• อิศรา
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2008-03-22
  • จำนวนเรื่อง : 172
  • จำนวนผู้ชม : 23412
  • จำนวนผู้โหวต : 42
  • ส่ง msg :
บ้านที่พัทยา

ขอเชิญแวะเที่ยวบ้านกันค่ะ มีผลไม้และดอกไม้ให้ได้ชมกัน

View All
<< กรกฎาคม 2008 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31    



more
สนใจด้านไหนมากที่สุด
ศิลปะวัฒนธรรม
2 คน
ท่องเที่ยว
1 คน
อาหาร
1 คน
วรรณกรรม/กาพย์กลอน
0 คน
ทั่วๆไป
0 คน
บ้านและสวน
0 คน
เกร็ดความรู้
0 คน
ช่องทางทำกิน
0 คน
สุขภาพความงาม
0 คน
ต่างประเทศ
1 คน

  โหวต 5 คน
วันอังคาร ที่ 15 กรกฎาคม 2551
มองอนาคตเขาพระวิหาร...ไทยต้องรู้ทัน-ไม่เสียค่าโง่
Posted by อิศรา , ผู้อ่าน : 118 , 01:24:24 น.   | หมวดหมู่ : ศิลปะวัฒนธรรม  
พิมพ์หน้านี้


มรดกโลกที่กัมพูชาภูมิใจ แต่คนไทยเศร้าสลด
       การที่ยูเนสโกประกาศขึ้นทะเบียน“ปราสาทพระวิหาร”เป็นมรดกโลก ในปี พ.ศ. 2551 นั้น คนไทยที่ติดตามข้อมูลข่าวสาร คงสังเกตได้ถึงความไม่ชอบมาพากลหลายอย่าง ทั้งเรื่องการเมือง ผลประโยชน์ทับซ้อน ซึ่งแม้นายนพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศ บุคคลสำคัญในเรื่องนี้จะลาออกไป(แต่ไม่ยอมรับผิด)
       
       ถึงกระนั้นเรื่องราวของเขาพระวิหารในบ้านเราก็ยังคงเป็นทอล์คออฟเดอะทาวน์ ที่หลายคนพยายามขุดคุ้ยค้นหาความจริง พยายามมองความผิดพลาดที่เกิดขึ้น และพยายามมองไปข้างหน้าว่าเราจะทำการแก้ปัญหาในเรื่องนี้อย่างไร ?
       
       เพราะเหตุการณ์นี้ไม่เพียงตัวปราสาทพระวิหารเท่านั้นที่เป็นมรดกโลก หากแต่พื้นที่รอบๆตัวปราสาทก็จะต้องถูกกันเป็นพื้นที่อนุรักษ์และเป็นเขตบริหารจัดการของมรดกโลกด้วย
       
       เรื่องยุ่งๆมันก็อยู่ตรงนี้แหละ ใครหลายๆคนจึงพากันเป็นห่วงว่า พื้นที่ที่จะถูกนำไปเป็นเขตอนุรักษ์บริหารจัดการมรดกโลกจะกินพื้นที่เข้ามาในเขตแดนไทยหรือไม่ ซึ่งแน่นอนเมื่อพินิจพิจารณาแล้วจะเลี่ยงอย่างไรพ้น ทั้งขอบเขตของCore Zone Buffer Zone และ Development Zone จะต้องมีส่วนใดส่วนหนึ่งตกอยู่ในเขตพื้นที่ทับซ้อน ที่ยังไม่มีการปักปันเขตเขตระหว่างไทย-กัมพูชาอย่างไม่ต้องสงสัย และที่ไทยเป็นห่วงที่สุดก็คงจะเป็นกรณีของพื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตารางกิโลเมตร ที่หากไม่มีการประท้วงใดๆเลยท้ายที่สุดไทยอาจต้องเสียดินแดนส่วนนี้ให้กัมพูชาไปในอนาคต
       ยิ่งภายหลังทราบผลว่าได้เป็นมรดกโลก ทางองค์การยูเนสโกได้ตั้งคณะกรรมการ 7 ชาติ (ที่อาจจะมีไทยด้วย)ขึ้นมา ขึ้นมา โดยอ้างว่าเพื่อให้ช่วยทำหน้าที่คุ้มครอง และพัฒนาปราสาทพระวิหารไม่เกี่ยวกับการบริหารจัดการพื้นที่ทับซ้อน แต่ท่ามกลางตะกอนใจเรื่องเขาพระวิหารที่ถูกกวนขึ้นมา ทำให้งานนี้เราจะเชื่อได้มากน้อยแค่ไหนว่าเรื่องนี้ไม่มีเบื้องหน้าเบื้องหลังอันใด
       
       อย่าเสียค่าโง่ครั้งที่ 3
       
       รศ.ศรีศักร วัลลิโภดม นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ไทย กล่าวในการเสวนาความมั่นคง โดยกองทุนสนับสนุนการวิจัย เรื่อง “เขาพระวิหาร : วิกฤตและโอกาส” ว่า การตัดสินของคณะกรรมการมรดกโลกขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกของกัมพูชา เป็นการตัดสินที่ขัดต่อ 3 องค์ประกอบอุดมคติของมรดกโลก เป็นการตัดสินที่ไม่ชอบธรรม และไม่ได้เป็นเครื่องมือสร้างสันติภาพตามเจตนารมณ์ที่แท้จริง แต่กลับทำให้เป็นพื้นที่ท่องเที่ยวทางเศรษฐกิจ ซ่อนเร้นให้กลุ่มข้ามชาติเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์
       
       “ไทยจะต้องทันโลก ต้องไม่ตกหลุมพรางยอมเข้าไปบริหารจัดการร่วมกับอีก 6 ประเทศ เพราะจะทำให้เขาพระวิหารได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยสมบูรณ์”รศ.ศรีศักรกล่าว
       
       รศ.ศรีศักร กล่าวต่อว่า กัมพูชามีแผนแม่บทเรื่องปราสาทพระวิหาร คือ ขั้นแรกจะขึ้นทะเบียนตัวปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกก่อน จากนั้นจะให้ประเทศต่างๆ มาบริหารจัดการร่วมกัน หากเรายอมไปร่วมอีก เท่ากับเป็นการยกดินแดนในเขตไทย และดินแดนทับซ้อน 4.6 ตารางกิโลเมตรให้มรดกโลกบริหารจัดการ และมรดกโลกก็จะยกพื้นที่ให้เป็นกรรมสิทธิ์ของกัมพูชา หากเจตนารมณ์คือให้สองประเทศดูแล ต้องเริ่มตั้งแต่แรก แต่การตัดสินเมื่อวันที่ 8 ก.ค.2551 ให้ปราสาทกับกัมพูชาก็ชัดเจนแล้ว

จากนี้จะมีคณะกรรมการร่วม7 ชาติมาบริหารปราสาทแห่งนี้
       “นี่คืออำนาจอธิปไตยของบ้านเมือง ไม่เกี่ยวกับมรดกโลก ซึ่งเป็นเครื่องมือบางอย่างของพวกข้ามชาติ ที่ทำให้เราเกิดอาการคลั่งชาติทั้งไทยและกัมพูชา มรดกโลกคือต้นเหตุ เป็นความไม่ชอบธรรมที่เอาเฉพาะตัวปราสาท เป็นเกณฑ์ที่ไม่สมบูรณ์ และกำลังจะโยนเผือกร้อนให้ไทย หลอกลวงไทยเป็นครั้งที่สาม ดังนั้น ผู้แทนไทยอย่าทำความโง่ซ้ำสาม ผมใช้คำแรง ๆ อยากให้ทุกคนในชาติต้องเข้าใจและมีสติ” รศ.ศรีศักร กล่าว
       
       จับให้ได้ไล่ให้ทัน
       
       ดูเหมือนความคิดเห็นของรศ.ศรีศักร จะคล้ายคลึงกับความคิดเห็นของ เทพมนตรี ลิมปพยอม นักวิชาการประวัติศาสตร์ อดีตอนุกรรมการพัฒนานครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ซึ่งเทพมนตรีถือเป็นนักวิชาการที่ออกโรงต้านในเรื่องนี้มาตั้งแต่แรก โดยเขาเล่าว่า ล่าสุดจากการติดตามเรื่องปราสาทพระวิหาร ผ่านสำนักข่าวต่างประเทศแห่งหนึ่ง เขาพบข้อมูลที่น่าตกใจว่า ทันทีที่ปราสาทพระวิหารได้รับอนุมัติให้เป็นมรดกโลก นักธุรกิจชาวจีน 1 ใน 7 ชาติที่เป็นคณะกรรมการ ได้ตกลงจะมาลงทุนทำพิพิธภัณฑ์กับนักธุรกิจชาวเขมรที่บริเวณปราสาทเขาพระวิหาร ที่อะไรจะรวดเร็วปานนั้น...
       
       “แผนของอิโคโมสปี ค.ศ.2010 จะเอาพื้นที่ที่เป็นข้อพิพาทไปเป็นส่วนหนึ่งของมรดกโลกปราสาทพระวิหารซึ่งอยู่ในการดูแลขององค์กรแห่งใหม่ที่มีชื่อย่อว่า ANPV (องค์กรใหม่ของเขมรที่ตั้งขึ้นมาเพื่อรองรับการดูแลปราสาทพระวิหารโดยเฉพาะ)ที่แยกตัวมาจากองค์กรอัปสรา(APSARA:องค์กรสำคัญในการอนุรักษ์นครวัด นครธม และโบราณสถานต่างๆในเมืองเสียมเรียบ(เสียมราฐ) รวมถึงหน่วยงานที่เก็บค่าเข้าชมโบราณสถานต่างๆในเมืองนี้ด้วย)”เทพมนตรีกล่าว
       
       เทพมนตรีเชื่อว่าบางทีถ้าอาจารย์อดุล วิเชียรเจริญ ไม่ถูกปลดจากประธานคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลก ปราสาทพระวิหารไม่มีทางได้เป็นมรดกโลก เพราะอาจารย์อดุลท่านรู้เล่ห์กลของต่างประเทศดี และที่เขาเป็นห่วงที่สุดในขณะนี้ก็คือเรื่องการ 5 ชาติที่จะเข้ามาร่วมกับเรา เป็น 5 ชาติที่ให้การสนับสนุนกัมพูชาเป็นมรดกโลกทั้งสิ้น เมื่อมีปัญหาแบบนี้ไม่เกินปี 2010 ดินแดนที่เป็นส่วนของพื้นที่ทับซ้อนเราคงต้องยกพื้นที่ให้กับเขมร
       
       ทั้งนี้เทพมนตรียังได้กล่าวต่อไปว่า เราต้องยอมรับว่าเรื่องของปราสาทพระวิหาร มีคนไทยบางกลุ่มที่เข้าไปเกี่ยวข้องอยู่ก่อนแล้ว ส่วนเรื่องการที่ยื่นขอเสนอแขวน กำลังดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม ถึงยูเนสโกในนามรัฐสภาไทย แม้จะพยายามทำเต็มความสามารถแล้วก็ตาม แต่เทพมนตรีก็ยอมรับว่า เรื่องที่เขากำลังจะทำเป็นเรื่องยากเพราะนักการเมืองไทยไม่มีความรู้ด้านประวัติศาสตร์มากนักและนักการเมืองไม่คิดว่าเรื่องนี้สำคัญกว่าผลประโยชน์ของตัวเอง

ปราสาทพระวิหาร มรดกโลกที่เต็มไปด้วยปัญหา
       “ประเด็นที่จะทำให้มันสิ้นสภาพโดยปริยาย คือ คุณปองพลต้องลาออกจากการเป็นภาคีสมาชิก ซึ่งต้องมาขอเสียงสนับสนุนจากรัฐสภา แล้วต้องมาบอกเหตุผลว่าที่ต้องลาออกเพื่อให้มติของคณะCommitteeของ 21 ประเทศสิ้นสภาพไปเพราะเราไม่ยอมรับมตินั้น”เทพมนตรีเอ่ยถึงทางแก้ไขที่ควรจะเป็น แต่ทางแก้ไขนี้กลับถูกปิดประตู โดยคณะกรรมการมรดกโลกของไทยดันไปรับมติมาแล้ว
       
       “เราต้องทำเต็มที่เพื่อประเทศเราแต่สองคนนั้นเขาไม่ได้ทำ (นพดล ปัทมะ และปองพล อดิเรกสาร) เขาเหมือนกับว่าทำไปอย่างนั้น สุดท้ายพอขณะกรรมการตัดสินเขาก็ยอมรับมติตัดสินทันที แล้วมาบอกคนไทยหน้าตาเฉยว่า ปีหน้าจะขอขึ้นทะเบียนโบราณสถานที่อยู่ฝั่งไทยเป็นมรดกโลกบ้าง” เทพมนตรีกล่าว
       
       ในฐานะนักวิชาการประวัติศาสตร์ เทพมนตรี ได้เล่าเรื่องราวการค้นพบปราสาทพระวิหารที่ควรจะเป็นของไทยด้วยความภาคภูมิใจว่า ปราสาทพระวิหารค้นพบครั้งแรกโดยเจ้าเมืองขุขันธ์ จากนั้นก็ได้มากราบทูลพระเจ้าน้องยาเธอกรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ ว่าได้เจอซากปราสาทบนยอดเขาแห่งหนึ่งบนพนมดงเร็ก ขอให้เสด็จขึ้นไปทอดพระเนตร กรมหลวงฯก็เสด็จขึ้นไปแล้วได้ไปจารึกพระนามของท่านไว้
       
       “ท่านอยู่ในเหตุการณ์ที่เราเสียดินแดนหลายครั้ง ฉะนั้นท่านจะรู้ว่าตรงไหนที่เราเรียกว่าเขตสันปันน้ำ ท่านจึงจารึกชื่อท่านไว้ที่ตรงเป้ยตาดี ระบุชื่อไว้ตรงพื้นที่ที่เป็นสันปันน้ำ”เทพมนตรีกล่าว
       
       เมื่อเรื่องล่วงเลยเข้าสู่กระบวนการปี พ.ศ. 2505 ปรากฏว่ามติครม. 2505 กำหนดให้กั้นลวดหนามไว้ รูปเก่าๆเป็นหลักฐานมีจากหัวบันไดโล้นของนาคบาปวนลงมา 20 เมตร กั้นเป็นเขตว่าหลังจากประตูนี้เป็นของไทย ถึงมีคำเรียกติดปากว่าแม้เขมรจะได้เขาพระวิหารไป แต่ก็ต้องปีนขึ้นมาจากช่องบันไดหักอยู่ดี
       
       “เมื่อกรรมการมรดกโลกมีมติพิจารณาให้ปราสาทพระวิหารขึ้นเป็นมรดกโลก ก็เท่ากับว่าบันไดทางขึ้นในฝั่งเราก็ต้องเสียไปด้วย สรุปได้เลยว่าบันไดก็ต้องเป็นส่วนหนึ่งของมรดกโลก แต่คุณปองพลเขาเข้าใจหรือเปล่า อีกอย่างเราต้องถามหาจริยธรรมมาตรฐานของการเมืองไทยแล้วว่า นักการเมืองที่ต้องคดีบ้านเลขที่ 111 สมควรที่ต้องมารับตำแหน่งประธานคณะกรรมการมรดกโลกมั้ย” เทพมนตรีกล่าวทิ้งท้าย
       
       ด้านยงธนิศร์ พิมลเสถียร รองประธานอิโคโมสไทย องค์กรหนึ่งที่มีส่วนสำคัญในการพิจารณามรดกโลก กล่าวยอมรับว่า อิโคโมสในไทยแม้จะเป็นองค์อิสระ แต่ก็ยังอยู่ภายใต้เงาของบางสิ่ง ซึ่งหน้าที่ของอิโคโมส คือรับจ้างประเมินแหล่งโบราณสถานตามหลักวิชาการ
       
       ส่วนประเด็นปราสาทพระวิหาร ทางอิโคโมสทราบเรื่องมาตลอด แต่ไม่มีอำนาจทำอะไร การวิเคราะห์ต่างๆอยู่ที่คณะกรรมการมรดกโลก อย่างไรก็ตามทางอิโคโมสไทย ได้ทำรายงานโต้แย้งไปทางยูเนสโกแล้ว
       
       นอกจากนี้ยงธนิศร์ยังมองว่า เรื่องการเขตแดนล้ำเข้ามาในไทยที่คนไทยส่วนใหญ่กำลังกังวลยังเป็นปัญหารองจากปัญหาการวิเคราะห์เรื่องคุณค่ามรดกวัฒนธรรม
       
       “การประชุมที่ไครส์เชิร์ทแทนที่จะบอกว่าพื้นที่ชายแดนมีปัญหา เราอาจขึ้นไปประท้วงว่ารายงานของอิโคโมสสากลขาดความสมบูรณ์ แต่เราไม่ได้ประท้วงว่าเขาทำผิด เราไม่ได้ประท้วงเรื่องการวิเคราะห์คุณค่า แต่เราไปประท้วงเรื่องเขตแดน เพราะฉะนั้นเขาเลยให้มาทำแผนบริหารจัดการร่วมกัน ไม่มีผลต่อเขตแดน การกำหนดพื้นที่มรดกโลกจะไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องเส้นเขตแดนอะไรทั้งสิ้น เราไม่ได้ประท้วงเรื่องที่อิโคโมสสากลทำด้านวิชาการไม่สมบูรณ์ แต่เราไปประท้วงเรื่องเขตแดนการเสนอที่ไครส์เชิร์ทเราใช้ยุทธศาสตร์ผิดในการประท้วง”ยงธนิศร์กล่าววิเคราะห์
       
       สำหรับเหตุการณ์ครั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นความผิดพลาดในด้านใดก็ตาม สิ่งที่เราต้องมองไปข้างหน้าก็คือในเรื่องของพื้นที่ใกล้เคียงตัวปราสาทพระวิหารในฝั่งไทยและพื้นที่ทับซ้อน ที่กำลังเป็นปัญหาอยู่ขณะนี้ ซึ่งในฐานะคนไทยเราคงต้องเฝ้าติดตามข่าวสารในเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด เพื่อให้รู้เท่าทันเล่ห์เหลี่ยมของนักการเมืองขายชาติที่เห็นผลประโยชน์ส่วนตัวสำคัญกว่าผลประโยชน์ของประเทศชาติ
       
       * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *

ลวดลายแกะสลักที่หน้าบันแห่งหนึ่งของปราสาทพระวิหาร
       ลำดับเหตุการณ์สำคัญ กรณีข้อพิพาท “ปราสาทเขาพระวิหารไทย-กัมพูชา” โดยสังเขป
       
       พ.ศ.2404 ฝรั่งเศสได้ไซ่ง่อนและเวียดนามใต้เป็นอาณานิคมและเริ่มมีความสนใจในลาวและกัมพูชา
       
       พ.ศ.2410 สยามกับฝัร่งเศสมีการทำสนธิสัญญายอมรับกัมพูชาเป็นดินแดนในอารักขาของฝรั่งเศสยกเว้นเสียมเรียบ พระตะบอง ศรีโสภณ
       
       พ.ศ.2436 ฝรั่งเศสเข้ายึดดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงพร้อมทั้งให้สยามทำสนธิสัญญายกดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงให้ฝรั่งเศส
       
       พ.ศ.2447 สยามทำสนธิสัญญากับฝรั่งเศสยกเมืองหลวงพระบางกับดินแดนทางใต้ภูเขาดงเร็กให้ฝรั่งเศสเพื่อแลกกับจันทบุรี (ที่ถูกฝรั่งเศสยึดไปก่อนหน้า)
       
       พ.ศ.2450 สยามทำสนธิสัญญากับฝรั่งเศสยกดินแดนเสียมเรียบ พระตะบอง ศรีโสภณให้แก่ฝรั่งเศสเพื่อแลกกับเมืองด่านซ้าย เมืองตราด และเกาะแก่งทั้งหลายซึ่งอยู่ภายใต้แหลมลิงลงไปจนถึงเกาะกูดให้กับสยาม
       
       พ.ศ.2472 สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสด็จเยือนปราสาทเขาพระวิหารโดยมี เรสสิเดนต์ กำปงธม (ผู้ว่าราชการจังหวัดกำปงธม)ชาวฝรั่งเศสแต่งกายเครื่องแบบเต็มยศพร้อมชักธงชาติฝรั่งเศสมารอรับเสด็จ (ภายหลังกัมพูชาได้นำกลับไปเป็นข้ออ้างในศาลโลก)
       
       พ.ศ.2483 รัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม พบว่าพรมแดนเขตนี้ใช้ลำห้วยเป็นเส้นเขตแดนแทนที่เป็นสันปันน้ำ จึงได้มีความพยายามขอแก้ไขการปักปันเขตแดนในส่วนนี้กับฝรั่งเศส
       
       พ.ศ.2484 ช่วงสงครามโลกครั้งที่2 กองทัพญี่ปุ่นในฐานะของมหามิตร เข้ามาช่วยไกล่เกลี่ยข้อพิพาทระหว่างไทยกับฝรั่งเศสอินโดจีน กรณีรัฐบาลไทยโดยการนำของจอมพล ป.พิบูลสงคราม กรีธาทัพเข้ายึดดินแดนที่เคยเสียไปสมัยรัชกาลที่5 กลับคืนมา ทำให้ไทยได้ดินแดนที่เคยเสียไป (รวมทั้งปราสาทเขาพระวิหาร)กลับคืนตามสนธิสัญญาโตกิโอ แต่ภายหลังจบสงครามโลกครั้งที่2รัฐบาลไทยเพื่อหลีกสถานะผู้แพ้สงครามจึงต้องคืนดินแดนดังกล่าวกลับให้ฝรั่งเศส
       
       พ.ศ.2492 กัมพูชากับฝรั่งเศสร่วมกันคัดค้านอำนาจอธิปไตยเหนือปราสาทเขาพระวิหารของประเทศไทยนับเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาปราสาทเขาพระวิหาร
       
       พ.ศ.2501 เริ่มมีความเคลื่อนไหวของกัมพูชาเกี่ยวกับปัญหาปราสาทเขาพระวิหาร ตลอดจนการโต้ตอบทางหนังสือพิมพ์ของไทยและกัมพูชา เดือนสิงหาคมปีเดียวกัน รัฐบาลไทยประกาศสภาวะฉุกเฉินทางชายแดนไทยด้านกัมพูชารวม 6 จังหวัด คือ จันทบุรี ปราจีนบุรี สุรินทร์ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ และอำเภอเดชอุดม จ.อุบลราชธานี ในปลายปีเดือนธันวาคม กัมพูชาประกาศตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศไทย
       
       6 ต.ค. 2502 รัฐบาลกัมพูชายื่นคำร้องต่อศาลโลกให้วินิจฉัย กรณีอำนาจอธิปไตยเหนือปราสาทเขาพระวิหารของกัมพูชา
       
       15 มิ.ย. 2505 ศาลโลกพิพากษาให้ปราสาทเขาพระวิหารอยู่ในเขตอำนาจอธิปไตยของประเทศกัมพูชา
       พ.ศ.2513 - 2518 กัมพูชาภายใต้การนำของรัฐบาลลอนนอล ได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศไทยขึ้นใหม่และเปิดปราสาทเขาพระวิหารให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำหรับบุคคลทั่วไป
       
       พ.ศ.2518-2534 ภายหลังการล่มสลายของรัฐบาลลอนนอลและเกิดสงครามกลางเมืองระหว่างเขมรฝ่ายต่างๆทำให้เป็นอุปสรรคต่อการขึ้นชมปราสวาทเขาพระวิหาร
       
       พ.ศ.2535 กัมพูชาเปิดปราสาทเขาพระวิหารเป็นแหล่งท่องเที่ยวอีกครั้ง หลังการยุติลงของสงครามกลางเมือง
       
       พ.ศ.2550 กัมพูชายื่นเรื่องขอให้ปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก ในที่ประชุมองค์การยูเนสโก ณ เมืองไครส์เชิร์ท ประเทศนิวซีแลนด์ และไทยยื่นเรื่องคัดค้านโดยอ้างถึงเรื่องความเชื่อมโยงของปราสาทเขาพระวิหารกับปราสาทหินอื่นๆที่ตั้งอยู่ในเขตประเทศไทย ทำให้องค์การยูเนสโกจึงยุติเรื่องไว้ก่อนเพื่อพิจารณาหาข้อสรุปใหม่ในเดือนมิถุนายน พ.ศ.2551
       
       พ.ศ.2551 การประชุมใหญ่องค์การยูเนสโก เดือนมิถุนายนพ.ศ.2551พิจารณาคำร้องปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกของกัมพูชาอีกครั้งหนึ่ง และล่าสุด 8 กรกฎาคม 2551 องค์การยูเนสโกมีมติอนุมัติให้ปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกของกัมพูชา
       


พ่อเมืองศรีสะเกษยันเป็นไปไม่ได้ที่ไทยจะทวงคืนเขาพระวิหาร

       ผู้ว่าฯศรีสะเกษแถลงผ่านทีวีไทยว่าเป็นไปไม่ได้ที่ไทยจะทวงเขาพระวิหารคืนได้ ในขณะที่สถานการณ์บริเวณเขาพระวิหารขณะนี้อยู่ในภาวะที่ค่อนข้างตึงเครียด เจ้าหน้าที่ปิดทางขึ้นโดยเอาลวดหนามมากั้นไว้ และไม่อนุญาตให้ผ่านขึ้นไปด้านบนได้ และยังมีป้ายปักไว้ว่า ให้เปิดเสียที เพราะคนทั้ง 2 ประเทศเดือดร้อน
       
       วันนี้(14 ก.ค. 51)คณะกรรมการแห่งชาติกอบกู้และรักษาอธิปไตยของชาติด้วยอธิปไตยของประชาชนชาวไทย (คก.ปท.) ซึ่งเป็นกลุ่มที่ออกมาเคลื่อนไหวประท้วงโดยมีแกนนำคือ อ.สมาน ศรีงาม ได้นำรถกระบะมาดัดแปลงติดเครื่องขยายเสียง และเปิดเพลงรักชาติเพื่อปลุกระดมให้ชาวศรีสะเกษออกมาทวงสิทธิอันชอบธรรมในดินแดนของไทยทั่วจังหวัด ซึ่งกลุ่ม คก.ปท. นี้ได้ปักหลักอยู่ ณ อุทยานแห่งชาติผามออีแดงมาร่วมเดือนแล้ว และจะยังคงปักหลักประท้วงอย่างสันติวิธีต่อไป
       
       โดยกลุ่ม คก.ปท. นี้ได้นำจุดยืนที่ยกขึ้นมาอ้างคือ สนธิสัญญาระหว่างสยามกับรัฐบาลฝรั่งเศส ชื่อว่า “อนุสัญญาโตเกียว" ระหว่างประเทศไทยกับญี่ปุ่น ที่ร่างขึ้นในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ในสนธิสัญญานี้ได้ระบุยกดินแดนฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง เช่น พระตะบอง เสียมเรียบ ให้เป็นของประเทศไทยทั้งหมด
       
       อ.สมานกล่าวอ้างถึงจุดเริ่มต้นของการต่อสู่ครั้งนี้ว่าเกิดขึ้นจากมีโอกาสได้ฟังถ้อยคำแถลงจากผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษผ่านทางสถานีโทรทัศน์ทีวีไทย(ไทยพีบีเอส) เมื่อวันจันทร์ที่ 7 ก.ค.2551 ว่า การที่ไทยจะทวงคืนดินแดนมณฑลบูรพาหรือดินแดนบริเวณเขาพระวิหารคืนนั้นเป็นไปไม่ได้ และผู้ที่มาประท้วงต่อสู้เรื่องเขาพระวิหาร มณฑลบูรพา เมื่อเขาไปแล้วจะทิ้งปัญหาไว้ให้ชาวศรีสะเกษ
       
       อย่างไรก็ตามสถานการณ์ขณะนี้ (14 ก.ค.51) อ.สมาน เล่าว่า “ตอนนี้เท่าที่สังเกต ทางเขมรมีความเคลื่อนไหวของกำลังทหารซึ่งได้ยกกำลังทหารอาวุธครบมือ รถถัง ปืนใหญ่ มาตรึงกำลังบริเวณชายแดน และวางลวดหนามมา 2-3 วันแล้ว ในขณะที่ฝ่ายไทยก็ได้มีการผลัดเปลี่ยนเวรยามประจำหน่วยบัญชาการบริเวณชายแดนอยู่แล้ว
       
       ในขณะเดียวกัน เอมอร นุตยะสกุล อายุ 57 ปี ชาวกรุงเทพฯ ผู้ร่วมประท้วงกับกลุ่ม คก.ปท. เล่าว่า เมื่อตนได้รู้ข่าวก็รวมตัวกับเพื่อนๆแล้วเดินทางมายังจังหวัดศรีสะเกษในวันที่ 18 มิ.ย.ที่ผ่านมา แล้วเดินเท้าจากตัวเมืองศรีสะเกษวันละ 20 กิโลเมตร ขึ้นมาถึงยังผามออีแดงในวันที่ 22 มิ.ย. และปักหลังร่วมกับผู้ประท้วงอื่นๆมาจนถึงปัจจุบัน
       
       เอมอร ได้เล่าถึงเหตุการณ์ที่เจอเมื่อวันแรกที่ขึ้นมาถึงผามออีแดงว่า “วันแรกที่ขึ้นมาถึง ชาวบ้านที่ค้าขายบริเวณผามออีแดงได้ชี้หน้าด่าว่าเราทำให้นักท่องเที่ยวไม่มาเที่ยว ขายของไม่ได้ เราก็พยายามอธิบายให้เขาเข้าใจว่าที่เราทำเพราะเรารักชาติ ประกอบกับที่ชาวบ้านได้ทราบข่าวขององค์กรยูเนสโก ก็ทำให้ชาวบ้านบริเวณนี้เริ่มเข้าใจว่าที่เราทำเพราะเราต้องการจะรักษาดินแดนของไทยเอาไว้”
       
       เอมอร เล่าต่ออีกว่า ทุกวันเสาร์และอาทิตย์ จะไปนั่งสมาธิบริเวณแนวชายแดนอย่างสันติวิธี พร้อมทั้งให้เหตุผลที่ต้องทำเช่นนี้เพราะตนคิดว่า เขาพระวิหารเป็นของคนไทย ถ้าทางเขมรจะเอาเฉพาะปราสาทไปก็ไม่เป็นไร แต่เราไม่อยากให้ต้องเสียดินแดนเพิ่มไปอีก

โดย ผู้จัดการออนไลน์


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2
กรมกุชะ วันที่ : 15/07/2008 เวลา : 03.36 น.
http://www.oknation.net/blog/cradm

แค้นรัฐบาลทาสรับใช้
บิ่นประเทศไทยไปซะงั้น
แค้นสมัครรัฐบาลบรรลัยกัลป์
หักสะบั้นแผ่นดินไทยให้ขะแมร์...
ความคิดเห็นที่ 1
ปลิวลม วันที่ : 15/07/2008 เวลา : 02.47 น.
http://www.oknation.net/blog/pliewlom

อิศรา ไปเป็น รมต.ต่างประเทศที นพเหล่ มันโง่
แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน