• phanasGook
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : donggook23@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-03-13
  • จำนวนเรื่อง : 95
  • จำนวนผู้ชม : 48502
  • จำนวนผู้โหวต : 122
  • ส่ง msg :
Spirit of JouRnalism
เลือดเนื้ออุดมการณ์... จิตวิญญาณของคนสื่อ... เที่ยงธรรมนำยึดถือ... คือซื่อต่อจรรยาบรรณ
Permalink : http://www.oknation.net/blog/phanasGook
วันอังคาร ที่ 31 กรกฎาคม 2550
บันทึกวัยเด็กที่ลิ้มรส "ต้มยำกุ้ง ปี40" จนร้านกระเพาะปลาต้องปิดตัว!
Posted by phanasGook , ผู้อ่าน : 353 , 02:09:01 น.   | หมวดหมู่ : โต๊ะ phanasGook  
พิมพ์หน้านี้


ยุคก่อนหน้าจะประกาศค่าเงินบาทลอยตัวในวันที่ 2 กรกฎาคม  2540  เรียกได้ว่า "ฟองสบู่ที่กำลังรอวันแตก"  เศรษฐกิจที่เฟื่องฟูจนถึงขีดสุดตั้งแต่ ยุครัฐบาลพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ จนเรื่อยมากระทั่งเข้าสู่ยุครัฐบาลพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ  จึงเกิด "ฟองสบู่แตก" หรือเกิด "โรคต้มยำ"ขึ้นมาในปี 40

ชีวิตขณะนั้นในปี 2540 ผมอายุ 12 ปี กำลังศึกษาอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ในโรงเรียนแห่งหนึ่งแถวบ้านย่านฝั่งธนบุรี  ช่วงปี 2539 ขณะนั้น แม่ของผมมีความจำเป็นต้องไปประกอบอาชีพค้าขายอาหารตามสั่งที่กิจการดีมาก ย่าน ถนนจันทน์ สะพาน 2 โดยการช่วยร้านพี่ชายแม่ หรือ"อากู๋"ที่ผมเรียก ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ผมต้องอยู่กับพ่อเพียงลำพังแค่ 2 คน

อาชีพพ่อของผมขณะนั้นขาย "กระเพาะปลา" หน้าบ้านพี่สาวพ่อ หรืออาโกวที่ผมเรียก จนในปี 2539 บ้านพี่ชายแม่ หรือ อากู๋ของผม ก็ได้เรียกพ่อของผมให้ไปช่วยกิจการร้านขายอาหารที่แม่ผมกำลังช่วยขายอยู่ ด้วยการไป-กลับ เช้าขายกระเพาะปลาหน้าบ้านพี่สาวพ่อ วันที่ผมหยุดเรียนพอตกบ่ายพ่อก็จะพาผมไปบ้านอากู๋ที่แม่ผมช่วยอยู่ เพื่อช่วยทางร้านที่ขายตั้งแต่เย็นจนถึงสามทุ่มทุกวันหยุดเรียน

ร้านอาหารของอากู๋ มีชื่อร้านว่า "ตี๋กระเพาะปลา" ทุกวันจะมีแขกมาทานประจำ มาซื้อจนเรียกได้ว่าคนแน่นแทบทุกโต๊ะ ร้านของอากู๋เปิดอยู่ 2 ห้อง  พ่อผมช่วยในครัวหลังร้าน แม่ผมช่วยอากู๋หน้าร้าน รับออร์เดอร์ลูกค้า ส่วนชีวิตของผมก็ยังเด็กที่ไม่ได้ช่วยอะไรมากนักนอกจากอยู่เล่นกับลูกชายอากู๋ซะส่วนใหญ่ วันไหนคนเยอะจริงๆ เช่นวันสงกรานต์ คนเข้าร้านเยอะ ผมก็ได้มีโอกาสช่วยบ้าง และยังได้ค่าจ้างจาก อากู๋ 100 บาท ที่อดปลื้มเงินที่ได้ขณะนั้นไม่ได้

