• peasakhmer
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : khmersurin@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-03-20
  • จำนวนเรื่อง : 3
  • จำนวนผู้ชม : 1141
  • จำนวนผู้โหวต : 1
  • ส่ง msg :
โครงการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมภาษาเขมร
ภาษาเขมร
Permalink : http://www.oknation.net/blog/peasakhmer
วันอาทิตย์ ที่ 23 มีนาคม 2551
รัฐกับการให้การศึกษาภาษาท้องถิ่น : กรณีศึกษาภาษาเขมรจังหวัดสุรินทร์
Posted by peasakhmer , ผู้อ่าน : 136 , 21:03:28 น.  
พิมพ์หน้านี้


การเข้าถึงการศึกษาภาษาท้องถิ่น –กรณีศึกษาจังหวัดสุรินทร์

 

 

จังหวัดสุรินทร์เป็นจังหวัดที่ประกอบไปด้วยกลุ่มทางวัฒนธรรมที่หลากหลาย และกลุ่มชาติพันธุ์เขมรเป็นกลุ่มที่ใหญ่ที่สุดและมีความเจริญทางด้านวัฒนธรรมสูงสุด โดยมีปราสาทใหญ่น้อยที่กระจัดกระจายไปทั่วจังหวัดและภาคตะวันออกเฉียงเหนือและหลายส่วนของประเทศไทย ปราสาทบ้านภูมิโปนที่ตำบลบ้านดม อำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์นั้นเป็นปราสาทเขมรที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย โดยสันนิษฐานว่าสร้างในช่วงปลายของอาณาจักรฟูนันและช่วงต้นของอาณาจักรเจนละ ในระหว่างศตวรรษที่ ๕-๖

 

กระนั้นหลายปีที่ผ่านมาชาวเขมรสุรินทร์นั้นกลับเป็นประชากรที่ไม่รู้ถึงประวัติศาสตร์ของตนเองและไม่มีโอกาสแม้จะได้ลิ้มรสชาติสุนทรีย์ทางด้านภาษาเขมรของตนเองเลย อันเนื่องมาจากนโยบายของรัฐที่มีต่อการศึกษาภาษาท้องถิ่น ในอดีตนั้นภาษาเขมรนั้นได้ถูกกระทรวงศึกษาธิการจัดอยู่ในภาษาที่อยู่ในบัญชีภาษาที่ต้องห้าม และประชากรที่พูดภาษาเขมรนั้นถูกห้ามไม่ให้พูดภาษาเขมร ผู้สูงอายุนั้นต้องเรียนภาษาไทยในสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนรัชต์

 

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกฉบับมักจะให้สิทธิแก่พลเมืองของประเทศเสมอในด้านการรักษาวัฒนธรรมองถิ่น แต่การปฏิบัตินั้นยังไม่เป็นรูปธรรม หรือไม่มีการกระทำใด ๆ เลยที่เป็นการสนับสนุน แม้กระทั่งองค์กรพัฒนาเอกชนซึ่งมักให้การสนับสนุนด้านการพัฒนาชนบท หรือด้านสังคมอื่น ๆ นั้นมักจะลืมไปเสมอว่าประเทศไทยนั้นประกอบไปด้วยความหลากหลายทางด้านวัฒนธรรม ไม่ได้มีแต่วัฒนธรรมภาคกลางเท่านั้นหากแต่ยังประกอบขึ้นด้วยวัฒนธรรมอื่น ๆ ของกลุ่มชาติพันธุ์อื่น ๆ อีก เช่น เขมร, ลาว, มอญ เป็นต้น

 

