พิมพ์หน้านี้
|
MY thirty years in เบิกความด้วยภาพดอกไม้สวยๆให้คนอ่านสบายตาสักสามสี่ภาพค่ะ ภาพดอกไม้่จาก
กลับมาเล่าเรื่องชีวิตสามสิบปีที่คาลิฟอเนียร์ต่อนะคะ ตอนที่แล้วเล่าไปถึงว่าทางบริษัทแมน พาเวอร์ ให้ฉันเข้่าไปนั่งซ้อมมือพิมพ์ดีดที่สำนักงานที่ดาวน์ทาวน์โอ๊กแลนด์ เพื่อให้ชำนาญกว่าเดิม หลังจากที่รออยู่หลายอาทิตย์ จนเงินติดตัวในกระเป๋าจะหมดอยู่รอมร่อ ในที่สุดทางแมนพาเวอร์ก็หางานชั่วคราวให้ฉันได้อีก คราวนี้เป็นงานที่อาจจะได้ทำถึงสามเดือน เจ้าหน้าที่(ซึ่งฉันจำได้แต่เพียงว่าเป็นแหม่มวัยกลางคน) พูดจาดีแต่จำชื่อเธอไม่ได้แล้ว เสียดายที่ตอนนั้นไม่ได้คิดจะบันทึกไว้ จนกาลเวลาล่วงเลยมาและก็ไม่เคยได้ติดต่อกับเจ้าหน้าที่คนนี้อีกเลยหลังจากวันที่เธอส่งฉันไปทำงานตอนนั้น
บริษัทที่เธอส่งฉันไปนั้นชื่อบริษัท E.C. Braun Co. อยู่ที่เมือง ฉันศึกษาการเดินทางไปทำงานเพราะว่าทั้งแต๋วและฉันไม่มีรถยนต์ และตัดสินใจใช้บริการรถเมล์ที่เรียกว่าเอ.ซี.ทรานซิสที่วิ่งระหว่างโอ๊กแลนด์ไปเบิร์คเล่ยและไปถึงซานฟรานฯ มีป้ายรถเมล์อยู่หน้าถนนบรู๊คที่ฉันและแต๋วอาศัยอยู่พอดี และก็เป็นโชค (อีกแล้ว)ที่รถเมล์สายดังกล่าวไปถึงบริษัทที่รับฉันเข้าทำงานด้วย แม้ว่าลึกๆจะกังวลว่าวันนี้จะทำงานผิดจนเขาให้กลับบ้านอีกหรือไม่ แต่ใจก็พร้อมจะสู้เพราะไม่มีทางเลือก จำได้ว่่าคืนนั้นฉันบอกกับแต๋วเพื่อนรักว่าหาฉันหางานไม่ได้ภายในเดือนหน้าฉันคงจะต้องกลับเมืองไทยเสียแล้ว แต๋วยังบอกฉันเลยว่าฉันจะกล้ากลับไปละหรือเพิ่งไปถึงและพ่อแม่จะต้องอับอายเขาไปทั่ว ฉันสารภาพกับแต๋วว่าฉันไม่มีเงินแล้ว เพื่อนก็บอกว่าสู้ต่อไป จะให้เงินยืมไปก่อน ซึ่งน้ำใจของแต๋วนั้นฉันไม่มีวันลืม และก็ขอบันทึกไว้ ณ ที่นี่ด้วยเลยว่าหากไม่ได้แต๋ว หาที่พักให้ หาโรงเรียนให้ และให้มาแชร์บ้านอยู่ด้วยกัน ฉันก็คงไม่มีโอกาสอยู่ (จริงๆแล้วอยากลงบันทึกด้วยซ้ำว่าแต๋วมีชื่อจริงว่าอะไร แต่เพื่อนไม่ยอมให้ลงเป็นอันขาด แถมยังบ่นอีกว่าฉันนี่ถ้าจะบ๊อง มานั่งเขียนความผิดพลาดของตัวเองให้คนอ่านอยู่ด๊าย...) ฉันใช้เวลาขึ้นรถประจำทางไปถึงเบิร์คเล่ย์เกือบชั่วโมงเต็ม รายงานตัวกับเลขาของผู้จัดการบริษัท เธอเป็นหญิงอายุไม่เกินสามสิบชื่อมากาเร็ต แต่เธอให้ฉันเรียกเธอว่า แม๊กกี้ พูดจากับฉันดีจนทำให้หายประหม่าไปได้มาก เธอบอกว่าให้ฉันมีหน้าที่รับโทรศัพท์ไปก่อน แล้วเมื่อคล่องแล้วจึงจะสอนให้ดูแลและเก็บเอกสาร ฉันดีใจมากเมื่อได้ยินคำว่า I will teach you เพราะว่ามันช่างผิดกับบริษัทแรกที่ฉันเข้า่ไปทำงานเลย รายโน้น ไม่มีการสอน ส่งงานให้ทำเลย กำลังใจฉันเริ่มดีขึ้นเรืีอยๆ หากมีคนสอนงาน แล้วฉันยังทำไม่ได้่อีก ฉันก็สมควรเลิกล้มความคิดที่จะทำงานกับฝรั่งเมืองนี้เสียที แม๊กกี้พาฉันไปนั่งในห้องกาแฟ คุยให้ฉันฟังว่าบริษัททำธุระกิจอะไร มีคนทำงานกี่คนและฉันจะต้องทำงานใต้ความรับผิดชอบของใครบ้าง บริษัทนี้เป็นบริษัทที่รับซับคอนแทรกทำระบบท่อน้ำเสียให้กับบริษัทก่อสร้างใหญ่ๆในเมือง คนที่ทำงานอยู่ในบริษัทจะเป็นวิศวกรบ้าง เป็นเทคนิเชี่ยนและพวกเขียนแบบบ้าง และมีลูกจ้างที่รับงานอยู่ที่ไซท์งาน พวกนี้แหละที่ฉันจะต้องคอยรับเรื่องที่เขาโทรเข้ามารายงานและส่งสายต่อให้กับวิศวกรที่คุมกรุ๊ปเขาอยู่ แม๊กกี้นี่เองคือคนที่ฉันมาทำหน้าที่แทน เพราะเธอได้เลื่อนไปเป็นเลขาของผู้จัดการ เธอบอกฉันว่าเวลานี้ตำแหน่งรีเซฟชั่นนิสต์นี้ว่างอยู่ หากภายในสามเดือนฉันทำงานได้ เธอจะัจัดการให้ฉันทำตำแหน่งนี้โดยเธอจะเป็นคนติดต่อตกลงการว่าจ้างผ่านทาง แมน พาเวอร์เอง(ซึ่งฉันก็ไม่เคยซักถามหรอกว่าเขาทำอย่างไร) เรื่องนี้เป็นข่าวที่ทำให้ฉันตื่นเต้นเป็นที่สุด หลังจากนั้นแม๊กกี้ก็ซักถามเรื่องเกี่ยวกับตัวฉัน ฉันบอกเธอว่าฉันมามาจากประเทศไทย มาเรียนหนังสือแต่ตัดสินใจจะหางานทำอยู่ที่นี่ อย่างที่ฉันเคยเอ่ยตอนต้นแล้วว่า ตอนนั้นฝรั่งอเมริกันไม่รู้หรอกว่าคนต่างชาติเข้ามาทำงานในอเมริกาไม่ได้ แม๊กกี้ไม่รู้่เรื่องนี้แน่นอนเพราะเธอยังอุทานว่า มาจากเมืองไทยหรือ ดีจริง เธอเองก็มาจากรัฐอื่น ซึ่งเรื่องการย้ายถิ่นฐานจากเมืองโน้นมาเมืองนี้นั้น เป็นเรื่องธรรมดา เธอคิดว่าใครๆก็มีสิทธิเข้ามาหางานทำในคาลิฟอเนียร์ เธอมีครอบครัวและมีลูกเล็กๆสองคน จากนั้นเธอก็พาฉันไปแนะนำให้กับทุกคนที่อยู่ในที่ทำงาน ฉันได้รับการต้อนรับอย่างดีจากทุกคน วันแรกของฉันผ่านไปด้วยดี แม๊กกี้สอนให้รับโทรศัพท์และัจดว่าใครมีหน้าที่ดูแลเรื่องใดฉันจะได้ต่อโทรศัพท์ไปให้ถูกคน เป็นอันว่าฉันได้งานทำ และได้เงินเดือนที่นับว่าดีทีเดียวในหมู่คนไทยตอนนั้นซึ่งยังไม่มีใครทำงานในออฟฟิส แต่กว่าเงินเดือนจะออกฉันก็ต้องขอยืมเงินแต๋วไปก่อน ฉันตั้งใจเรียนรู้งานที่เขาสอน ซึ่งไม่ได้เป็นงานที่ยากนัก เรื่องรับโทรศัพท์แม้จะมีพลาดพลั้ง ฟังภาษาไม่เข้าใจก็บ่อย ส่งสายผิดบ้าง แต่ก็ผ่านพ้นไปได้ และในที่สุดสามเดือนก็ผ่านไปโดยที่ฉันผ่าน probation period หรือระยะทดลองงาน ทางบริษัทก็รับฉันเข้าทำงานเป็นพนักงานประจำ และฉันก็ทำงานอยู่ที่นี่ถึงปีกว่าทีเดียว อ่านมาถึงตรงนี้ ผู้อ่านคงจะนึกว่าเรื่องของฉันคงจะจบลงด้วยดีเพราะได้งานและเงินเดือนดี ฉันก็คิดเช่นนั้น และมัวยินดีและร่าเริงคิดว่าได้งานมีที่กินที่อยู่สบายแล้ว คุยไปให้ทางบ้านฟังว่าหนูมีชีวิตที่ดีในอเมริกาแล้วไม่ต้องห่วง หากเก็บเงินได้เมื่อใดจะหาที่เรียนต่อทันที ฉันไม่ได้ระวังตัวเลยว่า ฉันไม่มีสิทธิเข้ามาทำงานประจำที่ประเทศนี้เพราะถือวีซ่านักเรียนเข้ามา นึกไปถึงตอนนั้นแล้วฉันอดนึกไม่ได้เลยว่าฉันช่างทนงตนและโง่เขลาเสียกระไรที่คิดว่าตัวเองพูดภาษาอังกฤษได้ดี เคยเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยน และเคยทำงานกับฝรั่ง ฉันควรจะเอาตัวรอดในอเมริกาได้ ผิดหมด...ฉันเกือบเอาตัวไม่รอด บังเอิญมีคนช่วยไว้ได้ทัน
|
| << | พฤษภาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | ||||
| 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 |
| 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 |
| 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 |
| 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | 31 |