• เอฟสต็อบ
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sakolphoto@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-01-29
  • จำนวนเรื่อง : 7
  • จำนวนผู้ชม : 2737
  • จำนวนผู้โหวต : 7
  • ส่ง msg :
สันติภาพ
เป็นบล็อกเกี่ยวกับภาพ ข่าวสาร
Permalink : http://www.oknation.net/blog/peace
วันจันทร์ ที่ 23 เมษายน 2550
ทุ่นระเบิด ภัยร้ายที่แทบมองไม่เห็น 2
Posted by เอฟสต็อบ , ผู้อ่าน : 481 , 03:48:54 น.  
พิมพ์หน้านี้


ปัจจุบันในกลุ่มประเทศผู้ผลิตทุ่นระเบิด แม้จะลดจำนวนลงมากแล้ว แต่ทุ่นระเบิดที่ผลิตได้จากอดีตจนถึงปัจจุบัน จะถูกเก็บซ่อนอย่างมิดชิด ทั้งเพื่อใช้เป็นแนวรั้วป้องกันตนเองเวลาเกิดศึกสงคราม และเก็บไว้จำหน่ายให้แก่กลุ่มประเทศที่ยังมีสงครามอยู่ ระเบิดเป็นสินค้าที่ส่วนมากไม่ได้แลกเปลี่ยนด้วยเงิน แต่จะแลกเปลี่ยนกันด้วยข้อตกลงลี้ลับบางประการ และส่วนมากผู้จ่ายเงินมักจะไม่ใช่ผู้ใช้ ประเทศมหาอำนาจหลายประเทศจะผลิตทุ่นระเบิด เพื่อเป็นข้อแลกเปลี่ยนทางด้านการเมือง ส่วนบางประเทศที่อ้างว่าตัวเองเลิกผลิตทุ่นระเบิดแล้ว ก็อาจจะซื้อทุ่นระเบิดผ่านประเทศที่ยังผลิตอยู่ เพื่อส่งไปสนับสนุนประเทศด้อยพัฒนา มูลค่าของทุ่นระเบิด ถ้าคิดเป็นตัวเงินที่ส่งมาช่วยเหลือในแต่ละประเทศ จะมากกว่ามูลค่าของข้าวปลาอาหาร และยารักษาโรคที่ประเทศนั้น ๆ ต้องบริโภคทั้งประเทศ ไม่น่าเชื่อว่ามนุษยชาติที่ด้อยพัฒนาทั้งหลายเหล่านั้น มองเห็นความสำคัญในการเข่นฆ่ากัน มากกว่าการที่จะยังชีพกันอยู่อย่างสงบสุข


เหมือนเช่นประเทศเพื่อนบ้านเรา ไม่ได้เป็นเรื่องเกินจริงเลยถ้าจะกล่าวว่า พื้นที่ชายแดนรอบประเทศไทย ด้านที่ติดกับประเทศกัมพูชา นับตั้งแต่จังหวัดตราด จันทบุรี สระแก้ว บุรีรัมย์ สุรินทร์ เรื่อยเลยมาจนถึงจังหวัดศรีสะเกษ และบางส่วนของจังหวัดอุบลราชธานี พื้นที่ทั้งหมดถูกปูพรมด้วยทุ่นระเบิดจำนวนนับล้าน ๆ ลูก ทั้งในพื้นที่ที่ถูกจัดสรรให้เป็นที่ดินทำกินของราษฎร ที่ดินเรือกสวนไร่นา ที่ดินป่ารกร้างว่างเปล่า รวมไปถึงพื้นที่ป่าอนุรักษ์ที่กรมป่าไม้ พยายามจะเข้าไปกันเขตเพื่อเก็บรักษาป่าไม้ไว้ ในพื้นที่จำนวนหลายแสนไร่เหล่านั้น ครั้งหนึ่งในอดีตเคยเป็นทั้งสนามรบ และที่ลี้ภัยการเมือง ทั้งของตัวผู้นำเองและของทหารกองเล็กกองน้อย การสู้รบระหว่างกลุ่มชนในประเทศกัมพูชา นับตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๑๖ เรื่อยมา เป็นการต่อสู้ที่ผลัดเปลี่ยนผู้แพ้และผู้ชนะมาตลอด และไม่ว่าใครจะเป็นผู้ชนะ ผู้ที่แตกร่นเข้ามาในเขตประเทศไทย จะถูกผู้ที่ยึดครองแผ่นดิน วางทุ่นระเบิดเป็นแนวยาว ประหนึ่งกำแพงป้องกันไม่ให้อีกฝ่ายย้อนกลับคืนสู่แผ่นดิน

