเล็กซานเดอร์ได้สั่งให้ นายพลนีอาร์คุส พระสหายนำทหารส่วนหนึ่งไปทางเรือ ขณะที่พระองค์นำทัพ 85000 นาย เดินทางไปทางบก โดยระหว่างทางได้เข้าโจมตีหัวเมืองต่างๆตามรายทางที่ผ่าน แต่ทุกเมืองล้วนยอมจำนนแต่โดยดี จนกระทั่งมาถึงเมืองเล็กๆแห่งหนึ่งที่ไม่ยอมจำนน พระองค์จึงสั่งให้โจมตีทันที แต่ระหว่างรอจัดทัพ พระองค์ทรงรำคาญพระทัยกองทัพใหญ่ที่ชักช้าจึงเข้าโจมตีเมืองพร้อมทหารรักษาพระองค์สามคน เมื่อกองทัพใหญ่ตามไปถึงก็เห็นพระองค์ฟุบอยู่ภายใต้ศพที่ทับถมกันขององครักษ์ทั้งสามซึ่งมีลูกธนูปักเต็มร่าง แม้จะทรงปลอดภัย แต่การบาดเจ็บครั้งนี้ก็ทำให้สุขภาพของพระองค์แย่ลง เมื่อกองทัพมาถึงทะเลทรายเจโดรเซีย (อยู่บริเวณพรมแดนอิหร่านและปากีสถาน) พระองค์ได้นำทัพข้ามทะเลทรายอันแห้งแล้ง ไพร่พลและสัตว์พาหนะขาดแคลนน้ำจนล้มตายลงเป็นอันมาก)
ในปีที่ 324ก่อนคริสตกาล เมื่อเดินทางมาถึงเปอร์เซีย พระองค์ได้มีรับสั่งให้เกณฑ์ชายหนุ่มเชื้อสายขุนนางเปอร์เซียจำนวน 30,000 คน เข้ารับการฝึกยุทธวิธีรบแบบกรีก เพื่อมาทดแทนขุนนางมาซิโดเนียที่ล้มหายตายจากไป นอกจากนี้พระองค์ยังได้จัดให้มีการแต่งงานระหว่างทหารกรีก 10000 คน กับหญิงสาวเปอร์เซีย 10000 คน และนายทหารกับหญิงเปอร์เซียชั้นสูงอีก 80 คู่ ส่วนพระองค์เองก็ได้อภิเษกสมรสกับพระธิดาของกษัตริย์ดาริอุส นามว่า เจ้าหญิงบาร์สิน่าด้วย ทั้งนี้เพื่อผูกสัมพันธ์ระหว่างมาซิโดเนียกับเปอร์เซีย ในปีเดียวกันนั้นเอง ฮิสฟาเทียนพระสหายสนิทได้ล้มป่วยและเสียชีวิตโดยไม่ทราบสาเหตุ อเล็กซานเดอร์ทรงโศกเศร้ามากและได้สั่งให้จับหมอผู้รักษาไปตรึงกางเขน ในช่วงนี้พระพลานามัยของพระองค์แย่ลงมากกว่าเดิม ทั้งอาการบาดเจ็บจากแผลธนูและพิษสุราเรื้อรัง อันเป็นผลมาจากการที่ทรงดื่มหนักมาตลอด นอกจากนี้พระอารมณ์ยังแปรปรวนและเหี้ยมโหดยิ่งขึ้น วาระสุดท้ายจอมราชันย์ในปีที่ 323ก่อนคริสตกาล อเล็กซานเดอร์ได้เสด็จมายังนครบาบิโลน พระองค์สั่งให้ระดมพลโดยมีแผนการณ์จะทำสงครามกับพวกอาหรับและอาณาจักรคาเธจ แต่ทว่าอเล็กซานเดอร์ได้ทรงพระประชวรกะทันหัน พระอาการทรุดหนักลงอย่างรวดเร็ว ข่าวลือแพร่ไปทั่วกองทัพว่าเจ้าเหนือหัวจะทรงสวรรคต ทำให้เหล่าทหารต่างตื่นตระหนก แม้ว่าพระองค์จะทรงมีพระนิสัยที่แปรปรวนในระยะหลังบ้าง แต่เหล่าทหารจำนวนมากทั้งที่เป็นชาวมาซิโดเนียและชนชาติอื่นๆก็ยังรักและเคารพพระองค์อยู่ บรรดาไพร่พลต่างขอเข้าเฝ้าเยี่ยมพระอาการ พระองค์ให้ทหารทุกคนเดินผ่านที่ประทับเข้ามาทำความเคารพ ทหารหัวใจของเหล่าทหารต่างโศกเศร้าเมื่อทราบข่าวร้าย แม้จะตรัสอันใดไม่ได้แต่พระเจ้าอเล็กซานเดอร์ก็พยายามแสดงให้เหล่าทหารทราบว่าพระองค์ยังจำพวกเขาได้ทุกคน และแล้วในวันที่ 10 มิถุนายน ปีที่323 ก่อนคริสตกาล พระเจ้าอเล็กซานเดอร์ก็เสด็จสวรรคต จักรวรรดิของพระองค์ถูกแบ่งปันในหมู่แม่ทัพคนสำคัญ กล่าวคือ คาสซานเดอร์ปกครองมาซิโดเนียไลซิมาคัสปกครองกรีก ปโตเลมีปกครองอียิปต์ อันติโกนัสปกครองเอเชียไมเนอร์ ส่วนเซเลยูคัสปกครองซีเรียและเอเชียกลาง ทางด้านอินเดียนั้น พระเจ้าโพรัสนำกองทัพปัญจาบลุกฮือขับไล่ทัพกรีกออกไปได้สำเร็จ ทางด้านมาซิโดเนีย เจ้าหญิงร็อกซาน่าพระชายาเอกของพระองค์ได้สังหารพระธิดาบาร์สิน่าของกษัตริย์เปอร์เซียผู้เป็นพระชายารองของอเล็กซานเดอร์อย่างเหี้ยมโหด ก่อนจะพาพระโอรสหนีไปอยู่กับพระนางโอลิมเปียสพระมารดาของอเล็กซานเดอร์ ทั้งสองพระองค์พยายามเรียกร้องสิทธิในบัลลังก์และขัดแย้งกับนายพลคาสซานเดอร์ แม่ทัพผู้ดูแลมาซิโดเนียจนกลายเป็นสงครามกลางเมืองและในที่สุด ทั้งพระนางโอลิมเปียส เจ้าหญิงร็อกซาน่าและพระโอรสก็ถูกปลงพระชนม์จนหมดสิ้น และเป็นอันสิ้นสุดราชวงศ์ของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์ลง
นี่แหละครับชีวประวัติของมหาราชผู้ยิ่งใหญ่ของโลกพระองค์หนึ่ง นักประวัติศษสตร์และนักวิชาการด้านศาสนาได้ออกความเห็นว่า ถ้าพระองค์มิได้ทรงนำทัพและนำเอาอารยธรรมกรีกมาถึงอินเดีย ณ เวลานั้น ศาสนาพุทธก็อาจไม่มีพระพุทธรูปหรืออาจเป็นพระพุทธรูปในลักษณะอื่นที่ผิดแผกไปจากปัจจุบันนี้ก็ได้ครับ ถึงตรงนี้ ขอเรียนถามนิดหนึ่งครับว่า บล็อกเกอร์ท่านใดที่สนใจจะจัดพิมพ์หนังสือสารคดีท่องเที่ยว กรุณาติดต่อผมสักนิดนะครับ อยากให้ผลงานที่ผมเขียนเองแบบอิสระได้เผยแพร่สู่สาธารณะน่ะครับ ขอบคุณล่วงหน้าครับ |