ในจังหวัดสุรินทร์นั้นมีโรงเรียนสอนภาษาจีนโดยเฉพาะหรือประเพณีตรุษจีนกินเจ แต่ประเพณีประจุมเบ็ญของชาวเขมร (ประเพณีบูชาบรรพบุรุษนั้น) กลับเป็นพิธีกรรมที่จำใจต้องกระทำ ตรงกันข้าม โรงเรียนสอนภาษาจีนนั้นมีอายุมาหลายสิบปี แต่โรงเรียนสอนภาษาเขมรสำหรับประชากรจังหวัดซึ่งมากกว่าครึ่งนั้นพูดภาษาเขมรกลับไม่มี เป็นที่เข้าใจว่าเนื่องจากประชากรที่พูดภาษาจีนนั้นมีอำนาจทางด้านเศรษฐกิจและการเมือง และอำนาจในการต่อรองที่สูงกว่าประชากรที่พูดภาษาเขมรซึ่งมักจะอ่อนแอมากกว่าทั้งทางด้านเศรษฐกิจและการเมือง และการศึกษาในที่สุด

 

สิ่งเหล่านี้ได้ดำเนินต่อเนื่องกันมามากกว่าครึ่งศตวรรษ จนกระทั่งประชากรพูดภาษาเขมรในจังหวัดสุรินทร์เองลืมไปว่าครั้งหนึ่งตนเองได้เคยมีภาษาเขียน ทุกคนได้รับทราบข้อมูลว่าภาษาเขมรสุรินทร์นั้นไม่มีภาษาเขียน หรือแตกต่างไปจากภาษาเขมรที่พูดในประเทศกัมพูชา ซึ่งในแนวคิดแบบนี้มีวัตถุประสงค์เพียงเพื่อให้เกิดความเข้าใจว่า ประชากรพูดภาษาเขมรในจังหวัดสุรินทร์นั้นไม่ได้มีอะไรที่เกี่ยวข้องกับประชากรที่พูดภาษาเขมรในประเทศกัมพูชาเลย ดังเช่นนักวิชาการหลายคนใช้เวลากับการคิดหาคำมาเรียก เช่น "ขอม" "ศิลปะลพบุรี" เป็นต้น ด้วยวัตถุประสงค์แต่งเพียงที่จะไม่ให้ผู้อ่านมีจิตประหวัดถึง "เขมร" เท่านั้น

 

ปัจจุบันนี้เป็นที่น่าประหลาดใจและแปลกใจสำหรับทุกคนที่สนใจเรื่องเขมรสุรินทร์เสมอ ว่าทำไมถึงไม่มีโรงเรียนสอนภาษาเขมร หรือแหล่งเรียนรู้ภาษาเขมรสำหรับประชากรในจังหวัด แม้กระทั่งสถาบันการศึกษาระดับสูงในจังหวัดก็ยังไม่มีการเรียนการสอนอย่างเป็นระบบ แม้ว่าภาษาเขมรสำเนียงสุรินทร์นั้นจะมีอายุนับเป็นพันปี ซึ่งหลักฐานที่มองเห็นกันอยู่ทุกวันนั้นคือ ปราสาทภูมิโปนซึ่งใช้อักษรปัลวะมีอายุระหว่าง พุทธศตวรรษ 11-12 สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่กลุ่มชนที่ปราศจากความคิด เป็นกลุ่มชนที่มีความรุ่งเรืองมาก่อน แม้ว่าในระยะเริ่มแรกนั้นชาวเขมรจะใช้ภาษาสันสกฤตแต่ก็ได้ใช้อักษรเขมรโบราณเขียนภาษาสันสกฤตด้อย่างไพเราะจับใจแม้กระทั่งเจ้าของภาษายังให้ความชื่นชม

 

โรงเรียนสอนภาษาเขมรโรงเรียนแรกนั้นได้ตั้งขึ้นมาแม้ว่าเมียจะท้องใหญ่ขัดสนเงินทองลำบากแสนเข็ญประการใด แต่ด้วยจิตใจที่แน่วแน่เป็นอาวุธเป็นเทียนส่องทาง เป็นศรัทธาที่มีพื้นฐานแห่งความรักในกำพืดของตนเอง ได้เดินแจกเอกสารใบปลิวให้ผู้คนมาเรียนแม้จะมีคนหัวเราะเยาะถากถางพูดจาให้เสียกำลังใจ แม้ว่าคนส่วนใหญ่จะมองไม่เห็นคุณค่าของมรดกวัฒนธรรมของตนเองเลย คนที่มีความรู้สูงแต่ดูถูกบรรพบุรุษตนเองหลายคนต่อหลายคนได้แสดงออกถึงความดูแคลนวัฒนธรรมของตนเองอย่างไม่น่าให้อภัย แต่สิ่งที่ต้องกระทำอันเป็นหน้าที่แล้ว มันยิ่งใหญ่กว่าเสมอ ได้หลวงพ่อเจ้าคณะจังหวัดพระเทพโมฬีได้ช่วยเหลือให้เงินทองใช้จ่ายบ้างตามท่านจะเมตตา ได้ผู้คนที่ไม่เคยรู้จักช่วยเหลือทั้งทางลับและไม่ลับ จนถึงทุกวันนี้โรงเรียนนี้ได้มีอายุลุล่วงมาหนึ่งปีเต็ม

 

ปัจจุบันนี้โครงการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมภาษาเขมรมีโรงเรียนสอนภาษาเขมรอยู่ทั้งหมด ๓ แห่งด้วยกันคือ ที่อาคารจอมสุรินทร์แห่ง ๑ และที่บ้านจรวย อำเภอลำดวน จังหวัดสุรินทร์อีกแห่ง ๑ และที่บ้านปราสาทภูมิโปนอีกแห่ง ๑ ที่บ้านจรวยนั้นได้รับการสนับสนุนทางด้านการเงินจาก ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ โดยนักเรียนปัจจุบันมีทั้งหมด ๑๐ คน และที่บ้านปราสาทภูมิโปนมีนักเรียนทั้งหมด ๗๐ คนด้วยกัน ส่วนโรงเรียนที่อำเภอเมืองสุรินทร์นั้นยังไม่มีนักเรียนเนื่องจากกำลังปรับปรุงการทำงานให้มีลักษณะเป็นวิชาการให้มากยิ่งขึ้น

 

โรงเรียนภาษาเขมรที่บ้านปราสาทภูมิโปนนั้นได้มีการสมโภชและกระทำพิธีบูชาบรรพบุรุษบ้านปราสาทภูมิโปนไปเมื่อวันที่ ๑๙ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๑ โดยกลุ่มผู้สูงอายุในหมู่บ้านนำโดยคุณครูทองเหลือ บุญพร้อม ข้าราชการเกษียณอายุ และบุคคลอื่น ๆ อีกโดยได้รับการสนับสนุนจากองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านดมด้านสถานที่ และเงินบริจาคจากคุณอุม ซาราวุธ คุณนบ จันทารา คุณอินวาริทธิ ซึ่งเป็นชาวเขมรในประเทศสหรัฐอเมริกาจำนวน ๑๕,๐๐๐ บาทสำหรับการเดินทางไปสอนภาษาเขมรให้แก่เด็ก ๆ เยาวชนแห่งหมู่บ้านภูมิโปน

 

สิ่งที่ทำให้เกิดกำลังใจคือ ความศรัทธาในพระพุทธศาสนาของชาวบ้านปราสาทภูมิโปนนั่นเอง ซึ่งโครงการโรงเรียนภาษาเขมรนั้นไม่ได้ประกาศแต่ประการใดเลย แต่ชาวบ้านได้มาเข้าร่วมจำนวนโดยประมาณหนึ่งร้อยคน และในอนาคตนั้นการศึกษาและการเรียนการสอนจะมุ่งให้พระภิกษุได้เป็นครูผู้สอน ซึ่งจะเกิดประสิทธิภาพมากกว่าให้ครูทั่วไปเพราะพระท่านไม่มีหนี้สินมากเท่าคุณครู ทำให้ท่านมีสมาธิมากกว่าและสอนควบคู่ไปกับวิชาพระพุทธศาสนา โบราณคดีและภาษาอังกฤษ

 

อีกสิ่งหนึ่งที่ได้จากการสอนเด็ก ๆ ที่บ้านจรูยนั้น คือ เด็กสามารถอ่านภาษาเขมรได้เมื่อสอนไปได้ประมาณ ๖๐ ชั่วโมง โดยปัจจุบันนี้ได้สอนภาษาเขมรและภาษาอังกฤษให้แก่เด็ก เพื่อที่เด็กจะได้มีความรู้ภาษาเขมรและภาษาอังกฤษควบคู่กันไป อีกประการหนึ่งเพื่อเป็นการฟื้นฟูและอนุรักษ์ภาษาแม้ว่าเด็ก ๆ จะต้องพูดภาษาไทยที่โรงเรียน แต่เมื่อเด็กได้อ่านออกเขียนได้แล้ว น่าจะทำให้เด็กนั้นสามารถที่จะจดจำภาษาแม่ของตนเองได้แม้ว่าจะไม่ได้ใช้อย่างสม่ำเสมอก็ตาม

 

สิทธิมนุษยชนนั้นวางอยู่บนพื้นฐานและหลักการของการยอมรับลากรให้ความสำคัญแก่มนุษย์ในฐานะที่เป็นบุคคลที่มีความแตกต่างกัน หลักการของสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ เช่น การไม่กีดกันทางด้านเชื้อชาติ เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น เสรีภาพในด้านการนับถือศาสนา และอื่น ๆ เหล่านี้ยืนอยู่บนหลักการของยอมรับซึ่งคุณค่าภายในอันประกอบขึ้นมาเป็นปัจเจกชนซึ่งมีคุณค่าและเอกลักษณ์ ซึ่งสิทธิมนุษยชนเหล่านี้วางอยู่บนหลักการของการยอมรับในความแตกต่างของมนุษย์ อาทิเช่นความแตกต่างกันทางด้านภาษาและศาสนา และการยอมรับในด้านความหลากหลายของมนุษย์ และการปฏิเสธซึ่งสิทธิของกลุ่มคนซึ่งเป็นคนกลุ่มน้อยซึ่งการเข้าถึงประโยชน์และการให้บริการบางอย่างอย่าง หรือการทำให้พวกเขาต้องเสียประโยชน์อันเนื่องมาจากความแตกต่างทางด้านศาสนาหรือภาษา ไม่ว่าจะอยู่ภายใต้เงื่อนไขหรือคำอ้างใด ๆ นั้นเป็นสิ่งที่ไม่สามารถที่จะอนุญาตให้เกิดขึ้นได้เลย สิ่งเหล่านี้นี่เองซึ่งอธิบายถึงหลักการขั้นพื้นฐานของสิทธิในการเข้าถึงการศึกษาโดยใช้ภาษาชนกลุ่มน้อยซึ่งกล่าวได้ว่า สามารถที่จะเกิดขึ้นได้ภายใต้สิ่งแวดล้อมใด ๆ ก็ได้ และเมื่อใดที่มีการปฏิเสธซึ่งการให้บริการด้านศึกษาแก่ชุมชนโดยใช้ภาษาใดภาษาหนึ่งเป็นการเฉพาะแล้ว สามารถที่จะกล่าวได้ว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นการกระทำโดยปราศจากเหตุผลหรือไม่สามารถอธิบายได้ด้วยเหตุนี้มันจึงเป็นการกีดกัน

 

สิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมไทยเสมอคือ การไม่คำนึงถึงคนกลุ่มน้อยที่จะต้องเสียสละอย่างมากมากเพื่อให้คนกลุ่มใหญ่ได้ประโยชน์บางอย่างไป และคนกลุ่มน้อยใด ๆ ก็ตามที่มีความกล้าหาญที่จะปกป้องสิทธิของตนเองมักจะได้รับการประณามเสมอว่า เป็นพวกไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม และการเรียกร้องให้มีการเรียนการสอนภาษาชนกลุ่มน้อยหรือภาษาท้องถิ่นนั้นมักจะได้รับการมองจากสังคมหรือำนาจรัฐเสมอว่า เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เพราะจะต้องคำนึงถึงคนกลุ่มใหญ่ไว้ก่อนเป็นอันดับแรก

 

การทำให้ทุกคนเหมือนกันโดยไม่คำนึงถึงความแตกต่างทางด้านวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของท้องถิ่น รัฐมักจะมองว่าภาษาท้องถิ่นกับภาษาชาตินั้นจะอยู่ร่วมกันไม่ได้ ทุกคนอยู่เมืองไทยต้องพูดภาษาไทย นั่นคือวิธีคิดของรัฐที่ทุกอย่างไปรวมศูนย์ที่กรุงเทพฯ แม้กระทั่งนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ นั้นบางคนมีมุมมองที่ไม่ได้แตกต่างไปจาก “รัฐ” อันอาจจะเนื่องมาจากการเป็นคนภาคกลาง หรืออาจจะเนื่องจากเป็นลูกจ้างของ “รัฐ” กลับมองว่าการสอนภาษาเขมรในจังหวัดสุรินทร์นั้นให้ใช้อักษรไทยสำหรับการถ่ายเสียงแทนพยัญชนะเขมร หรือการใช้สัญลักษณ์ทางสัทศาสตร์ สำหรับการเขียนภาษาเขมรแทน หรือการมองว่า "ภาษาท้องถิ่นเป็นอุปสรรคต่อการเรียนภาษาชาติ"

 

สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้สำหรับหน้าที่ของ “รัฐ” คือ การให้การศึกษาแก่พลเมือง และเป็นสิ่งที่ง่ายสำหรับ “รัฐ” ที่จัดการศึกษาเฉพาะภาษาชาติ มากกว่าการจัดการศึกษาให้แก่พลเมืองในลักษณะของพหุภาษา อย่างไรก็ตาม “รัฐ” มักจะมีแนวโน้มที่จะประกาศเป็นกฏหมายที่ระบุไว้อย่างชัดเจนถึงการใช้ภาษาประจำชาติเป็นภาษาเดียวสำหรับการสอนดังได้ระบุไว้ในพระราชบัญญัติการศึกษาเอกชน พ.ศ. ๒๕๒๕ ซึ่งการสอนโดยใช้ภาษาอื่นนั้นจะต้องได้รับการอนุญาติจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเท่านั้น

 

 โครงการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมภาษาเขมรจะพยายามผลักดันให้โรงเรียนและสถาบันการศึกษาได้จัดให้มีการเรียนการสอนภาษาเขมรให้เป็นวิชาเลือกในโรงเรียน เพื่อให้นักเรียนได้รู้จักกับภาษาอันเป็นรากเหง้าของชาวจังหวัดสุรินทร์ และเพื่อสามารถที่จะนำไปประกอบอาชีพ หรือเสริมความรู้ภาษาไทยได้เป็นอย่างดีเนื่องจากภาษาเขมรในภาษาไทยนั้นมีจำนวนถึงประมาณร้อยละ 30 ซึ่งครูภาษาไทยถ้าหากไม่มีความรู้ด้านภาษาเขมรแล้วการสอนนั้นก็จะไม่มีทางสมบูรณ์แบบได้เลย

เราเชื่อมั่นเสมอว่า ประชาชาติประกอบไปด้วยความหลากหลายทางเชื้อชาติและรัฐจะต้องให้ความเอาใจใส่ในวัฒนธรรมท้องถิ่นให้ได้อย่างทัดเทียมกัน และรัฐมีหน้าที่ ๆ จะต้องสนับสนุนและรักษาวัฒนธรรมท้องถิ่น โดยผ่านกระบวนการด้านการศึกษาซึ่งเป็นกระบวนการที่สำคัญในการที่จะรักษาวัฒนธรรมและมรดกทางวัฒนธรรมท้องถิ่นได้ตลอดไป

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< มีนาคม 2008 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30 31