ไม่นับรวมทุ่นระเบิดที่หน่วยย่อย ๆ วางป้องกันตัวเองในทุกฐานที่ปักหลักอยู่ ว่ากันว่าแม้เพียงทหารสองสามนายผูกเปลนอนเพื่อพักผ่อน เขาก็มีทุ่นระเบิดเหลือเฟือที่จะฝังปักรอบฐานเพื่อป้องกันการบุกรุก และเมื่อตื่นนอนเพื่อเดินทางต่อ คงไม่มีใครมาเสียเวลาเก็บกู้ เพราะเวลาในการวางนั้นง่ายดายเพียงไม่กี่อึดใจ แต่เวลาในการเก็บกู้ยาวนานเป็นชั่วโมง ด้วยค่าใช้จ่ายที่สูงถึง ๓๐๐-๑,๐๐๐ เหรียญสหรัฐต่อหนึ่งลูก ทุ่นระเบิดนับสิบนับร้อยที่เหลืออยู่ จึงกลายเป็นกองร้อยทหารใบ้ที่ยืนเข้าแถวนิ่งเงียบ รอคอยผู้คนมากระตุ้นให้เขาคำรามแผดเสียงพ่นพิษใส่ และที่สำคัญ บางครั้งกระทั่งคนที่วางเองก็ลืมตำแหน่งแห่งหน และเครื่องหมายที่ตัวเองทำไว้ และกลายเป็นผู้โชคร้ายเสียเอง การสู้รบที่อยู่ชายขอบด้านทิศตะวันออกนั้น เป็นการสู้รบที่ไร้กฎเกณฑ์ ไร้รูปแบบ การวางแบบดาวล้อมเดือน วางแบบแนว K5 ที่บันทึกไว้ในตำรา ไม่สามารถยึดถือได้ สิ่งที่ฝ่ายวางยึดถือมีอยู่เพียงอย่างเดียวคือ ป้องกันตัวเองให้ได้มากที่สุด และทำลายฝ่ายตรงข้ามให้ได้มากที่สุดเช่นกัน


นั่นคือสนามทุ่นระเบิดที่เกิดจากสงคราม และความขัดแย้งในประเทศอื่น ที่เราเข้าไปยุ่งเกี่ยวไม่ได้ ยังมีสนามทุ่นระเบิดอีกจำนวนหนึ่ง ที่เกิดขึ้นจากความขัดแย้งของกลุ่มคนภายในประเทศ การสู้รบระหว่างทหารไทยกับผู้ฝักใฝ่ในลัทธิอื่น เริ่มต้นตั้งแต่วันเสียงปืนแตก* (*คือวันที่ ๗ สิงหาคม ๒๕๐๘ ซึ่งเป็นวันที่กองกำลังติดอาวุธของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ปะทะกับกองกำลังของรัฐบาลเป็นครั้งแรก) จนถึงวันเสียงปืนดับ (ปี พ.ศ. ๒๕๐๘ ถึงกลางปี พ.ศ. ๒๕๒๕) ระยะเวลากว่า ๑๗ ปี อาวุธหนักและลูกปืนใหญ่ ที่คนไทยสาดใส่กันยิ่งกว่าสาดน้ำในวันสงกรานต์ ก่อให้เกิดสนามทุ่นระเบิดจำนวนมากมาย ว่ากันว่าจำนวนลูกปืนใหญ่และอาวุธหนักที่ยิงออกไป ในจำนวน ๑๐๐ ลูก จะมีลูกปืนที่ไม่ระเบิดอยู่มากกว่า ๕ ลูก ซึ่งเมื่อคำนวณจากการยิงในช่วงสิบกว่าปี สรรพาวุธหนักที่ยังไม่ระเบิด (unexploded ordnance - UXO) เหล่านั้นย่อมมีอยู่มากมาย
ในพื้นที่การสู้รบ ทั้งในแนวแอลเล็กด้านภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แนวแอลใหญ่ในภาคกลางและอีสานตอนเหนือ รวมทั้งในแนวเทือกดอย ผาหม่น ดอยยาว และดอยหลวงทางภาคเหนือ ที่ทหารไทยและผู้ที่ฝักใฝ่ในลัทธิอื่นสู้รบกัน มีสรรพาวุธหนักที่ยังไม่ระเบิด (UXO) หลงเหลืออยู่เป็นจำนวนมาก ทั้งใต้ดิน บนพื้นดิน ในป่าทึบ และในที่ดินรกร้างว่างเปล่าที่ปัจจุบันบางส่วนถูกจัดสรรให้เป็นที่ดินทำกินของราษฎร สรรพาวุธหนักที่ยังไม่ระเบิดเกือบทั้งหมดยังพร้อมที่จะระเบิดทำลายคนรอบข้างได้อยู่ตลอดเวลา
นอกจากสนามทุ่นระเบิดตามแนวเขตชายแดนด้านทิศตะวันออก และภายในประเทศ ซึ่งส่วนมากเป็นสนามทุ่นระเบิด ที่สามารถกำหนดแนวเขตได้ชัดเจน ยังมีสนามทุ่นระเบิดอีกจำนวนหนึ่ง ในแนวเขตชายแดนด้านทิศตะวันตก ที่ติดต่อกับประเทศพม่า สนามทุ่นระเบิดในด้านนี้ยังไม่อาจกำหนดจำนวนและขนาดได้ เนื่องจากบางพื้นที่ยังมีการสู้รบอยู่ ทุ่นระเบิดที่ฝังไว้บางส่วนมีมานานแล้ว และบางส่วนเพิ่งเกิด บางคนให้คำจำกัดความสนามทุ่นระเบิดในด้านนี้ว่า เป็นสนามทุ่นระเบิดที่เดินได้ ซึ่งปัจจุบันยังมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นอยู่เสมอทั้งคนและสัตว์ โดยเฉพาะช้าง

