| << | พฤศจิกายน 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | ||||
| 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 |
| 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 |
| 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 |
| 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | |
พิมพ์หน้านี้
|
.. .....ลอ ลา..นาวาจอดเอ้ยยย ประทับทอด..อยู่หัวบันได โอ้ พ่อขา แม่คุณ ลูกเอาผลบุญมาให้.. (ลูกคู่)..เอลา เอ้ลา เอหล่า ขาวเอยยยยย แล้วร้องซ้ำ.. ลูกผู้เป็น เหมือนดังไก่แจ้ เอยย.. มาร้องเซงแซ่ อยุ่ที่ใต้ถุน ให้แม่โปรย ข้าวสารลงมาทำทาน เอ้ยย ..เอาบุญ (ลูกคู่) เอลา เอ้ลา เอหล่า..ขาวเอยยย แล้วร้องซ้ำ... น้ำเหนือ มันไหลล่อง เอยยย.. น้ำในตลองมันก็ไหลขึ้น แม่จงแผ่เมตตาที่พวกเรามาคราครืน เอลา เอ้ลา เอหล่า ขาวเอยยยย ทำบุญด้วยข้าว ให้แม่มีเงินเต็มถัง ถ้าทำบุญด้วยสตางค์ ให้แม่มีเงินเป็นไห เอยยย..
ทำบุญด้วยข้าว หรือทำบุญด้วยสตางค์ แล้วแต่แม่จะหลั่งน้ำใจ....เอเลเอ้ลา เอหล่า ขาวเอยยยยย ทำบุญ ไม่เสียข้าวสุกแล้วเอยยย.. พวกลูกแก้ว เอ้ยย จะให้พร ให้แม่มีสุขเลิศล้น...นะนะนแม่ขนตางอน.... คิดข้าวขอให้ข้าวกองเอยยยย ถ้าแม่คิดทอง เอ้ยย ขอให้ทองนี้เกิด ทองเอ้ยย ทองคำ..ละแม่กรวตน้ำเอาไปเถิด
.เอลา เอ้ลา เอหล่า ขาวเอยย ถ้ามีลูกหญิง ขอให้สืบสายเอยย ถ้าแม่มีลูกชาย ขอให้ถือสมุท ให้เขาลือละเลื่องไปทั่วทั้งเมืองมนุษย์..เอยยย เอลเอ้ลา เอหล่า ขาวววเอยยยยยยยยย....... เสียงเพลงท่วงทำนองไทยเดิม ดังกังวานออกจากเรือลำเล็ก ที่ลอยลำลัดเลาะมาตามคลองแม่น้ำอ้อม ดังกังวานไปทั่วคุ้งน้ำ ในค่ำคืนเดือนมืด หลังวันออกพรรษาเพียงวันเดียว กลุ่มในในเรือที่มีทั้งชายและหญิง ล้วนแล้วเป็นเป็นคนสูงยัง เมื่อต้นเสียงขึ้นเพลงมาอย่างไพเราะ ลูกคู่ก็คลอตามด้วยสำเนียงเสนาะ ฟังแล้วช่างไพเราะจับใจ.... ขบวนแห่เรือลำดังกล่าว ชาวปทุมธานีเรียกกันว่า ขบวน..รำพาข้าวสาร......
