|
 พลเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา ชาติเสือ แม้นตกต้อง ติดบ่วง หนใด ไว้ลาย เจ้าแห่งไพร จวบสิ้น
ชาติชาย แห่งชาติไทย สละชีพ เพื่อชาติ ได้แล ไว้ชื่อ เชษฐบุรุษแท้ เกียรติก้อง ลือนาม
ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองแผ่นดิน จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช มาเป็นระบอบประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พุทธศักราช 2475 บุคคล สำคัญที่มีส่วน ร่วมอย่างสำคัญในการเปลี่ยนแปลงในครั้งนั้น คือ พ.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน์ พหลโยธิน) ในฐานะผู้นำคณะราษฎร์ฝ่ายทหารบก ท่านผู้นี้ ในภายหลัง ได้เข้ามาดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี ต่อจาก พระยามโนปกรณ์นิติธาดา ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกในระบอบประชาธิปไตย ของประเทศไทย พ.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนา ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตี ติดต่อกันถึง 3 สมัย ครั้งแรกที่ เข้าดำรงตำแหน่งเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน พุทธศักราช 2576 โดยการทำรัฐประหารรัฐบาลของพระยามโนปกรณ์นิติธาดา จากนั้นด้วยเหตุผลทางการเมืองในขณะนั้น ท่านจึงต้องดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีติดต่อกันถึง 3 สมัย จากนั้นก็ลงจากตำแหน่ง แล้วเข้ามาเป็นรัฐมนตรีอีก 2 กระทรวง คือ รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม ในปี พ.ศ.2477 และรัฐมนตรีว่ากระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงการคลังในปี พ.ศ.2478 จากนั้นเมื่อมีเหตุการณ์ผันผวนทางการเมือง ท่านก็กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรี เป็นสมัยที่ 4 โดยนั่งควบตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงเกษตราธิการ หลังจากนั้น ก่อนจะเข้าดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 5 วันที่ 21 ธันวาคม 2480 และลาออกจากตำแหน่ง เมื่อวันที่ 11 กันยายน พ.ศ.2481     
ความที่ท่านเป็นชาติเสือ เลือดทหารกล้า แม้ว่าท่านจะดำรงตำแหน่งทั้งทางทหาร
ในฐานะแม่ทัพ หรือในฐานะนักการเมือง ใครๆก็คงคิดว่าท่านดำรงตำแหน่งถึง
นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีมาหลายกระทรวง คงมีทรัพย์สินมากมายเหลือคณา
นับ หึหึ ท่านคิดผิด ใครจะเชื่อว่าท่านจน คติประจำใจคือของท่านคือ ชาติเสือต้องไว้ลาย ชาติชาย ต้องไว้ชื่อ แล้วท่านก็ไว้ชื่อให้ลูกหลานไทยได้ร่ำลือ ในความซื่อสัตย์ พล.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนา ถึงแก่อสัญกรรม เมื่อวันที่ 14
พุทธศักราช 2490 จากคำเล่าขาน หลังท่านถึงอสัญกรรม ทางครอบครัวของท่าน ไม่มีเงินเพียงพอ ที่จะจัดพิธีพระราชทานเพลิงศพ จนทางรัฐบาลในสมัยนั้น ต้องเข้ามารับอุปถัมภ์ จัดการงานพระราชทานเพลิง ให้ท่าน ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต ของท่าน เหล่าทหารกล้าและวิญญูชนทั้งหลาย จึงยกย่องท่านในฐาน เชษฐบุรุษ ที่พึงนำมาเป็นเยี่ยงอย่าง
 นายปรีดี พนมยงค์...รัฐบุรุษอาวุโส นายปรีดี พนมยงค์ เกิดเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2443 ที่ตำบลท่าวาสุกี
อำเภอกรุงเก่า จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นบุตรของนายเสียง กับ นางลูกจันทร์ พนมยงค์ สมรสกับท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ เริ่มการศึกษาในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และเข้าศึกษาในระดับอุดมศึกษาที่โรงเรียน กฎหมาย กระทรวงยุติธรรม สอบไล่ได้เป็นเนติบัณฑิตสยาม เมื่ออายุเพียง 19 ปี ในปี พ.ศ. 2463 ได้รับทุนไปศึกษาต่อวิชากฎหมายที่ประเทศฝรั่งเศส โดยศึกษาภาษาฝรั่งเศสและความรู้ทั่วไปที่ วิทยาลัยกอง (Lycee Caen) และศึกษากฎหมายที่มหาวิทยาลัยกอง (Caen) ได้รับปริญญาทางกฎหมายและได้ "ลิซองซิเอ ทางกฎหมาย" จากนั้นศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยปารีส ได้ดุษฎีบัณฑิตทางกฎหมาย (Docteur en Droit) ฝ่ายเนติศาสตร์ และประกาศนียบัตรชั้นสูงทาง เศรษฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยปารีส   
ในระหว่างที่ศึกษาอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศส ได้รับเลือกเป็นสภานายก แห่งสมาคมนักเรียนไทยในประเทศฝรั่งเศส เมื่อเดินทางกลับประเทศไทย นายปรีดี พนมยงค์ได้เข้ารับราชการเป็นผู้พิพากษาใน กระทรวงยุติธรรมเมื่อปี พ.ศ. 2469 แล้วย้ายไปเป็นเลขานุการกรมร่างกฎหมาย และเป็นอาจารย์สอนกฎหมายปกครองในโรงเรียนกฎหมาย จนกระทั่งได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นอำมาตย์ตรีหลวงประดิษฐ์มนูธรรม เมื่อปี พ.ศ. 2472 นายปรีดี พนมยงค์ เป็นบุคคลสำคัญในการก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 และได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ร่างรัฐธรรมนูญชั่วคราว ในครั้งนั้น ในปี พ.ศ. 2476 ได้ร่างเค้าโครงเศรษฐกิจแห่งชาติขึ้นเสนอรัฐบาล แต่ไม่ได้รับความเห็นชอบ และถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ นายปรีดี พนมยงค์ จึงต้องเดินทางออกนอกประเทศ เมื่อพันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนาทำรัฐประหาร เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2476 รัฐบาลได้ตั้งคณะกรรมการในคณะหนึ่งเพื่อสอบสวนว่านายปรีดี พนมยงค์ เป็นคอมมิวนิสต์หรือไม่ ผลการสอบสวนปรากฎว่า นายปรีดี พนมยงค์ ไม่มีมลทิน และนายปรีดี พนมยงค์ ได้รับแต่งตั้งให้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในรัฐบาลของพันเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา    ในด้านการศึกษา นายปรีดี พนมยงค์ ได้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง
และดำรงตำแหน่งผู้ประศาสน์การของมหาวิทยาลัยแห่งนี้เป็นคนแรก ในขณะที่เกิดสงครามมหาเอเชียบูรพา เมื่อปี พ.ศ. 2484 นายปรีดี พนมยงค์ ถูกกัน ให้พ้นจากตำแหน่งทางการเมือง และได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ และในขณะที่สงครามโลกครั้งที่ 2 กำลังดำเนินอยู่ นายปรีดี พนมยงค์ ได้ก่อตั้งขบวนการเสรีไทยในประเทศ ติดต่อประสานงานกับขบวนการเสรีไทยภายนอกประเทศ ภายใต้การนำของ หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช เพื่อต่อต้านญี่ปุ่นอย่างลับ ๆ จนกระทั่งสงครามสิ้นสุดลง นายปรีดี พนมยงค์ ได้รับ แต่งตั้งให้เป็นรัฐบุรุษอาวุโส
และร่วมกับรัฐบาลหม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช ดำเนินการประกาศว่า การที่รัฐบาลไทย ประกาศสงครามกับอเมริกาและอังกฤษเป็นโมฆะ และได้หาทางผ่อนคลายสัญญาสมบูรณ์แบบที่ผูกมัดไทย เนื่องจากผลของการแพ้สงคราม นายปรีดี พนมยงค์ เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 7 ของไทย เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2489 เนื่องจากรัฐบาลของนายควง อภัยวงศ์ ได้ลาออก ในช่วงที่นายปรีดี พนมยงค์ บริหารประเทศอยู่นั้น ได้เกิดเหตุการณ์สำคัญ ในประวัติศาสตร์ไทย คือ ในวันที่ 9 มิถุนายน 2489 ได้เกิดกรณี สวรรคตของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลด้วยพระแสงปืน รัฐบาลถูกโจมตีอย่างหนักโดยถูกกล่าวหาว่ารัฐบาลพยายามปิดบังและอำพรางความจริงในกรณีสวรรคต รวมทั้งไม่สามารถ หาข้อเท็จจริงในการสวรรคตมาแจ้งให้ประชาชนทราบได้ในที่สุดนายปรีดี พนมยงค์ จึงลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2489    
ต่อมาเมื่อนายทหารบกทั้งในและนอกราชการได้ก่อการรัฐประหารรัฐบาลของ พลเรือตรี ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2490 นายปรีดี พนมยงค์ ได้หลบหนีออกนอกประเทศไปพำนักอยู่ที่มาเลเซีย และได้ลี้ภัยทางการเมืองไปอยู่ในสาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นเวลาหลายปี ต่อจากนั้นได้ใช้ชีวิตในวัยชราอย่างสงบเงียบที่ประเทศฝรั่งเศส จนกระทั่งถึงแก่อสัญกรรมด้วยโรคหัวใจวายที่บ้านพักชานกรุงปารีส เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2526 รวมอายุได้ 83 ปี 
พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เกิดเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. ที่จังหวัดสงขลา เคยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย เป็นลำดับที่ 16 ระหว่างปี พ.ศ. 2523 ถึง พ.ศ. 2531 รวมระยะเวลา ถึง 8 ปี และเป็นนายกรัฐมนตรีตามคำเชิญของรัฐสภาในระบอบประชาธิปไตย ที่ครองอำนาจยาวนานที่สุด ในขณะที่นายกรัฐมนตรีที่ครองอำนาจยาวนานที่สุด โดยไม่ได้มาจากการเลือกตั้งคือ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ทั้งนี้เพราะกฎหมายไทยในสมัยนั้นไม่ได้กำหนด ให้รัฐสภาต้องเลือกนายกรัฐมนตรีจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และรัฐสภาในยุคนั้นเห็นว่าท่านมีความเหมาะสมที่สุดในภาวะ ความไม่มั่นคงทางการเมืองของชาติในขณะนั้น นักวิเคราะห์สถานะการณ์ทางการเมือง กล่าวว่าพลเอกเปรมเป็นบุคคลที่มี บทบาทสำคัญในการเมืองไทย ถูกเรียกขานกันขณะที่ดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี ของประเทศไทยว่า เตมีย์ใบ้    จนเมื่อมีกลุ่มคณะบุคคลระดับหัวหน้าพรรค ได้เข้าไปเรียนเชิญให้ท่านมารับตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีอีกครั้งในปี 2532 ท่าน พล.อ.เปรมก็ได้ปฏิเสธกลุ่มบุคคลเหล่านั้น โดยกล่าว อมตะวาจาว่าผมพอแล้ว ด้วยความดีความชอบในตำแหน่งหน้าที่ราชการ ความซื่อสัตย์ สุจริต และเป็นผู้สร้างความเจริญให้กับประเทศไทยโดยเฉพาะทางด้านเศรษฐกิจ จึงได้รับพระมหากรุณาธิคุณแต่งตั้งให้เป็นรัฐบุรุษ เป็น องคมนตรี และประธานองคมนตรีในเวลาต่อมา นับเป็นบุคคลตัวอย่างที่บรรดาข้าราชการและนักการเมือง ควรเอาเยี่ยงอย่าง และยึดเป็นแม่แบบในการทำงานเพื่อสนองคุณแผ่นดินเป็นที่ยิ่ง.... ในปัจจุบัน เมื่อเหลือบตามองบรรดา ข้าราชการ นักการเมืองทั้งหลายแหล่ กลับพบว่า แทบจะไม่มีผู้ใดเลย ที่สมควรจะได้รับการยกย่อง ให้เป็นรัฐบุรุษ....อีกเลยสักคนเดียว.......  

|