 



ประมาณการว่าในช่วง ๑๕ ปีที่ผ่านมา มีประเทศที่ได้รับผลกระทบจากสนามทุ่นระเบิดอยู่ถึง ๘๐ ประเทศ ในจำนวนประเทศทั้งหมดในโลก ๑๙๔ ประเทศ ซึ่งในจำนวน ๘๐ ประเทศนี้ มีอยู่ ๑๗ ประเทศที่องค์การสหประชาชาติ บันทึกให้เป็นประเทศที่มีปัญหาอย่างรุนแรง (serious mine problem) โดยเฉพาะประเทศแองโกลา จากการสำรวจในระดับที่ ๑ (mine impact survey level 1) ทำให้รู้ว่าประเทศที่มีจำนวนประชากร ๑๐ ล้านคน มีพื้นที่ปนเปื้อนด้วยทุ่นระเบิดอยู่ถึง ๙๑๕ ตารางกิโลเมตร ด้วยจำนวนทุ่นระเบิดสังหารบุคคล (anti-personel) ๙-๑๕ ล้านลูก มีผู้ประสบภัยโดยเฉลี่ยเดือนละ ๑๕๐-๒๐๐ ราย ๓๕ เปอร์เซ็นต์ของผู้ประสบภัยเป็นเด็ก และกว่า ๓๐ เปอร์เซ็นต์ของผู้ประสบภัยจะเสียชีวิต ประมาณการว่า ๑ ใน ๔๗๐ คนของประชากรแองโกลาทั้งประเทศเป็นคนพิการเนื่องจากระเบิด ประเทศที่มีความรุนแรงลดหลั่นลงมาตามลำดับก็คือ อัฟกานิสถาน กัมพูชา และโมซัมบิก
ในประเทศกัมพูชา ประชากร ๑ ใน ๒๓๐ คนเป็นคนพิการเนื่องจากระเบิด แม้ปัจจุบันจะได้รับการช่วยเหลือแล้ว จากต่างประเทศทั้งด้านสำรวจ แจ้งเตือน และการเก็บกู้ทำลาย แต่จำนวนสนามทุ่นระเบิดที่มีมากมายในช่วงสงคราม ทำให้ภาพรวมของประเทศ ยังมีอัตราความเสี่ยงสูงอยู่เช่นเดิม
ในประเทศอัฟกานิสถานก็เช่นกัน มีพื้นที่สนามทุ่นระเบิดอยู่ถึง ๖ แสนสนาม ซึ่งในทุกสนามยังมีความพร้อมแทบทุกอึดใจ ที่จะระเบิดทำลายแขนขา เพิ่มจำนวนคนพิการให้แก่โลกได้อีก


ปัจจุบันจำนวนทุ่นระเบิดที่สะสมอยู่ในคลังของประเทศต่าง ๆ กว่า ๑๐๘ ประเทศ มีจำนวนมากถึง ๑๐๐ ล้านลูก ไม่นับรวมจำนวนที่ถูกวางเป็นสนามทุ่นระเบิดแล้วอีกกว่า ๑๑๐ ล้านลูก ถึงแม้จะมีการต่อต้าน และมีประเทศที่ประกาศตัวว่าเลิกผลิตทุ่นระเบิดไปแล้วหลายประเทศ แต่ทุ่นระเบิดก็ยังถูกผลิตออกมาเป็นจำนวนถึงปีละ ๕-๑๕ ล้านลูก มีผู้คำนวณอย่างคร่าว ๆ ไว้ว่า ในอัตราการวางและความสามารถในการค้นหา และทำลายที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน โลกจะต้องใช้เวลายาวนานถึง ๑,๑๐๐ ปี ซึ่งหมายถึงปี พ.ศ. ๓๖๔๔ โลกจึงจะปลอดจากทุ่นระเบิด (mine free) นั่นหมายความว่า จะต้องไม่มีการวางทุ่นระเบิดเพิ่มขึ้นอีก


แต่ในความเป็นจริง ทั่วโลกมีการวางทุ่นระเบิดเพิ่มใหม่ถึงปีละ ๒.๕ ล้านลูก เมื่อเป็นเช่นนั้น โอกาสที่จะทำลายทุ่นระเบิดให้หมดไปจากผืนโลก จึงมีเพียงแค่ในความฝัน หรือในห้องประชุมที่กลุ่มประเทศที่ร่วมลงนาม พูดคุยกันเท่านั้น
สิ่งที่แต่ละประเทศทำได้จึงเพียงแค่สำรวจ กำหนดขอบเขตที่แท้จริงถึงพื้นที่ที่มีทุ่นระเบิด แล้วทำงานต่อเนื่องตามขั้นตอน และเงินที่มีอยู่ อาจจะเป็นการให้ความรู้แก่ประชาชน (mine awareness education) ให้รู้ถึงอันตราย และตระหนักว่ากำลังอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีทุ่นระเบิด การปักป้ายเตือน (marking) และสุดท้ายมีการค้นหาและทำลาย (searching and mines clearance) สำหรับการค้นหาและทำลาย ส่วนมากมักใช้ในพื้นที่จำเป็นจริง ๆ เพราะใช้เวลานานและสิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย
สำหรับประเทศสหรัฐอเมริกา ถึงแม้จะไม่ได้ร่วมลงนามในอนุสัญญาออตตาวา แต่เนื่องจากเป็นประเทศใหญ่ที่มีอิทธิพลไปทั่วโลก การทำลายทุ่นระเบิดในคลังไปแล้วจำนวน ๓.๓ ล้านลูก ย่อมเป็นการก้าวนำที่ดี ในการนำสันติภาพมาสู่ประชาคมโลก ในรัสเซียก็เช่นกัน ทุ่นระเบิดในคลังจำนวน ๕ แสนลูกถูกทำลายไปแล้ว รวมทั้งประเทศเยอรมนีที่เคยเป็นผู้นำสำคัญ ในการทำสงครามโลกทั้งสองครั้ง ได้ให้สัตยาบันและทำลายทุ่นระเบิดในคลัง ไปจนหมดเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์แล้วเช่นกัน
องค์การปฏิบัติการทุ่นระเบิดของสหประชาชาติ (UNMAS) ได้รณรงค์ให้มีการเก็บทำลายทุ่นระเบิดในประเทศต่าง ๆ การระดมเงินทุนทั้งจากประเทศเหล่านั้น และจากประเทศที่ร่ำรวย ทำให้เริ่มมีการทำงานสำรวจ และงานต่อเนื่องตามมาอย่างจริงจัง มีหลายประเทศได้สำรวจจำนวนทุ่นระเบิด และสนามทุ่นระเบิดไปแล้ว เช่น ลาว กัมพูชา แองโกลา โมซัมบิก บอสเนีย อิรัก ซาฮาราใต้ และเยเมน รวมทั้งประเทศไทย เมื่อสิ้นสุดเดือนมิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๔ ประเทศไทยได้จบโครงการสำรวจผลกระทบของสนามทุ่นระเบิด ที่มีต่อชุมชนในระดับที่ ๑ (mine impact survey level 1)


สถานการณ์สนามทุ่นระเบิดในประเทศไทย

ก่อนที่ประเทศไทยจะมีการสำรวจผลกระทบ ของสนามทุ่นระเบิดที่มีต่อชุมชน ได้มีการรายงานในเบื้องต้นว่า ประเทศไทยมีพื้นที่ที่สงสัยว่าจะปนเปื้อนด้วยทุ่นระเบิด (landmine / UXO contaminated sites) อยู่ ๗๙๖ ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ ๕ แสนไร่ มีประชากรที่ได้รับผลกระทบจากพื้นที่ระเบิดดังกล่าว จำนวนกว่า ๔ แสนคน ใน ๑๙ จังหวัด ๔๘ อำเภอ และ ๑๔๘ หมู่บ้าน แต่เมื่อสิ้นสุดการสำรวจดังกล่าว เมื่อปลายเดือนมิถุนายนปี พ.ศ. ๒๕๔๔ ผลของการสำรวจได้ตัวเลขที่เปลี่ยนแปลงไป โดยมีพื้นที่ที่ปนเปื้อนด้วยทุ่นระเบิดอยู่ถึง ๒,๕๐๐ ตารางกิโลเมตร มีหมู่บ้านที่ได้รับผลกระทบ ๕๓๐ หมู่บ้าน มีจำนวนประชากรที่ได้รับผลกระทบมากถึง ๕ แสนคน
พื้นที่ที่มีสนามทุ่นระเบิดและมีจำนวนทุ่นระเบิดหนาแน่นที่สุด อยู่ในเขตชายแดนด้านประเทศกัมพูชา แม้ว่าในปัจจุบันการสู้รบจะจบสิ้นไปแล้ว แต่อุบัติเหตุเนื่องจากทุ่นระเบิดยังมีอยู่ พื้นที่ที่มีสนามทุ่นระเบิด และมีผลกระทบต่อชุมชนรองลงมาอยู่ในพื้นที่ชายแดนพม่าและลาว ส่วนชายแดนด้านประเทศมาเลเซีย มีผลกระทบน้อยที่สุด ทั้ง ๆ ที่บางพื้นที่ยังมีข่าวคราวของผู้ก่อการร้ายซุ่มโจมตีอยู่เสมอ ในภาพรวมทั้งหมดจากการสำรวจครั้งสุดท้าย ประเทศไทยมีจำนวนสนามทุ่นระเบิด ๙๓๓ พื้นที่ ด้วยจำนวนทุ่นระเบิดที่คาดว่าจะมีหลงเหลืออยู่ในพื้นที่เหล่านั้น เกินกว่าล้านลูก ส่วนมากจะเป็นทุ่นระเบิดสังหารบุคคล (AP) รองลงมาคือสรรพาวุธหนักที่ยังไม่ระเบิด (UXO) และทุ่นระเบิดทำลายรถถัง (AT) ตามลำดับ


ในประเทศไทย ชนิดของทุ่นระเบิดที่มีอยู่ในสนามทุ่นระเบิด จะมีให้เห็นซ้ำ ๆ กันอยู่เพียงไม่กี่ชนิด ส่วนมากจะเป็นผลผลิตจากจีน รัสเซีย เวียดนาม เกาหลีเหนือ และสหรัฐอเมริกาซึ่งในอดีตเป็นประเทศที่ผลิต และส่งออกทุ่นระเบิดเป็นจำนวนมาก ในระหว่างปี ค.ศ. ๑๙๖๙-๑๙๙๒ ประเทศสหรัฐอเมริกาส่งออกทุ่นระเบิดสังหารบุคคลจำนวนถึง ๔.๔ ล้านลูกไปยังประเทศต่าง ๆ ๓๒ ประเทศ รวมทั้งประเทศไทย จำนวนทุ่นระเบิดสังหารบุคคลกว่า ๔ แสนลูกที่ไทยได้รับจากสหรัฐอเมริกา ปัจจุบันนอกจากเก็บไว้ในคลัง เพื่อรอการทำลายแล้ว อีกส่วนหนึ่งได้กลายเป็นสนามทุ่นระเบิดจำนวนกว่า ๙๓๓ พื้นที่ ไม่มีใครสามารถบอกจำนวนที่แท้จริงได้ว่า ในจำนวนพื้นที่สนามทุ่นระเบิดมากมายที่อยู่รอบประเทศไทย มีทุ่นระเบิดอยู่กี่ลูก แต่จากการพูดคุยกับราษฎร และเหยื่อของทุ่นระเบิดในชุมชนที่ได้รับผลกระทบ ตัวเลขของจำนวนทุ่นระเบิดที่กล่าวถึง มักขึ้นต้นด้วยคำว่า "ล้าน ๆ ลูก" บางทีอาจจะเป็นเพราะว่าแทบทุกก้าวย่างที่เหยื่อเหยียบย่ำลงไป มีอันตรายอยู่ทุกหย่อมหญ้า


หลังจากที่ประเทศไทยร่วมลงนามในอนุสัญญาออตตาวา มีผลให้ประเทศไทยกลายเป็นรัฐภาคี และต้องปฏิบัติตนตามอนุสัญญา นอกจากการทำลายทุ่นระเบิดในคลังกว่าแสนลูกภายในสิ้นปี ๒๕๔๔ นี้แล้ว ประเทศไทยมีภาระจะต้องทำลายทุ่นระเบิด ที่อยู่นอกคลัง และที่ฝังอยู่ในดินรายรอบประเทศให้หมดไปภายใน ๑๐ ปี ภารกิจแรกสุดที่จะต้องทำเพื่อกำจัดทุ่นระเบิด ที่อยู่นอกคลัง ก็คือการสำรวจหาจำนวนทุ่นระเบิด และสนามทุ่นระเบิด รวมทั้งกำหนดขอบเขตของสนามทุ่นระเบิดอย่างเป็นรูปธรรม
ในการสำรวจครั้งนี้ประเทศไทยได้รับความช่วยเหลือจากองค์กรต่างประเทศหลายองค์กร โดยเฉพาะองค์การปฏิบัติการทุ่นระเบิด ของสหประชาชาติ (United Nations Mine Action Service - UNMAS) ได้ร่วมมือกับศูนย์ปฏิบัติการสำรวจ ( Survey Action Center - SAC) มอบหมายให้องค์การช่วยเหลือแห่งชาวนอร์เวย์ (Norwegian People's Aid, NPA) เข้ามาทำการสำรวจผลกระทบของสนามทุ่นระเบิด ที่มีต่อชุมชนซึ่งเป็นการสำรวจในระดับที่ ๑ (mine impact survey level 1) ในการสำรวจครั้งนี้ ได้รับความช่วยเหลือทั้งด้านการเงิน และสิ่งของจากประเทศต่างๆ หลายประเทศ เช่นประเทศอังกฤษ นอร์เวย์ สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย แคนาดา รวมทั้งงบประมาณบางส่วนจากองค์การสหประชาชาติ และบริษัทฮอนด้าประเทศญี่ปุ่น


องค์การ NPA ได้เข้ามาทำงานในประเทศไทยตั้งแต่เดือนมิถุนายน ปี ๒๕๔๓ การสำรวจภาคสนามแล้วเสร็จในเดือนพฤษภาคม ปี ๒๕๔๔ ได้ข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับจำนวนสนามทุ่นระเบิด จำนวนผู้ประสบภัยจากทุ่นระเบิด และผลกระทบที่มีต่อชุมชน สรุปส่งรัฐบาลไทยผ่านศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (Thailand Mine Action Center - TMAC)
ด้วยข้อมูลดังกล่าวทำให้ประเทศไทยได้ทราบถึง พื้นที่ที่ปนเปื้อนด้วยทุ่นระเบิดอย่างละเอียดมากขึ้น และเริ่มต้นกำหนดขอบเขตด้วยวิธีการทางเทคนิค เพื่อปฏิบัติการต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการปักป้ายเตือน การให้ความรู้ รวมถึงการค้นหาเพื่อทำลาย ซึ่งปฏิบัติการสุดท้ายนี้ เป็นปฏิบัติการที่เสี่ยงภัยและใช้งบประมาณมากที่สุด


ในประเทศไทยมีทุ่นระเบิดอยู่เพียงไม่กี่ชนิด เมื่อเทียบกับที่มีทั้งหมดในโลก ซึ่งส่วนมากเป็นทุ่นระเบิดที่ผลิตจากประเทศสหรัฐอเมริกา จีน รัสเซีย เวียดนาม เชโกสโลวะเกีย (เดิม) เกาหลีเหนือ มีบางส่วนผลิตในประเทศพม่า (พื้นที่สนามทุ่นระเบิดด้านพรมแดนตะวันตก) และส่วนน้อยเกิดจากการดัดแปลงด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่น ด้วยหลักการง่าย ๆ ของการทำทุ่นระเบิดก็คือ มีชนวนและตัวเชื้อปะทุชนวน เพื่อจุดระเบิดทุ่นระเบิดหลักที่มีวัตถุระเบิดจำนวนหนึ่ง
ในปฏิบัติการที่กลับกัน การกู้ทุ่นระเบิด จึงหมายถึงการแยกทั้งสามส่วนออกจากกัน ตัววัตถุระเบิดหลัก ซึ่งส่วนมากจะใช้วัตถุระเบิด C-4 และ TNT เมื่ออยู่โดยตัวเดียวโดด ๆ จะไม่มีอันตรายใด ๆ จนกว่าจะมีการจุดระเบิดเกิดขึ้น ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลที่ผลิตขาย ไม่ว่าจะเป็น M14, M14A1, PMN, PMN2, POMZ-2M หรือตัวอื่น ๆ เมื่อมีการขนส่ง จะจัดเรียงตัววัตถุระเบิดหลัก แยกห่างออกจากตัวจุดระเบิด


แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า การขนส่งนั้นจะปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะวัตถุระเบิดแทบทุกชนิดย่อมหมายถึงสิ่งที่มีอันตราย เป็นวัตถุไวไฟที่เมื่อมีประกายไฟใด ๆ เกิดขึ้นก็พร้อมที่จะระเบิด นำความเสียหายอย่างใหญ่หลวง ให้แก่สิ่งที่อยู่รอบบริเวณได้
ในระเบิดแสวงเครื่องที่มีการออกแบบ และการวางที่ซับซ้อน ผู้กู้ระเบิดจะต้องระมัดระวังในการแยกชิ้นส่วนทั้งสาม ออกจากกัน ทุ่นระเบิดหลายแบบมีเครื่องจุดระเบิดที่ออกแบบ ให้มีเครื่องถ่วงเวลาติดตั้งอยู่ด้วย เมื่อจะทำให้พร้อมระเบิด หลังจากติดตั้งในพื้นที่ที่ต้องการแล้ว จะปฏิบัติการเพื่อให้ทุ่นระเบิดพร้อมทำงาน บางอย่างมีหลอดสารเคมีอยู่ภายในที่ต้องบีบให้แตก เพื่อให้สารเคมีไปกัดลวดโลหะทำให้เข็มชนวนเป็นอิสระ บางอย่างต้องดึงสลักขัดเข็มแทงชนวนออก เพื่อให้เส้นลวดที่ตั้งไว้ยุบตัวลงตัดแผ่นตะกั่วอ่อน ช่วงที่ลวดตัดแผ่นตะกั่วอ่อนหรือช่วงที่สารเคมีกัดเส้นโลหะนี้ อาจใช้เวลายาวนานต่างกันระหว่าง ๗-๒๕ นาที หลังจากนั้นเข็มแทงชนวนก็พร้อมที่จะอยู่ในตำแหน่งที่พร้อมระเบิด เมื่อมีแรงกด ดึง สั่นสะเทือนด้วยน้ำหนักเท่าที่ออกแบบไว้ เข็มแทงชนวนก็จะกระทบเข้ากับจอกกระทบแตก เพื่อให้เกิดประกายไฟจุดเชื้อปะทุ เพื่อไปจุดทุ่นระเบิดหลักอีกทีหนึ่ง การเก็บกู้ทุ่นระเบิดที่มีเครื่องจุดระเบิดลักษณะนี้ค่อนข้างอันตราย ถ้าไม่จำเป็นจริง ๆ แล้ว จะไม่มีการเก็บกู้ มักจะใช้วิธีทำลายในพื้นที่ โดยใช้วัตถุระเบิด TNT เข้าช่วย
โดยความเป็นจริง ทุ่นระเบิดแต่ละตัวที่ออกแบบมา จะมีส่วนควบคุมความปลอดภัยติดตั้งมาด้วย แต่เนื่องจากทุ่นระเบิดมักถูกวางและติดตั้ง ในพื้นที่ที่ไม่มีคนมีความรู้เรื่องระเบิด การแตะต้องหรือสัมผัสในแต่ละครั้ง จึงหมายถึงอุบัติเหตุที่บางครั้งเลวร้ายถึงกับเสียชีวิต เนื่องจากเป็นงานที่เสี่ยงภัย ประกอบกับบริษัทผู้ผลิตทุ่นระเบิด ต่างก็พยายามออกแบบกลไกต่าง ๆ ให้ซับซ้อนยิ่งขึ้น เพื่อให้มีผลในการทำลายมากขึ้นและยากต่อการเก็บกู้ ในแต่ละประเทศจึงมีผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับทุ่นระเบิดน้อยมาก แทบจะนับจำนวนคนได้


ในการสำรวจผลกระทบของสนามทุ่นระเบิดที่มีต่อชุมชนขึ้นในประเทศไทย โดยองค์การช่วยเหลือแห่งชาวนอร์เวย์ (NPA) ได้มีการกำหนดขอบเขตอย่างกว้าง ๆ ของพื้นที่สนามทุ่นระเบิด โดยการสัมภาษณ์ราษฎรในพื้นที่ ซึ่งถือเป็นการสำรวจขั้นแรก (level one impact survey) ข้อมูลที่ได้ทั้งหมดได้นำมาจัดลำดับความเร่งด่วน เพื่อดำเนินการในขั้นตอนต่อไป อันได้แก่
การสำรวจในระดับที่ ๒ เป็นการสำรวจทางเทคนิค เพื่อลดขนาดของพื้นที่สงสัยลง (level two technical survey and area reduction)
และการสำรวจในระดับที่ ๓ คือการค้นหาและทำลายทุ่นระเบิด (clearance survey)
ในการทำพื้นที่ให้ปลอดจากทุ่นระเบิด จะต้องอยู่ในมาตรฐานของสหประชาชาติ คือยินยอมให้มีความเสี่ยงภัยเพียงแค่ ๐.๐๔ เปอร์เซ็นต์ เพื่อส่งมอบพื้นที่นั้นคืนแก่เจ้าของพื้นที่เดิม
ทั้งการสำรวจทางเทคนิคและการค้นหาทุ่นระเบิด เป็นการสำรวจที่จะต้องใช้บุคลากรที่ได้รับการฝึกอบรมมาโดยเฉพาะ การจัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมทั้งสามแห่ง ในสามจังหวัดของศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (TMAC) ทำให้ประเทศไทยมีเจ้าหน้าที่ทำงานด้านทุ่นระเบิด เพิ่มจำนวนมากขึ้น แต่ถึงกระนั้นก็ยังขาดแคลน เนื่องจากการทำงานกับระเบิดเป็นงานที่เสี่ยงภัย ไม่สามารถทำงานต่อเนื่องได้ยาวนานเหมือนงานประเภทอื่น
ในหลายประเทศหลายบริษัทจึงได้ผลิตเครื่องจักรทั้งหนักและเบา มาเพื่อใช้งานเกี่ยวข้องกับการค้นหา และทำลายทุ่นระเบิด เครื่องจักรบางชิ้นต้องควบคุมด้วยคน และบางตัวใช้การควบคุมในระยะไกล (remote control) แต่ไม่ว่าจะเป็นเครื่องจักรชนิดใด เมื่อทำงานเกี่ยวข้องกับระเบิด ย่อมมีทั้งจุดดีและจุดบกพร่อง


ประเทศไทยได้ร่วมลงนามในอนุสัญญาว่าด้วยการห้ามใช้ สะสม ผลิต โอน และการทำลายทุ่นระเบิดสังหารบุคคล (The 1997 treaty banning the use, stockpiling, production and transfer of anti-personel landmines) หรือที่เรียกว่า อนุสัญญาออตตาวา ร่วมกับอีก ๑๔๐ ประเทศ ในวันที่ ๓ ธันวาคม ๒๕๔๐ เป็นอันดับที่ ๓๓ และได้ให้สัตยาบันต่ออนุสัญญาฯ นั้นเมื่อวันที่ ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๔๑ อันเป็นผลให้ประเทศไทยกลายเป็นรัฐภาคีของอนุสัญญาฯ อย่างสมบูรณ์ นับเป็นประเทศอันดับที่ ๕๓ ของโลกและเป็นประเทศแรกของเอเชีย อนุสัญญาฯ มีผลบังคับใช้ในวันแรกของ ๖ เดือนถัดไป คือวันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๔๒ ในวันนั้นประเทศไทยได้ทำลายทุ่นระเบิดสังหารบุคคล (anti-personel) ที่เก็บไว้ในคลังจำนวน ๑ หมื่นลูก เป็นการปฏิบัติตามข้อบัญญัติของอนุสัญญาออตตาวาซึ่งมีสาระสำคัญดังนี้
-รัฐภาคีของอนุสัญญาออตตาวา (ปัจจุบันมีอยู่ ๑๑๗ ประเทศ) ขอรับรองว่า ไม่ว่ากรณีใด ๆ ก็ตาม จะไม่ใช้ ไม่พัฒนา ไม่ผลิต ไม่สะสม ไม่โยกย้ายถ่ายโอนทุ่นระเบิดสังหารบุคคล หรือช่วยเหลือผู้อื่นกระทำกิจการดังกล่าว
-ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล คือทุ่นระเบิดที่ผลิตขึ้นใช้สำหรับฝังใต้ดิน ฝังเรี่ยผิวดิน วางไว้บนดิน หรือเหนือพื้นดิน จะระเบิดเมื่อมีการกด เหยียบ ดึง สัมผัส ชนลวดสะดุด คำจำกัดความนี้หมายรวมถึง ทุ่นระเบิดแสวงเครื่องต่าง ๆ ที่สร้างขึ้นเอง โดยใช้วัตถุระเบิดชนิดต่าง ๆ และทำให้ระเบิดโดยใช้วิธีเดียวกันกับทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ทั้งนี้ไม่นับรวมทุ่นระเบิดดักยานยนต์ และทุ่นระเบิดดักรถถัง นอกเสียจากว่าทุ่นระเบิดทั้งสองติดอุปกรณ์กันขยับ จึงให้ถือว่าเป็นทุ่นระเบิดสังหารบุคคลเช่นกัน
-ในอนุสัญญาออตตาวาไม่ถือว่าระเบิดเคลโม (M18) เป็นทุ่นระเบิดสังหารบุคคลที่ต้องกำจัด ถ้าระเบิดเคลโมนั้นใช้การจุดระเบิดโดยวิธีควบคุมสัญญาณระเบิด (command detonation )
-รัฐภาคีแต่ละรัฐจะต้องทำลายทุ่นระเบิดสังหารบุคคลที่มีอยู่ในคลังให้หมดสิ้นไปภายในระยะเวลา ๔ ปี นับแต่อนุสัญญามีผลบังคับใช้สำหรับรัฐภาคีนั้น ๆ โดยอนุญาตให้เก็บไว้ได้จำนวนเล็กน้อย สำหรับการพัฒนาเพื่อการฝึกอบรมการตรวจค้น การกวาดล้างและการทำลาย
-รัฐภาคีจะต้องทำลายทุ่นระเบิดสังหารบุคคลที่วางไว้แล้ว หรือที่อยู่นอกคลัง ให้หมดไปภายใน ๑๐ ปี และจะต้องมีมาตรการคุ้มครองประชากรที่ได้รับผลกระทบจากสนามทุ่นระเบิด ในระหว่างที่การกวาดล้างทุ่นระเบิดยังไม่แล้วเสร็จ สำหรับรัฐภาคีที่มีปัญหาระเบิดร้ายแรง อาจร้องขอต่อที่ประชุมฯ เพื่อขอขยายเวลาการทำลายระเบิดออกไปอีกคราวละ ๑๐ ปี

ขอขอบคุณ ข้อมูลจาก ศูนย์ปฎิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติและนิตยสารสารคดี



 


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 5
remote วันที่ : 15/05/2007 เวลา : 17.35 น.
http://www.oknation.net/blog/remote

แจ๋วจริง
ความคิดเห็นที่ 4
-มี๊-โซน7 วันที่ : 02/05/2007 เวลา : 02.01 น.
http://www.oknation.net/blog/zone7

มันเยอะจริงๆ นะ แถวชาวแดนเขมร
ความคิดเห็นที่ 3
dhaniz วันที่ : 01/05/2007 เวลา : 01.38 น.
http://www.oknation.net/blog/lomo

เรื่องยาวจิงๆพี่
ตอนถ่ายหูอื้อป่าวพี่
ความคิดเห็นที่ 2
สามจอ วันที่ : 30/04/2007 เวลา : 11.40 น.
http://www.oknation.net/blog/SamJaw
ชัตเตอร์ด้านได้อายอด   : เราฆาตกรรมต้นไม้เพียงเพื่อนำมันมาใช้ทำหนังสือพิมพิ์เลวๆ เจมส์ จี วัตต์ จากหนังสือ A DAY  

เรื่องยาวววว มั๊กๆ เลยเพ่ แบบนี้ถ่ายไปเสียวไปป่าวฮับ
ความคิดเห็นที่ 1
BlueHill วันที่ : 23/04/2007 เวลา : 08.54 น.
http://www.oknation.net/blog/charlee
ฟ้าคราม ป่าเขียว กาแฟหอมกรุ่น

ภาพไม่โชว์ครับผม
แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< เมษายน 2007 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30