พิมพ์หน้านี้
|
การเข้าถึงการศึกษาภาษาท้องถิ่น กรณีศึกษาจังหวัดสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์เป็นจังหวัดที่ประกอบไปด้วยกลุ่มทางวัฒนธรรมที่หลากหลาย และกลุ่มชาติพันธุ์เขมรเป็นกลุ่มที่ใหญ่ที่สุดและมีความเจริญทางด้านวัฒนธรรมสูงสุด โดยมีปราสาทใหญ่น้อยที่กระจัดกระจายไปทั่วจังหวัดและภาคตะวันออกเฉียงเหนือและหลายส่วนของประเทศไทย ปราสาทบ้านภูมิโปนที่ตำบลบ้านดม อำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์นั้นเป็นปราสาทเขมรที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย โดยสันนิษฐานว่าสร้างในช่วงปลายของอาณาจักรฟูนันและช่วงต้นของอาณาจักรเจนละ ในระหว่างศตวรรษที่ ๕-๖ กระนั้นหลายปีที่ผ่านมาชาวเขมรสุรินทร์นั้นกลับเป็นประชากรที่ไม่รู้ถึงประวัติศาสตร์ของตนเองและไม่มีโอกาสแม้จะได้ลิ้มรสชาติสุนทรีย์ทางด้านภาษาเขมรของตนเองเลย อันเนื่องมาจากนโยบายของรัฐที่มีต่อการศึกษาภาษาท้องถิ่น ในอดีตนั้นภาษาเขมรนั้นได้ถูกกระทรวงศึกษาธิการจัดอยู่ในภาษาที่อยู่ในบัญชีภาษาที่ต้องห้าม และประชากรที่พูดภาษาเขมรนั้นถูกห้ามไม่ให้พูดภาษาเขมร ผู้สูงอายุนั้นต้องเรียนภาษาไทยในสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนรัชต์ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกฉบับมักจะให้สิทธิแก่พลเมืองของประเทศเสมอในด้านการรักษาวัฒนธรรมองถิ่น แต่การปฏิบัตินั้นยังไม่เป็นรูปธรรม หรือไม่มีการกระทำใด ๆ เลยที่เป็นการสนับสนุน แม้กระทั่งองค์กรพัฒนาเอกชนซึ่งมักให้การสนับสนุนด้านการพัฒนาชนบท หรือด้านสังคมอื่น ๆ นั้นมักจะลืมไปเสมอว่าประเทศไทยนั้นประกอบไปด้วยความหลากหลายทางด้านวัฒนธรรม ไม่ได้มีแต่วัฒนธรรมภาคกลางเท่านั้นหากแต่ยังประกอบขึ้นด้วยวัฒนธรรมอื่น ๆ ของกลุ่มชาติพันธุ์อื่น ๆ อีก เช่น เขมร, ลาว, มอญ เป็นต้น ในจังหวัดสุรินทร์นั้นมีโรงเรียนสอนภาษาจีนโดยเฉพาะหรือประเพณีตรุษจีนกินเจ แต่ประเพณีประจุมเบ็ญของชาวเขมร (ประเพณีบูชาบรรพบุรุษนั้น) กลับเป็นพิธีกรรมที่จำใจต้องกระทำ ตรงกันข้าม โรงเรียนสอนภาษาจีนนั้นมีอายุมาหลายสิบปี แต่โรงเรียนสอนภาษาเขมรสำหรับประชากรจังหวัดซึ่งมากกว่าครึ่งนั้นพูดภาษาเขมรกลับไม่มี เป็นที่เข้าใจว่าเนื่องจากประชากรที่พูดภาษาจีนนั้นมีอำนาจทางด้านเศรษฐกิจและการเมือง และอำนาจในการต่อรองที่สูงกว่าประชากรที่พูดภาษาเขมรซึ่งมักจะอ่อนแอมากกว่าทั้งทางด้านเศรษฐกิจและการเมือง และการศึกษาในที่สุด สิ่งเหล่านี้ได้ดำเนินต่อเนื่องกันมามากกว่าครึ่งศตวรรษ จนกระทั่งประชากรพูดภาษาเขมรในจังหวัดสุรินทร์เองลืมไปว่าครั้งหนึ่งตนเองได้เคยมีภาษาเขียน ทุกคนได้รับทราบข้อมูลว่าภาษาเขมรสุรินทร์นั้นไม่มีภาษาเขียน หรือแตกต่างไปจากภาษาเขมรที่พูดในประเทศกัมพูชา ซึ่งในแนวคิดแบบนี้มีวัตถุประสงค์เพียงเพื่อให้เกิดความเข้าใจว่า ประชากรพูดภาษาเขมรในจังหวัดสุรินทร์นั้นไม่ได้มีอะไรที่เกี่ยวข้องกับประชากรที่พูดภาษาเขมรในประเทศกัมพูชาเลย ดังเช่นนักวิชาการหลายคนใช้เวลากับการคิดหาคำมาเรียก เช่น "ขอม" "ศิลปะลพบุรี" เป็นต้น ด้วยวัตถุประสงค์แต่งเพียงที่จะไม่ให้ผู้อ่านมีจิตประหวัดถึง "เขมร" เท่านั้น ปัจจุบันนี้เป็นที่น่าประหลาดใจและแปลกใจสำหรับทุกคนที่สนใจเรื่องเขมรสุรินทร์เสมอ ว่าทำไมถึงไม่มีโรงเรียนสอนภาษาเขมร หรือแหล่งเรียนรู้ภาษาเขมรสำหรับประชากรในจังหวัด แม้กระทั่งสถาบันการศึกษาระดับสูงในจังหวัดก็ยังไม่มีการเรียนการสอนอย่างเป็นระบบ แม้ว่าภาษาเขมรสำเนียงสุรินทร์นั้นจะมีอายุนับเป็นพันปี ซึ่งหลักฐานที่มองเห็นกันอยู่ทุกวันนั้นคือ ปราสาทภูมิโปนซึ่งใช้อักษรปัลวะมีอายุระหว่าง พุทธศตวรรษ 11-12 สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่กลุ่มชนที่ปราศจากความคิด เป็นกลุ่มชนที่มีความรุ่งเรืองมาก่อน แม้ว่าในระยะเริ่มแรกนั้นชาวเขมรจะใช้ภาษาสันสกฤตแต่ก็ได้ใช้อักษรเขมรโบราณเขียนภาษาสันสกฤตด้อย่างไพเราะจับใจแม้กระทั่งเจ้าของภาษายังให้ความชื่นชม โรงเรียนสอนภาษาเขมรโรงเรียนแรกนั้นได้ตั้งขึ้นมาแม้ว่าเมียจะท้องใหญ่ขัดสนเงินทองลำบากแสนเข็ญประการใด แต่ด้วยจิตใจที่แน่วแน่เป็นอาวุธเป็นเทียนส่องทาง เป็นศรัทธาที่มีพื้นฐานแห่งความรักในกำพืดของตนเอง ได้เดินแจกเอกสารใบปลิวให้ผู้คนมาเรียนแม้จะมีคนหัวเราะเยาะถากถางพูดจาให้เสียกำลังใจ แม้ว่าคนส่วนใหญ่จะมองไม่เห็นคุณค่าของมรดกวัฒนธรรมของตนเองเลย คนที่มีความรู้สูงแต่ดูถูกบรรพบุรุษตนเองหลายคนต่อหลายคนได้แสดงออกถึงความดูแคลนวัฒนธรรมของตนเองอย่างไม่น่าให้อภัย แต่สิ่งที่ต้องกระทำอันเป็นหน้าที่แล้ว มันยิ่งใหญ่กว่าเสมอ ได้หลวงพ่อเจ้าคณะจังหวัดพระเทพโมฬีได้ช่วยเหลือให้เงินทองใช้จ่ายบ้างตามท่านจะเมตตา ได้ผู้คนที่ไม่เคยรู้จักช่วยเหลือทั้งทางลับและไม่ลับ จนถึงทุกวันนี้โรงเรียนนี้ได้มีอายุลุล่วงมาหนึ่งปีเต็ม ปัจจุบันนี้โครงการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมภาษาเขมรมีโรงเรียนสอนภาษาเขมรอยู่ทั้งหมด ๓ แห่งด้วยกันคือ ที่อาคารจอมสุรินทร์แห่ง ๑ และที่บ้านจรวย อำเภอลำดวน จังหวัดสุรินทร์อีกแห่ง ๑ และที่บ้านปราสาทภูมิโปนอีกแห่ง ๑ ที่บ้านจรวยนั้นได้รับการสนับสนุนทางด้านการเงินจาก ดร. โรงเรียนภาษาเขมรที่บ้านปราสาทภูมิโปนนั้นได้มีการสมโภชและกระทำพิธีบูชาบรรพบุรุษบ้านปราสาทภูมิโปนไปเมื่อวันที่ ๑๙ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๑ โดยกลุ่มผู้สูงอายุในหมู่บ้านนำโดยคุณครูทองเหลือ บุญพร้อม ข้าราชการเกษียณอายุ และบุคคลอื่น ๆ อีกโดยได้รับการสนับสนุนจากองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านดมด้านสถานที่ และเงินบริจาคจากคุณ สิ่งที่ทำให้เกิดกำลังใจคือ ความศรัทธาในพระพุทธศาสนาของชาวบ้านปราสาทภูมิโปนนั่นเอง ซึ่งโครงการโรงเรียนภาษาเขมรนั้นไม่ได้ประกาศแต่ประการใดเลย แต่ชาวบ้านได้มาเข้าร่วมจำนวนโดยประมาณหนึ่งร้อยคน และในอนาคตนั้นการศึกษาและการเรียนการสอนจะมุ่งให้พระภิกษุได้เป็นครูผู้สอน ซึ่งจะเกิดประสิทธิภาพมากกว่าให้ครูทั่วไปเพราะพระท่านไม่มีหนี้สินมากเท่าคุณครู ทำให้ท่านมีสมาธิมากกว่าและสอนควบคู่ไปกับวิชาพระพุทธศาสนา โบราณคดีและภาษาอังกฤษ อีกสิ่งหนึ่งที่ได้จากการสอนเด็ก ๆ ที่บ้านจรูยนั้น คือ เด็กสามารถอ่านภาษาเขมรได้เมื่อสอนไปได้ประมาณ ๖๐ ชั่วโมง โดยปัจจุบันนี้ได้สอนภาษาเขมรและภาษาอังกฤษให้แก่เด็ก เพื่อที่เด็กจะได้มีความรู้ภาษาเขมรและภาษาอังกฤษควบคู่กันไป อีกประการหนึ่งเพื่อเป็นการฟื้นฟูและอนุรักษ์ภาษาแม้ว่าเด็ก ๆ จะต้องพูดภาษาไทยที่โรงเรียน แต่เมื่อเด็กได้อ่านออกเขียนได้แล้ว น่าจะทำให้เด็กนั้นสามารถที่จะจดจำภาษาแม่ของตนเองได้แม้ว่าจะไม่ได้ใช้อย่างสม่ำเสมอก็ตาม สิทธิมนุษยชนนั้นวางอยู่บนพื้นฐานและหลักการของการยอมรับลากรให้ความสำคัญแก่มนุษย์ในฐานะที่เป็นบุคคลที่มีความแตกต่างกัน หลักการของสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ เช่น การไม่กีดกันทางด้านเชื้อชาติ เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น เสรีภาพในด้านการนับถือศาสนา และอื่น ๆ เหล่านี้ยืนอยู่บนหลักการของยอมรับซึ่งคุณค่าภายในอันประกอบขึ้นมาเป็นปัจเจกชนซึ่งมีคุณค่าและเอกลักษณ์ ซึ่งสิทธิมนุษยชนเหล่านี้วางอยู่บนหลักการของการยอมรับในความแตกต่างของมนุษย์ อาทิเช่นความแตกต่างกันทางด้านภาษาและศาสนา และการยอมรับในด้านความหลากหลายของมนุษย์ และการปฏิเสธซึ่งสิทธิของกลุ่มคนซึ่งเป็นคนกลุ่มน้อยซึ่งการเข้าถึงประโยชน์และการให้บริการบางอย่างอย่าง หรือการทำให้พวกเขาต้องเสียประโยชน์อันเนื่องมาจากความแตกต่างทางด้านศาสนาหรือภาษา ไม่ว่าจะอยู่ภายใต้เงื่อนไขหรือคำอ้างใด ๆ นั้นเป็นสิ่งที่ไม่สามารถที่จะอนุญาตให้เกิดขึ้นได้เลย สิ่งเหล่านี้นี่เองซึ่งอธิบายถึงหลักการขั้นพื้นฐานของสิทธิในการเข้าถึงการศึกษาโดยใช้ภาษาชนกลุ่มน้อยซึ่งกล่าวได้ว่า สามารถที่จะเกิดขึ้นได้ภายใต้สิ่งแวดล้อมใด ๆ ก็ได้ และเมื่อใดที่มีการปฏิเสธซึ่งการให้บริการด้านศึกษาแก่ชุมชนโดยใช้ภาษาใดภาษาหนึ่งเป็นการเฉพาะแล้ว สามารถที่จะกล่าวได้ว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นการกระทำโดยปราศจากเหตุผลหรือไม่สามารถอธิบายได้ด้วยเหตุนี้มันจึงเป็นการกีดกัน สิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมไทยเสมอคือ การไม่คำนึงถึงคนกลุ่มน้อยที่จะต้องเสียสละอย่างมากมากเพื่อให้คนกลุ่มใหญ่ได้ประโยชน์บางอย่างไป และคนกลุ่มน้อยใด ๆ ก็ตามที่มีความกล้าหาญที่จะปกป้องสิทธิของตนเองมักจะได้รับการประณามเสมอว่า เป็นพวกไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม และการเรียกร้องให้มีการเรียนการสอนภาษาชนกลุ่มน้อยหรือภาษาท้องถิ่นนั้นมักจะได้รับการมองจากสังคมหรือำนาจรัฐเสมอว่า เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เพราะจะต้องคำนึงถึงคนกลุ่มใหญ่ไว้ก่อนเป็นอันดับแรก การทำให้ทุกคนเหมือนกันโดยไม่คำนึงถึงความแตกต่างทางด้านวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของท้องถิ่น รัฐมักจะมองว่าภาษาท้องถิ่นกับภาษาชาตินั้นจะอยู่ร่วมกันไม่ได้ ทุกคนอยู่เมืองไทยต้องพูดภาษาไทย นั่นคือวิธีคิดของรัฐที่ทุกอย่างไปรวมศูนย์ที่กรุงเทพฯ แม้กระทั่งนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ นั้นบางคนมีมุมมองที่ไม่ได้แตกต่างไปจาก รัฐ อันอาจจะเนื่องมาจากการเป็นคนภาคกลาง หรืออาจจะเนื่องจากเป็นลูกจ้างของ รัฐ กลับมองว่าการสอนภาษาเขมรในจังหวัดสุรินทร์นั้นให้ใช้อักษรไทยสำหรับการถ่ายเสียงแทนพยัญชนะเขมร หรือการใช้สัญลักษณ์ทางสัทศาสตร์ สำหรับการเขียนภาษาเขมรแทน หรือการมองว่า "ภาษาท้องถิ่นเป็นอุปสรรคต่อการเรียนภาษาชาติ" สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้สำหรับหน้าที่ของ รัฐ คือ การให้การศึกษาแก่พลเมือง และเป็นสิ่งที่ง่ายสำหรับ รัฐ ที่จัดการศึกษาเฉพาะภาษาชาติ มากกว่าการจัดการศึกษาให้แก่พลเมืองในลักษณะของพหุภาษา อย่างไรก็ตาม รัฐ มักจะมีแนวโน้มที่จะประกาศเป็นกฏหมายที่ระบุไว้อย่างชัดเจนถึงการใช้ภาษาประจำชาติเป็นภาษาเดียวสำหรับการสอนดังได้ระบุไว้ในพระราชบัญญัติการศึกษาเอกชน พ.ศ. ๒๕๒๕ ซึ่งการสอนโดยใช้ภาษาอื่นนั้นจะต้องได้รับการอนุญาติจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเท่านั้น โครงการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมภาษาเขมรจะพยายามผลักดันให้โรงเรียนและสถาบันการศึกษาได้จัดให้มีการเรียนการสอนภาษาเขมรให้เป็นวิชาเลือกในโรงเรียน เพื่อให้นักเรียนได้รู้จักกับภาษาอันเป็นรากเหง้าของชาวจังหวัดสุรินทร์ และเพื่อสามารถที่จะนำไปประกอบอาชีพ หรือเสริมความรู้ภาษาไทยได้เป็นอย่างดีเนื่องจากภาษาเขมรในภาษาไทยนั้นมีจำนวนถึงประมาณร้อยละ 30 ซึ่งครูภาษาไทยถ้าหากไม่มีความรู้ด้านภาษาเขมรแล้วการสอนนั้นก็จะไม่มีทางสมบูรณ์แบบได้เลย เราเชื่อมั่นเสมอว่า ประชาชาติประกอบไปด้วยความหลากหลายทางเชื้อชาติและรัฐจะต้องให้ความเอาใจใส่ในวัฒนธรรมท้องถิ่นให้ได้อย่างทัดเทียมกัน และรัฐมีหน้าที่ ๆ จะต้องสนับสนุนและรักษาวัฒนธรรมท้องถิ่น โดยผ่านกระบวนการด้านการศึกษาซึ่งเป็นกระบวนการที่สำคัญในการที่จะรักษาวัฒนธรรมและมรดกทางวัฒนธรรมท้องถิ่นได้ตลอดไป |
| << | มีนาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | ||||||
| 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 |
| 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 |
| 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 |
| 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 |
| 30 | 31 | |||||