พิมพ์หน้านี้
|
MY thirty years in วกเเวียนไปเล่าเรื่องอื่นที่ไม่เกี่ยวกับไตเติ้ลของเรื่องเสียหลายเรื่อง ได้ฤกษ์กลับมาเล่าเรื่องชีวิต (ที่ไม่รู้เหมือนกันว่าจะมีประโยชน์สำหรับคนอื่นหรือไม่) ในคาลิฟอเนียร์เสียที ว่าไปแล้วผู้เขียนคิดแล้วคิดอีกว่าไม่น่าจะนำเรื่องของตัวเองมาเขียนในเว็บ ทว่าเห็นว่าบางเสี้ยวของชีวิตก็มีประสบการณ์ที่น่าจะเป็นอุทาหรณ์สอนใจผู้ที่สนใจ(อยากไป)ทำมาหากินที่อเมริกาได้รับทราบว่าไม่ใช่เรื่องง่าย ยิ่งช่วงหลังอ่านข่าวสารที่หลายๆคนไม่ชอบอเมริกาก็ยังนึกว่าจะเขียนดีไหม แต่ตอนกลับมาเที่ยวกรุงเทพฯปีที่แล้วได้พบคนที่ยังสนใจจะไปอเมริกาอีกมากมาย รวมทั้งเห็นคนไปยืนต่อแถวยาวเหยียดแทบทุกวันเพื่อขอวีซ่าเข้าอเมริกา ก็เลยยังเชื่ออยู่ว่ายังมีผู้สนใจจะเดินทางไปที่โน่นอยู่ และหากผู้ใดคิดจะุไปหางานทำเหมือนตอนสมัยผู้เขียนยังสาวๆ เชื่อว่าบทเขียนเรื่องนี้คงจะให้ประโยชน์ได้ไม่มากก็น้อย
ก่อนเล่าเรื่องอยากให้ชมภาพดอกป๊อปปี้ หรือ California Wild Poppy ซึ่งเป็นดอกไม้ประจำมลรัฐคาลิฟอเนียร์ (California State Flower) ชื่อเป็นทางการเรียกว่า Eschscholtzia california ค้นพบโดย Adelbert Von Chamisso นักธรรมชาติวิทยาจาก Prussian Academy of Sciences เมื่อปี ค.ศ. 1816 ที่เมื่อเขาเดินทางมาถึงคาลิฟอเนียร์ในฤดูใบไม้ผลิ เห็นดอกป๊อปปี้สีแสดออกดอกสดทั่วรัฐ จนกระทั่งปัจจุบันทุกเดือนมีนาคม (คือเดือนนี้) เป็นวันระลึกถึงดอกป๊อปปี้ ผู้ที่ให้กำหนดเดือนแห่งป๊อปปี้นี้คืออดีตผู้ว่าการมลรัฐคาลิฟอเนียร์คนที่ 36 Pete Wilson เมื่อปี ค.ศ. ๑๙๙๖ ของไทยนั้นผู้เขียนเคยเห็นเขานำดอกป๊อปปี้มาขายในวันที่ระลึกทหารผ่านศึก ใครทราบประวัติว่าเพราะอะไรแบ่งปันความรู้กันบ้างซิคะ (ต่อมาดังข้างล่างชมภาพดอกไม้ฤดูใบไม้ผลิที่ Stanford Shopping Center เมือง Palo Alto เมื่อสองวันที่ผ่านมาไปชอปปิ้งที่นั่นมาค่ะ เก็บภาพไว้หลายภาพ คราวหน้าจะนำมาลงให้ชมมากกว่านี้ค่ะ เพราะสวยมากๆ)
กลับมาอ่านบันทีกชีวิตสามสิบปีในคาลิฟอเนียร์ต่อ เป็นตอนที่สี่ค่ะ
ตอนที่แล้วจบลงตรงที่ฉันเดินท่อมๆหางานตามโฆษณาจากหนังสือพิมพ์ แต่ก็พกความผิดหวังกลับมาเป็นเวลาเกือบเดือน ในที่สุดแสงแห่งความหวังก็เริ่มส่องเข้ามาให้เห็นเมื่อเพื่อนรุ่นน้องชาวอเมริกันแนะนำให้ลองเข้าไปทิ้งชื่อไว้ที่บริษัทหางานที่ชื่อว่า Man Power และที่นี่แหละัคือบันไดที่นำฉันก้าวเข้าสู่โลกแห่้งการทำงานในอเมริกาต่อมาภายหลัง เพื่อนรุ่นน้องฝรั่งคนนั้นชื่อ Bob Stein ผู้เปรียบเป็นแสงสว่างที่ชี้ทา่งเดินให้ฉันในอเมริกา ทุกวันนี้ครอบครัวของบ๊อบกับครอบครัวของฉันคบกันเสมือนญาติสนิท บ๊อบเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนทุนอเมริกันฟิลด์เซอร์วิสจากอเมริกาไปเมืองไทยในโครงการแลกเปลี่ยนของเอเอฟเอส รู้จักกันสมัยฉันยังทำงานอยู่ที่เอเอฟเอสในยูซิส ปัจจุบัน เขาเป็นทนายความและเป็นเจ้าของสำนักงานกฏหมาย Stein & Lubin อยู่ในเมืองซานฟรานซิสโก Man Power นั้นขึ้นชื่อในเรื่องการหางานแบบชั่วคราวให้กับบริษัทใหญ่ๆทั่งหลาย ที่ต้องการพนักงานชั่วคราว แทนที่จะประกาศรับพนักงานเองเองซึ่งเสียเวลาในการตรวจสอบประวัติคนทำงาน เขาก็จะเรียกมาที่แมนพาเวอร์นี้ ด้วยเหตุว่าบริษัทแมนพาเวอร์จะมีประวัติผู้สมัครและทำการทดสอบความรู้ความขำนาญมาแล้ว เมื่อฉันไปกรอกใบสมัครที่แมนพาเวอร์ เขาก็ให้ฉันไปทดสอบพิมพ์ดีด ตอนนั้นถ้าพิมพ์ได้ห้าสิบห้าคำต่อนาทีก็ถือว่าใช้ได้ โปรดอย่าลืมว่าตอนนั้นยังไม่มีการใช้คอมพิวเตอร์ในงานพิมพ์ ฉันสอบพิมพ์ผ่านฉลุยเพราะตอนทำงานที่เมืองไทยพิมพ์ภาษาอังกฤษได้คล่อง ทางแมนพาเวอร์บอกให้ฉันเข้ามานั่งฝึกพิมพ์ดีดที่ออฟฟิสเขาทุกวันและหากมีงานจะได้ส่งฉันไปได้ทันที เป็นโชคดีของฉันอย่างยิ่งที่การหางานในออฟฟิสทำนี้ไม่ค่อยมีคนต่างชาติสมัครกันมากในสมัยนั้น ดังนั้นจึงไม่มีคำถามในเรื่องการเข้าเมืองอย่างไีร ขอให้คนสมัครงานมีเบอร์โซเชียลเพื่อเขาจะได้หักภาษีณที่จ่ายก็เพียงพอแล้ว ใบสมัครสมัยก่อนไม่มีคำถามว่าคุณเป็นคนชาติอะไร เข้าเมืองมาถูกต้องหรือไม่ ผิดกับปัจจุบันซึ่งไม่ว่าจะไปทำงานที่ใดก็จะต้องเติมคำถามว่า เป็นคนอเมริกันหรือไม่ ถ้าไม่เป็น เป็นนักเรียนหรืออยู่อเมริกาด้วยวีซ่าถาวรหรือไม่ ย้ำว่าฉันโชคดีจริงๆที่ตอนนั้นฝรั่งอเมริกันไม่ได้ใส่ใจในเรื่องนี้.. และวันที่ฉันได้งานทำที่ออฟฟิสวันแรกก็มาถึง บริษัทไกเซอร์สตีลที่ดาวน์ทาวน์โอ๊กแลนด์ ต้องการคนมาแทนเลขาที่ลาพักร้อนหนึ่งอาทิตย์ ทางแมนพาเวอร์ส่งฉันไป ตอนนั้นแรงงานขั้นต่ำชั่วโมงละหนึ่งเหรียญกว่า (ปัจจุบันในคาลิฟอเนียร์ชั่วโมงละแปดเหรียญห้าสิบเซ็นต์) ทางแมนพาเวอร์ให้ฉันชั่วโมงละสองเหรียญ (แสดงว่าทางบริษัทนายจ้างจ่ายมากกว่านั้นเพราะทางแมนพาเวอร์เขาคิดเปอร์เซ็นต์) ฉันตื่นเต้นจนนอนไม่หลับที่ได้งาน แม้จะเป็นเพียงอาทิตย์เดียวก็ยังดี เพราะจำได้มีประสบการณ์ไปสมัครงานต่อไป ทว่าฉันทำงานได้แค่วันเดียวก็จบ...เหตุว่าพิมพ์จดหมายฉบับเดียวใช้เวลาครึ่งวัน เฮ้อ ...ใครจะไปรู้จักล่ะว่าฟอร์มพิมพ์จดหมายที่เขาใช้ๆกันในอเมริกาน่ะมันไม่เหมือนที่ฉันเคยทำงานมาจากเมืองไทยเลย บ่ายวันนั้นเจ้านายที่ฉันไปพิมพ์งานให้ก็ให้ลูกน้องเข้ามาบอกว่าพรุ่งนี้ไม่ต้องกลับมาทำงานแล้วนะ ให้ไปหาประสบการณ์ที่อื่นก็แล้วกัน แต่ฉันไม่เสียใจมากก็เพราะเขาพูดด้วยความเห็นใจ เขารู้ว่าเราเป็นคนต่างชาิติ แต่งานก็คืองาน เราทำเขาเสียงาน ฉันเข้าใจ คนรับสมัครงานของบริษัทแมนพาเวอร์ สั่งให้ฉันกลับมานั่งฝึกพิมพ์ดีดต่อที่ออฟฟิส ฉันจะได้งานอีกหรือไม่ โปรดติดตามโอกาสหน้านะคะ
|