พิมพ์หน้านี้
|
สองคราวก่อนนำบ่อเกิดแห่งทุกข์...และความดับแห่งทุกข์...มาแจ้งไว้...ซึ่งจะขอทวนดังนี้ บ่อเกิดแห่งทุกข์... เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารจึงมี เพราะสังขารเป็นปัจจัย วิญญาณจึงมี เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย นามรูปจึงมี เพราะนามรูปเป็นปัจจัย สฬายตนะจึงมี เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย ผัสสะจึงมี เพราะผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาจึงมี เพราะเวทนาเป็นปัจจัย ตัณหาจึงมี เพราะตันหาเป็นปัจจัย อุปาทานจึงมี เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย ภพจึงมี เพราะภพเป็นปัจจัย ชาติจึงมี เพราะชาติเป็นปัจจัย ชรามรณะจึงมี ความโศก ความคร่ำครวญ ทุกข์ โทมนัส และความคับแค้นใจ จึงมีพร้อม ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งปวงนี้ จึงมีได้ ด้วยประการฉะนี้... เหตุดับแห่งทุกข์... เพราะอวิชชาสำรอกดับไปไม่มีเหลือ สังขารจึงดับ เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ เพราะวิญญาณดับ นามรูปจึงดับ เพราะนามรูปดับ สฬายตนะจึงดับ เพราะสฬายตนะดับ ผัสสะจึงดับ เพราะผัสสะดับ เวทนาจึงดับ เพราะเวทนาดับ ตัณหาจึงดับ เพราะตันหาดับ อุปาทานจึงดับ เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ เพราะภพดับ ชาติจึงดับ เพราะชาติดับ ชรามรณะ (จึงดับ) ความโศก ความคร่ำครวญ ทุกข์ โทมนัส และความคับแค้นใจ ก็ดับ ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งปวงนี้ ย่อมมีด้วยประการฉะนี้... คราวนี้จะได้ขยายความถึงความหมายของคำต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้ง 12 คำ ตามหนังสือพุทธธรรม ของพระธรรมปิฏก ดังนี้... 1. อวิชชา คือ ความไม่รู้ไม่เห็นตามความเป็นจริง ความไม่รู้เท่าทันตามสภาวะ ความหลงไปตามสมมุติบัญญัติ ความไม่เข้าใจโลก และชีวิตตามที่เป็นจริง ความไม่รู้ที่แฝงอยู่กับความเชื่อถือต่าง ๆ ภาวะขาดปัญญา ความไม่หยั่งรู้เหตุปัจจัย การไม่ใช้ปัญญาหรือปัญญาไม่ทำงานในขณะนั้น 2. สังขาร คือ ความคิดปรุงแต่ง ความจงใจ มุ่งหมาย ตัดสินใจ และการที่จะแสดงเจตนาออกเป็นการกระทำ กระบวนความคิดที่เป็นไปตามความโน้มเอียง ความเคยชิน และคุณสมบัติต่าง ๆ ของจิตซึ่งได้สั่งสมไว้ 3. วิญญาณ คือ การรู้ต่ออารมณ์ต่าง ๆ คือ เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น รู้รส รู้สัมผัสกาย รู้ต่ออารมณ์ที่มีในใจ ตลอดจนสภาพพื้นเพของจิตใจในขณะนั้น ๆ 4. นามรูป คือ ความมีอยู่ของรูปธรรมและนามธรรมในความรับรู้ของบุคคล ภาวะที่ร่างกายและจิตใจทุกส่วนอยู่ในสภาพที่สอดคล้องและปฏิบัติหน้าที่เพื่อตอบสนองในแนวทางของวิญญาณที่เกิดขึ้นนั้น ส่วนต่าง ๆ ของร่างกายและจิตใจที่เจริญหรือเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพจิต 5. สฬายตนะ คือ ภาวะที่อายตนะที่เกี่ยวข้องปฎิบัติหน้าที่โดยสอดคล้องกับสถานการณ์นั้น ๆ (อายตนะ ประกอบไปด้วย ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) 6. ผัสสะ คือ การเชื่อมต่อความรู้กับโลกภายนอก การรับรู้อารมณ์หรือประสบการณ์ต่าง ๆ 7. เวทนา คือ ความรู้สึกสุขสบาย ถูกใจ หรือทุกข์ ไม่สบาย หรือเฉย ๆ ไม่สุขไม่ทุกข์ 8. ตัณหา คือ ความอยาก ทะยานร่านรนหาสิ่งอำนวยสุขเวทนาหลีกหนีสิ่งที่ก่อทุกขเวทนา แยกโดยอาการเป็น อยากได้ อยากเอา อยากเป็น อยากคงอยู่ในภาวะนั้น ๆ ยั่งยืนตลอดไป อยากเลี่ยงพ้น อยากให้ดับสูญ หรืออยากทำลาย 9. อุปาทาน คือ ความยึดติดถือมั่นในเวทนาที่ชอบหรือชัง รวบรั้งเอาสิ่งต่าง ๆ และภาวะชีวิตที่อำนวยเวทนานั้นเข้ามาผูกพันกับตัว การเทิดค่าถือความสำคัญของภาวะและสิ่งต่าง ๆ ในแนวทางที่เสริมหรือสนองตัณหาของตน 10. ภพ คือ กระบวนพฤติกรรมทั้งหมดที่แสดงออกเพื่อสนองตัณหาอุปาทานนั้น และภาวะแห่งชีวิตสำหรับตัวตน หรือตัวตนที่จะมีจะเป็นในรูปใดรูปหนึ่ง โดยสอดคล้องกับอุปาทานและกระบวนพฤติกรรมนั้น 11. ชาติ คือ การเกิดความตระหนักในตัวตนว่าอยู่ หรือไม่ได้อยู่ในภาวะชีวิตนั้น ๆ มีหรือไม่ได้มี เป็นหรือไม่ได้เป็นอย่างนั้น ๆ 12. ชรามรณะ คือ ความสำนึกในความขาด พลาด หรือพรากแห่งตัวตน จากภาวะชีวิตอันนั้น ความรู้สึกว่าตัวตนถูกคุกคามด้วยความสูญสิ้น สลาย หรือพลัดพลากจากภาวะชีวิตนั้น ๆ หรือจากการได้มีได้เป็นอย่างนั้น ๆ จึงเกิด โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส พ่วงมาด้วย คือ รู้สึกคับแค้น ขัดข้อง ขุ่นมัว แห้งใจ หดหู่ ซึมเซา หวาด กังวล ไม่สมหวัง กระวนกระวาย และทุกขเวทนาต่าง ๆ ดูเหมือนว่าบ่อเกิดแห่งทุกข์...และเหตุดับแห่งทุกข์...คงจะเป็นสิ่งที่เข้าใจยาก...แต่แล้วทำไมเวลาเรามีความทุกข์กายทุกข์ใจถึงได้เกิดขึ้นอย่างง่ายดาย...ไม่ยุ่งยากดั่งเช่นที่จะต้องทำความเข้าใจมัน...และนี่ก็คงจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เราไม่สามารถหลุดพ้นวัฎจักรแห่งความทุกข์ไปได้...เรียนรู้มันเถอะคับ...ยาขมมักมีดีเสมอ...! |
| เที่ยวเกาะสุรินทร์ + ตรัง | ||
พฤษภาคม ๒๕๕๑ |
||
|
View All |
||
| แผ่นดิน | ||
แด่...คนคิดว่าตนไร้แผ่นดิน |
||
|
View All |
||
| << | เมษายน 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 |
| 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 |
| 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 |
| 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 |
| 29 | 30 | |||||