|
 สืบเนื่องจาก...เมื่อผมติดโรค...ตอนที่ 2 การเดินทางของพญาพาน.....จากองค์พระปฐมเจดีย์ ...ถึงอนุสาวรีย์ย่าเหล ตอนที่แล้ว (เมื่อผมติดโรค...TAG) ผมได้กล่าวถึงตำนานปรัมปรา ที่เล่าสืบต่อกันมาถึงประวัติการสร้างองค์พระปฐมเจดีย์ ที่กล่าวถึงเรื่องราวของการทำปิตุฆาต ลูกฆ่าพ่อ นั่นคือ พญาพานผู้เป็นแม่ทัพเมืองราชบุรี ได้ทำการยกทัพมาตีเมืองนครปฐม พร้อมทั้งทำการบั่นคอพญากง เจ้าเมืองนครปฐม ผู้เป็นพ่อ จนตายดับไปคามือ แถมยัง พยายาม เกี้ยวพาราสี พระนางนันทา พระมเหสีของพญากง ผู้สิ้นชีพิตักษัย หวังจะเอาทำเมีย เป็นเพราะความไม่รู้ ว่าเป็นพ่อแม่ลูกกัน จนเป็นปฐมเหตุให้พญาพานได้ทำการก่อสร้างองค์พระปฐมเจดีย์ ตามคำแนะนำของคณะพระสงฆ์ที่เดินทางมาจากศรีลังกาเพื่อเข้ามาเผยแพร่พระพุทธศาสนา จนถือกันว่าพระพุทธศาสนาเข้ามาเผยแพร่ในแหลมสุวรรณภูมิเป็นครั้งแรก ที่เมืองนครปฐม นั่นเอง นั่นเป็นนิทานหรือตำนานโบราณนะครับ...ที่ผู้เฒ่าผู้แก่เล่าต่อๆกันมา แต่ในครั้งนี้ผมกำลังจะเล่าถึงองค์พระปฐมเจดีย์ ในด้านวิชาการกันบ้าง

ก่อนอื่น ผมขอนำท่านมารู้จักจังหวัดนครปฐม อันเป็นสถานที่ตั้งองค์พระเจดีย์ กันก่อนนะคับ เดิมเมืองนครปฐม แต่เดิมตั้งอยู่ริมทะเลเคย เป็นเมืองที่เจริญรุ่งเรืองมากในสมัยทวาราวดี เพราะเป็นราชธานีที่สำคัญ มีหลักฐานเชื่อว่าศาสนาพุทธและอารยธรรมจากประเทศอินเดียเผยแพร่เข้ามาที่นครปฐมเป็นแห่งแรก ซึ่งองค์พระปฐมเจดีย์นั้น สัณนิฐานว่า เริ่มสร้างขึ้นมาเมื่อราว พุทธศักราช 300 นครปฐมจึงเป็นศูนย์กลางของความเจริญ มีชนชาติต่างๆ อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่เป็นจำนวนมาก ต่อมาเกิดความแห้งแล้งขึ้นในเมืองนครปฐม เพราะกระแสน้ำที่ไหลผ่านตัวเมืองเปลี่ยนเส้นทาง ประชาชนจึงอพยพไปตั้งหลักแหล่งอยู่ริมน้ำ และสร้างเมืองใหม่ขึ้น ชื่อว่า นครชัยศรี หรือ นครศรีวิชัย นครปฐมจึงกลายเป็นเมืองร้างมาหลายร้อยปี จนกระทั่งในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะที่ยังทรงผนวช ได้เสด็จธุดงค์ไปพบพระปฐมเจดีย์และ ทรงเห็นว่าเป็นเจดีย์องค์ใหญ่ไม่มีที่ไหนจะเทียบเท่า เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวขึ้นครองราชย์ จึงโปรดเกล้าฯ ให้ก่อเจดีย์แบบลังกาครอบเจดีย์องค์เดิมไว้ ทรงปฏิสังขรณ์สิ่งต่าง ๆ ในบริเวณองค์พระปฐมเจดีย์ให้มีสภาพดี และโปรดเกล้าฯ ให้ขุดคลองเจดีย์บูชา เพื่อให้การคมนาคมสะดวกขึ้นซึ่งการบูรณะองค์พระปฐมเจดีย์นั้นใช้เวลายาวนานถึง 17 ปี จนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 คือพุทธศักราช2413 จากนั้น ทรงได้เริ่มทำทางรถไฟสายใต้ แต่ตอนนั้นเมืองนครปฐมยังเป็นป่ารกอยู่ จึงโปรดเกล้าฯ ให้ย้ายเมืองจากตำบลท่านา อำเภอนครชัยศรี มาตั้งที่บริเวณพระปฐมเจดีย์เหมือนที่เคยตั้งมาแล้วในสมัยโบราณ เมืองนครปฐมจึงอยู่ต่อมาจนตราบเท่าทุกวันนี้   
ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระราชวังขึ้นที่ตำบลสนามจันทร์เป็นที่เสด็จแปรพระราชฐาน และโปรดเกล้าฯ ให้ตัดถนนเพิ่มขึ้นอีกหลายสาย ให้สร้างสะพานใหญ่ข้ามคลองเจดีย์บูชาขึ้น ทรงพระราชทานนามว่า สะพานเจริญศรัทธา ต่อมาให้เปลี่ยนชื่อเมือง นครชัยศรี เป็น นครปฐม แต่ชื่อมณฑลยังคงเรียกว่า มณฑลนครชัยศรี อยู่ จนกระทั่งยุบเลิกในสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ในปัจจุบันนครชัยศรีมีฐานะเป็นอำเภอหนึ่งขึ้นอยู่กับจังหวัดนครปฐม ที่นี้ก็มาถึงองค์พระปฐมเจดีย์แล้วคับ
องค์พระปฐมเจดีย์ ตั้งอยู่ภายในวัดพระปฐมเจดีย์ราชวรมหาวิหาร มีฐานะเป็นพระอารามหลวง ชั้นเอกพิเศษ ชนิดราชวรมหาวิหาร มีประวัติการก่อสร้างมายาวนานตั้งแต่ครั้งแผ่นดินสุวรรณภูมิ เป็นสถานที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อันถือเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวนครปฐมมาแต่โบราณกาล
องค์พระปฐมเจดีย์ แต่เดิมเรียกกันว่า พระธมเจดีย์ มีฐานะเป็นมหาธาตุหลวงในแผ่นดินสุวรรณภูมิ ถือกันว่าเป็นพระเจดีย์ที่สูงและใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ได้เคยทรงเสด็จพระราชดำเนินมาทอดพระเนตร พร้อมทั้งทรงมีพระราชวินิจฉัยว่า พระธมเจดีย์ องค์นี้นั้น อาจจะสร้างขึ้นเมื่อคราวที่มีพระสมณะทูต จากแผ่นดินพระเจ้าอโศกมหาราช เดินทางเข้ามาเผยแพร่พระพุทธศาสนาในแหลมสุวรรณภูมิ เนื่องเพราะลักษณะเดิมขององค์เจดีย์ มีลักษณะทรงคล้ายมะนาวผ่าซีก หรือทรงโอคว่ำ แต่มียอดแบบปราง ซึ่งพระองค์ทรงวินิจฉัยว่า น่าจะเคยมีเจ้านายชั้นสูงพระองค์หนึ่ง พระองค์ใด เคยมาพบพระธมเจดีย์ และทำการบูรณะไว้ก่อนก็อาจจะเป็นได้ ซึ่งพระราชวินิจฉัยนี้ ตรงกับข้อความในศิลาจารึกวัดศรีชุม ของพระมหาเถรศรีศรัทธาฯโดยศิลาจารึกนั้น กล่าวไว้ว่า พระมหาเถรศรีศรัทธา ท่านทรงได้แวะมาบูรณะพระธมเจดีย์องค์นี้ เมื่อครั้งที่ท่านเสด็จเดินทางกลับมาจากการไปศึกษาพระพุทธศาสนาที่เมือง ลังกา ท่านได้แวะมาทำการบูรณะปฎิสังขร องค์พระธมเจดีย์ ก่อนที่ท่านจะเดินทางกลับเมืองราด
พระทธรูปปางคันธาราษฎร์ ศิลปทราวดี องค์พระปฐมเจดีย์จำลององค์เก่า ซึ่งในเวลาต่อมา พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชทานนามใหม่ว่าพระปฐมเจดีย์ ด้วยพระองค์ทรงเชื่อว่าคือเจดีย์องค์แรกของแผ่นดินสุวรรณภูมิ ในนั่นเอง พระปฐมเจดีย์องค์พระปฐมเจดีย์ ได้รับการบูรณะปฎิสังขรณ์มาอย่างต่อเนื่องโดยมีการสร้างเจดีย์องค์ใหม่ครอบเจดีย์องค์เก่าที่เป็นลักษณะคล้ายรูปมะนาวผ่าซีก มาเป็นลักษณะคล้ายรูประฆังคว่ำ โครงสร้างแต่เดิมนั้นมีฐานเป็นไม้ซุงขนาดใหญ่หลายร้อยต้น รอยรัดติดกันด้วยสายโซ่เส้นขนาดมหึมา การก่อสร้างองค์เจดีย์เป็นแบบก่ออิฐ ถือปูน ด้านนอกประดับด้วยแผ่นกระเบื้องปูทับ รอบๆองค์พระปฐมเจดีย์ มีการก่อสร้างกำแพงแก้ว 2 ชั้น พร้อมด้วยหน้ามุขทั้ง 4 ทิศ ภายในองค์พระเจดีย์ เป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ ของพระพุทธเจ้า ซึ่งมีพุทธศาสนิกชน จากทั่วทุกมุมโลก ต่างเดินทางมากราบสักการะกันอยู่เป็นประจำในทุกๆวัน    
นอกจากพระบรมสารีริกธาตุที่บรรจุอยู่ด้านในองค์พระปฐมเจดีย์ แล้ว ยังมี องค์หลวงพ่อพระร่วงโรจนฤทธิ์ ที่เป็นพระพุทธรูปสำคัญของชาวจังหวัดนครปฐมประดิษฐานอยู่ด้วย พระร่วงโรจนฤทธิ์ เป็นพระพุทธรูปขนาดใหญ่ สร้างด้วยทองเหลือง หนัก 100 หาบ มีความสูงวัดจากพระบาท ถึง พระเกศ ได้ 12 ศอก 4 นิ้ว หรือ 7 เมตร 42 เซนติเมตร เป็นพระพุทธ ศิลปะสุโขทัย ปางห้ามญาติ ประทับยืนอยู่บนฐานลายดอกบัวคว่ำ บัวหงายที่สร้างจากทองเหลือง โดยหันพระพักตร์ไปทางด้านทิศเหนือ จากประวัติการสร้าง กล่าวไว้ว่า ในปีพุทธศักราช 2451 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 เมื่อครั้งดำรงพระราชอิสริยยศเป็นสมเด็จพระยุพราช ได้เสด็จพระราชดำเนินประพาสหัวเมืองฝ่ายเหนือ แล้วได้ทรงทอดพระเนตรเห็นพระพุทธรูปเก่าแก่องค์หนึ่งที่เมืองศรีสัชนาลัย ซึ่งพระพุทธรูปองค์ดังกล่าวนั้นแม้จะมีการชำรุดทรุดโทรมขนาดหนัก ทั้งพระเศียร พระหัตถ์ และพระบาท แต่มีลักษณะที่งดงาม เป็นที่ต้องพระราชหฤทัย พระองค์จึงทรงโปรดเกล้าฯให้อัญเชิญ กลับลงมาที่กรุงเทพฯ จากนั้นทรงให้ช่างปั้น ปั้นรูปองค์พระที่ชำรุดขึ้นมาใหม่ให้สมบูรณ์เต็มองค์ จากนั้นได้ทางโปลดเกล้าฯให้มีการจัดพระราชพิธีเททองหล่อขึ้นเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม พุทธศักราช 2456 ณ มณฑลพิธีวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม พร้อมทั้งพระราชทามนามใหม่ว่า พระร่วงโรจนฤทธิ์ ศรีอินทราทิตย์ ธรรโมภาส มหาวชิราวุธ
หลังพระราชพิธีเททองหล่อเรียบร้อยแล้ว ในเดือนกรกฎาคม พุทธศักราช 2457 ได้มีการอัญเชิญองค์พระร่วงโรจน์ฤทธิ์มาประดิษฐานที่องค์พระปฐมเจดีย์ แต่เนื่องจากองค์พระมีขนาดใหญ่มาก จึงจำเป็นต้องมีการถอดองค์พระออกเป็นชิ้นส่วน แล้วขนย้ายมาประกอบเป็นองค์กันที่จังหวัดนครปฐม จนเสร็จสมบูรณ์เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2458 และ มีการจัดงานเฉลิมฉลอง องค์พระร่วงโรจน์ ในเดือนเดียวกัน
   ในกาลต่อมา เมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 เสด็จสวรรคตลง ความในพระราชพินัยกรรมของพระองค์ได้ทรงระบุว่าให้บรรจุพระอังคารของพระองค์ไว้ที่ใต้ฐานองค์พระพุทธชินสีห์ วัดบวรนิเวศวิหาร และใต้ฐานองค์พระร่วงโรจนฤทธิ์ ที่ประดิษฐานอยู่ที่องค์พระปฐมเจดีย์ แล้วในวันที่ 31 สิงหาคม พุทธศักราช 2469 จึงได้มีการประกอบพระราชพิธีบรรจุพระบรมราชสรีรังคาร ที่ใต้ฐาน องค์พระร่วงโรจนฤทธิ์ ตามพระประสงค์ทุกประการ..... นอกจากนั้น ในปีพุทธศักราช 2529 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบัน ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ให้อัญเชิญพระอังคาร ของพระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี ในรัชกาลที่ 6 ไปบรรจุไว้เคียงข้าง พระบรมราชสรีรังคาร ของรัชกาลที่ 6 ที่ใต้ฐานองค์พระร่วงโรจนฤทธิ์อีกด้วย
ในปัจจุบันองค์พระปฐมเจดีย์ ถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ แห่งหนึ่งของประเทศไทย โดยในแต่ละวันจะมีพุทธศาสนิกชน รวมทั้งนักท่องเที่ยวจากหลากหลายประเทศ ต่างเดินทางมาเยี่ยมชม และสักการบูชา กันอยู่เป็นประจำมิได้ขาด ทั้งนี้ในแต่ละปีทางวัดพระปฐมเจดีย์ ได้จัดให้มีงานเทศกาลนมัสการองค์พระปฐมเจดีย์ หรือที่ชาวบ้านจะเรียกกันติดปากว่างานกลางเดือนหรือ งานองค์พระซึ่งงานนี้จะจัดขึ้นในช่วงวันเพ็ญเดือน 12 หรือวันลอยกระทง มีกำหนด 9 วัน 9 คืน ท่านใดที่ยังไม่เคยไปเที่ยวงานกลางเดือนผมขอแนะนำ ให้ท่านไปเที่ยวสักครั้งแล้วท่านจะไม่ลืม องค์พระปฐมเจดีย์ ไปชั่วชีวิต โดยเฉพาะในตอนกลางคืน ที่มีการประดับประดาหลอดไฟฟ้า เต็มองค์พระเจดีย์ ซึ่งจะเป็นภาพที่เมื่อใครพบเห็น จะติดตราตรึงใจ ไปนานเท่านาน และ เป็นภาพที่หาดูได้ยาก ปีหนึ่ง มีครั้งเดียวคับ.....
ปล. ตั้งใจว่าจะเขียน..การเดินทางจากองค์พระปฐมเจดีย์...ถึงอนุสาวรีย์ย่าเหล ให้จบในตอนเดียว แต่ไม่จบครับ คราวหน้าจะพาออกจากองค์พระ ไปรู้จักกับ ย่าเหล สุนัขทรงเลี้ยง ของล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 6 กันนะคับทั่น
                 
|