รำพาข้าวสาร เป็นประเพณีเก่าแก่ ที่มีมาแต่โบร่ำโบราณ ของชาวเมืองปทุมธานี จากการสืบค้นพบว่าประเพณีนำพาข้าวสารนั้น มีมาตั้งแต่สมัยต้นรัชกาลที่ 3 คือ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ และทำติดต่อกันมาทุกปี จุดเริ่มต้นเกิดที่วัดแจ้ง ตำบลสามโคก จังหวัดปทุมธานี
จากประวัติกล่าวกันไว้ว่า ในปี พ.ศ. 2310 เมื่อกรุงศรีอยุธยา เสียทีให้แก่พม่า เจ้าน้อยระนาด ธิดาของเจ้าสัวสุ่นได้ลงเรือหนีทัพพม่ามากับพวก มาตามลำน้ำเจ้าพระยาในเวลา กลางคืน จนมาสว่างที่อำเภอสามโคก ตรงกับวัดแจ้งในเวลานี้ และได้จอดเรือพักผ่อนอยู่ที่ริมตลิ่ง กล่าวกันว่า ได้เจอดินกลาย เป็นทองตรงวัดแจ้ง จึงตั้งใจว่า เมื่อตั้งหลักฐานมั่นคงแล้วจะมาสร้างวัดที่นี่ ต่อมาเจ้าน้อยระนาด (ตีระนาด เก่งมาก) ได้เป็นเจ้าจอมของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ และมีพระราชโอรสซึ่งเกิด ในเจ้าจอมมารดาน้อยระนาด คือ พระองค์เจ้าชายกลาง ต่อมาในรัชกาลที่ ๔ พระองค์ชายกลางได้ทรงกรมเป็นที่กรมหลวงเทเวศร์วัชรินทร์ และในรัชกาลที่ ๕ ได้เลื่อนเป็นกรมพระเทเวศร์วัชรินทร์ และสิ้นพระชนม์
เมื่อมีพระชนมายุได้ ๗๓ พรรษา ทรงเป็นต้นสกุลวัชรีวงศ์ เข้าใจว่าสกุลนี้จะมาสร้างวัดแจ้ง กรมพระเทเวศร์วัชรินทร์ มีโอรส คือ พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าวัชรีวงศ์ (พระองค์เจ้าขาว) ได้มาบูรณะวัดแจ้งทุกปี และพระองค์เป็นผู้ริเริ่มให้มีการรำพาข้าวสารขึ้น เพื่อนำไปถวายพระให้เป็นทุนใน การปฏิสังขรณ์วัดต่อไป
(คุณลุงเสน่ห์ เจริญนา ขณะลอยเรือรำพาข้าวสาร ในคลองแม่น้ำอ้อม จ.ปทุมธานี)
การที่พระองค์เป็นผู้ริเริ่มขึ้น ฉะนั้นในการร้องเพลงรำพาข้าวสาร จึงเริ่มต้นด้วยชื่อ ของท่าน ซึ่งเป็นการแสดงความคารวะต่อพระองค์ท่าน ประเพณีการรำพาข้าวสารนี้ ชาวนนทบุรีก็นำไปใช้ด้วยเช่นกัน แต่จะเรียกว่า
"รำพาข้าวสารพระองค์เจ้าขาว"
คุณลุงเสน่ห์ เจริญนา อายุ 72 ปี ชาวบ้านวัดดาวเรือง ต.เชียงรากใหญ่ อ.สามโคก จ.ปทุมธานี ได้กรุณา เล่าให้ พญาพาน ฟังว่า ตนเองนั้นได้ยินได้ฟังการรำพาข้าวสาร มาตั้งแต่อายุ 6-7 ขวบ โดยในครั้งนั้นคุณยายของตนเป็นแม่เพลง และมีผู้ใหญ่อีกหลายคนเป็นลูกคู่ ทั้งหญิงและชาย ซึ่งประเพณีรำพาข้าวสารนั้นมีมานานกว่า 100 ปีแล้ว และนิยมทำกันในช่วงหลังวันออกพรรษา คำว่า รำพาข้าวสาร ถ้าจะให้แปลตรงตัว ก็คือ การร้องเพลงขอข้าวสาร เพื่อนำไปถวายวัดนั่นเอง ประเพณีรำพาข้าวสาร มันผูกติดอยู่กับประเพณีตักบาตรพระร้อย ของชาวจังหวัดปทุมธานี โดยเมื่อถึงวันออกพรรษา
ก่อนจะถึงวันเทศกาลตั้งบาตรพระร้อย พวกตนจำนวนกว่า 10 คน จะออกไปรำพาข้าวสารตามบ้านเรือนประชาชนทั่วๆไป แล้วนำข้าวสารที่ได้มานั้นไปถวายวัดเพื่อใช้ในการหุงข้าวสวยข้าวต้ม เลี้ยงพระในวันตักบาตรพระร้อย จึงถือเป็นประเพณีที่ผูกพันกันมายาวนาน ในสมัยก่อน เมื่อจะถึงเทศกาลตักบาตรพระร้อย ตามวัดวาอารามต่างๆ จะมีพระมารวมกันเป็นร้อยๆองค์ ก็มีปัญหา ที่จะหาข้าวปลาอาหารมาถวายพระในเวลาเช้า เพราะกว่าจะถึงเวลาตั้งบาตรพระร้อย ก็ปาเข้าไป 3-4 โมงเช้า ฉะนั้น ในตอนเช้าจึงจำเป็นต้องหาข้าวสารจำนวนมาก มาต้มข้าวต้ม เลี้ยงพระ
จึงเป็นที่มาของกลุ่มศิลปินพื้นบ้าน ที่รวมตัวกัน พากเรือร้องรำทำเพลงไปตามลำคลอง เพื่อขอรับบริจาคข้าวสาร มาไว้ใช้ต้นข้าวต้มเลี้ยงพระ การรำพาข้าวสาร ก็เริ่มจาก พวกเราจะนำกลอง ฉิ่ง กรับ ลงไปในเรือ แล้วก็พายไปตามลำคลอง เพราะบ้านเรือนของประชาชนในย่านนี้ ส่วนใหญ่ก็จะปลูกอยู่ริมน้ำตามแบบโบราณ
การรำพาข้าวสาร ก็คือ การร้องรำทำเพลงของคนกลุ่มหนึ่ง ซึ่งมีทั้งหญิงและชาย โดยคนทั้งหมดประมาณ 10 กว่าคน จะลงเรือแล้วพายไปตามลำคลอง ลัดเลาะไปจอดตามบ้านเรือน ที่ปลูกอยู่ริมคลอง จากนั้น คณะรำพาข้าวสารจะประกอบไปด้วย บุคคลทั้งหญิง และชาย มีทั้งคนแก่หรือคนหนุ่มสาว ประมาณ 10-20 คน ลงเรือที่เตรียมไว้ในตอนค่ำ ภายในเรือมีกระบุง หรือกระสอบใส่ข้าวสาร มีคนแก่คนหนึ่งนุ่งขาวห่มขาว นั่งกลางลำเรือเป็นประธาน โดยไม่ต้องทำอะไรเลย ส่วนคนอื่นๆ ช่วยกันพายเรือ และแต่งกายตามสบาย หรือแล้วแต่จะตกลงกัน ทุกคนนั่งริมกราบเรือ เพื่อช่วยกันพาย และมีคนคัดท้ายที่เรียกว่า "ถือท้ายเรือ" หนึ่งคน จะพายพร้อมๆ กัน เหมือนกับแข่งเรือ โดย พายไปตามบ้านที่เรือจอดถึงหัวบันไดบ้านได้ เมื่อเรือจอดที่หัวบันไดบ้านแล้ว ก็จะร้องเพลง
โดยมีต้นเสียงหรือแม่เพลง ขึ้นนำว่า "เจ้าขาว ลาวละลอกเอย มาหอมดอก ดอกเอ๋ยลำไย แม่เจ้าประคุณพี่เอาส่วนบุญมาให้" จากนั้นทุกคนก็จะร้องรับ พร้อมๆ กันว่า "เอ่ เอ เอ้ หลา เอ่ หล่า ขาว เอย" แล้วก็ร้องไปเรื่อยๆ เป็นทำนองเชิญชวนให้ทำบุญร่วมกัน ร้องไปเรื่อยจะเป็นดอกอะไรก็ได้จนกว่าเจ้าของบ้านจะตื่น เมื่อเจ้าของบ้านได้ยินเสียงเพลง ก็จะรู้ทันทีว่ามา เรี่ยไรข้าวสารเพื่อจะนำไปทำบุญต้มข้าวต้มเลี้ยงพระ โดยเอาขันตักข้าวสารลงมาให้ที่เรือแล้วยกมือไหว้ เป็นการอนุโมทนาด้วยเมื่อคณะรำพาข้าวสารได้รับบริจาคแล้ว ก็จะให้ศีลให้พรเป็นเพลงให้เจ้าของบ้านอยู่เย็นเป็นสุข และทำมา ค้าขึ้น
โดยร้องว่า "ทำบุญกับพี่แล้วเอยขอให้ทรามเชยมีความสุข นึกถึงเงินให้เงินมากอง นึกถึงทองให้ ทองไหลมา เอ่ เอ เอ้ หล่า เอ่ หล่า ขาว เอย" เมื่อร้องเพลงให้พรเสร็จแล้วก็พายเรือไปบ้านอื่นต่อไป การรำพาข้าวสารจะเริ่มตั้งแต่ ๑๙.๐๐ น.เรื่อยไปจนสว่าง จึงเลิกแล้วพากันกลับบ้าน และในคืนต่อไปคณะรำพาข้าวสาร ก็จะพายเรือไปขอรับบริจาคที่ตำบลอื่นต่อไป จนกระทั่งเห็นว่าข้าวของที่ ได้มาพอที่จะทอดกฐินแล้วจึงยุติการรำพาข้าวสาร
(ภาพนี้ เป็นทีมงานพญาพานเองจ้า)
|