อาชีพขายกระเพาะปลาหน้าบ้านพี่สาวพ่อผมเรียกได้ว่า อยู่อย่างพอมีพอกิน และได้รับค่าแรงจากการช่วยร้านพี่ชายแม่เป็นรายวัน รายได้ที่ได้มาก็ถือว่าพอสมควร เพราะรายได้ที่เข้าร้านพี่ชายแม่นับว่ากำไรดีมาก ด้วยเมนูแต่ละชนิดเช่น ปลิงทะเลน้ำแดง ,ปลากระพงนึ่งมะนาว , ผัดหมี่ฮ่องกง  , กระเพาะปลาน้ำแดง , เป็ดล่อนบวกสลัดผัก เป็นต้น อาหารเหล่านี้ล้วนเรียกได้ว่า คนระดับชนชั้นกลางถึงชั้นสูงสามารถซื้อทานกันได้สบายมือ

--------------------------------------------------------------

กระทั่งถึงปี 2540 ร้านอาหารอากู๋ที่แม่ผมอยู่ช่วยทุกวัน และพ่อผมต้องไปช่วยในช่วงวันที่ผมหยุดเรียน ก็ประสบปัญหาค่าเงินบาทลอยตัวที่รัฐบาลขณะนั้นประกาศในวันที่ 2 ก.ค.40

เหตุการณ์ในวัยเด็กที่ผมได้ลิ้มรสชาด ยุคต้มยำกุ้ง คือ

1. ผมเริ่มรู้สึกสนใจข่าวสารมากขึ้นเกี่ยวกับค่าเงินบาท  ชีวิตในวัยเด็กผมจึงจดจ่อหน้าจอโทรทัศน์ว่า วันนี้เงินบาทลอยตัวแตะค่าเท่าไร จนมีวันหนึ่งแตะค่าถึงระดับ 50 บาทต่อ 1 ดอลล่าร์สหรัฐ

2.สถาบันการเงินหลายแห่งปิดตัวลง  ผู้คนทั่วไปเครียดจนถึงกับฆ่าตัวตาย  เจ้าของกิจการประสบภาวะล้มละลาย ร้านค้า ร้านอาหารคนน้อยลง จนแทบเทอาหารที่ขายทิ้งหลังปิดร้าน  คนงานตกงานเป็นว่าเล่น

3. โรงเรียนที่ผมศึกษาอยู่ประกาศช่วยผู้ปกครองเต็มที่ในเรื่องค่าใช้จ่ายบุตรหลาน เช่น วันกีฬาสี ถึงกับเลิกทำเสื้อกีฬาสีขาย แต่ให้นักเรียนเอาเสื้อที่มีแต่สีตรงกับที่ตนสังกัดอยู่ใส่มาแทน  จากที่แต่ก่อนออกค่ายลูกเสือตามต่างจังหวัดทุกปี โรงเรียนผมต้องมาจัดค่ายลูกเสือในโรงเรียนแทน

4. ได้รู้จัก "รัฐธรรมนูญ ฉบับประชาชน"ที่ได้ปฏิรูปการเมืองในปี 40

5. ได้เข้าใจในความรู้สึกตนเองง่ายๆขณะนั้นว่า  รัฐบาลพลเอกเชาวลิตบริหารประเทศไม่ได้เรื่อง จนพลเอกชวลิตประกาศลาออก แล้วมีการโหวตเลือกนายกฯ กันระหว่าง ฝ่าย "ชวน หลีกภัย" กับ ฝ่าย "พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ" สุดท้าย ได้นายกฯชวนมาบริหารประเทศแทน

6. ร้านอาหารพี่ชายแม่ที่พ่อและแม่ผมช่วยอยู่ ประสบปัญหาจากพิษค่าเงินบาทในปีนั้นอย่างหนัก จากที่พนักงานในร้านไม่มีโอกาสหยุดอยู่กับที่รับลูกค้าตลอดเวลา ก็ต้องนั่งเฝ้ารอลูกค้าเข้าร้านที่แทบจะนับรายหัวได้

7. ได้รู้จัก "เศรษฐกิจพอเพียง" ของในหลวงที่เริ่มติดตาผู้คนทั่วไปมากขึ้นในยุคนั้น

8. ได้เห็นสื่อโทรทัศน์ พูดสโลแกน "ไทยช่วยไทย กินของไทย ใช้ของไทย เที่ยวเมืองไทย ร่วมใจประหยัด" ประจำ

9. ได้พบเห็นระหว่างกลับบ้านขณะนั่งรถเมล์ข้ามสะพานกรุงเทพ แล้วมองไปฝั่งพระนคร จากแต่เดิมตึกส่วนใหญ่จะเปิดไฟสว่าง เมื่อเข้ายุควิกฤตค่าเงินบาทลอยตัว ตึกที่เคยสว่างกลับมืดมิดด้วยฤทธิ์ "ต้มยำกุ้ง"


ผลกระทบในวัยเด็กที่ผมได้พบเจอในยุคนั้น คือ

ร้านขายอาหารของพี่ชายแม่ รายได้เริ่มซบเซา มีการลดค่าจ้างพนักงานลง  ส่วนพ่อผมที่ขายกระเพาะปลาตอนเช้าหน้าบ้านพี่สาวพ่อ ก็ขายไม่ดี เหลือกลับบ้านเยอะมาก  ผมยังจำได้เสมอเวลาเปิดตู้เย็นจะเจอกระเพาะปลาใส่เต็มหม้อเสมอ

พ่อผมเลิกขายกระเพาะปลาที่ขายมานานตั้งแต่ผมเกิด ในช่วงปลายปี 2541 จนถึง 2543 เพื่อไปอาศัยอยู่บ้านพี่ชายแม่ที่เปิดร้านขายอาหาร โดยอาศัยอยู่ที่นั่นกับแม่ พร้อมกับช่วยที่ร้านนี้เหมือนเดิมอย่างเดียว อีกทั้งน้องที่กำลังจะเกิดไม่มีใครดูแล จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ต้องย้ายไปอยู่ที่นั่น ส่วนผมก็ต้องย้ายตามไปอยู่ด้วย ทำให้ลำบากมากเวลาต้องไปโรงเรียนเพราะต้องนั่งรถเป็นเวลานานกว่าเดิม รายได้ที่ไม่กระเตื้องจากการขายอาหารของอากู๋ พ่อและแม่ผมถูกลดค่าจ้างลงเรื่อยๆ

ทำให้จนถึงช่วงปี 2543 ทางร้านอากู๋จึงบอกกับพ่อและแม่ผมให้กลับบ้าน นั่นคือถึงเวลาแล้วที่ พ่อกับแม่ผมจะเลิกช่วยงานที่นี่ และจำเป็นต้องย้ายกลับไปอยู่บ้านเดิม ด้วยการขายกระเพาะปลาใหม่ อีกทั้งช่วงที่กลับมาอยู่บ้านเดิมได้ใหม่ๆ ร้านอาหารของอากู๋ก็ตัดสินใจให้ร้านขายอาหารอีสานเช่าต่อ 1 ห้อง จึงเหลือห้องที่ขายอาหารเพียงห้องเดียว

--------------------------------------------------------------


จนเศรษฐกิจเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ การค้าขายเริ่มดี  ช่วงที่เพิ่งย้ายกลับมาใหม่ๆ พ่อผมจะขายกระเพาะปลาตอนเช้า ส่วนแม่ผมจะขายกระเพาะปลาตอนเย็น  ครอบครัวผมอยู่แบบพอมีพอกินไม่ลำบากเท่าไร  จนกระทั่ง วันหนึ่งพ่อผมก็เริ่มนำความลำบากเข้ามาสู่ครอบครัว โดยการกู้เงินนอกระบบมาเป็นระยะเวลาหลายปีติดต่อกัน    ผมเคยถามพ่อผมประจำว่า "จะกู้เงินมาทำไม" ผมก็ได้รับคำตอบกลับมาว่า "ก็มันไม่มีจะให้ทำไง กู้มาเพื่อจ่ายค่าเทอมด้วย ค่าใช้จ่ายครอบครัว"  แต่ผมขอยืนยันเลยว่า พ่อผมเป็นคนไม่เล่นการพนัน ไม่กินเหล้าเสียด้วยซ้ำ

การกู้เงินกับกลายเป็นการสร้างหนี้ให้เพิ่มมากขึ้น  กู้แล้วได้หนี้ที่ต้องใช้คืน เมื่อใช้คืนไม่ทันก็ต้องไปกู้รายอื่นเพื่อมาทบรายเก่า  กระทั่งเจอคนให้กู้เงินรายใหม่มาเสนอข้อตกลงที่ดีกับพ่อผมเข้า จึงให้กู้ยืมเงินมูลค่ามหาศาลด้วยดอกเบี้ยที่มากกว่ากฏหมายกำหนด  จนกระทั่งทำให้ครอบครัวผมต้องสิ้นเนื้อประดาตัว เหมือนคนที่ล้มละลายจนกระทั่งเลิกกิจการไป

พ่อ แม่และน้องผมจึงจำเป็นที่จะต้องเลิกขาย "กระเพาะปลา" ทั้งรอบเช้าและเย็นทันทีในปลายปี 2545 และต้องย้ายไปอยู่ที่อื่น ส่วนผมจำเป็นที่จะต้องอยู่กับญาติฝั่งพ่อที่เปิดร้านข้าวแกงอยู่ คอยส่งเสียเรื่องการศึกษาแทนพ่อผม  จนถึงปัจจุบันนี้ ผมก็ยังอยู่กับญาติตัวคนเดียว  ด้วยการช่วยร้านขายแกงของญาติมาเป็นเวลาหลายปีจนถึงปัจจุบัน

ส่วนพ่อและแม่ผมก็ต้องดิ้นรนหาทางสู้ต่อไป อยู่แบบพอมีพอกิน  เพื่อรอวันที่ผมจะกลับมาชุบชีวิตครอบครัวผมเสียใหม่หลังจากที่ผมจะจบการศึกษาปริญญาตรีในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้

บทเรียนที่ผมได้พบเจออาจจะเรียกได้ว่าเป็นยุคทุนนิยมเสรีสุดๆ มีการใช้นโยบายต่างๆ มีการปล่อยกู้นอกระบบ มอมเมาประชาชนให้เสพย์ติดการบริโภคนิยม  กระทั่งผมได้เจอมากับตาตนเองจริงๆ

บทเรียนที่ได้เรียนรู้มาส่วนหนึ่งของชีวิตวัยเด็กจนถึงวัยรุ่นของผม ทำให้ผมได้เรียนรู้กับ คำว่า "ทฤษฏีพอเพียง" มาเข้าใจในการดำรงชีพของตนเองมากขึ้น ทำให้ตัวผมเองต้องอดทนมากขึ้น  มีเหตุมีผลให้มากขึ้น

เสมือนหลักปรัชญา "เศรษฐกิจพอเพียง" ที่ต้องทำพอประมาณ ยึดทางสายกลางด้วยเหตุและผล สร้างระบบภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว รวมทั้งจะต้องมีความรู้ คู่คุณธรรม เพื่อเสริมสร้างพื้นฐานจิตใจของบุคคลให้สำนักในจริยธรรมและศีลธรรม ถ้าปฏิบัติได้ตามหลักการทีว่านี้ จะช่วยให้สังคมส่วนรวมและตัวเราเองมีความสมดุลและยั่งยืนยิ่งขึ้น พร้อมที่จะรองรับการเปลียนในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในการนี้ขอยกพระราชดำรัสเมื่อ 4 ธันวาคม 2541 มาเตือนสติของตนเองอยู่ตลอดเวลาให้ไม่ประมาท เหมือนที่ประเทศเราเคยประสบพิษค่าเงินบาทลอยตัวมาแล้วเช่นปี 2540 เหมือนดั่งเช่นครอบครัวผมที่ประสบปัญหาทางการเงิน ความดังต่อไปนี้........


 "ให้พอเพียงนี้ก็หมายความว่า มีกินมีอยู่ ไม่ฟุ่มเฟือย ไม่หรูหราก็ได้ แต่ว่าพอ แม้บางอย่างอาจจะดูฟุ่มเฟือย แต่ถ้าทำให้มีความสุข ถ้าทำได้ก็สมควรที่จะทำ สมควรที่จะปฏิบัติ"


"...พอเพียงนี้มีความหมายกว้างขวางยิ่งกว่านี้อีก คือคำว่าพอ ก็เพียงพอ เพียงนี้ก็พอดังนั้นเอง คนเราถ้าพอในความต้องการ ก็มีความโลภน้อย เมื่อมีความโลภน้อย ก็เบียดเบียนคนอื่นน้อย ถ้าทุกประเทศมีความคิด - อันนี้ไม่ใช่เศรษฐกิจ - มีความคิดว่าทำอะไรต้องพอเพียง หมายความว่าพอประมาณ ไม่สุดโต่ง ไม่โลภอย่างมาก คนเราก็อยู่เป็นสุข พอเพียงนี้อาจจะมีมาก อาจจะมีของหรูหราก็ได้ แต่ว่าต้องไม่ไปเบียดเบียนคนอื่น ต้องให้พอประมาณตามอัตภาพ พูดจาก็พอเพียง ทำอะไรก็พอเพียง ปฏิบัติตนก็พอเพียง..."


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 17
มีนา วันที่ : 03/08/2007 เวลา : 22.40 น.
http://www.oknation.net/blog/mena
มุมมองของมีนา

ในช่วงเหตุการณ์ร้ายๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต
ก็ทำให้เราได้เรียนรู้หลายๆ สิ่ง หลายๆ อย่าง
เพื่อที่จะปรับให้เข้ากับความพอดี
ดีใจที่ผ่านมาได้นะคะ
ความคิดเห็นที่ 16
ศรีจักรา วันที่ : 02/08/2007 เวลา : 10.22 น.
http://www.oknation.net/blog/srijakra

ไปดูคลิปเรื่องลูกฟุตบอล"เปเล่"หายใน blog K.C.L.
ในนั้นมีบทเรียนจากของจริงเรื่องการหาประเด็นข่าว
จากสิ่งที่ดูปกติไม่มีอะไร นำไปสู่ข่าวใหญ่ได้อย่างไร

บอกเพื่อนๆไท่สนใจปดูด้วย
ความคิดเห็นที่ 15
Hudjung วันที่ : 01/08/2007 เวลา : 13.42 น.
http://www.oknation.net/blog/Hudjung

ดีใจด้วยนะที่เรียนจบ
ความคิดเห็นที่ 14
anytime วันที่ : 01/08/2007 เวลา : 12.44 น.
http://www.oknation.net/blog/anytime

เรื่องนี้เข้าใจความรู้สึกมากค่ะ ช่วงนั้นก็ประสบปัญหากับค่าเงินบาทลอยตัวเหมือนกัน ที่ออฟฟิศได้รับเงินเดือนเว้นเดือน จนต้องปิดบริษัทไป ชีวิตช่วงนั้นลำบากสุดๆ จนต้องหยุดเรียนชั่วคราว
น้องเก่งมากเลยที่ผ่านช่วงเวลานั้นมาได้ เพราะถือว่าอายุยังน้อยมาก สามารถผ่านมาได้ถือว่าแกร่งจริงๆ กำลังใจดีมากๆ แล้วต้องไปอยู่ที่อื่นอีก อย่างไรก็ตาม ประสบการณ์เลวร้ายต่างๆที่ผ่านมา จะเป็นแรงใจให้เราสู้ต่อไปอย่างมั่นคง วันข้างหน้าต้องดีกว่านี้ค่ะ ขอเป็นกำลังใจ และส่งแรงใจให้สู้ต่อไปนะคะ เพื่อวันนึงจะเป็นวันของเรา พลาดบ้าง ล้มบ้าง ก็อย่าท้อนะคะน้องกุ๊ก เป็นกำลังใจให้ค่ะ สู้ๆๆๆๆ น้องรัก
ความคิดเห็นที่ 13
นำผึ้งเดือนห้า วันที่ : 01/08/2007 เวลา : 10.25 น.
http://www.oknation.net/blog/chicku

ไอ้ที่สนใจน่ะก็คือ สิ่งที่อยู่ในชามนั่นต่างหาก
ความคิดเห็นที่ 12
หนังกาติ๊ก วันที่ : 01/08/2007 เวลา : 03.26 น.
http://www.oknation.net/blog/varaku


วางไงคุณวารสารสายพันธุ์ใหม่ ถ้ามีเวลาก็ว่างก็แงะ
"เอ้ยไม่ใช่" แวะมา comment ใน blog ของหนังกาติ๊กบ้างนะ

แต่ทำไมเรื่องที่เราทำมันไม่เปิด ให้ comment ไม่เข้าใจ ไงๆก็ช่วยๆมาดูหน่อยนะ กุ๊ก

งงจริง เจี๊ยกๆๆ
ความคิดเห็นที่ 11
Jojoe90 วันที่ : 31/07/2007 เวลา : 22.43 น.
http://www.oknation.net/blog/katchapon

เออ..รู้แล้วว่าเป็นเรื่องดี ขี้เกียจอ่าน มันเยอะเกินไปวะ555
ความคิดเห็นที่ 10
PlaPinky วันที่ : 31/07/2007 เวลา : 21.23 น.
http://www.oknation.net/blog/plakemon
<;)))>< ปลาชมพู

อ่านแล้วก้อใช่เลยค่ะ คนที่มีประสบการณ์ตรงย่อมจะเข้าใจได้ดี...ที่บ้านโดนแค่นิดหน่อย
แต่การใช้ชีวิตแบบเศรษฐกิจพอเพียงไม่ว่าจะสภาวะไหน เป็นสิ่งที่ใช้ได้แน่นอน
ความคิดเห็นที่ 9
ใบฝิ่น วันที่ : 31/07/2007 เวลา : 20.41 น.
http://www.oknation.net/blog/nana-takumi

เห็นรูปแล้วหิวข้าวขึ้มาทันที
เราไม่ไดอัพบล็อคเลย ยุ่งอยู่

เอาเป็นว่า ดูแลสุขภาพด้วยนะ อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย
ความคิดเห็นที่ 8
Watchpuppy วันที่ : 31/07/2007 เวลา : 20.11 น.
http://www.oknation.net/blog/watchpuppy

ไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา...
ไม่รอคราวหน้าก็พอเพียงไม่ได้...
ความคิดเห็นที่ 7
Dekthep วันที่ : 31/07/2007 เวลา : 20.08 น.
http://www.oknation.net/blog/dekthep
  บนเส้นทางมีจุดหมาย   ระหว่างจุดหมายมีเรื่องราว  

ผมชอบกินกระเพาะปลาใส่ปูเยอะๆ ชีวิตวิกฤตสอนคนมากมายว่าถ้าไม่ประมาทใช้พอเพียงก็เอาตัวรอดครับ แวะมาทักทายครับ
ความคิดเห็นที่ 6
machiamp วันที่ : 31/07/2007 เวลา : 17.28 น.
http://www.oknation.net/blog/ampzaa
^Ampzaa^


น่ากิงเชียว สู้ๆค่า เปิดที่ไหนอีกอย่าลืมมาบอกกานนะคะ.....จาไปอุดหนุนค่าพี่......
ความคิดเห็นที่ 5
คนแซ่ลิ้ม วันที่ : 31/07/2007 เวลา : 13.17 น.
http://www.oknation.net/blog/greenblog

คิดว่าถ้าพ่อกับแม่จะขายอาหารเมนูที่เอ่ยไว้อีกน่าจะดีเพียงหาทำเลที่พอใช้ได้และค่อยๆเพิ่มลูกค้าอยู่ได้แน่นอน
ถ้าขายตอนเย็นหน้าร้านคนอื่นแถวถนนเจริญกรุงหรือแถวบางลำพูไม่น่าจะหาที่ยากเย็นนักขอให้มีฝีมือ
มีเพื่อนคนหนึ่งพ่อแม่ทิ้งลูกๆไว้4คนพี่คนโตต้องทำงานในตลาดเลี้ยงน้องลำบากมากตอนหลังได้มีโอกาสเรียนภาคค่ำและพอรามคำแหงเปิดก็เรียนจนจบ เขาเก่งมากสุดท้ายเปิดบริษัทหุ้นกับเพื่อนอีกคนจนบริษัทค่อนข้างรุ่งเรืองแถมดูแลเด็กๆที่มีปัญหาขณะนี้เด็กที่เขาดูแลกลายเป็นคนดังไปหมดแล้วแต่เพื่อนก็แพ้สังขารได้เสียชีวิตไปแล้ว ไว้จะบอกว่าเขาเป็นใคร
ความคิดเห็นที่ 4
ยัยตัวหนอน วันที่ : 31/07/2007 เวลา : 13.07 น.
http://www.oknation.net/blog/bookclub
รวมพลคนรักหนังสือ บาย "ยัยตัวหนอน"

เป็นเรื่องที่เข้าใจความรู้สึกได้อย่างชัดเจน เข้าใจทุกอย่าง เพราะเป็นหนึ่งคนที่ได้รับผลกระทบเช่นกันคะ

ขอบคุณที่แวะไปเยี่ยมนะคะ เข้ามาเจอเรื่องต้มยำกุ้ง ก็เลยอยากชวนให้แวะไปอ่านเรื่องของตัวหนอนเช่นกันคะ

หลังม่าน ค่าเงินบาทลอยตัว 10 ปีต้มยำกุ้งที่มีค่า
http://www.oknation.net/blog/bookclub/2007/07/03/entry-2
ความคิดเห็นที่ 3
ปิ๋มน้อยก้อยใจ วันที่ : 31/07/2007 เวลา : 09.41 น.
http://www.oknation.net/blog/onlypumpim
ปิ๋มน้อยก้อยใจ...

สู้ต่อไปนะค่ะ ประสบการณ์จะสอนให้เราเก่งขึ้นค่ะ
ขอบคุณที่เข้าไปเมนท์ให้นะค่ะ
ขออนุญาติแอดไปเป็นเพื่อนนะค่ะ ขอบคุณล่วงหน้าค่ะ
ความคิดเห็นที่ 2
su วันที่ : 31/07/2007 เวลา : 09.17 น.
http://www.oknation.net/blog/suwest


ว่างเปล่า.
ความคิดเห็นที่ 1
skyhoop วันที่ : 31/07/2007 เวลา : 08.42 น.
http://www.oknation.net/blog/skyhoop

ขอให้คุณกุ๊กนำความในหลวง"เศรษฐกิจพอเพียง"มาใช้ในการดำรงชีวิตต่อไปนะครับ "เรา"จะเป็นกำลังใจให้คุณสู้ต่อไป วันนี้อาจไม่ใช่วันของเราแต่วันข้างหน้าผมว่าต้องมีวันหนึ่งที่จะเป็นวันของเราแน่ครับ

อ้อ...แล้วจะแวะมาเป็นยามตรวจบ้านให้นะครับตามที่ขอ
แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

Thairath - Kapook Cyber Reporter 24/2/50

ประกาศผลไทยรัฐไซเบอร์ฯ ที่ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

View All
สุดยอดหนังสือพิมพ์ฝึกปฏิบัติ "พิราบน้อย" ในระดับอุดมศึกษา
จันทรเกษมโพสต์ (มรภ.จันทรเกษม)
7 คน
อ่างแก้ว (ม.เชียงใหม่)
3 คน
บ้านกล้วย (ม.กรุงเทพ)
3 คน
หอข่าว (ม.หอการค้าไทย)
9 คน
กำแพงแดง (มรภ.สวนสุนันทา)
1 คน
นิสิตนักศึกษา (จุฬาฯ)
2 คน
ดุสิตโพสต์ (มรภ.สวนดุสิต)
3 คน
ลานมะพร้าว (ม.บูรพา)
3 คน
บูมีตานี (มอ.ปัตตานี)
2 คน
สื่อมวลชน (ม.มหาสารคาม)
2 คน

  โหวต 35 คน