วันอังคาร ที่ 9 ตุลาคม 2550
"ซึ้งมากจริงๆระวังปล่อยโฮ..ฮือๆ"
Posted by
patty-club
,
ผู้อ่าน : 68
, 19:32:10 น.
| หมวดหมู่ :
ศาลาคนเศร้า
พิมพ์หน้านี้
|
* 
(ซึ้งมากจริงๆระวังปล่อยโฮ)
ฉันเกิดในหมู่บ้านบนภูเขาที่ห่างไกลผู้คน > แต่ละวันพ่อแม่ของฉันต้องพรวนดินในไร่ท่ามกลางแดดที่ร้อนระอุ > ฉันมีน้องชายอยู่หนึ่งคน อายุน้อยกว่าฉัน 3ปี > วันหนึ่งฉันขโมยเงินของพ่อเพื่อไปซื้อผ้าเช็ดหน้าที่เพื่อนๆ > ของฉันมีกัน > > จากนั้นพ่อก็รู้เรื่อง > > พ่อให้ฉันกับน้องคุกเข่าหันหน้าเข้าหากำแพง > โดยที่ในมือพ่อมีก้านไม่ไผ่อยู่หนึ่งก้าน > "ใครขโมยเงินไป" พ่อตวาด > > ฉันกลัวมาก ไม่กล้าพูดอะไรออกไป น้องชายฉันก็เช่นกัน > พ่อจึงเอ่ยขึ้นว่า > "ก็ได้ ในเมื่อไม่มีคนรับสารภาพ > ก็ต้องโดนลงโทษทั้งคู่นั่นล่ะ" > > พ่อชูก้านไม้ไผ่ในมือขึ้น > > ทันใดนั้น น้องชายของฉันก็ลุกขึ้นคว้าข้อมือของพ่อไว้ > แล้วพูดว่า > "ผมขโมยเองครับ" > > ก้านไม้ไผ่ก้านนั้นได้กระหน่ำลงบนหลังของน้องของฉันอย่างต่อเนื่อง > พ่อโกรธมาก พ่อตีน้องของฉันไม่หยุด > จนพ่อหอบด้วยความเหนื่อย > พ่อนั่งลงบนเก้าอี้ และด่าว่าน้องชายของฉัน > "ของคนในบ้านแกเอง แกยังขโมยได้ต่อไปแกจะทำชั่วอะไรอีก > แกน่าจะโดนตีให้ตาย ไอ้หัวขโมย" > > คืนนั้น ฉันกับแม่กอดน้องชายของฉันไว้ > หลังของน้องมีแผลเต็มไปหมด > แต่เขาไม่ได้ร้องไห้แม้แต่น้อย > > กลางดึกคืนนั้น ฉันนอนร้องไห้เสียงดัง และนานมาก > > น้องเอามือเล็กๆ ของเขามาปิดปากฉันไว้ แล้วพูดว่า > "พี่ครับ ไม่ต้องร้องไห้นะมันผ่านไปแล้ว" > > ยังไงฉันก็อดที่จะเกลียดตัวเองไม่ได้ > ที่ไม่มีความกล้าจะบอกความจริงกับพ่อ > > หลายปีผ่านไป > แต่เหมือนกับว่าเหตุการณ์มันเพิ่งเกิดเมื่อวานนี้เอง > > ฉันไม่อาจลืมคำพูดของน้องชายตอนที่เขาปกป้องฉันได้เลย > ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 8ปี ส่วนฉันอายุ 11ปี... > > เมื่อตอนที่น้องชายของฉันใกล้จบ ม.ต้น > เขาได้รับการตอบรับจากโรงเรียน > ม.ปลาย ว่าเขาสอบได้ ในขณะที่ฉันซึ่งใกล้จบ ม.ปลาย > ก็ได้รับการตอบรับจากมหาวิทยาลัยของจังหวัดเช่นกัน > > คืนนั้น พ่อได้นั่งสูบบุหรี่อยู่ที่สวนหลังบ้าน > > ฉันแอบได้ยินพ่อพูดว่า "ลูกเราทั้งคู่เรียนดี > เรียนดีมากนะ" > > แม่ซึ่งนั่งเช็ดน้ำตาอยู่ข้างๆ พ่อ ได้พูดว่า > "แล้วเราจะส่งเสียลูกทั้งคู่ได้อย่างไร > ในเมื่อเราก็ไม่ค่อยมีเงิน" > > ทันใดนั้น น้องชายของฉันได้เดินเข้าไปหาพ่อ แล้วพูดว่า > "ผมไม่ต้องการเรียนต่อผมอ่านหนังสือมามากพอแล้ว" > > พ่อเหวี่ยงมือตบลงที่แก้มของน้องของฉันฉาดใหญ่ > "ทำไมถึงคิดโง่ๆ อย่างนี้ > ต่อให้พ่อต้องไปเป็นขอทานข้างถนน > พ่อก็จะส่งแกทั้งคู่เรียนจนจบให้ได้" > > คืนนั้นทั้งคืน พ่อได้เดินไปตามบ้านต่างๆ > ทั่วทั้งหมู่บ้าน > เพื่อขอยืมเงิน > > ฉันค่อยๆ เอามือประคบแก้มบวมๆ ของน้องชายเบาๆ และคิดว่า > "ต้องให้น้องได้เรียนต่อ > ไม่เช่นนั้นเขาคงไม่อาจหลุดพ้นชีวิตลำบากเช่นนี้ไปได้" > > แต่ในขณะเดียวกัน > ฉันก็ไม่อาจล้มเลิกความคิดอยากจะเรียนต่อไปได้ > ใครจะรู้ได้ ... วันต่อมาในตอนเช้ามืด > น้องชายของฉันได้ออกจากบ้านไปพร้อมทั้งเสื้อผ้าติดตัวเพียงไม่กี่ชิ้น > และถั่วเพียงเล็กน้อยเพื่อประทังความหิว > > ก่อนไปเขาได้ทิ้งข้อความไว้ใต้หมอนของฉัน > ขณะฉันกำลังหลับ > "พี่ครับ การจะเข้ามหาวิทยาลัยได้ ไม่ใช่ง่ายๆ นะ .... > ผมจะไปหางานทำ > แล้วจะส่งเงินมาให้พี่" > > ฉันนั่งอยู่บนเตียง > อ่านข้อความของน้องชายด้วยน้ำตานองหน้า ... > ฉันร้องไห้จนเสียงแหบแห้งไป > ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 17ปี ส่วนฉันอายุ 20ปี > > ด้วยเงินที่พ่อยืมมาจากคนในหมู่บ้าน > รวมกับเงินที่น้องชายของฉันได้รับเป็นค่าจ้างมาจากการทำงานเป็นกรรมกรแบกหามที > ่ > ไซท์ก่อสร้าง ... > ฉันจึงสามารถเข้าเรียนมหาวิทยาลัยได้จนถึงปี 3 > > วันหนึ่งขณะที่ฉันกำลังอ่านหนังสืออยู่ในห้องพัก > เพื่อนร่วมห้องของฉันได้เข้ามาบอกว่า "มีชาวบ้านมาหาเธอ > อยู่ข้างนอกแน่ะ" > > ทำไมชาวบ้านถึงมาหาฉันล่ะ ??? > ฉันเดินออกไปแล้วมองเห็นน้องชายของฉันยืนอยู่ > ตัวของเขาเปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นปูนและทรายจากงานก่อสร้าง > ... > ฉันถามเขาว่า > "ทำไมไม่บอกเพื่อนพี่ไปว่าเป็นน้องชายพี่ล่ะ" > > น้องชายของฉันตอบยิ้มๆ ว่า "ก็ดูผมสิ > สกปรกมอมแมมออกอย่างนี้ > ขืนบอกว่าเป็นน้องพี่ เพื่อนๆ > ก้อได้หัวเราะเยาะพี่กันพอดี" > > ฉันค่อยๆ เอื้อมมืออันสั่นเทาไปปัดฝุ่นให้น้อง > และพยายามพูดด้วยเสียงเครือๆในลำคอ > "พี่ไม่สนใจว่าใครจะพูดยังไง > เธอเป็นน้องของพี่ ไม่ว่าเธอจะดูเป็นอย่างไรก็ตาม" > > จากนั้น น้องของฉันได้ล้วงบางอย่างออกมาจากกระเป๋ากางเกง > เป็นกิ๊บหนีบผมรูปผีเสื้อ . เขาติดกิ๊บให้ฉัน > แล้วพูดว่า > "ผมเห็นสาวๆ ในเมืองเค้าติดกัน ผมเลยอยากให้พี่ติดบ้าง" > > ฉันหมดเรี่ยวแรงลงในทันใด > ดึงน้องชายเข้ามาสวมกอดและร้องไห้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นเวลานาน > ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 20ปี ส่วนฉันอายุ 23ปี > > วันที่ฉันพาแฟนหนุ่มของฉันมาที่บ้านเป็นครั้งแรก > ฉันสังเกตเห็นว่า > หน้าต่างบ้านที่เคยแตกไป ได้ถูกซ่อมเรียบร้อยแล้ว > > เมื่อเข้าไปในบ้านก็เห็นว่าบ้านสะอาดขึ้นมาก > > หลังจากที่แฟนของฉันกลับไป ฉันพูดกับแม่ว่า > "แม่ไม่ต้องเสียเงินเพื่อทำความสะอาดบ้านกับซ่อมกระจก > เพียงเพราะหนูจะพาแฟนมาที่บ้านหรอกนะคะ" > > แม่ยิ้ม แล้วพูดว่า "แม่ไม่ได้จ้างหรอก > น้องชายลูกต่างหาก > วันนี้เค้าขอเลิกงานเร็วเพื่อกลับมาทำความสะอาดบ้าน > ลูกยังไม่เห็นมือน้องหรอกเหรอ > น้องโดนกระจกบาดตอนกำลังเปลี่ยนกระจกบานใหม่น่ะ" > > ฉันรีบเข้าไปหาน้องที่ห้องนอนของเขา > > ฉันรู้สึกเหมือนถูกเข็มนับร้อยเล่มทิ่มลงกลางใจเมื่อได้เห็นบาดแผลบนมือ > > ฉันจับมือน้องเอาไว้อย่างเบามือที่สุด "เจ็บมากไหม" > ฉันถาม > > "ไม่เจ็บสักหน่อย พี่ก็รู้นี่ผมทำงานก่อสร้างนะ วันๆ > มีหินตกมาใส่เท้าผมเต็มไปหมด > แต่มันก็ไม่ได้ทำให้ผมคิดเลิกทำงานหรอกนะ > และ..." > > น้องชายของฉันยังพูดไม่จบประโยค แต่ก็ต้องหยุดพูด > เพราะฉันหันหน้าหนีเขา > น้ำตาไหลอาบหน้าของฉันอีกครั้ง > ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 23ปี ส่วนฉันอายุ 26ปี... > > หลังจากนั้น ฉันก็ได้แต่งงานและย้ายเข้าไปอยู่ในเมือง > หลายครั้งที่สามีของฉันชักชวนให้พ่อแม่ของฉันย้ายเข้ามาอยู่ในเมืองด้วยกัน > ... > แต่ท่านทั้งสองก็ปฏิเสธ > > ท่านบอกว่า ท่านเคยย้ายออกจากหมู่บ้านครั้งหนึ่ง > แต่เมื่อออกไปแล้ว > ท่านไม่รู้จะทำอะไรดี > จึงได้ย้ายกลับเข้ามาใช้ชีวิตในหมู่บ้านตามเดิม > > น้องชายของฉันก็ไม่เห็นด้วยกับการที่จะให้เขาและพ่อแม่ย้ายออกไป > ... > เขาบอกกับฉันว่า > "พี่คอยอยู่ดูแลพ่อและแม่ของสามีพี่ทางนั้นเถอะ > ผมจะดูแลพ่อและแม่ทางนี้เอง" > > สามีฉันได้ขึ้นเป็นประธานของบริษัทของครอบครัว > เราทั้งคู่อยากให้น้องชายของฉันเข้ามารับตำแหน่งผู้จัดการบริษัท > ... > แต่น้องชายของฉันก็ไม่รับตำแหน่งนี้ > เขาขอเข้าทำงานในตำแหน่งพนักงานธรรมดา > > วันหนึ่ง น้องชายของฉันต้องปีนบันไดขึ้นไปซ่อมสายเคเบิล > และตกลงมาเพราะโดนไฟดูด > เขาถูกรีบหามส่งโรงพยาบาล > > ฉันและสามีรีบไปเยี่ยมเขาที่โรงพยาบาล > น้องชายของฉันขาหักต้องเข้าเฝือกที่ขา > ... ฉันโกรธมาก จึงตวาดน้องไปว่า > > "ทำไมถึงไม่ยอมรับตำแหน่งผู้จัดการ หา!!! > ถ้าเป็นผู้จัดการก็จะได้ไม่ต้องมาทำงานเสี่ยงๆ อย่างนี้ > ดูตัวเองซิ > เจ็บเจียนตายอยู่แล้ว ทำไมถึงไม่ยอมฟังพี่บ้าง" > > คำตอบจากปากน้องของฉันรวมถึงสีหน้าเคร่งเครียด > ยังยืนยันความคิดเดิมของเขา > "พี่ลองคิดถึงพี่เขยสิครับ พี่เขยเพิ่งจะได้เป็นประธาน > ส่วนผมมันการศึกษาต่ำ > ถ้าผมได้เป็นผู้จัดการ > คงจะมีเสียงนินทาว่าร้ายเต็มไปหมด" > > น้ำตาปริ่มดวงตาของฉันรวมทั้งสามีของฉันด้วย > ฉันบอกกับน้องว่า > "แต่ที่เธอไม่ได้เรียนต่อก็เพราะพี่..." > > "ทำไมต้องพูดถึงเรื่องที่ผ่านไปแล้วด้วยล่ะครับ" > น้องชายของฉันจับมือฉันไว้ > ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 26ปี ส่วนฉันอายุ 29ปี... > > เมื่อน้องชายของฉันอายุได้ 30ปี > เขาได้แต่งงานกับสาวชาวนาในหมู่บ้านเดียวกัน > > ในงานแต่งงาน ประธานในงานได้ถามน้องชายของฉันว่า > "ใครคือคนที่คุณรักที่สุดในชีวิตนี้" > > น้องชายของฉันตอบอย่างไม่ลังเล "พี่สาวของผมครับ" > และเขาก็เล่าเรื่องราวที่แม้แต่ฉันยังจำไม่ได้ > > "ตอนผมอยู่โรงเรียนประถม โรงเรียนอยู่อีกหมู่บ้านหนึ่ง > เราสองคนพี่น้องต้องใช้เวลาถึง 2ชม. เพื่อเดินไปเรียน > และเดินกลับบ้าน > วันหนึ่งผมทำถุงมือหายไปข้างหนึ่ง > พี่สาวผมจึงได้ให้ถุงมือของเธอข้างหนึ่ง > และเธอก็ใส่ถุงมือเพียงข้างเดียวเดินเป็นระยะทางไกล > เมื่อเรากลับถึงบ้านมือเธอบวมแดงเพราะอากาศหนาว > เธอไม่สามารถจับช้อนทานข้าวได้ด้วยซ้ำ ... นับจากวันนั้น > > ผมสาบานกับตัวเอง > ว่าตลอดชีวิตของผม ผมจะดูแลพี่สาวของผมให้ดี > และจะทำดีกับเธอ" > > เสียงปรบมือดังกึกก้องไปทั่ว > สายตาทุกคู่ของแขกเหรื่อหันมาจับจ้องที่ฉัน > > คำพูดจากปากฉันออกมาอย่างยากลำบาก ... "ในโลกใบนี้ > คนเดียวที่ฉันรู้สึกขอบคุณที่สุด คือน้องชายของฉันค่ะ" > > ในวาระที่มีความสุขที่สุดเช่นนี้ > น้ำตาได้รินไหลออกมาจากสองตาของฉันอีกครั้ง... > > จงรัก และห่วงใยคนที่คุณรักในทุกๆ > วันในชีวิตของคุณและเขา > คุณอาจจะคิดว่าสิ่งที่คุณทำให้ใครสักคนเป็นเพียงสิ่งเล็กๆ > น้อยๆ > แต่สำหรับคนคนนั้นอาจจะมีความหมายมากอย่างคาดไม่ถึง > ..ไม่ว่าเขาคนนั้นจะคือ > พ่อ แม่ พี่ น้อง ญาติ คนรัก เพื่อน > หรือแม้คนที่คุณไม่รู้จัก ก็ตาม *
|