พิมพ์หน้านี้
|
คุณเชื่อมั้ย ใครบางคนในอดีตที่ตายไปแล้ว สามารถจะเข้ามาเอาชีวิตของคนที่ยังอยู่ เกวีนถามกับสก็อตตี้ในช่วงต้นเรื่อง สก้อตตี้มองเป็นเรื่องไร้สาระ เขาไม่เชื่อที่เกวินพูดแม้แต่น้อย แต่ทว่าในท้ายที่สุดตัวสก็อตตี้เองเกือบจะเอาชีวิตไม่รอดจากคนที่ตายไปแล้วด้วยซ้ำ จอห์น สก็อตตี้ เฟอร์กูสัน (เจมส์ สจ๊วต) นักสืบแห่งเมืองซาน ฟรานซิสโก พบว่าตัวเองเป็นโรคกลัวความสูงหลังจากประสบอุบัติเหตุระหว่างการจับกุมคนร้ายบนตึกสูง ในช่วงหลังจากเกษียณอาชีพตำรวจ สก็อตตี้ได้รับการว่าจ้างจากเพื่อนเก่าสมัยเรียนที่ชื่อ เกวิน เอลสเตอร์ (ทอม เฮล์เมอร์) ให้สะกดรอยตามแมดเดลีน (คิม โนแว็ค) ภรรยาของเขาเอง ในระหว่างการสืบสวน สก็อตตี้ได้ช่วยชีวิตเธอครั้งหนึ่งขณะที่เธอกระโดดน้ำเพื่อฆ่าตัวตายในอ่าวซานฟรานซิสโก แต่โชคร้ายเมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นซ้ำสอง เมื่อแมดเดลีนกระโดดลงจากหอคอยสูงของโบสถ์ ซึ่งสก็อตตี้ไม่อาจจะช่วยเธอไว้ได้ทัน เพราะโรคกลัวความสูงอันเป็นอุปสรรคของเขานั่นเอง หลังโศกนาฏกรรม สก็อตตี้ตกอยู่ในความรู้สึกผิดที่ตนเองไม่สามารถช่วยหญิงสาวอันเป็นที่รักได้ ความฝังใจในเรื่องดังกล่าวกอปรกับความรักที่มีต่อเธอ ทำให้เขายังคงโหยหาเธออยู่ตลอดเวลา Vertigo ผลงานระดับมาสเตอร์พิสของผู้กำกับอัจฉริยะ อัลเฟรด ฮิทช์ค็อค บรรยายสภาพจิตใจอันเปราะบางของมนุษย์ สอดประสานกับองค์ประกอบศิลป์ได้อย่างลึกซึ้ง ส่งต่ออารมณ์ให้กับผู้ชมจมดิ่งและคล้อยตามไปกับโลกแห่งจินตภาพบนแผ่นฟีลม์ ครั้งหนึ่งในการกล่าวสุนทรพจน์ประกาศเกียรติคุณแห่งความสำเร็จของสถาบันภาพยนตร์อเมริกันในปี 1979 ฮิทช์ค็อคได้เล่าถึงเหตุการณ์อันเลวร้ายสมัย 5 ขวบว่า เขาถูกพ่อจับส่งสถานีตำรวจพร้อมกับจดหมายหนึ่งฉบับ หลังจากเจ้าหน้าที่อ่านจบ พวกเขาก็พาฮิทช์ค็อคเข้าไปนั่งอยู่ในห้องขังเป็นเวลาเกือบสิบนาทีก่อนที่จะปล่อยตัวกลับบ้าน ฮิทช์ค็อคบอกว่ามันเป็นประสบการณ์ที่ตามหลอกหลอนจิตใจของเขามาตลอดชีวิต ด้วยเหตุนี้ ตำรวจในมุมมองของฮิทช์ค็อคจึงหมายถึงการคุกคามมากกว่าความปลอดภัย มันคืออคติที่ติดมากับหนังของเขาเกือบแทบทุกเรื่อง ใน North by Northwest แครี่ แกรนท์ต้องวิ่งหัวซุกหัวซุนหนีตำรวจที่เข้าใจผิดว่าเขาคืออาชญากร ใน Psycho ภาพระดับโคลสอัพจับให้เห็นใบหน้าอันไม่เป็นมิตรของตำรวจสายตรวจในแว่นดำ ใกล้ซะจนทำให้คนดูและนักแสดงอึดอัดไม่แพ้กัน และใน Vertigo โพรล็อกสั้นๆ ในช่วงต้นเรื่อง บ่งบอกถึงความไร้ประสิทธิภาพของตำรวจที่ไล่จับกุมคนร้ายไม่ทัน ด้านมืดของตัวละครก็เช่นเดียวกัน เป็นอคติซ่อนเร้นในหนังซึ่งส่วนใหญ่ผู้ชมจะไม่ค่อยสังเกตและมักถูกชักจูงให้ร่วมกระทำผิดไปพร้อมๆ กับตัวละครเสียด้วยซ้ำ เช่น มาร์โกต์ (เกรซ เคลลี่) นางเอกในเรื่อง Dial M for Murder เธอแอบปันใจให้มาร์ค (โรเบิร์ต คัมมิงส์) นักเขียนหนุ่มอเมริกันทั้งๆที่เธอมีสามีแล้ว แมเรียน เครน (เจเน็ต ลีห์) นางเอกในเรื่อง Psycho เธอขโมยเงินจำนวนสี่หมื่นเหรียญจากนายจ้างเพื่อจะไปเริ่มต้นชีวิตใหม่กับแฟนหนุ่ม และแมดเดลีน ใน Vertigo หญิงสาวที่รับจ้างปลอมตัวเป็นเมียชาวบ้านเพื่อปิดบังคดีฆาตกรรม นอกจากนี้ หนังของฮิทช์ค็อคยังสะท้อนภาพความล้มเหลวในชีวิตคู่ เช่นใน Rear Window เจฟฟ์ไม่ยอมรับการแต่งงานกับแฟนสาวเพราะเชื่อว่าเธออ่อนแอเกินกว่าจะใช้ชีวิตสมบุกสมบัน หรือใน The Man Who Knew Too Much สัมพันธภาพระหว่างหมอหนุ่มกับนักร้องสาวก็ไม่ได้ราบรื่นอย่างภาพที่เห็น บทสนทนาบางช่วงบอกให้รู้ว่าทั้งสองมีปากมีเสียงกันอยู่บ่อยครั้ง จินตภาพถ่ายทอดออกมาได้อย่างงดงาม สร้างนัยลงในรายละเอียดของหนังได้อย่างน่ามหัศจรรย์ เริ่มต้นจากภาพลายเส้นขดม้วนในดวงตาหญิงสาวระหว่างเครดิต เป็นศิลปะแบบไซคีเดลิคของซอล เบสส์ สื่อความหมายถึงความลึกลับซับซ้อน วกวนอย่างน่าพิศวง เชื่อมโยงลักษณะการจัดรูปแบบของฉากและการเคลื่อนกล้องไปในทิศทางเดียวกัน ตั้งแต่การเลือกใช้บันไดเวียนที่โค้งตัวอยู่ในหอระฆังโบสถ์ ปอยผมขดม้วนบนศีรษะของแมดเดลีน เส้นรอบวงอายุของต้นไม้ และการเลือกใช้สถานที่ถ่ายทำอย่างซานฟรานซิสโกตอกย้ำให้ผู้ชมได้วิงเวียน ชวนปวดหัวร่วมกับตัวละคร ด้วยภูมิประเทศที่มีลักษณะสูงต่ำ และเส้นทางอันลดเลี้ยวไปมา ลักษณะภาพแบบเหนือจริง โดยเฉพาะฉากใต้สะพานโกลเด้นเกท ก่อนที่แมดเดลีนจะกระโดดน้ำฆ่าตัวตาย เธอได้เด็ดดอกไม้ลงในน้ำ ถ้าหากสังเกตให้ดี ซีนนี้เริ่มด้วยการจับภาพแบบอัตวิสัยของสก็อตตี้ ก่อนจะฉายให้เห็นกลีบดอกไม้ที่รอยอยู่ ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะเห็น นักวิเคราะห์วิจารณ์หลายคนบอกว่าฉากนี้เป็นฉากที่กล้องทำงานเหนือจริงในลักษณะการถ่ายภาพแบบ อัตวิสัยเชิงจินตนาการ (Imaginative Subjective Shot) ความจงใจในช็อตนี้น่าจะเป็นความตั้งใจของฮิทช์ค็อคเพื่อต้องการการเชื่อมโยงความรู้สึกของตัวละครทั้งสองก็เป็นได้ หรือในฉากก่อนหน้านี้ ขณะสก็อตตี้ตามแมดเดลีนไปที่สุสานในต้นเรื่อง อยู่ดีๆภาพกลับเปลี่ยนไปในลักษณะบางเบา เสมือนอยู่ในโลกแห่งความฝันของสก็อตตี้ด้วยเช่นกัน เครื่องแต่งกายเสริมมิติให้กับตัวละคร เป็นการเพิ่มความหมายให้แก่ผู้ที่สวมใส่โดยเฉพาะตัวนำเรื่องอย่างแมเดลีนในชุดเด่นๆ สามแบบคือ ชุดสูทเทาอึมครึม เป็นสีที่มีผลกระทบในเชิงจิตวิทยามากที่สุด ชุดราตรีสีดำคลุมด้วยเสื้อคลุมสีเขียวเพิ่มความรู้สึกหรูหราแต่แฝงด้วยความลึกลับ และเสื้อสีบลอนด์คลุมด้วยโค้ตสีขาวบ่งบอกถึงคู่ตรงข้ามสร้างความขัดแย้งในตัวเอง หนังสร้างมาจากนวนิยายเรื่อง D'entre les morts หรือ Among the Dead ในช่วงที่มีการออกฉายใหม่ๆ หนังเรื่องนี้ยังไม่ได้รับความสนใจจากผู้ชมเท่าไร แต่เมื่อผ่านไปหลายปี นักวิจารณ์ภาพยนตร์ได้มีการวิเคราะห์และตีความอย่างกว้างขวางมากขึ้น จนทำให้ Vertigo จัดเป็นภาพยนตร์ที่ทรงคุณค่าในเวลาต่อมา ในปี 1996 บริษัทพาราเมาท์ พิคเจอร์ และ ยูนิเวอร์แซล สตูดิโอ นำฟิล์มภาพยนตร์เรื่องนี้กลับมาตัดต่อใหม่ โดยแปลงจากขนาดเดิม 35 มม. ให้เป็น70มม. ทำให้สามารถชมได้อย่างเต็มจอ พร้อมทั้งใส่สีและลงดนตรีใหม่ในระบบดิจิตอล และทำสำเนาฟิล์มเก็บไว้เป็นจำนวนมาก ซึ่งรองรับการใช้งานได้อีกราว 200 ปี เลยทีเดียว สำหรับผม ทุกรายละเอียดของหนังทำออกมาได้อย่างวิจิตรบรรจง เป็นหนังต้นแบบที่มีความโดดเด่นในเนื้อหาสาระ ผสมกลมกลืนกับองค์ประกอบศิลป์ได้อย่างลงตัว หนังดูเนิบช้าในช่วงต้น ดึงดูดให้ผู้ชมตกอยู่ในจินตภาพอันน่าลุ่มหลง เว้นช่องว่างให้คนดูคิดพิจารณา ส่วนครึ่งหลังกระชับฉับไว คลี่คลายปมได้รวดเร็ว บีบคั้นอารมณ์ของผู้ชมให้จมดิ่งไปกับความเกรี้ยวกราดของตัวละคร และเต็มไปด้วยจินตนาภาพที่งุนงงอยู่ตลอดเวลา 4/4 |
| << | กรกฎาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | ||
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | ||