พิมพ์หน้านี้
|
ภาพยนตร์รางวัลออสการ์ปี ค.ศ. 1984 (พ.ศ.2527) โดยคว้างรางวัลออสการ์ดาราประกอบยอดเยี่ยมจากบทบาทของ ดร. เฮง งอร์ ผู้รอดชีวิตจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในกัมพูชา เรื่องเริ่มต้นในปี ค.ศ. 1973 (พ.ศ.2516) ซิดนีย์ ชานเบิร์ก นักข่าวคนสำคัญของนิวยอร์กไทม์ทราบข่าวการทิ้งระเบิดผิดเป้าหมายของเครื่องบินอเมริกันที่เมืองเนี้ยกหลวง เขาพร้อมด้วยดิธปรานล่ามชาวกัมพูชาได้พยายามหาหนทางที่จะไปยังเมืองนี้เพื่อหาข่าวที่แท้จริงให้ได้ แม้ว่าจะมีอุปสรรคจากการขัดขวางของทั้งฝ่ายกัมพูชาและอเมริกันมากเพียงใดก็ตาม ที่เนี้ยกหลวง พวกเขาได้ภาพข่าวและเรื่องราวที่แท้จริงบนความเสียหายและซากปรักหักพังของอาคารบ้านเรือน และการเสียชีวิตของผู้คนจำนวนมากที่อเมริกันบอกว่าเสียหายไม่กี่หลังคาเรือน และมีผู้เสียชีวิตไม่กี่สิบคน แล้วได้เห็นการสำเร็จโทษเขมรแดงของพวกทหาร เลยถูกนำไปกักกันตัวจนกระทั่งกลุ่มนักข่าวอเมริกันชุดหลังกำลังเดินทางมาถึงเพื่อทำข่าวตามที่ทางการได้จัดฉากไว้ ทั้งคู่จึงได้รับการปล่อยตัว
ในเดือนเมษายน ปี ค.ศ. 1975 (พ.ศ.2518) กองกำลังเขมรแดงปิดล้อมกรุงพนมเปญไว้หมด นายพลลอนนอลผู้นำประเทศและบรรดาบุคคลสำคัญต่างอพยพออกไปจนหมด ซิดนีย์ตั้งใจที่อยู่ต่อเพื่อทำข่าวพร้อมด้วยเพื่อนนักข่าว เช่น อัล ร็อคออฟ จอห์น สเวน ปรานตัดสินใจอยู่ด้วยความผูกพันกับบ้านเกิดและตัวของซิดนีย์ แต่ได้อพยพครอบครัวออกไปก่อน
เมื่อเขมรแดงเข้ายึดกรุงพนมเปญได้ จึงเริ่มนโยบายจัดระเบียบสังคมด้วยการกวาดล้างศัตรูให้สิ้นซาก ซิดนีย์และพรรคพวกเกือบถูกฆ่าตายโดยพวกเขมรแดงเพราะการเข้าไปทำข่าวความโหดร้ายของสงครามและการกระทำที่ป่าเถื่อนของเขมรแดง ปรานได้ช่วยชีวิตพวกเขาไว้ด้วยการเจรจาต่อรองว่าพวกเขาเป็นนักข่าวฝรั่งเศสและเลื่อมใสในพรรคคอมมิวนิสต์และจะเผยแพร่ชัยชนะของเขมรแดงออกไป แล้วทั้งหมดจึงได้เข้าลี้ภัยในสถานทูตฝรั่งเศสรอเวลาอพยพออกไปยังชายแดนไทย ระหว่างทาง ทุกๆ คนได้เห็นขบวนอพยพของผู้คนนับหมื่นออกไปจากกรุงพนมเปญตามคำสั่งของเขมรแดงด้วยความยากลำบากและทุลักทุเล (ตามคำสั่งบอกว่าอเมริกากำลังจะกลับมาทิ้งระเบิดอีกครั้ง จึงให้ทุกคนอพยพหลบภัย แต่ที่จริง เป็นแผนลวงให้ประชาชนออกไปจากเมืองเพื่อไปทำงานในระบบนารวมที่วางแผนเอาไว้)
