พิมพ์หน้านี้
|
ยุคก่อนหน้าจะประกาศค่าเงินบาทลอยตัวในวันที่ 2 กรกฎาคม 2540 เรียกได้ว่า "ฟองสบู่ที่กำลังรอวันแตก" เศรษฐกิจที่เฟื่องฟูจนถึงขีดสุดตั้งแต่ ยุครัฐบาลพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ จนเรื่อยมากระทั่งเข้าสู่ยุครัฐบาลพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ จึงเกิด "ฟองสบู่แตก" หรือเกิด "โรคต้มยำ"ขึ้นมาในปี 40
ชีวิตขณะนั้นในปี 2540 ผมอายุ 12 ปี กำลังศึกษาอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ในโรงเรียนแห่งหนึ่งแถวบ้านย่านฝั่งธนบุรี ช่วงปี 2539 ขณะนั้น แม่ของผมมีความจำเป็นต้องไปประกอบอาชีพค้าขายอาหารตามสั่งที่กิจการดีมาก ย่าน ถนนจันทน์ สะพาน 2 โดยการช่วยร้านพี่ชายแม่ หรือ"อากู๋"ที่ผมเรียก ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ผมต้องอยู่กับพ่อเพียงลำพังแค่ 2 คน อาชีพพ่อของผมขณะนั้นขาย "กระเพาะปลา" หน้าบ้านพี่สาวพ่อ หรืออาโกวที่ผมเรียก จนในปี 2539 บ้านพี่ชายแม่ หรือ อากู๋ของผม ก็ได้เรียกพ่อของผมให้ไปช่วยกิจการร้านขายอาหารที่แม่ผมกำลังช่วยขายอยู่ ด้วยการไป-กลับ เช้าขายกระเพาะปลาหน้าบ้านพี่สาวพ่อ วันที่ผมหยุดเรียนพอตกบ่ายพ่อก็จะพาผมไปบ้านอากู๋ที่แม่ผมช่วยอยู่ เพื่อช่วยทางร้านที่ขายตั้งแต่เย็นจนถึงสามทุ่มทุกวันหยุดเรียน ร้านอาหารของอากู๋ มีชื่อร้านว่า "ตี๋กระเพาะปลา" ทุกวันจะมีแขกมาทานประจำ มาซื้อจนเรียกได้ว่าคนแน่นแทบทุกโต๊ะ ร้านของอากู๋เปิดอยู่ 2 ห้อง พ่อผมช่วยในครัวหลังร้าน แม่ผมช่วยอากู๋หน้าร้าน รับออร์เดอร์ลูกค้า ส่วนชีวิตของผมก็ยังเด็กที่ไม่ได้ช่วยอะไรมากนักนอกจากอยู่เล่นกับลูกชายอากู๋ซะส่วนใหญ่ วันไหนคนเยอะจริงๆ เช่นวันสงกรานต์ คนเข้าร้านเยอะ ผมก็ได้มีโอกาสช่วยบ้าง และยังได้ค่าจ้างจาก อากู๋ 100 บาท ที่อดปลื้มเงินที่ได้ขณะนั้นไม่ได้ อาชีพขายกระเพาะปลาหน้าบ้านพี่สาวพ่อผมเรียกได้ว่า อยู่อย่างพอมีพอกิน และได้รับค่าแรงจากการช่วยร้านพี่ชายแม่เป็นรายวัน รายได้ที่ได้มาก็ถือว่าพอสมควร เพราะรายได้ที่เข้าร้านพี่ชายแม่นับว่ากำไรดีมาก ด้วยเมนูแต่ละชนิดเช่น ปลิงทะเลน้ำแดง ,ปลากระพงนึ่งมะนาว , ผัดหมี่ฮ่องกง , กระเพาะปลาน้ำแดง , เป็ดล่อนบวกสลัดผัก เป็นต้น อาหารเหล่านี้ล้วนเรียกได้ว่า คนระดับชนชั้นกลางถึงชั้นสูงสามารถซื้อทานกันได้สบายมือ -------------------------------------------------------------- กระทั่งถึงปี 2540 ร้านอาหารอากู๋ที่แม่ผมอยู่ช่วยทุกวัน และพ่อผมต้องไปช่วยในช่วงวันที่ผมหยุดเรียน ก็ประสบปัญหาค่าเงินบาทลอยตัวที่รัฐบาลขณะนั้นประกาศในวันที่ 2 ก.ค.40 เหตุการณ์ในวัยเด็กที่ผมได้ลิ้มรสชาด ยุคต้มยำกุ้ง คือ 1. ผมเริ่มรู้สึกสนใจข่าวสารมากขึ้นเกี่ยวกับค่าเงินบาท ชีวิตในวัยเด็กผมจึงจดจ่อหน้าจอโทรทัศน์ว่า วันนี้เงินบาทลอยตัวแตะค่าเท่าไร จนมีวันหนึ่งแตะค่าถึงระดับ 50 บาทต่อ 1 ดอลล่าร์สหรัฐ 2.สถาบันการเงินหลายแห่งปิดตัวลง ผู้คนทั่วไปเครียดจนถึงกับฆ่าตัวตาย เจ้าของกิจการประสบภาวะล้มละลาย ร้านค้า ร้านอาหารคนน้อยลง จนแทบเทอาหารที่ขายทิ้งหลังปิดร้าน คนงานตกงานเป็นว่าเล่น 3. โรงเรียนที่ผมศึกษาอยู่ประกาศช่วยผู้ปกครองเต็มที่ในเรื่องค่าใช้จ่ายบุตรหลาน เช่น วันกีฬาสี ถึงกับเลิกทำเสื้อกีฬาสีขาย แต่ให้นักเรียนเอาเสื้อที่มีแต่สีตรงกับที่ตนสังกัดอยู่ใส่มาแทน จากที่แต่ก่อนออกค่ายลูกเสือตามต่างจังหวัดทุกปี โรงเรียนผมต้องมาจัดค่ายลูกเสือในโรงเรียนแทน 4. ได้รู้จัก "รัฐธรรมนูญ ฉบับประชาชน"ที่ได้ปฏิรูปการเมืองในปี 40 5. ได้เข้าใจในความรู้สึกตนเองง่ายๆขณะนั้นว่า รัฐบาลพลเอกเชาวลิตบริหารประเทศไม่ได้เรื่อง จนพลเอกชวลิตประกาศลาออก แล้วมีการโหวตเลือกนายกฯ กันระหว่าง ฝ่าย "ชวน หลีกภัย" กับ ฝ่าย "พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ" สุดท้าย ได้นายกฯชวนมาบริหารประเทศแทน 6. ร้านอาหารพี่ชายแม่ที่พ่อและแม่ผมช่วยอยู่ ประสบปัญหาจากพิษค่าเงินบาทในปีนั้นอย่างหนัก จากที่พนักงานในร้านไม่มีโอกาสหยุดอยู่กับที่รับลูกค้าตลอดเวลา ก็ต้องนั่งเฝ้ารอลูกค้าเข้าร้านที่แทบจะนับรายหัวได้ 7. ได้รู้จัก "เศรษฐกิจพอเพียง" ของในหลวงที่เริ่มติดตาผู้คนทั่วไปมากขึ้นในยุคนั้น 8. ได้เห็นสื่อโทรทัศน์ พูดสโลแกน "ไทยช่วยไทย กินของไทย ใช้ของไทย เที่ยวเมืองไทย ร่วมใจประหยัด" ประจำ 9. ได้พบเห็นระหว่างกลับบ้านขณะนั่งรถเมล์ข้ามสะพานกรุงเทพ แล้วมองไปฝั่งพระนคร จากแต่เดิมตึกส่วนใหญ่จะเปิดไฟสว่าง เมื่อเข้ายุควิกฤตค่าเงินบาทลอยตัว ตึกที่เคยสว่างกลับมืดมิดด้วยฤทธิ์ "ต้มยำกุ้ง"
ร้านขายอาหารของพี่ชายแม่ รายได้เริ่มซบเซา มีการลดค่าจ้างพนักงานลง ส่วนพ่อผมที่ขายกระเพาะปลาตอนเช้าหน้าบ้านพี่สาวพ่อ ก็ขายไม่ดี เหลือกลับบ้านเยอะมาก ผมยังจำได้เสมอเวลาเปิดตู้เย็นจะเจอกระเพาะปลาใส่เต็มหม้อเสมอ พ่อผมเลิกขายกระเพาะปลาที่ขายมานานตั้งแต่ผมเกิด ในช่วงปลายปี 2541 จนถึง 2543 เพื่อไปอาศัยอยู่บ้านพี่ชายแม่ที่เปิดร้านขายอาหาร โดยอาศัยอยู่ที่นั่นกับแม่ พร้อมกับช่วยที่ร้านนี้เหมือนเดิมอย่างเดียว อีกทั้งน้องที่กำลังจะเกิดไม่มีใครดูแล จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ต้องย้ายไปอยู่ที่นั่น ส่วนผมก็ต้องย้ายตามไปอยู่ด้วย ทำให้ลำบากมากเวลาต้องไปโรงเรียนเพราะต้องนั่งรถเป็นเวลานานกว่าเดิม รายได้ที่ไม่กระเตื้องจากการขายอาหารของอากู๋ พ่อและแม่ผมถูกลดค่าจ้างลงเรื่อยๆ ทำให้จนถึงช่วงปี 2543 ทางร้านอากู๋จึงบอกกับพ่อและแม่ผมให้กลับบ้าน นั่นคือถึงเวลาแล้วที่ พ่อกับแม่ผมจะเลิกช่วยงานที่นี่ และจำเป็นต้องย้ายกลับไปอยู่บ้านเดิม ด้วยการขายกระเพาะปลาใหม่ อีกทั้งช่วงที่กลับมาอยู่บ้านเดิมได้ใหม่ๆ ร้านอาหารของอากู๋ก็ตัดสินใจให้ร้านขายอาหารอีสานเช่าต่อ 1 ห้อง จึงเหลือห้องที่ขายอาหารเพียงห้องเดียว --------------------------------------------------------------
การกู้เงินกับกลายเป็นการสร้างหนี้ให้เพิ่มมากขึ้น กู้แล้วได้หนี้ที่ต้องใช้คืน เมื่อใช้คืนไม่ทันก็ต้องไปกู้รายอื่นเพื่อมาทบรายเก่า กระทั่งเจอคนให้กู้เงินรายใหม่มาเสนอข้อตกลงที่ดีกับพ่อผมเข้า จึงให้กู้ยืมเงินมูลค่ามหาศาลด้วยดอกเบี้ยที่มากกว่ากฏหมายกำหนด จนกระทั่งทำให้ครอบครัวผมต้องสิ้นเนื้อประดาตัว เหมือนคนที่ล้มละลายจนกระทั่งเลิกกิจการไป พ่อ แม่และน้องผมจึงจำเป็นที่จะต้องเลิกขาย "กระเพาะปลา" ทั้งรอบเช้าและเย็นทันทีในปลายปี 2545 และต้องย้ายไปอยู่ที่อื่น ส่วนผมจำเป็นที่จะต้องอยู่กับญาติฝั่งพ่อที่เปิดร้านข้าวแกงอยู่ คอยส่งเสียเรื่องการศึกษาแทนพ่อผม จนถึงปัจจุบันนี้ ผมก็ยังอยู่กับญาติตัวคนเดียว ด้วยการช่วยร้านขายแกงของญาติมาเป็นเวลาหลายปีจนถึงปัจจุบัน ส่วนพ่อและแม่ผมก็ต้องดิ้นรนหาทางสู้ต่อไป อยู่แบบพอมีพอกิน เพื่อรอวันที่ผมจะกลับมาชุบชีวิตครอบครัวผมเสียใหม่หลังจากที่ผมจะจบการศึกษาปริญญาตรีในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ บทเรียนที่ผมได้พบเจออาจจะเรียกได้ว่าเป็นยุคทุนนิยมเสรีสุดๆ มีการใช้นโยบายต่างๆ มีการปล่อยกู้นอกระบบ มอมเมาประชาชนให้เสพย์ติดการบริโภคนิยม กระทั่งผมได้เจอมากับตาตนเองจริงๆ บทเรียนที่ได้เรียนรู้มาส่วนหนึ่งของชีวิตวัยเด็กจนถึงวัยรุ่นของผม ทำให้ผมได้เรียนรู้กับ คำว่า "ทฤษฏีพอเพียง" มาเข้าใจในการดำรงชีพของตนเองมากขึ้น ทำให้ตัวผมเองต้องอดทนมากขึ้น มีเหตุมีผลให้มากขึ้น เสมือนหลักปรัชญา "เศรษฐกิจพอเพียง" ที่ต้องทำพอประมาณ ยึดทางสายกลางด้วยเหตุและผล สร้างระบบภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว รวมทั้งจะต้องมีความรู้ คู่คุณธรรม เพื่อเสริมสร้างพื้นฐานจิตใจของบุคคลให้สำนักในจริยธรรมและศีลธรรม ถ้าปฏิบัติได้ตามหลักการทีว่านี้ จะช่วยให้สังคมส่วนรวมและตัวเราเองมีความสมดุลและยั่งยืนยิ่งขึ้น พร้อมที่จะรองรับการเปลียนในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในการนี้ขอยกพระราชดำรัสเมื่อ 4 ธันวาคม 2541 มาเตือนสติของตนเองอยู่ตลอดเวลาให้ไม่ประมาท เหมือนที่ประเทศเราเคยประสบพิษค่าเงินบาทลอยตัวมาแล้วเช่นปี 2540 เหมือนดั่งเช่นครอบครัวผมที่ประสบปัญหาทางการเงิน ความดังต่อไปนี้........
|
| 3 May World Press Freedom Day | ||
3 พ.ค. วันสิทธิเสรีภาพสื่อมวลชนโลก องค์กรวิชาชีพสื่อไทยแถลงผลวิจัย "(วิ)วาทกรรม สมัครกับสื่อ" พร้อมชำแหละพฤติกรรม "หมัก" ต่อสื่อ และแถลงการณ์ร่วมที่สมาคมนักข่าวฯ ถ.สามเสน |
||
|
View All |
||
| Thairath - Kapook Cyber Reporter 24/2/50 | ||
ประกาศผลไทยรัฐไซเบอร์ฯ ที่ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย |
||
|
View All |
||
| << | กรกฎาคม 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 |
| 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 |
| 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 |
| 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 |
| 29 | 30 | 31 | ||||