• คนเล่าเรื่อง
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : danai1970@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-06-19
  • จำนวนเรื่อง : 35
  • จำนวนผู้ชม : 14755
  • จำนวนผู้โหวต : 19
  • ส่ง msg :
รวมเรื่องอดีต
สวัสดีครับ บล็อกที่เปิดใหม่นี้ ผมตั้งใจที่จะบอกเล่าหรือลอกเรื่องราวต่างๆ ทางประวัติศาสตร์ในแง่มุมต่างๆ ทั้งที่ เป็นเรื่องราวยิ่งใหญ่ระดับพลิกโลก โศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ หรือเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่ชวนรู้ครับ
Permalink : http://www.oknation.net/blog/past
วันศุกร์ ที่ 16 พฤศจิกายน 2550
จอห์น ราเบ้ นาซีเยอรมันผู้ได้รับสมญาว่าเป็น ออสการ์ ชินด์เลอร์แห่งเอเชีย
Posted by คนเล่าเรื่อง , ผู้อ่าน : 301 , 13:41:52 น.  
พิมพ์หน้านี้


ผมได้อ่านหนังสือเรื่อง Rape of Nanking ของ Iris Chang (ที่บัดนี้ฆ่าตัวตายไปแล้วตั้งแต่ยังสาว) ในฉบับภาษาอังกฤษโดยเทียบกับฉบับภาษาไทยที่คุณฉัตรนคร องคสิงห์ได้แปลเอาไว้เมื่อ 2-3 ปีก่อน แล้วได้ดูวีซีดีเรื่อง Don’t cry Nanking ที่สร้างเมื่อปี ค.ศ. 2538 หรือ 12 ปีมาแล้ว พบว่ามีความคลาดเคลื่อนอยู่บางประการในเนื้อหาของหนังกับรายละเอียดในประวัติศาสตร์  และหนังยังละเลยบทบาทของคนตะวันตกกลุ่มหนึ่งที่ได้มีบทบาทสำคัญในการช่วยเหลือชาวจีนในนานกิงไว้เป็นจำนวนมากจนผมสงสัยว่า ทำไมผู้สร้างจึงแทบไม่ได้ให้ความสำคัญแก่เขาและพวกบ้างเลย  ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริง ชาวนานกิงและองค์กรต่างๆ ในเมืองนานกิงต่างยกย่องเทิดทูนเขาราวกับพระโพธิสัตว์ผู้ไถ่ชีวิตพวกเขา  แต่ผมมาคิดได้ทีหลังว่า  คนจีนก็ไม่ค่อยชอบพวกฝรั่งอั้งม้อนัก  เพราะพวกนี้ก็เคยรังแกพวกเขามาก่อนหน้าที่ญี่ปุ่นจะผงาดขึ้นมา

โปสเตอร์หนังเรื่อง Don't cry Nankingหรือชื่อภาษาไทยว่า สงครามอำมหิตปิดตาโลก


ต่อไปนี้  เป็นเรื่องราวของเขาซึ่งผมขออนุญาตซึ่งคัดลอกมาจาก http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=historyandphilosophy&date=14-05-2007&group=3&gblog=34
 

นะครับ  เพราะบอกตรงๆ ว่าไม่มีเวลาเรียบเรียง  ครั้นจะแปลมาจากหนังสือก็คงจะยืดยาวจนน่าเวียนหัว  แล้วสำนวนแปลคงโดนวิจารณ์แหลกแหงๆ (เพราะผมถนัดแต่งานวิชาการด้านวิทยาศาสตร์มากกว่าครับ)


สงครามและคนที่ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นวีรบุรุษ :ชินด์เลอร์แห่งเมืองนานกิง

 

เกิดความโกลาหลขึ้นบนท้องถนนในเมืองนานกิงเมื่อเดือนธันวาคมปี 1937 เมื่อกองทัพญี่ปุ่นโจมตีกำแพงที่สร้างในสมัยราชวงศ์หมิงที่โอบล้อมเมืองหลวงของจีนในขณะนั้น สิ่งนี้ทำให้เกิดการสังหารหมู่จนกลายเป็นชื่อที่รู้จักกันว่า "การข่มขืนเมืองนานกิง"ตามชื่อเก่าของเมือง
ชาวเมืองหลายพันหลายหมื่นคนถูกสังหารโดยกองทัพญี่ปุ่น แต่สำหรับใครหลายคน มีคนมาช่วยชีวิตเขาไว้ได้ทัน คนๆ นั้นคือสมาชิกพรรคนาซีผู้ซึ่งให้ชาวจีนได้พักพิงในสวนของบ้านที่สร้างจากอิฐสีเทาอันหรูหราใกล้ๆ กับมหาวิทยาลัย ทำให้สามารถช่วยชีวิตคนได้มากว่าสองแสนห้าหมื่นคน

จอห์น ราเบ้

John Rabe ได้นำกลุ่มมิชชันนารี ,นักธุรกิจและนักวิชาการชาวตะวันตกในการติดตรากาชาดที่เขียนไว้บนผ้าปูเตียงไว้รอบ ๆ พื้นที่สองหรือสามตารางกิโลเมตร คนกว่าสองแสนห้าหมื่นคนที่สามารถเข้าไปข้างในเขตปลอดภัยสามารถรอดมาได้ แต่สามแสนคนที่ข้างนอกเขตปลอดภัยของนานาชาติกลายเป็นเหยื่อของการสังหารหมู่แห่งเมืองนานกิง
พร้อมปลอกแขนรูปสวัสดิกะ ราเบ้ดูไม่น่าจะเป็นวีรบุรุษ แต่ความกล้าหาญและวิธีการที่ปราศจากการคำนึงถึงตัวเองที่เขาในการสร้างเขตปลอดภัยสำหรับชาวเมือง เขาจึงกลายเป็น "พระโพธิสัตว์ในร่างมนุษย์แห่งเมืองนานกิง" เรื่องราวของเขากำลังจะกลายเป็นหนังฮอลลีวู๊ดในไม่ช้า และมหาวิทยาลัยนานกิงได้เปลี่ยนบ้านของราเบ้ให้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์ จากความช่วยเหลือของบริษัทเก่าของเขาคือซีเมนส์

กองทัพญี่ปุ่นบุกนานกิง

กองทัพญี่ปุ่นได้โจมตีภาคพื้นดินในวันที่สิบ ธันวาคมและเมืองก็ถูกยึดได้ในสามวันหลังจากนั้น และเป็นจุดเริ่มต้นของการข่มขืนเมืองนานกิงที่กินเวลากว่าหกอาทิตย์ ทางจีนบอกว่าชาวจีนสามแสนต้องเสียชีวิต ถึงแม้ทางญี่ปุ่นจะยืนยันว่าจำนวนต่ำกว่านั้น พยานกล่าวว่าเชลยชาวจีนถูกทรมาน เผาและฝังทั้งเป็น ตัดคอ ถูกดาบปลายปืนเสียบและถูกกราดยิงหมู่ ผู้หญิงและเด็กสาวชาวจีนกว่าแปดหมื่นคนถูกข่มขืน และมากกว่านั้นถูกสังหารและถูกบังคับให้เป็นทาสบำเรอกาม เหตุการณ์เช่นนี้ได้สร้างรอยแผลทางใจรอยใหญ่ไว้กับจีนและยังคงเป็นอุปสรรค์สำคัญสำหรับความสัมพันธ์ระหว่างกรุงปักกิ่งและกรุงโตเกียวจนถึงทุกวันนี้

การบรรยายของเรเบ้ต่อการสังหารหมู่ครั้งนี้ในไดอารี่กว่าพันสองร้อยหน้านั้นดูน่าสะเทือนใจและเต็มไปด้วยลายละเอียด และถึงแม้จะหายไปเป็นเวลาหลายปี มันกลายเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญยิ่งนัก
"หากผมไม่เห็นมันด้วยสายตาของตัวเอง ผมก็จะไม่เชื่อเป็นอันขาด" พวกเขา (ทหารญี่ปุ่น)ฟังหน้าต่างและประตูเข้ามายึดฉวยเอาสิ่งที่ตนอยากได้ ผมเห็นด้วยสายตาตัวเองว่าพวกเขาปล้นสะดมร้านกาแฟของคุณ
Kiessling นายธนาคารเยอรมันของเรา" เขาได้เขียนไว้

ญี่ปุ่นเป็นพันธมิตรของเยอรมันและราเบ้มักจะใช้ประโยชน์จากการโบกผ้ารัดแขนรูปสวัสดิกะเมื่อเผชิญหน้ากับทหารญี่ปุ่นที่พยายามเข้ามาวุ่นวายกับการช่วยเหลือของเขา สหรัฐฯ ก็ยังไม่เข้าร่วมสงคราม ถึงแม้ความตึงเครียดจะทวีมากขึ้นและราเบ้ได้บรรยายว่ามันเป็นงานที่เสี่ยงภัยอย่างไรและชาวต่างชาติก็หวุดหวิดจะโดนฆ่าหลายครั้งต่อหลายครั้งอย่างไร ในครั้งหนึ่งที่ทหารญี่ปุ่นบางกลุ่มบุกเข้ามาในเขตต่างชาติเพื่อมาข่มขืนผู้หญิง

"พวกเราแค่ชาวต่างชาติหยิบมือเดียวไม่สามารถอยู่ได้ในทุกที่ในเวลาเดียวกันในการปกป้องความหายนะเช่นนั้น ไม่มีใครทรงอำนาจในการต่อกรกับอสูรกายเหล่านั้นที่ติดอาวุธไว้ที่ฟันและจะยิงใครก็ตามที่พยายามปกป้องตัวเอง" ราเบ้เขียนไว้

 

มีทหารจีนท่ามกลางผู้อพยพและญี่ปุ่นบุกเข้ามาเพื่อจับกุมคนเหล่านั้น และญี่ปุ่นพยายามบุกเข้ามาเพื่อจับกุมพวกเขา
"ประมาณว่ามีทหารจีนที่ไร้อาวุธหนึ่งพันคนที่เราให้ที่พักพิงในกระทรวงยุติธรรม ราวๆ สี่ร้อยถึงห้าร้อยคนถูกไล่ให้ออกไปพร้อมมือที่ถูกมัด เราคิดว่าพวกเขาคงถูกยิงเพราะหลังจากนั้นได้ยินเสียงปืนกลดังหลายชุดติดต่อกัน เหตุการณ์เหล่านี้ทำให้เราแข็งทื่อด้วยความกลัว"ราเบ้ได้เขียนไว้
Fu Bin จากสาขาประวัติศาสตร์ของมหาวิทยาลัยได้แสดงให้ผมเห็นถึงสวนที่ล้อมรอบด้วยกำแพงซึ่งคนหกร้อยห้าสิบคนอาศัยอยู่แออัดกันในฐานะผู้อพยพในเมืองของตัวเอง ซึ่งราเบ้ได้มอบข้าวและถั่วเหลืองให้
"ห้าครอบครัวอาศัยอยู่ในบ้านและมากกว่านั้นอาศัยอยู่ข้างนอก" เขาบอก

ฟู่เป็นนักประวัติศาสตร์หนึ่งในสามคนที่ไปเยอรมันเมื่อปีนี้เพื่อพบกับหลานของราเบ้และคนอื่นๆ ที่รู้จักเขาเพื่อมาเอาของที่ระลึกและแฟ้มต่างๆ มายังพิพิธภัณฑ์

ภาพซ้ายคือการ์ตูนโฆษณาชวนเชื่อของญี่ปุ่นเพื่อให้ชาวเมืองนานกิงตายใจ ส่วนภาพขวามือคือภาพแห่งความจริง


สิ่งของบางชิ้นที่ถือครองโดยหลานๆของเขาซึ่งอาศัยอยู่ที่เมือง
Heidelberg และ Berlin นั้นน่าตื่นตาตื่นใจมาก มันคือสร้อยคอที่ทำจากหยกอันสวยงามและตุ๊กตาจีน ภาพที่เก่าจนเป็นสีน้ำตาลหม่น ๆ ของปราการที่เป็นชุมชนเยอรมัน และครอบครัวของเขาเป็นประจักษ์พยานอันน่าซึ้งใจในการมาใช้ชีวิตในต่างแดนเมื่อทศวรรษที่สามสิบ แต่ลูกหลานของเขาได้ถนอมเก็บความทรงใจต่อสิ่งที่ปู่ได้ทำไว้เกือบทั้งหมด
ในลักษณะเดียวกับ
Oskar Schindler
นักธุรกิจที่ช่วยชีวิตชาวยิวไว้ได้พันสองร้อยคน แต่เป็นที่ชัดเจนว่าราเบ้นั้นเป็นบุคคลที่ดูท้าทายกว่าในหลาย ๆ ด้าน เขาเข้าร่วมกับพรรคนาซีในช่วงต้น ๆ ได้เป็นหัวหน้าของสาขาท้องถิ่นและดูเหมือนไม่สงสัยในความเชื่อมั่นต่อนาซีของตนเลย
Tang Daoluan
ผู้อำนวยการสถาบันหอจดหมายเหตุของมหาวิทยาลัยนานกิงเชื่อว่าราเบ้นั้นแท้ที่จริงไม่สนใจการเมืองและเข้าร่วมกับพรรคเพียงเพื่อจะได้รับการสนับสนุนในการตั้งโรงเรียนสอนภาษาเยอรมันที่เขาสร้างขึ้นในนานกิ่ง สำหรับหล่อน ความเป็นมนุษย์อันประเสริฐของราเบ้นั้นทำให้หล่อนซาบซึ้งใจที่สุด
"เขานั้นเป็นเพียงนักธุรกิจ ไม่ใช่พระหรือคนขององค์กรเพื่อสิทธิมนุษยชน สิ่งที่เขาทำที่นี่คือการปกป้องพลเมืองของประเทศอื่นโดยไม่สนใจความปลอดภัยของตัวเองซึ่งได้พ้นไปจากหน้าที่ของตน เขาเป็นคนดีที่เข้าใจศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ "ถังกล่าวไว้
ราเบ้เป็นลูกชายของกัปตันเรือ เขาเกิดในฮัมบรูก ปี 1882 และเดินทางมาถึงเมืองจีนในปี 1908 เข้าทำงานให้กับบริษัทซีเมนส์สองปีต่อมา เขาทำงานในกรุงปักกิ่งจนถึงเดือนธันวาคม ปี 1931 เมื่อบริษัทได้ย้ายเขาไปยังสำนักงานในเมืองนานกิง
ในฐานะเป็นตัวแทนอาวุโสประจำประเทศจีนของบริษัท เขาได้ขายโทรศัพท์
,
กังหันน้ำและเครื่องใช้ไฟฟ้าให้กับรัฐบาล
ภาพถ่ายหลายใบได้แสดงให้เห็นถึงความชาญฉลาดของราเบ้ หลุมป้องกันภัยทางอากาศที่เขาสร้างในสวนของตัวเองในเดือนสิงหาคม 1937 ถูกคลุมด้วยธงรูปสวัสดิกะเพื่อให้เบี่ยงเบนความสนใจของผู้โจมตี

ในปี 1937 เป็นที่ชัดเจนว่า กองทัพญี่ปุ่นกำลังเคลื่อนเข้ามา และชุมชนต่างชาติและประชากรชาวจีนจำนวนมากของเมืองนานกิงรวมไปถึงรัฐบาลได้หลบหนีออกจากเมืองตั้งแต่พฤศจิกายน
ราเบ้ได้ส่งครอบครัวของตนกลับเยอรมันแต่เขายังคงอยู่เบื้องหลังพร้อมด้วยชาวต่างชาติจำนวนหนึ่งในการสร้างเขตปลอดภัย ไม่ช้าหลังจากกองทัพญี่ปุ่นมาถึง ราเบ้ได้รับเลือกให้เป็นประธานของคณะกรรมการที่มีสมาชิกสิบห้าคนของเขตปลอดภัยนานาชาติ

"ในครั้งแรก เขาลังเลใจและกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของครอบครัวตัวเอง แต่แล้วเขาก็เข้ารับตำแหน่ง และแบกรับความรับผิดชอบไว้ ไม่โยนให้ใคร "ถังกล่าว

Huang Huiying ได้เขียนชีวประวัติของราเบ้และสัมภาษณ์ผู้รอดชีวิตจำนวนมาก
"ราเบ้ได้รับการยกย่องว่าเป็นพระโพธิสัตว์หรือผู้มาไถ่ในร่างของมนุษย์โดยผู้รอดชีวิต สิ่งนี้นับได้ว่าเป็นการยกย่องในระดับสูงตามวัฒนธรรมของจีน" หล่อนว่าไว้
หรือในตอนหลังมีเรื่องเล่าว่าผู้หญิงจากมหาวิทยาลัยสตรีจิงหลิงจำนวนสามพันคนได้คุกเข่าตามข้างถนนด้วยความกตัญญูเมื่อราเบ้ถูกบังคับให้ออกไปจากเมืองในตอนต้นปี 1938

หลังจากกลับไปนครเบอร์ลิน ราเบ้ได้ไปเล็คเชอร์เกี่ยวกับการสังหารหมู่และพยายามติดต่อกับฮิตเลอร์เพื่อเข้ายับยั้ง เขาถูกจับกุมและถูกสอบสวนโดยเกสตาโปเป็นเวลาสามวัน (และแน่นอนว่าเรื่องนี้ไม่มีทางจะถึงฮิตเลอร์ซึ่งก็วางแผนเข่นฆ่าชาวยิวด้วยความโหดไม่แพ้กัน-ผู้แปล)แต่ด้วยเส้นสายของบริษัทซีเมนท์เขาได้รับการปล่อยตัวและถูกสั่งให้หุบปาก เขาเดินทางไปอัฟกานิสถานและกลับมาเบอร์ลินเพื่อทำงานให้กับซีเมนท์ ภายหลังสงคราม เขาถูก"ปลดความเป็นนาซี"จากฝ่ายสัมพันธมิตรแต่แล้วก็ถังแตก สามารถยังชีพด้วยห่ออาหารและเงินที่ส่งมาจากชาวจีนที่รู้สึกกตัญญูต่อวีรกรรมของเขา ราเบ้เสียชีวิตด้วยโรคหัวใจในปี 1950

ในหน้าหนึ่งของไดอารี่ของเขาที่ถูกบันทึกในช่วงคริสต์มาส ปี 1937 ได้สรุปแรงจูงใจของเขาได้อย่างดี เขาเพิ่งได้รับจดหมายอวยพรคริสต์มาสทั้งภาษาเยอรมันและภาษาจีนจากผู้อพยพเพื่อขอบคุณในสิ่งที่เขาได้ทำลงไป
"ของขวัญวันคริสต์มาสที่ดีที่สุดที่ผมเคยได้รับคือการช่วยเหลือชีวิตของคนมากกว่าหกร้อยคน"

ขออธิบายเพิ่มเติมนะครับว่า หนังเรื่อง Don't cry Nanking นั้น ผมได้เขียนบทวิจารณ์ไว้ที่บล็อก http://www.iseehistory.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=5348067&Ntype=2  ขอเชิญผู้สนใจตามไปอ่านได้นะครับ

สำหรับภาพประกอบนั้น  ผมคิดว่าหลายท่านคงหาดูได้ตามเว็บและบล็อกต่างๆ ผมไม่อยากนำมาลง  ดูยังไงก็อุดจาดตาและสยดสยองอยู่ดี แม้จะเป็นภาพขาวดำก็ตาม



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 7
สักวันจะเพียงพอ วันที่ : 19/11/2007 เวลา : 14.00 น.
http://www.oknation.net/blog/pluettipong

สงครามยุคนี้ญี่ปุ่นก็อาศัยเศรษฐกิจเข้าตีประเทศกำลังพัฒนาและด้อยพัฒนาได้สำเร็จ โดยมีนักธุรกิจไทยร่ำรวยจากเงินลงทุนหลายคน
ความคิดเห็นที่ 6
ลูกเสือหมายเลข9 วันที่ : 16/11/2007 เวลา : 18.52 น.
http://www.oknation.net/blog/chai
<<==แวะไปทัก..แล้วคุณจะรักหนุ่มคนนี้

อืม...
ภาพล่างสุด เป็นภาพยนตร์ที่ผมชอบมาก
เพราะดาราญี่ปุ่นที่แสดง คือผู้หญิงคนแรกที่ผมหลงรัก
เธอชื่อ เออิ ซาโฮโตเมะ
ความคิดเห็นที่ 5
ปฐม วันที่ : 16/11/2007 เวลา : 18.08 น.
http://www.oknation.net/blog/pathom
หยุด !!!  การเกลียดชังทุกอย่าง  หันมาเกลียดตัวเองแทน  ตึ่งโป๊ะ !!!

ผมอ่านเรื่อง หลั่งเลือดที่นานกิง สามรอบ

น้ำตาไหลทุกหน มนุษย์ทำไมมันโหดร้ายกันได้มากขนาดนี้
ความคิดเห็นที่ 4
eddie วันที่ : 16/11/2007 เวลา : 17.31 น.
http://www.oknation.net/blog/supermodels

ไม่สงสัยเลย ว่าทำไม ญี่ปุ่นในปัจจุบัน
จึงติดอันดับ หนึ่งในประเทศ
ที่มีความวิปริตทางเพศมากที่สุด
เพราะมีบรรพบุรุษที่บ้าตัณหาแบบนี้นี่เอง
ความวิปริต หลายอย่างของชาวญี่ปุ่น
สะท้อนชัดเจนออกมาทางภาพยนตร์
ดนตรี และพฤติกรรมแบบกู่ไม่กลับของ
วัยรุ่นญี่ปุ่น
ความคิดเห็นที่ 3
Jui วันที่ : 16/11/2007 เวลา : 14.17 น.
http://www.oknation.net/blog/jui880

เขียนได้ดีครับ คงต้องประจานไปเรื่อยๆ เพื่อให้ญี่ปุ่นรับผิด กับการกระทำที่ทำลงไป
ความคิดเห็นที่ 2
Supawan วันที่ : 16/11/2007 เวลา : 14.00 น.
http://www.oknation.net/blog/supawan

ขอบคุณค่ะ .. สำหรับบทความวันนี้

มีความสุขในวันทำงานสุดท้ายของสัปดาห์นะคะ
ความคิดเห็นที่ 1
zerza วันที่ : 16/11/2007 เวลา : 13.45 น.
http://www.oknation.net/blog/zerza
นาย เช่อซ่า

หวัดดีคับ โหวตให้ +1 ครับ
แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< พฤศจิกายน 2007 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30