พิมพ์หน้านี้
|
ยุคนี้สมัยนี้เรื่องเงินๆ ทองๆ ช่างเป็นปัญหายุ่งยากน่าปวดหัวเสียจริงๆ หลายคนบอกว่า... "ทำไงได้ล่ะ ในเมื่อบ้านเรายอมรับการผูกโยงเศรษฐกิจไว้กับระบบตลาดเสรีนี่นา ชีวิตมันก็ต้องผูกติดกับเม็ดเงินแบบนี้แหละ" แหม.... ดูเป็นภาวะจำยอมที่ไร้ทางออกสิ้นดี แบบนี้คนบ้านทุ่งยอมไม่ได้.... ก่อนหน้าโน้นการกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินเพื่อการลงทุนเป็นเรื่องยากมากสำหรับพี่น้องชาวบ้านทุ่งของดิฉัน เพราะเราไม่มีสิทธิในที่ทำกินหาหลักประกันที่ไหนไม่ได้เอาเสียเลย ทางออกเดียวคือการใช้บริการเงินกู้นอกระบบ ที่ขูดดอกเบี้ยจนเลือดไหลซิบๆ... "เหมือน...ผัวแกส่งเงินกลับบ้านเดือนละเท่าไหร่..." ดิฉันตัดสินใจถามไถ่เรื่องนี้กับยัยเหมือน เด็กสาวชาวบ้านที่จ้างมาดูแลลูกสาวคนเล็ก ทั้งๆ ที่รู้ว่าสามีเธอเดินทางไปขายแรงงานที่บรูไนน์ ส่งเงินกลับบ้านแทบไม่พอขัดดอก ..!!.. การคุยกันตามประสาหญิง ทำให้ดิฉันได้รู้ว่าการใช้ชีวิตของแม่บ้านชาวทุ่งไม่ใช่แค่เลี้ยงลูกและทำอาหารให้ผัวกิน ยิ่งเป็นครอบครัวที่สามีต้องออกไปทำงานต่างบ้านต่างเมือง ภาระการจัดการเรื่องลูก การบริหารหนี้สินที่ลงทุนส่งผัวไปนอก และอีกจิปาถะปัญหาทำให้ความกดดันทั้งหลายทั้งปวงตกอยู่กับแม่บ้านชาวทุ่ง "เหมือน...ครูว่าเราต้องหาทางออกนะ..." ยัยเหมือนทำตาใส งงเป็นไก่ตาแตก... แต่หลังจากฟังคำอธิบายเรื่องการออมเงินแบบกระท่อนกระแท่นรู้บ้างไม่รู้บ้างของดิฉัน บวกกับความฝัน (ตามแบบฉบับของดิฉันเอง) ว่า... "เหมือน... ถ้าแกกับฉันเริ่มออมเงินได้วันนี้เราจะมีเงินให้ลูกเรียนในวันข้างหน้า..." ยัยเหมือนก็ดูท่าทางจะเออๆ ออๆ จะด้วยความเกรงใจ หรือไม่เข้าใจก็ยากจะคาดเดา... "เหมือน... ถ้าแกกับฉันไปชวนคนอื่นมาร่วมด้วย...ต่อไปเราจะมีเงินเป็นล้าน..." ยัยเหมือนซึ่งตอนนั้นยังเด็กมาก หัวเราะกิ๊กๆ แบบไม่มีทางเชื่อว่าจะเป็นไปได้ ตอนนั้นดิฉันนึกหมั่นไส้มันน่าดู แต่อย่างไรก็ตาม จากนั้นไม่กี่วันแผนการใหญ่ระหว่างแม่บ้านจนกรอบและฝันเฟื่องสองคนก็เริ่มขึ้น เหมือนไปชวนแม่บ้านซึ่งเป็นญาติบ้านใกล้ๆ กันอีกสามคนเข้าร่วมวง "ออมเงิน" ดิฉันรับหน้าที่ไปชักชวนเพื่อนครูได้มาอีกเจ็ด สามีและลูกอีกสาม รวมเบ็ดเสร็จเป็นสิบห้าคนพอดี จำได้ว่าเงินก้อนแรกที่เรารวบรวมได้ตกราวๆ พันกว่าบาท เราเรียนรู้การบริหารเงินตามแบบฉบับของเราเองค่ะ ระบบบัญชีก็แสนจะน่าขัน ตัวหนังสือโย้เย้เนื่องจากห่างหายการขีดเขียนมานานเต็มที มีทั้งรอยขูดลบขีดฆ่า ขาดก็ปะแล้วเขียนใหม่ ทำให้ตัวเลขกูกต้อง เงินไม่หายไปไหนเป็นใช้ได้ เรียนรู้ไปเรื่อยๆ คนเก่าสอนคนที่เข้ามาใหม่ ล้มลุกคลุกคลานกันอยู่อย่างนี้นานปี ผิดก็แก้ไข ไม่เข้าใจก็ไถ่ถาม จากวันนั้นถึงวันนี้ย่างเข้าปีที่สิบเอ็ด กิจการของเราเติบโตขึ้นมาก... ยัยเหมือนตาใสกลายเป็นนักบัญชีมือหนึ่งของหมู่บ้าน... มีเพื่อนมาช่วยงานอีกยี่สิบกว่าคน สมาชิกของเรานับครั้งสุดท้ายได้ร่วมแปดร้อย เงินออมไม่ต้องพูดถึงค่ะ ตอนนี้ปาเข้าไปสองล้านต้นๆ แบ่งให้สมาชิกกู้ยืมกันไปลงทุนตามแต่เจตนา ลดการพึ่งพาเงินกู้นอกระบบไปได้มาก กำไรที่ได้ก็คืนให้สมาชิกบ้าง ทำเป็นสวัสดิการยามเจ็บไข้ตายจากบ้าง ช่วยเหลือจุนเจือกันไป ช่วงเวลาสิบปีเศษที่ผ่านมา เศรษฐศาสตร์บ้านทุ่งไม่ได้สอนเราเรื่องเงินๆ ทองๆ อย่างเดียวหรอกค่ะ การพบปะกัน การทำงานด้วยกัน ทำให้เรามีความผูกพัน มีสารทุกข์สุกดิบก็เล่าสู่กันฟัง ช่วยกันแก้ปัญหาเรื่องลูก ปรับทุกข์เรื่องสามี วางแผนเรื่องงานขึ้นบ้านใหม่ ผ้าทอลายไหนจะขายดี... และอื่นๆ อีกมากมายที่เราดูจะแลช่วยเหลือกัน สุขไหมล่ะคะ...บ้านทุ่งของดิฉัน...
|