ที่สถานทูตฝรั่งเศส ซึ่งกลายเป็นที่ลี้ภัยของชาวต่างชาติเนื่องจากเขมรแดงละเว้นไว้ แต่ก็ได้คาดคั้นเอาตัวบุคคลสำคัญของอดีตรัฐบาลลอนนอลออกไปกำจัด (ตามประวัติศาสตร์บอกว่า คือ พระองค์เจ้าสีสวัด สิริมาตักและครอบครัวพระญาติองค์หนึ่งของสมเด็จสีหนุและเป็นผู้สนับสนุนลอนนอลให้ปฏิวัติสมเด็จสีหนุ พระองค์เจ้าท่านนี้ไม่ได้ลี้ภัยออกจากเขมรในเวลานั้น และไม่มีผู้ใดพบเห็นท่านอีกเลยหลังจากนั้น) แล้วเขมรแดงจึงสั่งการให้ชาวเขมรทุกคนต้องออกจากสถานทูตให้หมด มีเพียงชาวต่างชาติเท่านั้นที่จะลี้ภัยออกไปได้ และยังสั่งให้ตรวจหนังสือเดินทางของทุกๆ คนเพื่อสกัดชาวเขมรที่อาจแฝงตัวออกไปด้วย ซิดนีย์และเพื่อนๆ พยายามหาวิธีช่วยปรานด้วยการปลอมพาสพอร์ตขึ้นมา แต่ขาดรูปถ่ายซึ่งทั้งร็อคออฟและสเวนต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการถ่ายและล้างอัดภาพของปรานในสภาวะที่ไร้เครื่องมือและอุปกรณ์ใดๆ ซึ่งสำเร็จในช่วงสั้นๆ แต่ก็ล้มเหลวในท้ายที่สุด เพราะรูปถ่ายสลายไป ดิธปรานจึงต้องออกจากสถานทูตไปตายเอาดาบหน้า ซิดนีย์กลับมายังอเมริกา พยายามสืบหาตัวดิธปรานเพื่อช่วยเหลือทุกๆ ทาง แต่ไม่ประสบความสำเร็จ แต่เขาได้อุปถัมภ์ครอบครัวของปรานเป็นอย่างดี และยังปลอบใจภรรยาของปรานว่า ปรานยังไม่ตาย ในขณะที่ปรานต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบากในค่ายแรงงานแห่งหนึ่งที่เขมรแดงจัดตั้งขึ้น ภายในค่าย นอกจากงานที่แสนหนักแล้ว ยังมีการอบรมเพื่อล้างสมองทุกๆ คนให้ยอมรับสังคมใหม่ที่อังก้า (องค์กรปกครองที่เขมรแดงจัดตั้ง) ได้สร้างขึ้น เด็กๆ ทุกคนจะต้องไม่มีครอบครัว ไม่มีความสัมพันธ์แบบพ่อแม่ลูก แล้วยังเป็นสายสืบคอยหาตัวพวกชนชั้นกฎุมพีที่แอบซ่อนตัวปะปนอยู่
แล้วอังก้าจึงเริ่มแผนการกวาดล้างอีกระลอกด้วยการหลอกลวงให้ผู้ที่เป็นปัญญาชนแสดงตัวออกมา โดยสัญญาว่าจะให้ทำงานที่ดีกว่าเดิม แต่เป็นการหลอกคนเหล่านี้ไปฆ่าจนหมด ครั้งหนึ่งด้วยความอดอยาก ดิธปรานได้แอบไปดูดเลือดจากคอวัวในคอก แล้วถูกจับได้ จึงถูกรุมทำร้ายและกำลังจะถูกฆ่า แต่ได้รับการอภัยจากเจ้าหน้าที่อังการ์รายหนึ่งซึ่งเคยรู้จักกับเขาตอนทำข่าวกับซิดนีย์ ดิธปรานได้ตัดสินใจแอบหลบหนีออกจากค่ายในวันหนึ่ง ระหว่างทาง เขาได้เดินข้ามทุ่งสังหารที่เต็มไปด้วยกองกระดูกและซากศพนับพันที่เรียงรายอยู่ในที่นา ซึ่งซากศพเหล่านี้เองคือบรรดาปัญญาชนและคนชั้นปกครองที่หลงกลแสดงตัวต่ออังก้าตามแผนการที่ลวงออกมาฆ่า ซึ่งนับเป็นฉากที่สร้างความตื่นตาตื่นใจและความสะเทือนอารมณ์แก่คนทุกคนที่ดูหนังเรื่องนี้
ที่อเมริกา ซิดนีย์ขึ้นรับรางวัลนักข่าวแห่งปีจาก AIFPC แล้วกล่าวรำลึกและให้เครดิตแก่ปรานในผลงานชิ้นนี้ เขายังคงระลึกและพยายามหาตัวปรานตลอดมา แล้วจึงมีการถกเถียงกับอัลในห้องน้ำเล็กน้อย ต่อมา ซิดนีย์ได้รำพึงรำพันกับพี่สาวของเขาว่า ปรานต้องอยู่ในกัมพูชาก็เพราะความดื้อดึงของเขาเองที่อยากอยู่ในกัมพูชาโดยไม่ได้ประเมินความร้ายแรงของสถานการณ์ แล้วตัดกลับมาที่ดิธปรานซึ่งได้หลบหนีมายังค่ายแรงงานอีกแห่ง หัวหน้าค่ายที่ชื่อ แพ็ต มอบหมายให้เขาดูแลกิม ลูกชายวัย 3 ขวบและมีสถานะที่ดีกว่าค่ายเดิม เขาโกหกหัวหน้าค่ายว่าเขาเคยเป็นคนขับแท็กซี่ที่ไร้การศึกษาในกรุงพนมเปญ แต่หัวหน้าค่ายยังคงไม่เชื่อเขา พยายามหาทางจับผิดอยู่ตลอดเวลา จนกระทั่งมีข่าวลือว่าทหารเวียดนามได้เริ่มบุกเข้ามาแล้ว ด้วยความอยากรู้ ดิธปรานจึงแอบเปิดวิทยุเพื่อรับฟังข่าวภาษาอังกฤษ แล้วก็ถูกจับได้ในที่สุด ตอนเช้า แพ็ตได้เจรจากับปรานเป็นภาษาอังกฤษเพื่อไม่ให้สมาชิกคนอื่นๆ ของอังก้ารู้ เขาบอกว่าเขาได้ทุ่มเทให้กับการปฏิวัติและภรรยาของเขาต้องเสียชีวิตในการปฏิวัติด้วย และบอกถึงปัญหาความขัดแย้งในอังก้า ความรุนแรงของการสังหารเพื่อนร่วมชาติอย่างอำมหิตที่เขาไม่ได้คิดว่าจะพบ และที่สำคัญ เขาเป็นห่วงลูกชายคนเดียวของเขามากที่สุด และแล้ว ข่าวลือเรื่องการบุกเข้ามาของทหารเวียดนามก็เป็นจริง ป้อมค่ายแบบชาวบ้านของเขมรแดงถูกทำลายโดยเครื่องบินไอพ่นของเวียดนาม (ฉากนี้ คล้ายๆ กับการสะท้อนภาพตอนที่เครื่องบินอเมริกันบินทำลายป้อมค่ายของเวียดกงเหมือนกัน) ภายหลังการโจมตี มีการชำระความกับชาวบ้านบางคนด้วยการยัดข้อหาว่าเป็นสายลับของเวียดนาม แล้วจัดการยิงทิ้งเสีย ซึ่งแพ็ตได้พยายามคัดค้านอย่างเต็มที่กับลูกน้องเขา แต่ลูกน้องอ้างว่าอังก้าสั่งมา ห้ามเถียง แพ็ตแอบบอกให้ปรานหนีไปพร้อมกับลูกชายของเขา โดยได้ให้แผนที่การหลบหนีและเงินดอลลาร์จำนวนหนึ่ง ส่วนตัวเขาลงไปสั่งการให้หยุดการฆ่าชาวบ้านทิ้ง แต่ลูกน้องกลับยิงใส่เขาตายคาที่ แล้วทั้งหน่วยก็ตกอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของคนใหม่ที่ได้กวาดต้อนชาวบ้านให้ไปร่วมกับหน่วยอื่นๆ เพื่อต่อสู้กับเวียดนามต่อไป (กรรมของชาวบ้านจริงๆ ครับ)
ปรานวางแผนหลบหนีจากกัมพูชาเพื่อไปยังค่ายลี้ภัยในประเทศไทยพร้อมด้วยสหายร่วมตาย 2-3 คน ต้องผ่านความยากลำบากนานับประการ และต้องคอยหลบภัยทั้งจากเขมรแดงและเวียดนาม เพราะไม่มีทางแน่ใจว่าฝ่ายใดกันแน่ที่จะเป็นมิตร แล้วเมื่อใกล้ชายแดน เพื่อนคนหนึ่งอุ้มกิมเดินข้ามป่าแล้วเหยียบกับระเบิดแบบเลิกกด ปรานตะโกนบอกให้เขายืนนิ่งๆ ส่งกิมมาให้ แล้วเขาจะหาทางช่วย แต่เพื่อนก็ตื่นตกใจจนทำอะไรไม่ถูก พอขยับเท้าขึ้นระเบิดก็ทำงาน เพื่อนของเขาและกิมถูกสะเก็ดระเบิดตาย ปรานอุ้มศพของกิมวิ่งมาด้วยความเจ็บปวดและโศกเศร้า และต้องเผาศพของกิมด้วยความรันทด แล้วเขาก็ต้องฟันฝ่าไปแต่ผู้เดียวจนมาถึงเขตแดนของประเทศไทยด้วยความตื้นตัน ซิดนีย์ได้ทราบข่าวของปรานด้วยความยินดีเป็นที่สุด เขารีบเดินทางมายังค่ายผู้ลี้ภัยในประเทศไทย แล้วก็พบกับดิธปราน ด้วยความปลื้มปิติ ทั้งคู่สวมกอดกัน ซิดนีย์เอ่ยปากขอให้ปรานยกโทษให้เขา แต่ปรานบอกว่า ไม่จำเป็นต้องยกโทษให้เลย
ภาพยนตร์เรื่องคิลลิ่งฟิลด์นี้ ตั้งแต่การออกฉายมีการใช้ชื่อภาษาไทยแตกต่างกันไป ในวีดีโอใช้ชื่อว่า ล้างชาติ ล้างแผ่นดิน ในโรงหนังใช้ชื่อ แผ่นดินของใคร พอมาเป็นดีวีดียุคใหม่ ใช้ชื่อ ทุ่งสังหารตรงตามชื่อภาษาอังกฤษเดิม ผู้สร้างหนังเรื่องนี้ได้พยายามสะท้อนถึงเรื่องราวทางประวัติศาสตร์อันแสนเจ็บปวดของชาวกัมพูชาที่มีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์กันอย่างบ้าคลั่ง ระบบเศรษฐกิจและสังคมแบบอุดมคติของเขมรแดงที่ทำให้ชีวิตของชาวกัมพูชาต้องถอยหลังกลับไปอย่างมาก (เทียบกับเวียดนาม ถึงแม้จะมีการต่อสู้อย่างถึงเลือดถึงเนื้อในการรวมชาติสักแค่ไหน แต่พอรวมชาติกันแล้ว ก็ไม่มีการสังหารล้างผลาญกันอย่างนองเลือดแบบในกัมพูชา แต่ไม่ได้หมายความว่า ชาวเวียดนามอยู่ดีมีสุขกันนะครับ พวกเขาก็ต้องทนทุกข์ยากอยู่นานจนยุคหลังสงครามเย็น ทุกๆ อย่างจึงดีขึ้น) ความโหดร้ายทารุณที่ปรากฏในหนังไม่เกินเลยความจริงแต่อย่างใด แต่มีหลายเรื่องที่ไม่ได้นำมาถ่ายทอดไว้ เพราะจะเป็นฉากที่ทารุณเกินไป ด้วยเหตุนี้เอง การเข้ามารุกรานกัมพูชาของเวียดนามในครั้งนั้น ก็พอจะมองได้ว่าเป็นวีรบุรุษผู้ปลดปล่อยได้ในอีกแง่มุมหนึ่ง (คล้ายๆ กับกรณีที่แทนซาเนียส่งกองทหารบุกยูกันดา โค่นล้มประธานาธิบดีอมนุษย์ อีดี้ อามินลงจากอำนาจ) แง่คิดอีกอย่าง คือ อเมริกาซึ่งเป็นมหาอำนาจที่มีพฤติกรรมน่ารังเกียจที่สุด ยุยงส่งเสริมให้ชาติโน้นชาตินี้รบกันเอง ขนกองกำลังมาช่วยซะใหญ่โต แต่พอจะเลิกก็เลิกแบบง่ายๆ เปิดก้นหนีกลับบ้านไปอย่างโกลาหล ทิ้งปัญหาไว้ให้คนในชาตินั้นต้องรับกรรม (แต่ที่จริงแล้ว สภาพสังคม การเมือง การปกครองของรัฐบาลกัมพูชาก่อนหน้านั้นก็เป็นชนวนให้เกิดปัญหานี้ด้วยเหมือนกัน ลองอ่านเรื่องถกเขมรของท่านอาจารย์หม่อมคึกฤทธิ์ ปราโมทย์ แล้วจะเข้าใจขึ้นครับ) อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์แบบบริสุทธิ์ฉันพี่น้องของ ดิธปรานกับซิดนีย์ ชานเบิร์กก็ยังเป็นการสะท้อนถึงแง่มุมที่ดีของคนอเมริกันและคนกัมพูชา ดิธปรานเปรียบเสมือนตัวแทนของชาวกัมพูชาที่ต้องผจญกรรม ต่อสู้ ฝ่าฟันอุปสรรคความยากลำบากมาได้ เพื่อไปสู่ชะตาชีวิตที่ดีขึ้น แม้ว่าในประวัติศาสตร์จริง พวกเขาจะต้องใช้เวลายาวนานอย่างมากก็ตาม เนื่องจากภาพยนตร์เรื่องนี้ถ่ายทำโดยทีมงานชาวอังกฤษ เนื้อหาภายในเรื่องจึงไม่มีฉากโม้ใส่ไข่แบบฮอลลีวู้ด ทุกฉากเป็นไปอย่างชีวิตจริง สมเหตุสมผล มุมกล้องในการสื่อสารกับคนดูส่วนใหญ่จะเป็นแบบให้คนดูเป็นผู้สังเกตการณ์เสียมากกว่า การแสดงของดาราทุกคนนับได้ว่าเป็นไปตามมาตรฐานมืออาชีพ ทั้งแซม วอเตอร์สตันในบทซิดนีย์ ชานเบิร์ก จอห์น มัลโควิช ในบทของอัล ร็อคออฟ จูเลี่ยน แซนด์ ในบทของจอห์น สเวน แม้แต่ ดร. เฮง งอร์ ที่เป็นดาราสมัครเล่น และเพิ่งเล่นหนังเป็นครั้งแรก แต่ก็ทำได้อย่างเกินหน้าดาราอาชีพหลายคน ตัวหนังไม่ได้เน้นความสนุกตื่นเต้นแบบโลดโผน แต่เน้นความสะเทือนใจสะเทือนอารมณ์ชวนให้ติดตาม โดยเฉพาะตอนท้ายเรื่องที่ดิธปรานมาถึงชายแดนไทย แล้วตัดกลับมาที่ซิดนีย์ ถ้าเป็นผู้กำกับคนอื่นๆ คงกำกับให้ปรานกระโดดโลดเต้นด้วยความยินดี แต่จอฟฟรีย์กลับให้ปรานยืนนิ่งด้วยความตื้นตันและซาบซึ้ง แล้วจึงตัดกลับมาที่ซิดนีย์ที่วิ่งมาด้วยความลิงโลดยินดีเมื่อได้รับทราบข่าวของปราน นับว่าเป็นไปได้อย่างยอดเยี่ยมมากๆ ครับในการสะกดอารมณ์คนดู จากนั้น เพียงไม่กี่อึดใจก็ตัดกลับมาที่ค่ายผู้ลี้ภัยในประเทศไทย ซิดนีย์พบกับปรานแล้วโผเข้ากอดกันด้วยความปลื้มปิติ ช่วงนั้น หนังได้เปิดเพลงอิมเมจินของจอห์น เลนนอน ซึ่งฉากจบได้สร้างให้เพลงนี้ดังกระฉ่อนขึ้นมาอีกครั้ง ใครๆ ก็ตามที่ดูหนังเรื่องนี้คงเกิดความรู้สึกทั้งหดหู่ เจ็บปวด และตื้นตันใจ กับทั้งยังรู้สึกโชคดีที่ชาติของเราไม่ได้มีโชคชะตาที่เข้าสู่กลียุคแบบกัมพูชา ยิ่งในบรรยากาศการเมืองที่แตกแยกแบบนี้ ผมคิดว่า ถ้าทุกคนได้ดูหนังเรื่องนี้ก็คงได้สำนึกว่า ความแตกแยกขัดแย้งรุนแรงจนต้องแตกหักไม่ได้มีผลดีอะไรเลย มีแต่เสียกับเสียเท่านั้น มีอยู่ครั้งหนึ่ง ก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีในฟิลิปปินส์ ปี พ.ศ. 2529 ได้มีการนำหนังเรื่องนี้กลับมาฉายอีกครั้ง นัยว่าเพื่อเป็นอุทธาหรณ์ให้ประชาชนตระหนักว่าอะไรจะเกิดขึ้น ถ้าหากพวกคอมมิวนิสต์เกิดเรืองอำนาจ ช่วงที่มีการถ่ายทำหนังเรื่องนี้ในประเทศไทย ได้มีผู้ช่วยผู้กำกับและบรรดาคนทำงานเกี่ยวกับภาพยนตร์ทั้งหลายของประเทศไทยได้ไปร่วมงานกำกับภาพยนตร์เรื่องนี้ ตรงนี้เอง ที่เป็นจุดเปลี่ยนและจุดเริ่มต้นของการปฏิวัติวงการภาพยนตร์ไทยให้ก้าวไปสู่การถ่ายทำภาพยนตร์ให้ทันสมัย เป็นมืออาชีพมากยิ่งขึ้น เพราะบุคลากรเหล่านี้ได้นำเอาบทเรียนสำคัญนี้ไปใช้ในการถ่ายทำภาพยนตร์ไทยยุคใหม่ๆ ทั้งในด้านเนื้อหา การอัดและตัดต่อเสียง เทคนิคการถ่ายทำ เอฟเฟกต์ต่างๆ รวมไปถึงบทบาทของดาราที่ต้องมีความสมจริงสมจังมากขึ้น จัดได้ว่าเป็นแรงกระตุ้นการพัฒนาหนังไทยในก้าวสำคัญอย่างหนึ่ง (ลองสังเกตดูนะครับ ภาพยนตร์แบบไทยๆ ในยุคตั้งแต่ก่อนปี 2528 นั้น การถ่ายทำ การตัดต่อ การกำกับศิลป์ และบทบาทดารายังคงมีลักษณะแบบลิเกผสมละครเวทีอยู่ มามีพัฒนาการที่เป็นจริงเป็นจังในช่วงหลังปี 2528-30 นี่แหละครับ) ได้ทราบมาว่าคุณดิธปรานได้เสียชีวิตแล้วด้วยโรคมะเร็งตับอ่อนขณะที่มีอายุ 65 ปี จึงขอแสดงความคารวะและอาลัยคุณดิธปรานมา ณ โอกาสนี้ด้วยครับ ส่วนคุณหมอเฮงเอสงอร์นั้นได้เสียชีวิตไปเพราะพวกโจรชาวเวียตนามในอเมริกาเมื่อหลายปีก่อนครับ
ชื่อเรื่อง : แผ่นดินของใคร (Killing Field) ดารานำแสดง :
กำกับ : โรแลนด์ จอฟฟรีย์ อำนวยการสร้าง : เดวิด พัทนั่ม ปีที่ออกฉาย : ค.ศ. 1985 (พ.ศ.2528) รางวัลออสการ์สาขาดาราประกอบชายยอดเยี่ยม ดร. เฮง เอส งอร์
|
| << | กุมภาพันธ์ 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | |||||
| 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 |
| 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 |
| 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 |
| 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | |