• คนเล่าเรื่อง
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : danai1970@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-06-19
  • จำนวนเรื่อง : 35
  • จำนวนผู้ชม : 10712
  • จำนวนผู้โหวต : 18
  • ส่ง msg :
รวมเรื่องอดีต
สวัสดีครับ บล็อกที่เปิดใหม่นี้ ผมตั้งใจที่จะบอกเล่าหรือลอกเรื่องราวต่างๆ ทางประวัติศาสตร์ในแง่มุมต่างๆ ทั้งที่ เป็นเรื่องราวยิ่งใหญ่ระดับพลิกโลก โศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ หรือเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่ชวนรู้ครับ
Permalink : http://www.oknation.net/blog/past
วันจันทร์ ที่ 4 กุมภาพันธ์ 2551
The Killing Fields เพื่อคารวะและอาลัยในการจากไปของคุณดิธปราน
Posted by คนเล่าเรื่อง , ผู้อ่าน : 234 , 23:04:31 น.  
พิมพ์หน้านี้


ภาพยนตร์รางวัลออสการ์ปี ค.ศ. 1984 (พ.ศ.2527) โดยคว้างรางวัลออสการ์ดาราประกอบยอดเยี่ยมจากบทบาทของ ดร. เฮง งอร์ ผู้รอดชีวิตจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในกัมพูชา 

เรื่องเริ่มต้นในปี ค.ศ. 1973 (พ.ศ.2516) ซิดนีย์ ชานเบิร์ก นักข่าวคนสำคัญของนิวยอร์กไทม์ทราบข่าวการทิ้งระเบิดผิดเป้าหมายของเครื่องบินอเมริกันที่เมืองเนี้ยกหลวง เขาพร้อมด้วยดิธปรานล่ามชาวกัมพูชาได้พยายามหาหนทางที่จะไปยังเมืองนี้เพื่อหาข่าวที่แท้จริงให้ได้ แม้ว่าจะมีอุปสรรคจากการขัดขวางของทั้งฝ่ายกัมพูชาและอเมริกันมากเพียงใดก็ตาม

ที่เนี้ยกหลวง พวกเขาได้ภาพข่าวและเรื่องราวที่แท้จริงบนความเสียหายและซากปรักหักพังของอาคารบ้านเรือน และการเสียชีวิตของผู้คนจำนวนมากที่อเมริกันบอกว่าเสียหายไม่กี่หลังคาเรือน และมีผู้เสียชีวิตไม่กี่สิบคน แล้วได้เห็นการสำเร็จโทษเขมรแดงของพวกทหาร เลยถูกนำไปกักกันตัวจนกระทั่งกลุ่มนักข่าวอเมริกันชุดหลังกำลังเดินทางมาถึงเพื่อทำข่าวตามที่ทางการได้จัดฉากไว้ ทั้งคู่จึงได้รับการปล่อยตัว

ในเดือนเมษายน ปี ค.ศ. 1975 (พ.ศ.2518) กองกำลังเขมรแดงปิดล้อมกรุงพนมเปญไว้หมด นายพลลอนนอลผู้นำประเทศและบรรดาบุคคลสำคัญต่างอพยพออกไปจนหมด ซิดนีย์ตั้งใจที่อยู่ต่อเพื่อทำข่าวพร้อมด้วยเพื่อนนักข่าว เช่น อัล ร็อคออฟ จอห์น สเวน ปรานตัดสินใจอยู่ด้วยความผูกพันกับบ้านเกิดและตัวของซิดนีย์ แต่ได้อพยพครอบครัวออกไปก่อน

เมื่อเขมรแดงเข้ายึดกรุงพนมเปญได้ จึงเริ่มนโยบายจัดระเบียบสังคมด้วยการกวาดล้างศัตรูให้สิ้นซาก ซิดนีย์และพรรคพวกเกือบถูกฆ่าตายโดยพวกเขมรแดงเพราะการเข้าไปทำข่าวความโหดร้ายของสงครามและการกระทำที่ป่าเถื่อนของเขมรแดง ปรานได้ช่วยชีวิตพวกเขาไว้ด้วยการเจรจาต่อรองว่าพวกเขาเป็นนักข่าวฝรั่งเศสและเลื่อมใสในพรรคคอมมิวนิสต์และจะเผยแพร่ชัยชนะของเขมรแดงออกไป แล้วทั้งหมดจึงได้เข้าลี้ภัยในสถานทูตฝรั่งเศสรอเวลาอพยพออกไปยังชายแดนไทย ระหว่างทาง ทุกๆ คนได้เห็นขบวนอพยพของผู้คนนับหมื่นออกไปจากกรุงพนมเปญตามคำสั่งของเขมรแดงด้วยความยากลำบากและทุลักทุเล (ตามคำสั่งบอกว่าอเมริกากำลังจะกลับมาทิ้งระเบิดอีกครั้ง จึงให้ทุกคนอพยพหลบภัย แต่ที่จริง เป็นแผนลวงให้ประชาชนออกไปจากเมืองเพื่อไปทำงานในระบบนารวมที่วางแผนเอาไว้)

ที่สถานทูตฝรั่งเศส ซึ่งกลายเป็นที่ลี้ภัยของชาวต่างชาติเนื่องจากเขมรแดงละเว้นไว้ แต่ก็ได้คาดคั้นเอาตัวบุคคลสำคัญของอดีตรัฐบาลลอนนอลออกไปกำจัด (ตามประวัติศาสตร์บอกว่า คือ พระองค์เจ้าสีสวัด สิริมาตักและครอบครัวพระญาติองค์หนึ่งของสมเด็จสีหนุและเป็นผู้สนับสนุนลอนนอลให้ปฏิวัติสมเด็จสีหนุ พระองค์เจ้าท่านนี้ไม่ได้ลี้ภัยออกจากเขมรในเวลานั้น และไม่มีผู้ใดพบเห็นท่านอีกเลยหลังจากนั้น) แล้วเขมรแดงจึงสั่งการให้ชาวเขมรทุกคนต้องออกจากสถานทูตให้หมด มีเพียงชาวต่างชาติเท่านั้นที่จะลี้ภัยออกไปได้ และยังสั่งให้ตรวจหนังสือเดินทางของทุกๆ คนเพื่อสกัดชาวเขมรที่อาจแฝงตัวออกไปด้วย

ซิดนีย์และเพื่อนๆ พยายามหาวิธีช่วยปรานด้วยการปลอมพาสพอร์ตขึ้นมา แต่ขาดรูปถ่ายซึ่งทั้งร็อคออฟและสเวนต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการถ่ายและล้างอัดภาพของปรานในสภาวะที่ไร้เครื่องมือและอุปกรณ์ใดๆ ซึ่งสำเร็จในช่วงสั้นๆ แต่ก็ล้มเหลวในท้ายที่สุด เพราะรูปถ่ายสลายไป ดิธปรานจึงต้องออกจากสถานทูตไปตายเอาดาบหน้า

 ซิดนีย์กลับมายังอเมริกา พยายามสืบหาตัวดิธปรานเพื่อช่วยเหลือทุกๆ ทาง แต่ไม่ประสบความสำเร็จ แต่เขาได้อุปถัมภ์ครอบครัวของปรานเป็นอย่างดี และยังปลอบใจภรรยาของปรานว่า ปรานยังไม่ตาย ในขณะที่ปรานต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบากในค่ายแรงงานแห่งหนึ่งที่เขมรแดงจัดตั้งขึ้น ภายในค่าย นอกจากงานที่แสนหนักแล้ว ยังมีการอบรมเพื่อล้างสมองทุกๆ คนให้ยอมรับสังคมใหม่ที่อังก้า (องค์กรปกครองที่เขมรแดงจัดตั้ง) ได้สร้างขึ้น เด็กๆ ทุกคนจะต้องไม่มีครอบครัว ไม่มีความสัมพันธ์แบบพ่อแม่ลูก แล้วยังเป็นสายสืบคอยหาตัวพวกชนชั้นกฎุมพีที่แอบซ่อนตัวปะปนอยู่

แล้วอังก้าจึงเริ่มแผนการกวาดล้างอีกระลอกด้วยการหลอกลวงให้ผู้ที่เป็นปัญญาชนแสดงตัวออกมา โดยสัญญาว่าจะให้ทำงานที่ดีกว่าเดิม แต่เป็นการหลอกคนเหล่านี้ไปฆ่าจนหมด ครั้งหนึ่งด้วยความอดอยาก ดิธปรานได้แอบไปดูดเลือดจากคอวัวในคอก แล้วถูกจับได้ จึงถูกรุมทำร้ายและกำลังจะถูกฆ่า แต่ได้รับการอภัยจากเจ้าหน้าที่อังการ์รายหนึ่งซึ่งเคยรู้จักกับเขาตอนทำข่าวกับซิดนีย์ ดิธปรานได้ตัดสินใจแอบหลบหนีออกจากค่ายในวันหนึ่ง ระหว่างทาง เขาได้เดินข้ามทุ่งสังหารที่เต็มไปด้วยกองกระดูกและซากศพนับพันที่เรียงรายอยู่ในที่นา ซึ่งซากศพเหล่านี้เองคือบรรดาปัญญาชนและคนชั้นปกครองที่หลงกลแสดงตัวต่ออังก้าตามแผนการที่ลวงออกมาฆ่า ซึ่งนับเป็นฉากที่สร้างความตื่นตาตื่นใจและความสะเทือนอารมณ์แก่คนทุกคนที่ดูหนังเรื่องนี้

ที่อเมริกา ซิดนีย์ขึ้นรับรางวัลนักข่าวแห่งปีจาก AIFPC แล้วกล่าวรำลึกและให้เครดิตแก่ปรานในผลงานชิ้นนี้ เขายังคงระลึกและพยายามหาตัวปรานตลอดมา แล้วจึงมีการถกเถียงกับอัลในห้องน้ำเล็กน้อย ต่อมา ซิดนีย์ได้รำพึงรำพันกับพี่สาวของเขาว่า ปรานต้องอยู่ในกัมพูชาก็เพราะความดื้อดึงของเขาเองที่อยากอยู่ในกัมพูชาโดยไม่ได้ประเมินความร้ายแรงของสถานการณ์ แล้วตัดกลับมาที่ดิธปรานซึ่งได้หลบหนีมายังค่ายแรงงานอีกแห่ง หัวหน้าค่ายที่ชื่อ แพ็ต มอบหมายให้เขาดูแลกิม ลูกชายวัย 3 ขวบและมีสถานะที่ดีกว่าค่ายเดิม เขาโกหกหัวหน้าค่ายว่าเขาเคยเป็นคนขับแท็กซี่ที่ไร้การศึกษาในกรุงพนมเปญ แต่หัวหน้าค่ายยังคงไม่เชื่อเขา พยายามหาทางจับผิดอยู่ตลอดเวลา จนกระทั่งมีข่าวลือว่าทหารเวียดนามได้เริ่มบุกเข้ามาแล้ว ด้วยความอยากรู้ ดิธปรานจึงแอบเปิดวิทยุเพื่อรับฟังข่าวภาษาอังกฤษ แล้วก็ถูกจับได้ในที่สุด

ตอนเช้า แพ็ตได้เจรจากับปรานเป็นภาษาอังกฤษเพื่อไม่ให้สมาชิกคนอื่นๆ ของอังก้ารู้ เขาบอกว่าเขาได้ทุ่มเทให้กับการปฏิวัติและภรรยาของเขาต้องเสียชีวิตในการปฏิวัติด้วย และบอกถึงปัญหาความขัดแย้งในอังก้า ความรุนแรงของการสังหารเพื่อนร่วมชาติอย่างอำมหิตที่เขาไม่ได้คิดว่าจะพบ และที่สำคัญ เขาเป็นห่วงลูกชายคนเดียวของเขามากที่สุด และแล้ว ข่าวลือเรื่องการบุกเข้ามาของทหารเวียดนามก็เป็นจริง ป้อมค่ายแบบชาวบ้านของเขมรแดงถูกทำลายโดยเครื่องบินไอพ่นของเวียดนาม (ฉากนี้ คล้ายๆ กับการสะท้อนภาพตอนที่เครื่องบินอเมริกันบินทำลายป้อมค่ายของเวียดกงเหมือนกัน) ภายหลังการโจมตี มีการชำระความกับชาวบ้านบางคนด้วยการยัดข้อหาว่าเป็นสายลับของเวียดนาม แล้วจัดการยิงทิ้งเสีย ซึ่งแพ็ตได้พยายามคัดค้านอย่างเต็มที่กับลูกน้องเขา แต่ลูกน้องอ้างว่าอังก้าสั่งมา ห้ามเถียง แพ็ตแอบบอกให้ปรานหนีไปพร้อมกับลูกชายของเขา โดยได้ให้แผนที่การหลบหนีและเงินดอลลาร์จำนวนหนึ่ง ส่วนตัวเขาลงไปสั่งการให้หยุดการฆ่าชาวบ้านทิ้ง แต่ลูกน้องกลับยิงใส่เขาตายคาที่ แล้วทั้งหน่วยก็ตกอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของคนใหม่ที่ได้กวาดต้อนชาวบ้านให้ไปร่วมกับหน่วยอื่นๆ เพื่อต่อสู้กับเวียดนามต่อไป (กรรมของชาวบ้านจริงๆ ครับ)

ปรานวางแผนหลบหนีจากกัมพูชาเพื่อไปยังค่ายลี้ภัยในประเทศไทยพร้อมด้วยสหายร่วมตาย 2-3 คน ต้องผ่านความยากลำบากนานับประการ และต้องคอยหลบภัยทั้งจากเขมรแดงและเวียดนาม เพราะไม่มีทางแน่ใจว่าฝ่ายใดกันแน่ที่จะเป็นมิตร แล้วเมื่อใกล้ชายแดน เพื่อนคนหนึ่งอุ้มกิมเดินข้ามป่าแล้วเหยียบกับระเบิดแบบเลิกกด ปรานตะโกนบอกให้เขายืนนิ่งๆ ส่งกิมมาให้ แล้วเขาจะหาทางช่วย แต่เพื่อนก็ตื่นตกใจจนทำอะไรไม่ถูก พอขยับเท้าขึ้นระเบิดก็ทำงาน เพื่อนของเขาและกิมถูกสะเก็ดระเบิดตาย ปรานอุ้มศพของกิมวิ่งมาด้วยความเจ็บปวดและโศกเศร้า และต้องเผาศพของกิมด้วยความรันทด แล้วเขาก็ต้องฟันฝ่าไปแต่ผู้เดียวจนมาถึงเขตแดนของประเทศไทยด้วยความตื้นตัน

ซิดนีย์ได้ทราบข่าวของปรานด้วยความยินดีเป็นที่สุด เขารีบเดินทางมายังค่ายผู้ลี้ภัยในประเทศไทย แล้วก็พบกับดิธปราน ด้วยความปลื้มปิติ ทั้งคู่สวมกอดกัน ซิดนีย์เอ่ยปากขอให้ปรานยกโทษให้เขา แต่ปรานบอกว่า ไม่จำเป็นต้องยกโทษให้เลย

ภาพยนตร์เรื่องคิลลิ่งฟิลด์นี้ ตั้งแต่การออกฉายมีการใช้ชื่อภาษาไทยแตกต่างกันไป ในวีดีโอใช้ชื่อว่า ล้างชาติ ล้างแผ่นดิน ในโรงหนังใช้ชื่อ แผ่นดินของใคร พอมาเป็นดีวีดียุคใหม่ ใช้ชื่อ ทุ่งสังหารตรงตามชื่อภาษาอังกฤษเดิม ผู้สร้างหนังเรื่องนี้ได้พยายามสะท้อนถึงเรื่องราวทางประวัติศาสตร์อันแสนเจ็บปวดของชาวกัมพูชาที่มีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์กันอย่างบ้าคลั่ง ระบบเศรษฐกิจและสังคมแบบอุดมคติของเขมรแดงที่ทำให้ชีวิตของชาวกัมพูชาต้องถอยหลังกลับไปอย่างมาก (เทียบกับเวียดนาม ถึงแม้จะมีการต่อสู้อย่างถึงเลือดถึงเนื้อในการรวมชาติสักแค่ไหน แต่พอรวมชาติกันแล้ว ก็ไม่มีการสังหารล้างผลาญกันอย่างนองเลือดแบบในกัมพูชา แต่ไม่ได้หมายความว่า ชาวเวียดนามอยู่ดีมีสุขกันนะครับ พวกเขาก็ต้องทนทุกข์ยากอยู่นานจนยุคหลังสงครามเย็น ทุกๆ อย่างจึงดีขึ้น) ความโหดร้ายทารุณที่ปรากฏในหนังไม่เกินเลยความจริงแต่อย่างใด แต่มีหลายเรื่องที่ไม่ได้นำมาถ่ายทอดไว้ เพราะจะเป็นฉากที่ทารุณเกินไป ด้วยเหตุนี้เอง การเข้ามารุกรานกัมพูชาของเวียดนามในครั้งนั้น ก็พอจะมองได้ว่าเป็นวีรบุรุษผู้ปลดปล่อยได้ในอีกแง่มุมหนึ่ง (คล้ายๆ กับกรณีที่แทนซาเนียส่งกองทหารบุกยูกันดา โค่นล้มประธานาธิบดีอมนุษย์ อีดี้ อามินลงจากอำนาจ) 

แง่คิดอีกอย่าง คือ อเมริกาซึ่งเป็นมหาอำนาจที่มีพฤติกรรมน่ารังเกียจที่สุด ยุยงส่งเสริมให้ชาติโน้นชาตินี้รบกันเอง ขนกองกำลังมาช่วยซะใหญ่โต แต่พอจะเลิกก็เลิกแบบง่ายๆ เปิดก้นหนีกลับบ้านไปอย่างโกลาหล ทิ้งปัญหาไว้ให้คนในชาตินั้นต้องรับกรรม (แต่ที่จริงแล้ว สภาพสังคม การเมือง การปกครองของรัฐบาลกัมพูชาก่อนหน้านั้นก็เป็นชนวนให้เกิดปัญหานี้ด้วยเหมือนกัน ลองอ่านเรื่องถกเขมรของท่านอาจารย์หม่อมคึกฤทธิ์ ปราโมทย์ แล้วจะเข้าใจขึ้นครับ) 

อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์แบบบริสุทธิ์ฉันพี่น้องของ ดิธปรานกับซิดนีย์ ชานเบิร์กก็ยังเป็นการสะท้อนถึงแง่มุมที่ดีของคนอเมริกันและคนกัมพูชา ดิธปรานเปรียบเสมือนตัวแทนของชาวกัมพูชาที่ต้องผจญกรรม ต่อสู้ ฝ่าฟันอุปสรรคความยากลำบากมาได้ เพื่อไปสู่ชะตาชีวิตที่ดีขึ้น แม้ว่าในประวัติศาสตร์จริง พวกเขาจะต้องใช้เวลายาวนานอย่างมากก็ตาม

เนื่องจากภาพยนตร์เรื่องนี้ถ่ายทำโดยทีมงานชาวอังกฤษ เนื้อหาภายในเรื่องจึงไม่มีฉากโม้ใส่ไข่แบบฮอลลีวู้ด ทุกฉากเป็นไปอย่างชีวิตจริง สมเหตุสมผล มุมกล้องในการสื่อสารกับคนดูส่วนใหญ่จะเป็นแบบให้คนดูเป็นผู้สังเกตการณ์เสียมากกว่า การแสดงของดาราทุกคนนับได้ว่าเป็นไปตามมาตรฐานมืออาชีพ ทั้งแซม วอเตอร์สตันในบทซิดนีย์ ชานเบิร์ก จอห์น มัลโควิช ในบทของอัล ร็อคออฟ จูเลี่ยน แซนด์ ในบทของจอห์น สเวน แม้แต่ ดร. เฮง งอร์ ที่เป็นดาราสมัครเล่น และเพิ่งเล่นหนังเป็นครั้งแรก แต่ก็ทำได้อย่างเกินหน้าดาราอาชีพหลายคน ตัวหนังไม่ได้เน้นความสนุกตื่นเต้นแบบโลดโผน แต่เน้นความสะเทือนใจสะเทือนอารมณ์ชวนให้ติดตาม โดยเฉพาะตอนท้ายเรื่องที่ดิธปรานมาถึงชายแดนไทย แล้วตัดกลับมาที่ซิดนีย์ ถ้าเป็นผู้กำกับคนอื่นๆ คงกำกับให้ปรานกระโดดโลดเต้นด้วยความยินดี แต่จอฟฟรีย์กลับให้ปรานยืนนิ่งด้วยความตื้นตันและซาบซึ้ง แล้วจึงตัดกลับมาที่ซิดนีย์ที่วิ่งมาด้วยความลิงโลดยินดีเมื่อได้รับทราบข่าวของปราน นับว่าเป็นไปได้อย่างยอดเยี่ยมมากๆ ครับในการสะกดอารมณ์คนดู จากนั้น เพียงไม่กี่อึดใจก็ตัดกลับมาที่ค่ายผู้ลี้ภัยในประเทศไทย ซิดนีย์พบกับปรานแล้วโผเข้ากอดกันด้วยความปลื้มปิติ ช่วงนั้น หนังได้เปิดเพลงอิมเมจินของจอห์น เลนนอน ซึ่งฉากจบได้สร้างให้เพลงนี้ดังกระฉ่อนขึ้นมาอีกครั้ง 

ใครๆ ก็ตามที่ดูหนังเรื่องนี้คงเกิดความรู้สึกทั้งหดหู่ เจ็บปวด และตื้นตันใจ กับทั้งยังรู้สึกโชคดีที่ชาติของเราไม่ได้มีโชคชะตาที่เข้าสู่กลียุคแบบกัมพูชา ยิ่งในบรรยากาศการเมืองที่แตกแยกแบบนี้ ผมคิดว่า ถ้าทุกคนได้ดูหนังเรื่องนี้ก็คงได้สำนึกว่า ความแตกแยกขัดแย้งรุนแรงจนต้องแตกหักไม่ได้มีผลดีอะไรเลย มีแต่เสียกับเสียเท่านั้น มีอยู่ครั้งหนึ่ง ก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีในฟิลิปปินส์ ปี พ.ศ. 2529 ได้มีการนำหนังเรื่องนี้กลับมาฉายอีกครั้ง นัยว่าเพื่อเป็นอุทธาหรณ์ให้ประชาชนตระหนักว่าอะไรจะเกิดขึ้น ถ้าหากพวกคอมมิวนิสต์เกิดเรืองอำนาจ

ช่วงที่มีการถ่ายทำหนังเรื่องนี้ในประเทศไทย ได้มีผู้ช่วยผู้กำกับและบรรดาคนทำงานเกี่ยวกับภาพยนตร์ทั้งหลายของประเทศไทยได้ไปร่วมงานกำกับภาพยนตร์เรื่องนี้ ตรงนี้เอง ที่เป็นจุดเปลี่ยนและจุดเริ่มต้นของการปฏิวัติวงการภาพยนตร์ไทยให้ก้าวไปสู่การถ่ายทำภาพยนตร์ให้ทันสมัย เป็นมืออาชีพมากยิ่งขึ้น เพราะบุคลากรเหล่านี้ได้นำเอาบทเรียนสำคัญนี้ไปใช้ในการถ่ายทำภาพยนตร์ไทยยุคใหม่ๆ ทั้งในด้านเนื้อหา การอัดและตัดต่อเสียง เทคนิคการถ่ายทำ เอฟเฟกต์ต่างๆ รวมไปถึงบทบาทของดาราที่ต้องมีความสมจริงสมจังมากขึ้น จัดได้ว่าเป็นแรงกระตุ้นการพัฒนาหนังไทยในก้าวสำคัญอย่างหนึ่ง (ลองสังเกตดูนะครับ ภาพยนตร์แบบไทยๆ ในยุคตั้งแต่ก่อนปี 2528 นั้น การถ่ายทำ การตัดต่อ การกำกับศิลป์ และบทบาทดารายังคงมีลักษณะแบบลิเกผสมละครเวทีอยู่ มามีพัฒนาการที่เป็นจริงเป็นจังในช่วงหลังปี 2528-30 นี่แหละครับ)

ได้ทราบมาว่าคุณดิธปรานได้เสียชีวิตแล้วด้วยโรคมะเร็งตับอ่อนขณะที่มีอายุ 65 ปี จึงขอแสดงความคารวะและอาลัยคุณดิธปรานมา ณ โอกาสนี้ด้วยครับ  ส่วนคุณหมอเฮงเอสงอร์นั้นได้เสียชีวิตไปเพราะพวกโจรชาวเวียตนามในอเมริกาเมื่อหลายปีก่อนครับ

ชื่อเรื่อง : แผ่นดินของใคร (Killing Field)

ดารานำแสดง : 

  • แซม วอเตอร์สตัน (ซิดนีย์ ชานเบิร์ก) 

  • ดร. เฮง เอส งอร์ (ดิธปราน) 

  • จอห์น มัลโควิช (อัล ร็อคออฟ) 

  • จูเลี่ยน แซนด์ (จอห์น สเวน) 

กำกับ : โรแลนด์ จอฟฟรีย์

อำนวยการสร้าง : เดวิด พัทนั่ม

ปีที่ออกฉาย : ค.ศ. 1985 (พ.ศ.2528)

รางวัลออสการ์สาขาดาราประกอบชายยอดเยี่ยม ดร. เฮง เอส งอร์
รางวัลออสการ์สาขาลำดับภาพยอดเยี่ยม คริส เมนเกส
รางวัลออสการ์สาขาตัดต่อยอดเยี่ยม จิม คลาร์ก


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 3
เรือรบเมืองมั่น วันที่ : 12/03/2008 เวลา : 14.18 น.
http://www.oknation.net/blog/ruarob

ดิธ ปราณ ถูกฆ่าตายไปแล้ว น่าสงสารจริง ๆ เขาโดนโจรเวียดนามปล้นเมื่อหลายปีก่อนที่อเมริกา

ความชั่วร้ายของเขมรแดงเป็นที่ประจักษ์ แต่บาปนั้นก็ตกโดยอ้อมแก่คนที่เกี่ยวข้องทั้งหมดด้วย ตั้งแต่จอมกะล่อนเหนือหัวองค์นั้น ที่ราชวงศ์อยู่ในภาวะไม่มั่นคง ไปจนถึงฝ่ายไทย ที่ต้องยอม co กับเขมรแดงเอาไว้กันชนพวกเวียดกง ส่วนเขมรขาวซอนซาน ก็น่าจะตายไปแล้วหลังจากซึ้งในรสพระธรรมมานาน
ความคิดเห็นที่ 2
คุณเจม วันที่ : 05/02/2008 เวลา : 22.42 น.
http://www.oknation.net/blog/terdsak
คนเที่ชอบเขียนภาพ 

ชอบเรื่องนี้มากดูหลายรอบ อย่าให้ประเทศไทยต้องเป็นอย่างนี้เลย บังคับไปหรือเสรีไปก็ไม่ดีต้องสายกลางเพราะปกติใจคนต่ำอยู่แล้ว คิดว่าคนที่คิดไม่เหมือนตัวเองคือศัตรู
ความคิดเห็นที่ 1
แม่สีไฟ วันที่ : 04/02/2008 เวลา : 23.15 น.
http://www.oknation.net/blog/ting


เห็นภาพแล้วอยากกลับไปดูอีกรอบค่ะ

นึกถึงเรื่องนี้แล้วเหมือนว่า
กงล้อประวัติศาสตร์ทำไม
วนไปวนมาอยู่เช่นนี้
นับวันรุนแรงขึ้นทุกที

สงคราม
ความขัดแย้ง
มีส่วนที่ให้คุณ
สักกี่มากน้อยกันนะ




แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< กุมภาพันธ์ 2008 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29