| BrazilMiss | ||
Miss flight in Brasil |
||
|
View All |
||
| << | พฤศจิกายน 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | ||||
| 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 |
| 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 |
| 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 |
| 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | |
พิมพ์หน้านี้
|
ฉันแสนจะดีใจเมื่อได้ทราบข่าวว่าบทคัดย่อทางวิชาการที่ส่งไปได้รับคัดเลือกไปนำเสนอในการประชุมทางด้านระบาดวิทยาที่ประเทศซิมบับเว ทวีปอัฟริกา แต่อดเสียใจไม่ได้ที่เพื่อนฝูงพี่น้องชาวระบาดวิทยาไม่ได้รับเลือกไปด้วย งานนี้ต้องฉายเดี่ยวอีกครั้ง การเดินทางไปต่างบ้านต่างเมืองอันไกลโพ้นตามลำพังของผู้หญิงคนหนึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ยิ่งสมัยนั้นข้อมูลข่าวสารไม่มีให้ได้ค้นหาง่ายๆ ครั้งนี้เป็นอีกเหตุการณ์หนึ่งที่สติสัมปชัญญะช่วยฉันให้รอดพ้นวิกฤตมาได้ สิ่งแรกที่ต้องทำก็คือหาทุนในเดินทางให้ได้ แหล่งทุนหลักๆ สำหรับการเดินทางไปเสนอผลงานวิชาการมีอยู่ 2-3 แหล่ง คือ จากผู้จัดการประชุม จากรัฐบาลไทย และจากองค์การอนามัยโลก ครั้งนี้ฉันต้องขอรับการสนับสนุนจากสามแหล่งโปะๆ กันไป โดยส่วนใหญ่ได้มาจากองค์การอนามัยโลก หรือ World Health Organization ซึ่งเรียกสั้นๆ กันว่า WHO แค่ชื่อก็บอกแล้วว่าเป็นใครไม่รู้ จากประสบการณ์การรับทุนจากต่างประเทศและ WHO นั้น ตั๋วเครื่องบินมักจะมาถึงแบบจวนเจียนเสมอ ทั้งนี้เป็นเพราะขั้นตอนที่มากมายทั้งทางฝ่ายรัฐบาลไทยเองและทางต่างประเทศ บางครั้งได้รับตั๋วเครื่องบินแค่ 2 ชั่วโมงก่อนเดินทางไปสนามบินก็มี จนเพื่อนอดทักไม่ได้ว่าฉันเตรียมตัวเดินทางไปอังกฤษเหมือนไปพัทยา จัดกระเป๋าแบะๆ ทิ้งไว้ ได้ตั๋วก็ไป ไม่ได้ก็เก็บ เมื่อใดเท้าเหยียบแผ่นดินประเทศนั้นๆ จึงถือว่าได้ไป ด้วยตระหนักถึงคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าถึงความไม่แน่นอนอย่างลึกซึ้ง สำหรับการไปประเทศซิมบับเว ( ฉันนั่งเครื่องบินไปยังประเทศอัฟริกาใต้เพื่อเปลี่ยนเครื่องมายังประเทศซิมบับเวซึ่งอยู่ทางด้านตอนกลางฝั่งตะวันออกของทวีปอัฟริกา ที่สนามบินประเทศอัฟริกาใต้ได้พบเจอนักวิจัยและนักวิทยาศาสตร์เพื่อนพ้องร่วมอาชีพจากประเทศต่างๆ หลังจากทักทายกันพอหอมปากหอมคอก็แยกย้ายกันขึ้นเครื่องแต่ละสายการบินที่จองมา อดแปลกใจไม่ได้ที่ไม่เห็นมีใครมาขึ้นเครื่องที่ฉันนั่ง เมื่อมาถึงสนามบินเมืองหลวงฮาลาเร ก็กระวีกระวาดไปลากกระเป๋าเพื่อไปทำวีซ่าก่อนเข้าประเทศ (Visa on arrival) มีผู้คนมากมายแต่ไม่ยักหลากหลายเผ่าพันธุ์อย่างที่ฉันเคยเห็นเวลาไปประชุมนานาชาติ ขณะที่คิดอะไรเพลินๆ อยู่ก็มีคนผิวดำโผล่พรวดมาชี้ตัวฉัน สงสัยจะโดนสุ่มตรวจกระเป๋าอีกเป็นแน่แท้ ด้วยลักษณะสาวไทยดำผอมเกร็งอย่างนี้ ได้รูปร่างมาตรฐานการตรวจจับในหลายหลายประเทศโดยเฉพาะญี่ปุ่น หนำซ้ำหน้าตาก็ไม่ได้ดูฉลาดดีมีราศีนักวิชาการเลย จึงควักหนังสือเดินทางยื่นให้ พ่อคุณพลิกไปมองดูรูปข้าราชการแต่งเต็มยศของฉันสักครู่จึงคืนหนังสือเดินทางข้าราชการให้ พร้อมพยักหน้า ตราบใดที่ไม่ใช่ประเทศอินเดีย ภาษากายอย่างนี้แปลว่าอนุญาตให้ไปได้ จะอยู่ให้ขนหัวลุกไปใยรีบลากกระเป๋าจ้ำอ้าวไปยังด่านตรวจคนเข้าเมือง กวาดตามองหาป้ายทำวีซ่า ชายผิวดำร่างยักษ์กวักมือเรียกให้ตามเข้าไปในห้องทำงานซึ่งดูคล้ายๆ ที่ทำงานทั่วไปของข้าราชการไทย มีโต๊ะกับเก้าอี้ไม้เรียงกันเป็นแถว ทุกโต๊ะมีเอกสารกองเต็มเพนินเทินทึก เป็นระเบียบเรียบร้อยบ้าง ระเกะระกะบ้างตามนิสัยเจ้าของโต๊ะ ฉันเดินไปอีกมุมหนึ่งของห้องได้กลิ่นมันต้มโชยมาเข้าจมูก ชายร่างยักษ์แหวกกองเอกสารหาที่วางบนโต๊ะ ฉันรีบยื่นจดหมายจากกระทรวงการต่างประเทศไทยที่ไปยังสถานฑูตอังกฤษในกรุงเทพให้เขา เนื่องจากซิมบับเวเคยเป็นอาณานิคมของอังกฤษมาก่อน แต่เมืองไทยไม่มีสถานฑูตชิมบับเวย์ ต้องไปทำวีซ่าที่สถานฑูตอังกฤษ ฉันไม่มีเวลาไปทำจนกระทั่งเดินทาง เดชะบุญที่เอาจดหมายติดมาด้วยจึงไม่ถูกซักไซ้ไล่เลียงมากมาย เมื่อหลุดออกจากด่านตรวจคนเข้าเมืองก็มาถึงส่วนของอาคารที่มีผู้คนขวักไข่วคึกคัก ส่วนใหญ่เป็นชนชาติผิวดำเกือบทั้งนั้น ชักเอะใจยังไงพิกล ควักเอกสารการประชุมวิชาการขึ้นมา อุ๊แม่เจ้า... สถานที่จัดประชุมอยู่เมืองวิคตอร์เรียฟอร์ ซึ่งอยู่อีกซีกของประเทศห่างจากเมืองหลวงที่ฉันยืนมึนตึบอยู่ ทั้งกลัวทั้งตกใจเพราะไม่ได้เตรียมแลกเงิน พกแผนที่ หรือศึกษาข้อมูลมาก่อนเลย กะว่าอย่างไรเสียต้องมีรถโรงแรมมารับ จึงอนุญาตให้ตัวเองตกใจได้ไม่เกินหนึ่งนาทีแล้วแหงนหน้าขึ้นฟ้ารำพึงในใจว่า ถุยชีวิต รีบตั้งสติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า เพราะขืนมัวตกใจอยู่อย่างนี้จะไม่มีอะไรดีๆ เกิดขึ้นเลย ฉันรีบกวาดตามองหาหนทางรอดตายก่อน ขั้นแรกนำเอาสัญชาตญาณผนวกกับวิชาระบาดวิทยามาประยุกต์ใช้ เลือกหาหญิงวัยกลางคนท่าทางการแต่งตัวดูมีการศึกษาและมีหน้าตาท่าทางใจดี แล้วก็สะดุดตาที่ผู้หญิงซึ่งฉันเคยทักทายเรื่องดินฟ้าอากาศระหว่างนั่งรถจากเครื่องบินมายังอาคารผู้โดยสารขาเข้า ข้อมูลที่ได้จากคุณน้าคนนี้ไม่ค่อยดีนัก เพราะเที่ยวบินหมดแล้ว ฉันชวนคุณน้าไปติดต่อกับเจ้าหน้าที่ห้องขายตั๋วปรากฏว่าเที่ยวที่เร็วที่สุดคือพรุ่งนี้เช้า ส่วนรถโดยสารประจำทางคืนนี้ยังมีอยู่ แต่ใช้เวลาเดินทางร่วม 12 ชั่วโมง ฉันไม่ได้ดูถูกดูแคลนหัวจิตหัวใจคนซิมบับเวดอกนะ แต่ที่ไหนๆ ก็เหมือนกันทั้งโลก มีทั้งคนดีคนร้าย ฉันจะไปเสี่ยงเป็นเหยื่อทำไม ถึงจะมีรูปร่างหน้าตาเป็นอาวุธก็ตามเถอะ เวลาตั้ง 12 ชั่วโมงในรถมืดๆ แถมนอนข้างใครก็ไม่รู้ คงไม่เหมาะแน่ จึงตัดสินใจซื้อตั๋วเครื่องบินแล้วขอคุณน้ากับเจ้าหน้าที่ช่วยแนะนำโรงแรมที่ดูดีปลอดภัยราคาไม่แพงมีรถรับส่งสนามบิน กล่าวขอบคุณน้าและรำพันถึงความโชคร้ายพอน่าสงสาร จากนั้นก็ถามไถ่ว่าหารถแท็กซี่ไปอย่างไร คุณน้ามองฉันอย่างเห็นใจ บอกว่าจะผ่านเมืองอยู่แล้วจะขับไปส่งให้พลางเหลือบตาดูที่อยู่ของโรงแรม พอเห็นราคาร้อยเหรียญสหรัฐ ก็อุทานว่าแพงจัง (ในสมัยนั้น) แถมยังรำพึงเป็นภาษาอังกฤษเบาๆ ว่า บ้านฉันไม่ใช่วังแต่พอมีที่มีทางให้นอน ฉันหูผึ่งขึ้นมาทันควัน รีบตอบรับคำรำพึงกึ่งชวนทันที ท่าทางดีใจจนออกนอกหน้าพร้อมทั้งอาการขมีขมันลากกระเป๋าของฉันคงทำให้คุณน้าใจอ่อนอย่างงงๆ คงทึ่งกับความใจกล้าของสาวไทยขนาดพกพาคนนี้ คุณน้าชี้ไปที่รถเก๋งซึ่งมีลูกหญิงชายนั่งอยู่เบาะหลัง ส่วนสามีกำลังสาละวนกับการติดเครื่องยนต์เนื่องจากจอดทิ้งไว้หลายวัน ฉันรีบโดดผลุงไปนั่งเบาะหลังคุยกับเด็กๆ ราวกับญาติโยมที่พลัดพลากจากกันไปนานแสนนาน อย่างไงๆ ก็ไม่ลงจากรถเด็ดขาด ฝ่ายสามีคุณน้าก็ลากกระเป๋าใบใหญ่หนักอึ้งของฉันใส่ท้ายรถ ฉันฉีกยิ้มอย่างกว้างขวางกล่าวขอบคุณซ้ำแล้วซ้ำอีก แล้วหันมาพูดคุยกับเด็กๆ ต่อ ลูกสาววัยสิบสามปีน่ารักสดใสรูปร่างปราดเปรียวสมกับเป็นนักกีฬาว่ายน้ำ ลูกชายก็ดูทะมัดแทมงดี
เสียงรถคลางขึ้นมาเบาๆ แล้วค่อยๆ พาพวกเราเคลื่อนออกจากตัวเมืองผ่านป่าเขาลำเนาไพรสองข้างทาง มองเห็นสัตว์ป่านานาชนิดในอริยาบทต่างๆ ลำแสงส้มอ่อนสาดส่องทุ่งหญ้าเหลืองทองที่พลิ้วไหวตัดกับสีสดใสของท้องฟ้า สายลมโชยมาลูบไล้ใบหน้าช่วยระบายความร้อนอบอ้าวลง ทำให้ฉันลืมเลือนความสับสนวุ่นวายร้อนใจเสียสิ้น อะไรจะเกิดขึ้นก็ค่อยว่ากันอีกทีเพราะได้ตัดสินใจอย่างดีมีสติสัมปชัญญะแล้ว จากการสนธนาปราศัยได้ข้อมูลว่าครอบครัวนี้ตั้งรกรากอยู่ที่นี่มานานตั้งแต่สมัยที่ซิมบับเวเป็นอาณานิคมของอังกฤษจนเป็นไทแก่ตน ตอนนี้เศรษฐกิจแย่ลง มีอาชญากรรมเพิ่มขึ้น ต้องระมัดระวังตัวเพิ่มขึ้น ครอบครัวใจดีนี้เดินทางไปเยี่ยมญาติที่ประเทศอัฟริกาใต้เป็นครั้งแรกในรอบสองปี แล้วบังเอิญมาเจอฉันเข้า ไม่รู้ว่าเป็น โชคดีของฉันหรือเคราะห์กรรมของเขา กันแน่ แต่สำหรับฉันมันคือทุกข์ที่นำลาภมาให้ ฉันเพลิดเพลินกับทัศนียภาพแปลกตาจนมารู้ตัวอีกทีก็ตอนที่รถค่อยๆ เลี้ยวเข้าสู่บริเวณบ้านชั้นเดียวทำด้วยปูนขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ รอบๆ บ้านมีต้นไม้หลากหลายพันธุ์ขึ้นรอบๆ ดูเขียวชอุ่มสบายตา มีที่วัดปริมาณน้ำฝนห้อยอยู่ในสวน เมื่อก้าวเข้าไปในตัวบ้านจะเจอห้องรับแขกที่มีชุดรับแขกและตู้โชว์ไม้สีน้ำตาล ซึ่งมีทั้งภาพครอบครัวเหรียญรางวัลและของตกแต่งประดับอยู่ คุณน้าพาไปดูครัวขนาดย่อมแบบยุโรป แล้วพาไปพักห้องลูกสาวซึ่งมีตู้โต๊ะเตียงขนาดกะทัดรัดเหมาะสมกับวัยรุ่น เตียงนอนอยู่ชิดหน้าต่างซึ่งประดับด้วยผ้าม่านสีอ่อน นอกหน้าต่างมีพืชพันธุ์เขียวๆ ขึ้นเป็นแนวกั้นความเป็นส่วนตัว ตกเย็นแม่กับลูกๆ ก็พาฉันไปเที่ยวชมสัตว์ป่าท่ามกลางสายฝนพร่ำ ที่นี่แห้งแล้งมาหลายปี พึ่งมีฝนตกเยอะๆ ก็ช่วงนี้แหละ รู้สึกว่าตัวเองเหมือนแมวดำ ไม่ว่าจะไปที่ไหนประเทศใดพระพิรุณต้องตามมาเป็นเพื่อน เรากลับมารับประทานอาหารเย็นที่บ้าน ซึ่งไม่ทราบว่าคุณน้าไปหาอาหารจีนมาเอาใจฉันจากไหน เป็นเสน่ห์เล็กๆ น้อยๆ ที่ยากจะลืมเลือน หลังจากอิ่มหนำสำราญกันแล้วเราก็จิบชากาแฟพูดคุยกันดั่งญาติโยม คุณน้าเตือนฉันอย่าไปไว้ใจใครในสถานการณ์บ้านเมืองอย่างนี้อีก ฉันกล่าวขอบคุณในน้ำใจอันประเสริฐของมิตรต่างแดนครอบครัวนี้ก่อนเข้านอน อดไม่ได้ที่จะทอดสายตาดูต้นไม้นอกหน้าต่างเต้นระบำไปมาตามจังหวะสายลมภายใต้แสงดาวระยิบระยับเต็มฟากฟ้า มันก่อให้เกิดหลืบเงาชวนหลงใหล เป็นความงามธรรมชาติที่ไม่ต้องแต่งแต้มสีสรรใดๆ ไม่ต้องซื้อหา เพียงแต่คอยทะนุถนอม ฉันละเลียดความสุขอย่างช้าๆ แล้วก็ผล็อยหลับไปเมื่อไหร่ไม่รู้
มารู้สึกตัวอีกทีตอนที่คุณน้ามาปลุกราวๆ ตีห้า แถมชงกาแฟให้ดื่ม แล้วสามีก็พาฉันไปส่งสนามบินท่ามกลางสายฝนที่โปรยปรายลงมา ฉันโบกมืออำลาก่อนขึ้นเครื่องบินทรงโบราณที่มีล้อขายาวๆ อยู่ตรงปีก เสียงเครื่องยนต์เหมือนเรือหางยาวดังขึ้นก่อนที่เครื่องบินจะทะยานสู่ฟากฟ้า ทิ้งทิวไม้เขียวขจีกระจัดกระจายอยู่เบื้องล่าง ยังไม่รู้ว่าจะพบเจออะไรอีกต่อไปข้างหน้า ปัญหานั้นมีไว้ให้แก้ไม่ได้มีไว้ให้แบก ปู่ทวดชะตาชีวิตคงกลัวฉันโง่ส่งปัญหามาเป็นเพื่อนบ่มนิสัยบ่อยๆ เอาไงก็เอากัน.......สู้โว๊ย |