วันพฤหัสบดี ที่ 13 กันยายน 2550
แม็คมิลแลน นักแหกแดนทรชน 3 ปีในคลองเปรมเขาคือราชา...
Posted by
PDN
,
ผู้อ่าน : 232
, 18:43:53 น.
พิมพ์หน้านี้
 | เดวิด แม็คมิลแลน ชายชาวเมลเบิร์น คือนักค้าเฮโรอีนผู้มีชื่อเสียงกระฉ่อนโลกและน่าทึ่ง ความจริงคนอย่างเขาควรจะถูกฆ่าไปแล้ว หรือไม่เช่นนั้นอย่างน้อยก็ผอมโซนอนรอความตายด้วยการแขวนคอในคุกประเทศไทย ..............แต่เรื่องราวไม่ได้เป็นเช่นนั้น เพราะเช้าวันหนึ่งเมื่อต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา หนังสือพิมพ์ The Australian Weekend สะกดรอยตามเขาไปจนถึงถนนฟูลแฮมในกรุงลอนดอน และพบเขากำลังยืนซื้อหนังสือพิมพ์อยู่ระหว่างทางไปทำงานเป็นพนักงานบรรจุห่ออาหารเพื่อสุขภาพที่โรงงานแห่งหนึ่ง |
นักค้ายาผู้นี้จบการศึกษาจาก Caulfield Grammar ซึ่งเป็นโรงเรียนชื่อดังในออสเตรเลีย เขาทำงานให้กับบริษัทอาชญากรรมข้ามชาติมูลค่าหลายล้านดอลล่าร์มาหลายสิบปีแล้วและเป็นที่ต้องการตัวของทางการไทยอย่างมาก เขาไม่สามารถกลับไปออสเตรเลียได้หลังจากที่หลบหนีทัณฑ์บนในเมลเบิร์นมาก่อนหน้านี้แล้ว
แม็คมิลแลนเล่นกับชะตาฆาตด้วยการหลบหนีอย่างน่าอัศจรรย์จากเรือนจำคลองเปรมในประเทศไทยซึ่งเรียกขานกันในหมู่ชาวต่างชาติว่า Bangkok Hilton เมื่อปี 1996 โดยการแหกคุกครั้งนั้นใช้เทคนิคเดียวกับเมื่อครั้งวางแผนหลบหนีจากทัณฑสถานเมืองเพนท์ริดจ์ระหว่างที่อยู่บนเฮลิคอปเตอร์
หลังจากพ้นโทษจำคุกหลายสิบปีในออสเตรเลีย เขาก็หนีออกจากประเทศด้วยหนังสือเดินทางปลอมและไม่กลับเข้าประเทศอีกเลยโดยไม่เกรงกลัวว่าทางการไทยหรือออสเตรเลียจะตามล่าตัว อันที่จริงไม่มีอะไรยากเลย เพราะผมรู้ว่ารัฐบาลอังกฤษมีนโยบายไม่ส่งผู้ร้ายกลับไปยังประเทศที่มีการใช้โทษประหารชีวิตอยู่ และการหลบเลี่ยงทัณฑ์บนก็ไม่ถือว่าเป็นความผิดจนต้องส่งกลับออสเตรเลีย แม็คมิลแลนเปิดเผยจากห้องเช่าแห่งหนึ่งในลอนดอนที่เขาพักอยู่ อีกอย่าง ผมก็มีพาสปอร์ตสัญชาติอังกฤษด้วย
แม้ว่าจะยังหลบหนีอยู่ แต่แม็คมิลแมนซึ่งมีอายุ 51 ปีแล้วกลับลงมือเขียนหนังสือชื่อ Escape เพื่อบอกเล่าเรื่องราวตลอด 30 ปีที่เขาขนเฮโรอีนจากสามเหลี่ยมทองคำในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และดินแดนพระจันทร์เสี้ยวทองคำในปากีสถานและอาฟกานีสถาน ไปยังออสเตรเลียและยุโรป ตลอดจนการแหกคุกอันลือลั่นที่กรุงเทพฯ เขาเป็นคนที่น่าสนใจ เป็นโจรสลัดที่หลักแหลม และไม่เหมือนอาชญากรทั่วไปที่คุณเคยพบเจอ คิวซี ฟิลิปป์ ดันน์ ทนายความชาวออสเตรเลียกล่าวถึงหนุ่มแม็คมิลแลน
ในช่วงทศวรรษ 1980 ชีวิตของแม็คมิลแลนมาถึงจุดสูงสุด ซึ่งเขาเรียกชีวิตช่วงนั้นว่าเป็นยิ่งกว่ามหาเศรษฐี ผมมีแฟลตหลังใหญ่ในเมย์แฟร์ มีบ้านและที่ทำงานในเมลเบิร์น และยังมีอพาร์ทเม้นท์ในกรุงเทพฯ ฮ่องกง และบรัสเซลส์ แต่เมื่อเขาเริ่มเป็นที่จับตามองของสำนักงานตำรวจแห่งชาติออสเตรเลีย หน่วยปราบปรามยาเสพติดสหรัฐอเมริกาและกรมศุลกากรอังกฤษ ชีวิตเขาก็ต้องวุ่นอยู่กับการสับเปลี่ยนแท็กซี่ เดินเข้าเดินออกห้างสรรพสินค้าเพื่อให้คนสะกดรอยตามสับสน รวมทั้งต้องพกโทรศัพท์เคลื่อนที่และหนังสือเดินทางติดตัวอยู่หลายชิ้นตลอดเวลา แม็คมิลแลนถูกจับกุมในข้อหามีกัญชาไว้ในครอบครองครั้งแรกที่สนามบินฮีทโทรว์ในปี 1979 และถูกขังในคุกเมืองรี้ดดิ้งเป็นเวลา 6 เดือน
ผมเป็นคนหนึ่งที่คิดว่ายาเสพติดควรเป็นสิ่งที่ถูกกฎหมาย เขากล่าว
ผมเริ่มทำธุรกิจในกลุ่มเพื่อน แต่แน่นอนว่าด้วยกำไรที่มากมายก็ทำให้ธุรกิจเติบโตขึ้นเรื่อยๆ แต่ผมไม่อยากจะเสแสร้งเป็นอะไรที่ไม่ใช่ตัวผม เพราะถึงยังงัยผลลัพธ์ที่หนีไม่พ้นก็คือผมต้องถูกตราหน้าว่าเป็นพ่อค้าความตายหรืออะไรประมาณนั้น
ผมไม่หาเหตุผลให้กับสิ่งที่ผมทำหรอก เพราะมันก็เป็นแค่เรื่องธรรมดาของชีวิต
ชื่อของแม็คมิลแลนเริ่มเป็นที่กล่าวขานในออสเตรเลียในปี 1983 เมื่อเขาอายุ 26 ปีและถูกตัดสินจำคุก 17 ปีฐานเป็นหัวหอกแก๊งเฮโรอีนมูลค่าร้อยล้านดอลล่าร์
ในตอนนั้นคู่รักของเขาคือ เคลเลีย เทเรซ่า วิกาโน่ ลูกสาวของตระกูลที่ร่ำรวยในเมืองเมลเบิร์นและผู้หญิงอีกคนหนึ่ง มารี เอสคอล่าร์ คาสติดโล่ เสียชีวิตในกองเพลิงที่เรือนจำแฟร์เลียระหว่างให้การเกี่ยวกับแก๊งค้าเฮโรอีน
ช่วงเวลาสามปีในเรือนจำคลองเปรม หรือ Bangkok Hilton แม็คมิลแลนนับได้ว่ามีชีวิตที่สุขสบายกว่านักขนยาคนอื่น ๆ นัก
เพราะในขณะที่นักโทษต่างชาติในตึกหมายเลข 2 ต้องรบราฆ่าฟันกับแมลง หนอน วัณโรค และเอดส์ อีกทั้งต้องทนกับซุปและหัวปลาบ้างในบางโอกาส ผู้ถูกกักขังและรอความตายในประเทศไทยต้องได้รับความรู้สึกเหมือนกับฝันร้าย เพราะพวกเค้าไม่มีทางรู้เลยว่าเมื่อไหร่จะถูกนำตัวออกจากห้องขังที่เป็นเพียงบ้านพักพิงหลังสุดท้ายก่อนที่พวกเค้าจะได้สัมผัสกับความตายบนหลักประหารแม็คมิลแลนกลับมีส้วมและคนใช้ส่วนตัวรวมทั้งพ่อครัวซึ่งทำอาหารด้วยเครื่องปรุงส่วนใหญ่ซื้อมาจากซุปเปอร์มาร์เก็ตย่านใกล้เคียง
ผมสามารถดูทีวีและฟังวิทยุรวมถึงมีออฟฟิสส่วนตัว และแทนที่จะอยู่ในห้องขังร่วมกับนักโทษอีก 70 คน เราอยู่กันแค่ 5 คนเท่านั้น ซึ่งทั้งหมดนี้ได้มาด้วยเงินแค่ 10,000 บาทต่อสัปดาห์เท่านั้น เขากล่าว และเมื่อเขารู้ว่าโทษประหารชีวิตกำลังจะมาเยือน วันหนึ่งเขาก็ได้รับห่อเลื่อยที่ซ่อนมาข้างในม้วนโปสเตอร์ ยามที่ตรวจค้นกล่องของขวัญนั้นถูกล่อด้วยภาพเปลือยซึ่งถูกริบไปโดยยามคนนั้นอย่างไม่ต้องสงสัย ตามคำบอกเล่าของแม็คมิลแมนเกี่ยวกับการหลบหนีเมื่อเดือนสิงหาคม 1996 เขาเลื่อยกรงขังสองแท่งแล้วคลานลอดออกมาจากช่องนั้น จากนั้นก็โรยตัวลงมาจากชั้นสองด้วยสายเข็มขัด
เวลาตีสอง 55 นาที เขาก็มาถึงโรงงานของเรือนจำซึ่งเขาใช้เป็น ห้องทำงาน เขาหยิบเทปพันสายไฟ กรอบรูปอย่างหนาแปดอัน ผ้าขี้ริ้วและน้ำออกมา ในโรงงานกล่องกระดาษของเรือนจำนั้น เขาได้สร้างบันไดสองตัวขึ้นจากส่วนประกอบที่มีเพียงกระบอกไม้ไผ่ เทปกาว และกรอบรูป เท่านั้น หลังจากปีนบันไดข้ามกำแพงด้านในสามชั้นและเดินลุยคูน้ำโสโครกที่ดำสนิทและกว้างถึง 2 เมตรครึ่งแล้ว เขาก็ตะกายมาถึงกำแพงชั้นนอก ผมปีนขึ้นมาจนถึงปากทางและเบิกตามองทัศนียภาพที่ผมเคยวาดไว้ในจินตนาการมานานจนจำไม่ได้แล้ว เขากล่าว อ่านต่อที่นี่ค่ะ |

|