|
Shines on me เป็นเรื่องสั้นเรื่องแรกที่ลองเขียนดู (และสามารถเขียนได้จนจบเรื่อง) เนื่องจากรุ่นน้องคนหนึ่งขอให้ผู้เขียนลองแต่งเรื่องสั้นเพื่อจะนำไปรวมเล่มกับเรื่องของนักเขียนท่านอื่นๆ เลยนำมาลงที่นี่เพื่อในได้ลองอ่านกัน ดีไม่ดี ชอบไม่ชอบ หรือมีคำชี้แนะอันใด ผู้เขียนยินดีน้อมรับทุกประการ ป.ล.ไม่ทราบว่าเดือนนี้มีวันสตรีสากลหรือเปล่า รู้สึกว่าเรื่องที่เขียนลงช่วงนี้มีกลิ่นของสตรีนิยมจัง อิอิอิ "มาร์ติน ... เจ้าจงจ้องมองข้าให้ดี" นี่คือข้าที่เจ้าเคยหลงใหลมาก่อน ข้าอยากให้เจ้าจดจำภาพของข้าเช่นเดียวกันกับที่เจ้าเคยรู้สึกอย่างนั้นเอาไว้ แล้วข้าจะได้ตายอย่างเป็นสุข" ทันใดนั้นปลายดาบของหัวหน้ากองทัพของจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ก็เสียบกลางอกเผยปลายดาบทะลุแผ่นหลังและผ้าหลุมไหล่ หนุ่มน้อยยืนยิ่งตัวสั่นเทา เสมือนว่าบุคคลก่อนที่วิญญาณจะหลุดออกจากร่างนั้นรู้ดีว่าเขาอยู่ที่นั่น เขาไม่สามารถทำอะไรได้ นอกจากสบตากับคนที่เขารู้จักดี ซึ่งตอนนี้เธอจากไปแล้ว ... ตลอดกาล ... "ท่านทั้งสอง โปรดช่วยข้าด้วย" เด็กชายตัวน้อยผมดำตัดกับผิวสีขาวที่ราวกับหิมะวิ่งกระหืดกระหอบมายังนักดาบทั้งสองที่กำลังควบมาจะไปล่าหมาจิ้งจอกที่กำลังอาละวาดในเมืองแซงกูรี พี่น้องฝาแฝดชายหญิงหันมองเด็กชายคนนั้น "ท่านโปรดช่วยข้าด้วย พวกค้ามนุษย์กำลังตามล่าข้า" "ท่านพี่ ข้าจะดูแลเด็กคนนี้เอง ที่เหลือท่านคงจัดการได้ใช่ไหม" "เทร่า เจ้าก็เป็นอย่างนี้ทุกที" "ก็ข้าไม่ได้แข็งแรงเหมือนท่านนี่" "เจ้าจงไปด้วยกับข้า เผื่อข้ามีอะไรให้เจ้าช่วย" มือเรียวสวยของแฝดผู้น้องอุ้มเด็กชายตัวน้อยคนนั้นควบม้าของเธอแล้วตามพี่ชายไปยังทางที่เด็กชายคนนี้วิ่งมา ไม่นานก็พบพวกค้ามนุษย์ควบม้ามุ่งมาทางนี้เช่นกัน พวกมันมีกันห้าคนและมีรถกรงเหล็กอีกหนึ่งคัน สองฝาแฝดควงดาบฟาดฟันพวกค้ามนุษย์ที่ฝีมือดาบปลายแถวล้มราวกับใบไม้ในฤดูใบไม้ร่วงที่ร่วงโรย แฝดผู้น้องใช้ดาบตัดลูกกุญแจและโซ่ที่ล่ามกรงนั้น แล้วพาเด็กผู้หญิงผมสีบรอนซ์ออกมาอีกคนแล้วควบม้ากลับเมือง "เจ้าชื่ออะไร" "มาร์ตินขอรับ" "อายุเท่าไร" "11 ขอรับ แล้วท่านมีนามว่าอะไร" "ข้าชื่อเทร่า นั่นเป็นพี่ชายฝาแฝดชื่อเซร่า เราสองคนอายุ 15 ปี" "ท่านทั้งสองยังอายุยังไม่มาก ทำไมถึงเก่งเช่นนี้" "ฮ่า ๆ ๆ ... เจ้านี่ ปากหวานแต่เล็ก ๆ แล้วหรือไร เจ้าต้องเป็นลูกของพวกขุนนางที่มีฐานะส่งลูกเรียนเป็นแน่" "ใช่ขอรับ ข้าเป็นลูกของอัศวินเมืองอิลด์เด แต่... ครอบครัวข้าตายในสงครามหมด ข้าเลยถูกขายมากับพวกค้ามนุษย์" "เจ้าอยากเป็นอัศวินอย่างพ่อของเจ้าหรือเปล่า" "อยากขอรับ ถ้าข้าโตกว่านี้ น่าจะปกป้องใครได้บ้าง" นางยิ้มให้เด็กน้อยคนนั้น สายตาของเข้าจ้องมองเธอ หัวใจของเขาเต้นรัว เขาไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุอันใด ภาพที่หญิงสาวผู้นี้จับดาบต่อสู่กับคนพวกนั้นอย่างง่ายดายยังติดตรึงในดวงตา สายลมพัดเส้นผมของสีดำขลับของเธอพริ้วไสวตามแรงกระเพื่อมของจังหวะที่ม้าวิ่ง เขาจ้องมองนางด้วยสายตาที่เป็นประกาย "อะไรกัน มาร์ติน เจ้าคร้านฝึกซ้อมดาบเยี่ยงนี้เจ้าจะชนะการประลองได้อย่างไร" "ท่านหญิงเทร่า" "จับดาบขึ้นมา" หลังจากเสียงกระกระทบกันไม่ถึงเสี้ยวอึดใจ ดาบของนางพวยพุ่งไปยังมาร์ติน เขาปัดดาบออกก่อนที่คมของมันจะตึงต้นคอ เสียงโลหะกระทบราวกับเป็นเสียงจังหวะของหัวใจ การดวลดาบที่คล้ายกับผีเสื้อตอมดอกไม้ มาร์ตินได้แต่ตั้งรับเท่านั้น "เจ้าต้านข้าได้นานขึ้นนี่ แสดงว่าฝีมือของเจ้าก็เก่งขึ้นกว่าเดิมมาก" "ไม่หรอกขอรับท่านหญิง ข้าจะเก่งกว่าคนที่สอบวิชาดาบให้ข้าได้อย่างไร" "เจ้าจะเป็นองครักษ์ของข้า ต้องเก่งกว่าข้าสิ" เทร่าเริ่มจู่โจมหนักขึ้นเรื่อย ๆ แต่มาร์ตินก็ต้านทานนางไหว ทันใดนั้นเขาสามรถหลบวิถีดาบและถอยห่างจากนางได้ แต่หลังของเขาก็ไปกระแทกคันโยกของกลที่ใช้ในการฝึกดาบ "ระวัง!" เทร่าพุ่งเข้าหามาร์ติน ทั้งคู่ล้มลงก่อนที่กระสอบทรายจะทิ้งดิ่งลงจากคานอย่างหวุดหวิด ฝุ่นจากกระสอบทรายฟุ้งกระจายอยู่ในอากาศ ยิ่งทำให้ลำแสงที่ลอดจากช่องหน้าต่างของปราสาทเป็นลำสีส้มเปลือกไข่อ่อนละมุน นางลุกขึ้นจากร่างของเขาแล้วยืนขึ้น มาร์ตินลุกขึ้นนั่งแต่ก็ยังตกใจไม่หาย เขามองนางยื่นมือมาหาเขาเพื่อช่วยให้ยืนขึ้น "ท่านหญิง ไม่เป็นไรใช่ไหมขอรับ" "ข้าน่าจะถามเจ้ามากกว่า ข้าไม่แน่ใจว่าเจ้ากับข้าใครจะปกป้องใครกันแน่" "ขออภัยด้วยขอรับท่านหญิง" "เจ้าจงไถ่โทษครั้งนี้ด้วยการชนะการประลองในอาทิตย์หน้า ข้าต้องการองครักษ์ที่คุยเรื่องวิทยาการของกรีกกับข้าได้ ไม่ใช่เพียงแค่ฟันดาบเป็นอย่างเดียว" "ขอรับ ท่านหญิง" นางหันหลังเดินจากเขาไป เขามองนางอย่างไม่กระพริบตา เทร่าเดินไปยังโบสถ์เพื่อไปพบอาของนาง ตระกูลของนางตอนนี้เหลือเพียงมารดาและอาอยู่เพียงเท่านั้น หลังจากที่บิดาและพี่ชายนำทัพไปสมทบกับกองทัพจักรวรรดิ์โรมันในสงครามครูเสดได้หลายเดือนก็ไม่ได้ข่าวคราวอีกเลย แต่การที่บิดาของนางทำให้คนทั่วไปเข้าใจว่านางเป็นผู้ชายและเลี้ยงดูนางเยี่ยงบุรุษเพื่อให้บรรดาอัศวินยอมรับอำนาจในการปกครองของนาง มีเพียงคนใกล้ชิดเท่านั้นที่รู้ความลับนี้ "ท่านอา..." นางเดินเข้าไปในโบสถ์ที่เงียบสงัด แสงจากกระจกสีสาดส่องลงมายังแท่นบูชาเบื้องหน้ารูปปั้นพระแม่มาเรีย เบื้องบนเป็นรูปปั้นพระเยซูที่ถูกตรึงกับไม้กางเขน ชายร่างใหญ่นั่งคุกเข่าภาวนาอยู่ท่ามกลางลำแสงนั้น นางค่อย ๆ เดินเข้าไปหา แล้วหยุดอยู่ด้านหลังของเขา "พ่อสังหรณ์ใจ ราวกับว่าจะเกิดเรื่องร้ายกับเมืองของเรา" ชายวัยกลางคนค่อย ๆ หันมา ชุดของบาทหลวงสีดำยิ่งทำให้ใบหน้าของเขาดูเศร้าหมองขึ้น "ท่านอา ท่านมีเรื่องไม่สบายใจอันใด" นางเอ่ยถามด้วยความที่ยังไม่เข้าใจถ้อยคำเหล่านั้น "พระสังฆราชที่โรม ส่งสารมาขอให้เมืองเราช่วยกองทัพของจักรวรรดิ์โรมัน แต่เมืองเราเหลือผู้ชายเพียงสองร้อยกว่าคนเท่านั้น มีแต่เด็กกับคนแก่ จะให้ทรัพย์สินเงินทองหรือเสบียงก็หามีมากไม่" "ข้าพอจะช่วยอะไรท่านได้บ้าง" "ลูกเป็นเพียงผู้หญิง จะนำทัพที่มีแต่เด็กกับคนแก่ไปสู้รบปรบมือกับใครได้" "ท่านเองก็เกลียดการทำสงครามมิใช่หรือ" "พ่อรู้ว่าลูกทั้งเก่งและทั้งฉลาด" "คนที่ข้าส่งไปสืบข่าวของท่านพ่อและท่านพี่ก็ยังไม่กลับมา ไม่รู้ทางนั้นจะเป็นเช่นไร" "อีกหนึ่งเดือนกองทัพจะเดินทางผ่านเมืองเรา พ่อว่ามันผิดแปลกไป" "ทำไมหรือคะ" "เพราะมันคือทางที่จะไปเมืองคอนสแตนติโนเปิล" "แสดงว่า..." "มันคนละทางกับไปปาเลสไตน์ ผู้นำทัพต้องการอะไรกันแน่" นางขมวดคิ้วด้วยความไม่เข้าใจว่ากองทัพของจักรวรรดิ์โรมันที่ระยะหลังพ่ายแพ้และพาผู้คนไปล้มตายในสงครามครูเสดเป็นจำนวนมาก มันเป็นพระประสงค์ของผู้เป็นเจ้าจริงหรือ "พรุ่งนี้พ่อจะส่งพระธรรมฑูตไปคอนสแตนติโนเปิลเพื่อแจ้งข่าวนี้ให้ทราบ ลูกช่วยเตรียมขบวนคุ้มกันได้ไหม" "ค่ะ" "พ่อขอโทษลูกด้วยนะ ที่รบกวนกำลังทหารที่เหลือน้อยนิด" "อาทิตย์หน้าก็จะมีการประลองเพื่อคัดเลือกองครักษ์ของข้า ในปราสาทเองก็จะคัดเลือกคนมาเป็นนักรบเพิ่มขึ้นด้วย ท่านอย่ากังวลไปเลย" ในใจของทั้งสองคงคิดว่า เมื่อใดเล่าที่การเข่นฆ่าในสงครามมันจะจบลงเสียที ท้องฟ้าฤดูร้อนเป็นสีครามกระจ่างนิ่งสงบกับก้อนเมฆสีขาวนุ่มราวกับปุยของขนแกะ แสงตะวันทำให้เกราะของเหล่านักรบบนลานประลองสะท้อนแสงและเป็นเงาขลับให้ดูสง่างาม ชายวัยหนุ่มห้าสิบกว่าคนฟาดฟันคมดาบใส่กันคนแล้วคนเล่า รอบแล้วรอบล่า บ้างเหนื่อยล้า บ้างฝีมือยังอ่อนด้อย จึงต้องตกรอบไป บนระเบียงของห้องชมลามประลองมีมุกเม็ดงามในชุดเกราะสีดำคลุมด้วยผ้าคลุมไหล่กำมะหยี่สีแดงเลือดนก จ้องมองหนุ่มน้อยมาร์ตินที่ชนะการประลองตามที่นางสั่งสำเร็จ "ข้าทำสำเร็จแล้วท่าน...หญะ ท่านเทร่า" "ดีมาก" นางเอื้อมตัวลงไปกระซิบเขาขณะเอาผ้าคลุมไหล่สีน้ำตาลหลุมไหล่แล้วติดเข็มประจำตำแหน่งให้มาร์ตินที่กำลังคุกเข่า "ข้าไม่ว่าเจ้าหรอกที่เรียกข้าว่าท่านหญิง แต่คราวหน้าเจ้าต้องระมัดระวังกว่านี้" "ทำไมเล่าท่าน" "อย่าลืมว่าคนภายนอกเข้าใจว่าข้าเป็นชาย มีเพีงคนสนิทของข้าเท่านั้นที่รู้ว่าข้าเป็นหญิง จากนี้เจ้าต้องปกป้องข้า ในฐานะขององครักษ์เทร่า" "ซึ่งความจริงนางเป็นผู้หญิง" นางติดเข็มกลัดประจำตำแหน่งเป็นรูปหัวมังกร ดวงตาของมันเป็นสีม่วงของอะเมธิสต์ พอนางติดเรียบร้อยแล้วจึงเงยหน้าขึ้นมา "อะเมธิสต์เป็นอัญมนีที่เชื่อกันว่าสามารถปกป้องคุ้มครองอันตรายจากภัยต่าง ๆ เจ้าอยู่ในสถานะที่ข้าจะดูแลเจ้าดังเช่นเมื่อก่อนไม่ได้ จากนี้ไปเจ้าต้องดูแลข้าอย่างระมัดระวัง" นางมอบดาบประจำตำแหน่ง เขารับแล้วเงยหน้ามองนางด้วยสายตาเดียวกันกับที่นางเคยพาควบม้ากลับเมืองที่ยังคงเป็นประกายเช่นนั้นอยู่เสมอ "ขอรับท่านเทร่า "แต่แววตาในวันนี้ดูเข้มแข็งขึ้นกว่าเมื่อสี่ปีที่แล้ว คืนวันเลี้ยงฉลองแก่บรรดาทหารและเหล่าอัศวินในปราสาท บรรยากาศที่เคยเงียบเหงาก็ครึกครื้อนอีกครั้ง หลังจากที่ท่านเจ้าเมืองจอห์น แซงกูรี่และเซร่า บิดาและพี่ชายของนางยกทัพสมทบขบวนศึกของจักรวรรดิ์โรงมัน ในปราสาทก็ไร้ซึ่งงานเลี้ยงและเสีงหัวเราะเช่นนี้มาเจ็ดเดือนแล้ว เทร่านั่อยู่บัลลังก์เฝ้ามองการเต้นรำของบรรดาอัศวินและสาวงาม ค่ำคืนที่มาร์ตินเป็นที่สนใจที่สุด เขาแวดล้อมไปด้วยสาว ๆ แต่นางกลับสวมชุดของผู้ชาย แม้เขาจะมองมายังนาง แต่ก็ต้องหลบสายตาไปเพราะสถานะที่ห่างไกล ทั้งเป็นธิดาของเจ้าเมืองที่สูงศักดิ์กว่าอัศวินกำพร้าเช่นตน แม้นางจะให้ชีวิตที่รุ่งโรจน์แก่เขาได้ทุกอย่าง แต่ก็เป็นได้แค่เพียงองครักษ์ แม้อนาคตจะผู้เหนือคนทั้งหลาย แต่คนเดียวที่ไม่สามารถเอาชนะได้ก็มีเพียงนางผู้เดียวเท่านั้น "มาร์ติน ข้ายินดีกับเจ้าด้วย" เสียงหวาน ๆ ของสหายเก่าที่คุ้นเคยดีสะกิดให้เขาหลุดจากภวังค์ความคิดอันทะเยอทยาน สาวผมบรอนซ์ที่เคยช่วมชะตากรรมที่อยู่ในขบวนค้ามนุษย์ แม้จะพบเธอเป็นประจำที่โบสถ์ แต่วันนี้เธอดูสวยเป็นพิเศษ ผมบรอนซ์หยักศกเป็นลอนหลวม ๆ กับชุดกระโปรงเรียบ ๆ สีดำระบายลูกไม้ ทำให้มาร์ตินตะลึงงันกับสาวสวยที่คุ้นหน้าดี แต่ตอนนี้กลับไม่คุ้นตา ราวกับต้องมนต์สะกด "ขอบใจเจ้ามาก แมรี่ แต่รำกับข้าสักเพลงได้หรือไม่" "เจ้าก็รู้ว่าข้าเต้นรำไม่เป็น แล้วจะชวนข้าเพื่ออะไร" "วันนี้ข้าจะสอนเจ้าเอง" เมื่อนางวางมือลงบนมือเขาแล้วโอบหลังนางเอาไว้ มาร์ตินคล้ายกับถูกแซ่ร้อนฟาดแต่มันมิได้เจ็บปวดทรมานเลย ความรู้สึกวาบหวามรันจวญใจเช่นนี้ช่างต่างไปจากความรู้สึกที่เขามีให้เทร่า สายตาที่จ้องมองแมรี่ลุ่มลึกราวกับว่าจะเข้าไปในเรือนร่างของนางให้ได้ แมรี่เริ่มรู้สึกว่าสายตาของเขาผิดแปลกไปจึงไม่ปล่อยให้เสียงเพลงสะกดให้บรรยากาศรอบตัวเป็นเช่นนี้ต่อไป "ท่านพ่อฝากให้ข้าแสดงความยินดีต่อท่านด้วย" เสียงของนางฉุดเขาจากห้วงเสน่หา "แล้วท่านใยไม่มางานนี้เล่า" "ท่านตั้งใจมางานเลี้ยงแล้ว แต่ขณะที่กำลังจะเข้ามาในปราสาท มีชายผู้หนึ่งมาหาท่าน ท่านพ่อคงรู้จักกับเขา จึงบอกให้ข้าเข้ามาในงานก่อน ส่วนท่านได้แยกไปพบเขา ตอนนี้ข้ายังไม่เห็นท่านเลย" "เจ้ากับท่านพ่อมาจากโบสถ์หรือ" "ใช่ เหมือนว่าชายผู้นั้นมีเรื่องสำคัญมาก ท่านพ่อเองก็มีสีหน้าที่กังวลเช่นกัน" แมรี่มองไปยังบัลลังก์แต่ไม่พบเทร่าจึงแปลกใจที่นางไม่อยู่ในงาน "ท่านเทร่าหายไป" แมรี่มองไม่รอบ ๆ งานแต่ไม่เจอนาง "ข้ายังเห็นท่านหญิงอยู่ที่นั่นก่อนหน้าที่ข้าจะเต้นรำกับเจ้า" มาร์ตินเริ่มมองหานางเช่นเดียวกัน "ข้าไปตามหาท่านหญิงก่อนนะ" เรารีบแทรกฝูงชนในงานเต้นรำขึ้นไปยังปราสาทชั้นบน เปลวเทียนริบหรี่สว่างสลับกับดับวูบตามแรงลมที่ผ่านเข้ามาจากช่องหน้าต่างบานใหญ่ที่แสงจากพระจันทร์เต็มดวงสาดส่องเข้ามาในห้อง หญิงสาวในชุดองค์ชายกับบาทหลวงผู้เป็นอาต่างก็นิ่งเงียบ ราวกับว่าเวลาได้ไหลผ่านเช่นสายน้ำที่รินไหลตามยอดภูผา "ท่านทั้งสอง... พวกท่านจะทำอย่างไรต่อจากนี้" นายทหารคนเก่าแก่ของตระกูลพูดขึ้นเพื่อคลายความอึดอัดท่ามกลางความเงียบงันในห้องมืด ๆ ห้องนี้ "ท่านอา..." เทร่ามองออกไปนอกหน้าต่างด้วยสายตาที่สิ้นหวัง "ท่านเทร่า ท่านเป็นอิสตรี หากเรื่องที่ท่านปกครองเมืองนี้ไปถึงหูพระสันตะปาปาแล้วละก็..." "เหตุใดเล่าแค่เป็นเพศหญิงจึงต่ำต้องด้อยค่าถึงเพียงนี้" "นั่นใครน่ะ" เสียงตะโกนจากนอกห้องดังขึ้นพร้อมกับเสียงฝีเท้าของคนสองคนวิ่งไล่ตามกันไป "ในปราสาทเรามีหนอนบ่อนไส้" "ท่านอา ข้านึกออกแล้ว" "อะไรหรือท่านหญิง" ปีเตอร์ดวงตาเบิกโพลง บาทหลวงพอยังคงนิ่งฟังอย่างสงบ เมื่อพระจันทร์คล้อยต่ำลงจนจะลับขอบฟ้า เสียงฝีเท้าวิ่งกระหืดกระหอบใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ มาร์ตินยืนอยู่หน้าประตูบานใหญ่ เขาข่มใจให้สงบแล้วเอื้อมมือไปเคาะประตู เมื่อเขาสูดลมหายใจเข้าแล้วจึงพูดออกไป "...อภัยขอรับ..." "เทร่า อย่า....." "ท่านหญิง..." เสียงตะโกนดังจากภายในห้อง เขาตัดสินใจผลักประตูเข้าไป ภายในห้องเขาพบบาทหลวงพอลและปีเตอร์ประคองร่างของเทร่าจากพื้น ทันใดนั้นเขาเห็นเลือดของนางเลอะมือทั้งสอง ท้องของนางมีมีดสั้นซึ่งเป็นอาวุธประจำตัวนางปักอยู่ ใบหน้าของนางซีดเซียวและนิ่งงัน "ท่านหญิง..." มาร์ตินตกตะลึงกับภาพที่ปรากฏ เจ้านายที่เขาเพิ่งจะได้รับใช้ เขาก็ไม่สามารถปกป้องได้อีกแล้ว "ท่านพ่อ... เกิดอะไรขึ้น" เสียงของเขาสั่นครือราวกับว่ามีอะไรมาบีบรัดลำคอจนแทบจะไม่สามารถพูดเป็นคำได้ "นางพอทราบข่าวว่าท่านเจ้าเมืองตายในสนามรบและพี่ชายของนางหายสาบสูญก็เลยเสียใจมาก จนพ่อไม่คิดว่านางจะ..." มาร์ตินตัวสั่นเทา ขาของเขาก้าวแทบไม่ออก นี่หรือคนที่เขาคิดว่าแข็งแกร่งและไม่สามารถเอาชนะได้ เหตุใดจึงอ่อนแอเช่นนี้ เขาทั้งโกรธนาง ทั้งผิดหวัง ทั้งสับสน จนหัวแทบจะระเบิด "ไม่... ท่านหญิง ไม่! ไม่! ไม่! ทำไมนางถึงเป็นเช่นนี้" มาร์ตินกรีดร้องราวกับคนบ้า ไม่นานนักบรรดาทาสรับใช้ต่างก็วิ่งเข้ามา ภายในห้อวโกลาหลยิ่งนัก ผู้คนต่างวิ่งเข้าวิ่งออก ปีเตอร์พยุงมาร์ตินออกมากห้องแล้วพาเขาไปยังห้องของเทร่า "เจ้าอยู่ตรงนี้กับข้า" มาร์ตินแทบไม่ยากเห็นสิ่งของที่เป็นของของนาง เพราะอะไรจึงต้องมาอยู่ในห้องของนางในคืนนี้ด้วย เขาทรุดตัวลงแล้วร้องไห้จนแสงอาทิตย์เริ่มโผล่พ้นขอบฟ้า เขาจึงเผลอหลับไป งานศพของเทร่าจัดอย่างเงียบ ๆ บาทหลวงพอลเป็นผู้จัดการงานทั้งหมดโดยมิให้ใครเข้ามาเกี่ยวข้อง แม้แต่นักบวชและม่ชีเองก็เพียงแค่ช่วยอยู่ห่าง ๆ เท่านั้น เพราะเขาไม่อนุญาตให้ใครเข้าใกล้ศพของนางเลย ส่วนมาร์ตินทำได้แค่ยืนเฝ้าโลงศพเท่านั้น แม้ในใจเขาสงสัยว่าทำไมไม่เปิดให้คนมาเคารพศพเห็นหน้าของนาง แต่ด้วยความขุ่นเคืองใจที่นางฆ่าตัวตายจึงไม่เอ่ยปากถามบาทหลวงพอล คืนนั้นเองมีชายหนุ่มเดินโซเซเข้ามาในเมืองเพียงลำพัง เนื้อตัวของเขาสกปรกและเต็มไปด้วยบาดแผล เขามุ่งตรงไปยังโบสถ์ แมรี่กำลังปิดประตูทางเข้าพบเห็นชายที่เธอคุ้นตาเป็นอย่างดี น้ำตาของนางคลอ หัวใจของนางต้นแทบไม่เป็นจังหวะ นางจึงวิ่งเข้าไปหา "ท่านเซร่า" นางวิ่งไปสวมกอดชายผู้นั้น "แมรี่" เขาตอบนางด้วยเสียงแหบพร่า "ข้านึกว่าท่านจะไม่กลับมาเสียแล้ว" นางพูดไปร้องไห้ไป อ้อมแขนของนางโอบรัดเขาแน่นยิ่งขึ้น ราวกับว่าให้รู้สึกถึงหัวใจที่กำลังเต้นอยู่ ชายผู้นี้ไม่ใช่วิญญาณ แต่เป็นคนที่ยังมีชีวิต นางคิดว่าตัวของเขาทำไม่ถึงเล็กลง อาจเป็นเพราะทำศึกหนักจนผ่ายผอมก็เป็นได้ "เข้ามาในโบสถ์ก่อน ข้าจะทำแผลให้ท่าน" แมรี่พาเขาเข้าไปยังห้องของนาง "ท่านอาบน้ำล้างตัวของท่านเสียก่อน ข้าจะไปเอายากับเสื้อผ้ามาให้ท่าน" พอนางเดินออกไปจากห้อง เขาก็ปลดเปลื้องเสื้อผ้าแล้วเอาผ้าคลุมที่นางเตรียมไว้ให้คลุมตัวแล้วเดินไปยังบ่อน้ำ อาจเป็นเพราะยังอยู่ในฤดูร้อนจึงทำให้ไม่รู้สึกหนาวมากนัก น้ำจากบ่อน้ำที่เขาสาวขึ้นมาอย่างยากลำบากเพราะแผลตามร่างกาย เขาเอาผ้าจุมลงในถังแล้วค่อย ๆ เช็ดตัวภายใต้ผ้าคลุมผืนนั้น เขาเดินกลับมาที่ห้อง ผมที่เปียกน้ำปรกใบหน้าที่ซีดเผือก แมรี่นังรออยู่ที่โต๊ะ แสงเทีนรขับให้ผิวนางดูนวลเนียนยิ่งขึ้น "มาที่เตียงซิคะ ข้าจะทำแผลให้ท่าน" "แมรี่ ... ข้ามีเรื่องจะบอกกับเจ้า" เขาเดินมานั่งบนเตียงตามที่นางบอก นางเอาผ้าอีกผืนมาเช็ดผมที่เปียกของเขา เขาค่อย ๆ ปลดเปลื้องผ้าคลุมอย่างช้า ๆ เผยผิวขาวที่มีรอยขีดข่วนจากของมีคม แผลเหล่านั้นยังใหม่ ราวกับว่าเพิ่งจะเกิดเมื่อไม่นานนี้เอง "แมรี่ ... ข้าไม่ใช่เซร่า ข้าคือ เทร่า" นางหยุดซับน้ำจากผม แล้วเลื่อนตัวมานั่งตรงหน้า เรือนกายที่นางเห็นคือร่างของหญิงสาวที่มีแผลตรงช่องท้อง แมรี่ยิ่งแน่ใจว่าเขาไม่ได้โกหกเพราะหน้าอกที่อวบอูมเป็นเนินเฉกเช่นเดียวกับที่เธอมี "ท่านหญิง ท่านยังไม่ตาย" นางแทบไม่เชื่อสิ่งที่อยู่ตรงหน้า "อย่าบอกใครเป็นอันขาด" "ค่ะ ข้ารับปาก แล้ว..." น้ำตาพรั่งพรูออกจากดวงตาทั้งสอง ทั้งดีใจที่นางยังมีชีวิตอยู่ แต่ก็ใจหายที่ไม่ใช่เซร่า ชายอันเป็นที่รัก "ข้าขอโทษที่ไม่ได้บอกเจ้าตั้งแต่แรก เซร่า พี่ชายของข้าตายในสนามรบพร้อมกับพ่อข้าแล้ว" หัวใจนางแทบสลายทั้งที่เมื่อสักครู่ราวกับขึ้นสวรรค์ นางยิ่งร้องไห้มากขึ้น เทร่าสวมกอดนาง "ข้าเสียใจด้วย แมรี่ เจ้าคือนางในดวงใจของพี่ชายข้าเพียงคนเดียว" "ข้าต่างหากที่ต้องกล่าวเช่นนั้นกับท่านหญิง" นางสะอื้นไห้แทบพูดไม่เป็นประโยค "มาร์ติน...เป็นอย่างไรบ้าง" แมรี่เงยหน้าขึ้น เทร่าปาดน้ำตาออดจากแก้มของนาง "เขาแทบเสียสติเมื่อรู้ว่าท่านตายแล้ว แต่เขาต้องดีใจแน่ที่รู้ว่าท่านยังมีชีวิตอยู่" "อย่าให้ใครรู้นอกจากเจ้าเป็นอันขาด นี่คือความเป็นความตายของเมืองแซงกูรี่" "ท่านหญิง ท่านรักมาร์ตินมิใช่หรือ เหตุใดจึงไม่บอกเขาเสีย" "แต่เขารักเจ้า เขาไม่ได้รักข้า" "ท่านรู้ได้อย่างไร ที่ผ่านมาเขาพูดถึงแต่ท่านมาโดยตลอด" "แมรี่ ได้โปรด ข้าไม่มีเวลาอธิบายเรื่องเหล่านี้มาก พรุ่งนี้หลังจากฝังศพเจ้าช่วยพาท่านอามาพบข้าที่นี่ และจากนี้ไปข้าคือเซร่า ข้ารู้ว่าเจ้าเจ็บปวดแต่ข้าไม่มีทางเลือกแล้วจริง ๆ" "ท่านยังไม่ได้ทานอะไรเลยใช่ไหม ข้าจะไปในครัวหาอะไรให้ท่านนะคะ" แมรี่ต้องการหลบไปร้องไห้พียงลำพังจึงเข้าไปยังห้องครัว ส่วนเทร่าก็เผลอหลับไปก่อนที่นางจะทำอาหารมาให้ พิธีฝังศพในสุสานประจำตระกูลแซงกูรี่จัดอย่างเงียบ ๆ มีเพียงคนในปราสาทเท่านั้นที่เข้าร่วมงานได้ เหล่าอัศวินชั้นสูงเริ่มพูดคุยกันว่าบาทหลวงพอลจะแต่งตั้งให้ใครเป็นเจ้าเมืองตามสิทธิ์อำนาจของดาบสองเล่มที่ศาสนจักรต้องรับรองความชอบธรรมของอำนาจทางโลก ตระกูลแซงกูรี่ฉลาดที่ครอบครองอำนาจทางโลกและทางธรรมโดยให้พี่น้องเป็นผู้ปกครองและเป็นนักบวช แต่ตอนนี้ตระกูลแซงกูรี่ตกที่นั่งลำบาก ถ้าตามความเป็นจริงแล้ว พี่น้องฝาแฝดจะมีแต่เซร่าเท่านั้นที่เป็นได้ทั้งนักบวชและนักปกครอง "ท่านพ่อ ท่านจะกลับโบสถ์เลยใช่ไหม" แมรี่เอ่ยถามบาทหลวงพอลอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ "มีอะไรหรือลูกพ่อ" นางเขยิบตัวเข้าใกล้และกระซิบอย่างแผ่วเบา "ท่านหญิงตอนนี้อยู่ในห้องของข้า" บาทหลวงพอลมีสีหน้าที่สบายใจขึ้นเล็กน้อย "ขอบใจเจ้ามาก" แล้วเขาก็ขึ้นรถม้ากลับโบสถ์ไปราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น "แมรี่ ข้ามีเรื่องจะบอกเจ้า" มาร์ตินเดินออกมาจากด้านหลังของหลุมฝังศพเทร่า ขณะนั้นคนเริ่มทยอยกลับกันหมดแล้ว "แมรี่ ข้ารักเจ้า" มาร์ตินมองนางด้วยดวงตาที่แน่วแน่ "ไม่ตลกเลยนะ ต่อหน้าหลุมฝังศพของนายหญิงเจ้ายัง..." "ข้าพูดความจริง ข้ารักเจ้า" เขาเดินมาใกล้นางแล้วกำลังจะเอื้อมมือไปจับแขนแต่ทันใดนั้นนางก็ตบหน้าเขาอย่างจัง นางมองเขาด้วยสายตาที่น่ารังเกียจ น้ำตาของนางไหลอาบสองแก้ม นางอยากจะบอกว่าท่านหญิงยังไม่ตายแต่ก็ไม่สามารถพูดได้ "ข้า... มีคนที่ข้ารักแล้ว เจ้าก็รู้" "แต่ท่านเซร่าก็ไปทำสงคราม ป่านนี้อาจตายไปแล้วก็ได้" นางตบหน้าเขาอีกครั้งหนึ่ง "เจ้าระวังคำพูดเอาไว้ด้วย" แล้วนางก็วิ่งกลับโบสถ์ไป "คนตายจะไปดูแลใครได้" เขาหันมามองหลุมฝังศพนายหญิงแล้วพึมพำประโยคซ้ำ ๆ บาทหลวงพอลรีบเดินไปยังห้องของแมรี่ เขาระแวดระวังว่าใครจะตามเขามา ท่าทางของเขาลุกลี้ลุกลนผิดปกติ เข้าเคาะประตูห้อง "ลูกอยู่ข้างในใช่ไหม" แต่ไร้เสียงตอบรับ เขาจึงไขกุญแจเข้าไป เขาเห็นเทร่านอนอยู่บนเตียง นางไข้ขึ้นสูงมากจนไม่มีแรงโต้ตอบใครได้ เขาจึงหาผ้ากับอ่างล้างหน้าที่มีในห้องแล้วไปตักน้ำในบ่อเพื่อมาเช็ดตัวให้นาง ทันใดนั้นเขาเห็นแมรี่วิ่งมาจึงให้นางไปเช็ดตัว ส่วนเขาจะไปหายามาให้แทน ขณะที่แมรี่เช็ดตัวให้นางก็ทำให้นึกถึงเรื่องเมื่อคืนที่นางพูดว่ามาร์ตินรักนาง และเมื่อวันนี้เขาก็เพิ่งสารภาพรักกับนางไป นางรู้สึกเสียใจที่ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรกับเรื่องนี้ สองวันต่อมา ทั้งบาทหลวงพอลและแมรี่ช่วยดูแลจนนางหายดีจึงพานางเข้าไปในปราสาทแล้วประกาศว่าท่านชายเซร่าลูกท่านเจ้าเมืองกลับมาจากการรบ แต่ระหว่างสงครามเขารอดชีวิตมาได้ แต่สูญเสียความทรงจำ แต่เพราะมีชาวพื้นเมืองกถวนั้นช่วยชีวิตเอาไว้และรักษาเขาจนหายดี จึงกลับมาที่นี่ บาทหลวงพอลจึงทำพิธีมอบตำแหน่งเจ้าเมืองแซงกูรี่ให้นาง เรื่องนี้ทำให้มาร์ตินยิ่งสับสนมากขึ้นไปอีก นางที่สวมชุดของพี่ชายและสวมมงกุฎและคือคฑาของพ่อ ไม่มีอะไรเลยที่เป็นของนาง แม้แต่องครักษ์ที่เคยเป็นของนาง ตอนนี้กลับจ้องมองมาด้วยสายตาที่เย็นชา ภายใต้นามของ "เซร่า" แต่หัวใจนางแตกสลายไปเสียแล้ว เมื่อดวงตาที่นางรักคู่นั้นนางจะไม่มีวันได้เห็นอีกต่อไป "ท่านอา ข้าจะปฏิเสธการส่งคนเข้าร่วมสงครามครูเสด" ภายในห้องของเซร่ามีเพียงนางกับบาทหลวงพอล บนโต๊ะมีเชิงเทียนและสารของจักรวรรดิ์โรมันอันศักดิ์ที่ล้วนแต่บอกให้เมืองแซงกูรี่ส่งคนมาสมทบกองทัพ "ลูกก็รู้ว่าผลของมันจะเป็นอย่างไร" "ข้าทราบดี แต่ข้าไม่อยากให้ใครต้องสูญเสียไปกับสงครามนี้อีกแล้ว" "หากพระสันตะปาปาสั่งบัพพาชนียกรรม พ่อก็จะไม่ได้อยู่กับลูก" "เพราะเป็นเช่นนี้ ข้าเลยต้องชิงลงมือก่อน" "ลูกจะทำอะไร" กลางดึกของคืนนั้นมาร์ตินถูกเรียกให้เข้าพบพร้อมกับทหารคนสนิทคือ ปีเตอร์ "มาร์ตินและปีเตอร์ ข้ามีเรื่องต้องรบกวนท่านทั้งสอง" มาร์ตินแทบไม่อยากจะมองหน้าเซร่า "แต่เจ้านายข้าตายไปแล้วข้าเป็นเพียงอัศวินปลายแถวไร้เจ้านาย มิบังอาจที่ท่านต้องมารบกวนหรอกขอรับ" "มาร์ติน ข้าเสียใจด้วยกับการตายของเทร่า เจ้าสองคนสนิทกันมาก แต่งานนี้มีเพียงแต่เจ้าที่ทำได้" มาร์ตินเริ่มแปลกใจที่เซร่าไม่โกรธที่เขาพูดออกไปเช่นนั้น "ขอแต่งตั้งให้เจ้าเป็นแม่ทัพกองกำลัง 100 นาย นำผู้หญิง เด็ก และนักบวช ไปยังคอนสแตนติโนเปิล" มาร์ตินตกใจกับภาระที่หนักอึ้งครั้งนี้ ตั้งแต่เกิดมาเขาไม่เคยได้รับผิดชอบอะไรที่หนักหนาเช่นนี้มาก่อน แค่เพียงชีวิตของเทร่า นายหญิงของเขา เขายังรับผิดชอบไม่ได้ ครั้งนี้คนนับร้อยเขาจะทำไหวได้อย่างไร "เจ้าไม่ต้องห่วง ข้าจะให้ท่านปีเตอร์ไปกับเจ้าด้วย ท่านปีเตอร์ชำนาญเส้นทางดี คงสามารถไปถึงที่นั่นภายในห้าวัน" "แล้วท่านเซร่าเหตุใดจึงไม่ไปด้วยกันเล่า" "เพราะข้าจะต้านทัพของจักรวรรดิ์โรมันอยู่ที่นี่ อย่างน้อยก็ถ่วงเวลาให้พวกเจ้าเดินทางให้ถึงที่นั่นก่อน อย่างน้อยสักสามวัน เผื่อจะได้เตรียมรับมือพวกโรมได้ด้วย" "เหตุอันใดที่ท่านไม่ร่วมมือกับโรมที่ทำสงครามศักดิ์สิทธิ์แต่กลับไปช่วยคอนสแตนติโนเปิล" เซร่าลุกขึ้นแล้วเดินอ้อมมายังด้านหลัง เขาก้มลงกระซิบข้างหูของมาร์ติน "หากโรมต้องการไปปาเลสไตน์แล้วใยจึงหันมาทางนี้ที่มันต่างทิศกันเลยเล่า ข้าไม่อยากให้ใครต้องสูญเสียไปกับสงครามที่อ้างพระเจ้าอีกต่อไปแล้ว ท่านไม่ประสงค์ให้มนุษย์ต้องเข่นฆ่ากันเช่นนี้เป็นแน่ และเจ้าไม่อยากปกป้องคนที่เจ้ารักหรือ..." ภาพของแมรี่ปรากฏในห้วงสำนึกของมาร์ติน เขายิ่งแปลกใจที่เซร่าล่วงรู้ความในใจของเขา แต่ก็คิดว่าเป็นเพราะแมรี่เล่าให้ฟังก็ได้ "ข้ายินดีนำทัพไปขอรับท่านเซร่า" "ดีมาก พรุ่งนี้เจ้าบอกแก่ชาวเมืองแล้วเริ่มเดินทางของเช้าวันมะรืน" การอพยพคนสร้างความไม่พอใจแก่อัศวินบางคนที่ต้องการไปรบเพื่อดินแดนของพระเจ้า แม้เซร่าชี้แจงว่าเป็นแผนการที่โรมจะบุกไบเซนไทน์อย่างไรพวกเขาก็ไม่ฟัง อัศวินกลุ่มนั้นจึงไปสมทบกับจักรวรรดิ์โม เหลือไพร่พลที่จะต้านกองทัพเพียงสามสิบกว่าคนเท่านั้น และวันนี้โรมก็ส่งสารมาประกาศว่าเมืองแซงกูรี่ถูกบัพพาชียกรรม ซึ่งเป็นการลงโทษผู้ปกครองเมืองที่กระด้างกระเดื่องต่อศาสนาจักร ตามความเชื่อแล้ว หากชุมชนใดถูกลงโทษเช่นนี้หมายความว่าอาณาจักรของพระเจ้าจะไม่เปิดต้อนรับคนที่นั่น นักบวชต้องเดินทางออกจากชุมชนและไม่มีผู้ประกอบพิธีทางศาสนาให้ เสมือนว่าเมื่อตายไปแล้วพวกเขาจะไม่มีโอกาสไปอยู่ในดินแดนของพระเจ้าตลอดกาล "ข้าขอบใจพวกท่านที่จงรักภักดีกับตระกูลของข้าจนถึงวันนี้ ข้าซึ้งใจในความกล้าหาญของพวกท่าน" อัศวินที่เหลือมีแต่คนเก่าคนแก่กับกำลังอันน้อยนิดที่ต่างก็รู้ชะตากรรมของตัวเองเช่นกัน เส้นทางลัดสู่เมืองคอนสแตนติโนเบิลของปีเตอร์ช่วยย่นเวลาการเดินทางเหลือเพียง 3 วันจาก 4 วัน เย็นของวันที่สอง ที่มาร์ตินนำขบวนอพยพเดินทางก็เหลือเพียงข้ามภูเขาไปอีกลูกหนึ่งเท่านั้น จึงตัดสินใจพักค้างแรมริมลำธารกันก่อนจะขึ้นเขา "ค่ำนี้พักที่นี่ก่อนขอรับท่านพ่อ" เขาชะโงกตัวจากหลังม้าเข้าไปใกล้หน้าต่างรถม้าที่บาทหลวงพอลและแมรี่นั่งอยู่ ตั้งแต่วันที่เขาสารภาพรักกับแมรี่ นางก็ไม่ยอมพูดกับเขาเลย แม้นางจะอยู่กับบาทหลวงพอลและเดินางร่วมกับเขามาสองวันแล้ว ทันใดนั้น นางก็ลงจากรถม้าออกไป มาร์ตินกลัดกลุ้มใจกับท่าทีรังเกียจที่นางแสดงออก ราวกับว่ายิ่งเขารักนางเท่าไร นางก็จะยิ่งเกลียดเขามากเท่านั้น กลางดึกของคืนนั้นเอง มาร์ตอนเห็นนางออกจากที่พักแล้วมานั่งมองดวงจันทร์ที่สะท้อนตัวเองบนสายน้ำที่ไหลอ่อยอิ่ง มาร์ตินเดินตามนางอย่างเงียบ ๆ แต่คล้ายกับว่านางจะไม่สนใจสิ่งรอบข้างอันใด ดวงตาของนางหลุบลงแล้วหยดน้ำก็ร่วงหล่นออกมาราวกับสายสนที่ตกกระทบใบไม้ มาร์ตินเดินเข้าไปใกล้อีกด้วยความร้อนรุ่มในอกเมื่อเห็นน้ำตาของนาง "เอ่อ...เจ้าร้องไห้ทำไม" นางสะดุ้งแล้วเหลียวมองมาร์ตินด้วยสายตาที่ขุ่นเคือง นางลุกขึ้นเดินหนีไป เขาก็วิ่งตามแล้วคว้าแขนของนางเอาไว้ "ปล่อยข้า" "ข้าไม่ปล่อย จนกว่าเจ้าจะบอกข้าว่าทำไมเจ้าถึงหลบหน้าข้าเช่นนี้" "ข้าไม่อยากเห็นหน้าเจ้า" "ถ้าเป็นเรื่องนั้นข้าขอโทษ แต่ข้ารู้สึกอย่างนั้นกับเจ้าจริง ๆ ข้าแค่บอกความจริงใจในของข้า" "เจ้ารู้จักความรักแค่ไหนกันเชียวถึงได้พูดออกมา" "ใช่สิ เจ้าคงรู้จักความรักดีกว่าข้า คนรักของเจ้ากลับมาแล้วนี่ คงเศร้าที่ได้เจอกันไม่นานก็ต้องจากกันใช่ไหม" นางนิ่งอึ้งเหมือนกับมีอะไรมาปิดปากนางเอาไว้ นางทั้งโกรธมาร์ตินที่เขาไม่เคยรู้อะไรเลย นางสงสารเทร่าที่รักและเสียสละตัวเองเพื่อให้เขาได้ดูแลคนที่เขารัก ท่านหญิงเทร่าเป็นผู้มีบุญคุณกับนางและเคยช่วยชีวิตนางและมารืตินไว้ และสัญญาที่นางรับปากว่าจะไม่บอกเรื่องนี้กับใคร ตอนนี้นางทั้งสับสนและยิ่งโกรธเคืองมาร์ตินยิ่งขึ้น "ถ้าท่านหญิงยังไม่ตาย เจ้าจะทำอย่างไร" "เหลวไหลน่า ถ้านางยังมีชีวิตอยู่ ข้าก็ต้องทำหน้าที่องครักษ์ และ...ไม่ต้องรู้สึกว่าตัวเองปล่อยปละละเลยในหน้าที่ ท่านหญิงถึงฆ่าตัวตาย" "เจ้ายังคิดว่าตัวเองยังเป็นองครักษ์ของท่านหญิงอยู่หรือ" "ข้ามีเจ้านายคนเดียวคือท่านหญิง หลังจากที่ท่านหญิงตาย ชีวิตของข้าก็แคว้งคว้าง แต่ข้าก็รู้ว่าชีวิตต่อจากนี้ข้าจะอยู่เพื่อเจ้า... แมรี่" มาร์ตินมองนางอย่างวิงวอนให้รับเอาความรู้สึกนี้ไป "เจ้ารู้ไหมว่านายหญิงของเจ้ารักเจ้ามากแค่ไหน ท่านหญิงรู้อยู่เต็มอกว่าคงไม่มีทางสมหวังกับเจ้าเพราะในสายตาของคนอื่นนางต้องเป็นชาย แม้นางจะไม่ต้องปลอมตัวท่านหญิงก็ไม่อาจแต่งงานกับเจ้าได้ เจ้าเคยรู้บ้างไหมว่าท่านหญิงเจ็บปวดสักแค่ไหน เจ้ายัง..." นางสะอื้นไห้จนไม่สามารถพูดต่อได้ "ท่านหญิงรู้ว่าเจ้ารักข้าตั้งแต่คืนงานเต้นรำ เจ้ารู้หรือไม่ว่าทำไมท่านหญิงถึงฆ่าตัวตาย" "หยุดพูดถึงนางเสียที" เขาเผลอตัวตะคอกใส่แมรี่ นางตกใจกลัวจนมือสั่น "นางก็ตายไปแล้วจะพูดถึงทำไมอีก ท่านหญิงที่ข้าชื่นชมสุดท้ายก็เป็นเพียงผู้หญิงอ่อนแอที่หนีปัญหา แม้จะช่วยข้าตลอดมาแต่ก็ยิ่งทำให้ข้ารู้สึกว่าตัวเองได้ดีเพราะผู้หญิง ข้าเป็นผู้ชาย นางยิ่งทำให้ข้ารู้สึกว่าข้าไม่มีศักดิ์ศรี ความรักของนางคือการที่ให้ข้าสยบแทบเท้านางอย่างนั้นหรอกหรือ" "แล้วความรักของเจ้าสูงส่งนักหรือ เจ้าก็รักข้าเพราะกามรมย์ เพราะข้าดูเป็นผู้หญิงซึ่งท่านหญิงแสดงออกไม่ได้ เพราะข้าอ่อนด้อยกว่าเจ้าเหมือนกับผู้ชายคนอื่นมอง" มาร์ตินสะอึกคำพูดของนางที่แทงเสียดเข้าไปในหัวใจของเขา "เพราะว่าเป็นหญิงใช่ไหม บาปทั้งหมดจึงมีนางเป็นต้นเหตุ" แมรี่วิ่งกลับที่พักนองนางไป มาร์ตินเริ่มได้สติจากความขุ่นเคืองในหัวใจที่เขาไม่เคยพูดให้ใครรู้ ทั้งเขาและเทร่าช่างเหมือนกับกระจกเงาที่สะท้อนภาพของกันและกัน มาร์ตินละทิ้งความรู้สึกของเทร่าอย่างไรก็เหมือนกับที่แมรี่ละทิ้งความรู้สึกที่มีต่อเขาอย่างนั้น เขาเริ่มเข้าใจความเจ็บปวดที่นางมีแต่เขาก็หักใจจากแมรี่ไม่ได้ ขบวนอพยพก็เดินทางมาถึงเมืองคอนสแตนติโนเปิลในยามบ่ายแก่ ๆ บาทหลวงพอล ปีเตอร์ และมาร์ตินไปเข้าเฝ้าพระจักรพรรดิเพื่อรายงานเรื่องการเปลี่ยนเส้นทางยกทัพจากครูเสดมายังที่นี่ จักรพรรดิสั่งให้ขุนนางเตรียมที่พักให้ผู้อพยพ บาทหลวงพอลต้องการคุยกับจักรพรรดิ์เป็นการส่วนตัวจึงให้มาร์ตินไปดูแลที่พักและอยู่รอเขาที่นั่น ขณะที่เขาพาชาวเมืองไปกับคณะขุนนางที่มาต้อนรับนั้น แมรี่แทรกตัวเขามาใกล้เขาและกระซิบว่า "เมื่อเจ้าเสร็จธุระแล้วจงรีบมาพบข้า ข้าจะรออยู่ที่นี่ ข้ามีเรื่องสำคัญจะบอกเจ้า" แล้วนางก็ไปรอมาร์ตินที่สวนดอกไม้หน้าวิหารของเมือง นางหันหน้ามองขึ้นไปยังไม้กางเขนอันใหญ่บนยอดหลังคา นางประสานมือขอพรกับพระเจ้าให้ท่านทรงคุ้มครองท่านหญิงเทร่าและขอให้ท่านยกโทษที่ผิดสัญญาเพราะนางตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่าจะบอกความจริงให้มาร์ตินรู้ทั้งหมด "ข้ามาแล้ว" "มาร์ติน ข้ามีเรื่องจะบอกเจ้า" ราวกับเวลาหยุดนิ่ง ในความคิดของเขาสับสน หัวใจเต้นรัวแทบไม่เป็นจังหวะ เขาหวังลึก ๆ อยู่ในใจว่านางคงรับรักของเขา "ท่านหญิงยังไม่ตาย" ดวงตาของเขาเบิกโพลง เขารู้สึกราวกับว่ามีสายฟ้าฟาดลงมาที่เขา เขามึนงงและสับสนจนไม่รู้จะพูดอะไรออกมา "เจ้า... เจ้าโกหกข้า" "ท่านเซร่าที่เจ้าเห็นที่จริงคือท่านหญิงเทร่า ท่านหญิงทำให้คนเชื่อว่าท่านฆ่าตัวตายแล้วปลอมตัวเป็นพี่ชาย" มาร์ตินเริ่มนึกถึงเหตุการณ์ในวันนั้น ใช่แล้ว เขาไล่ตามคนที่ดักฟังเขาจึงต้องกำจัดคนที่ล่วงรู้ความลับที่นางเป็นผู้หญิงและล่วงรู้เรื่องที่ท่านเจ้าเมืองและท่านเซร่าตายในสนามรบ แต่คนร้ายหนีไปได้ เขารู้สึกว่าตัวเองช่างโง่เขลานักและไม่เข้าใจว่าทำไมท่านหญิงถึงไม่บอกเรื่องนี้ให้เข้ารู้เลยแม้แต่น้อย "ความจริงท่านหญิงห้ามข้ามิให้บอกเจ้า" "ทำไม" "ตอนแรกข้าเข้าใจว่าท่านหญิงกลัวว่าจะเสียแผนแต่ตอนนี้ข้าเข้าใจแล้ว" "นางต้องการปกป้องเจ้า นางอยากให้เจ้ามีชีวิตอยู่ต่อไป นางอยากเห็นเจ้าได้อยู่กับคนที่เจ้ารัก นางกลัวว่าถ้าเจ้ารู้ เจ้าจะไม่ยอมนำขบวนคนอพยพมาที่นี่ เพราะเจ้าจะต้องทำตามหน้าที่คืออยู่ต้านทัพจักรวรรดิโรมัน" ตอนนี้มาร์ตินเข้าใจทุกอย่าง ภาพที่นางช่วยเหลือเขาจากพวกค้ามนุษย์ ภาพเวลาที่นางสอนดาบ ภาพที่นางสอนหนังสือ ภาพที่นางช่วยเขาจากกระสอบทรายครั้งนั้น นางเหนือกว่าเขาทุกอย่าง นางแข็งแกร่งและเฉลียวฉลาดกว่าเขามาก แต่นอกจากพี่ชายของนางแล้ว เขาคือคน ๆ เดียวที่นางอยู่ใกล้แล้วมีความสุข "ข้าทำอะไรลงไป" เขาทรุดลงกับพื้นแล้วร้องไห้ "ข้าสำคัญกับท่านหญิงขนาดนี้ แต่ทำไมข้าไม่รักนางตอบ" "นางก็ไม่หวังจะให้เจ้ารักนางตอบอยู่แล้ว...มาร์ติน" แมรี่นั่งลงแล้วเอามือวางบนไหล่ของเขา "แมรี่ ฝากลาท่านพ่อด้วย" "เจ้าจะไปไหน" "เมื่อท่านหญิงยังมีชีวิตอยู่ ข้าก็ยังเป็นองครักษ์ของนาง" "แต่..." "แมรี่ ขอบใจเจ้ามากที่สอนให้ข้ารู้ว่าความรักเป็นอย่างไร มันเจ็บปวดที่เห็นเจ้ายังรักท่านเซร่าแต่ข้าก็จะรักเจ้า จะรักเจ้าตลอดไป" และมาร์ตินก็วิ่งจานางด้วยความรู้สึกทั้งเป็นสุขและเจ็บปวดในเวลาเดียวกัน กองทัพของโรมยกทัพมาช้ากว่ากำหนดเนื่องจากพายุฤดูร้อนทำให้ฝนตกหนักจนเดินทางไม่ได้ระยะหนึ่ง แต่ก็ไม่อาจต้านทานความเกรี้วกราดของมนุษย์ได้ กองทัพของเมืองแซงกูรี่เพียงหยิบมือไม่สามารถรับมือไหว ขณะนั้นเหลือเพียงเทร่าเพียงคนเดียว "เจ้านี่เอง แฝดผู้น้องที่ปลอมตัวเป็นพี่ชาย" "อย่าพูดพล่ามทำเพลง จะลงมือก็ลงมือเลย" นางมีบาดแผลเต็มตัว หายใจหอบด้วยความอ่อนล้า "น่าสมเพศเสียจริงที่เมืองนี้มีเจ้าเมืองเป็นสตรีเพศ น่ารังเกียจ น่าขยะแขยงที่สุด ถูกบัพพาชนียกรรมก็สมควรแล้ว เจ้าเป็นหญิงจะถือดาบศักดิ์ของพระเจ้าได้อย่างไร" อีกด้านหนึ่งของปราสาทมาร์ตินใช้ทางลับเข้ามายังตัวเมืองและเข้ามายังปราสาทอย่างง่ายดาย เขาหวังใจในเพียงอย่างเดียวก็คือขอให้ช่วยนางหลบหนีออกจากปราสาทได้ทัน แต่ร่างกายที่เดินทางข้ามวันข้ามคืนก็เหนื่อยล้าเกินกว่าที่จะฝืนให้วิ่งไปเร็วดั่งใจคิดได้ เสียงดาบกระทบกันดังขึ้นไม่ขาด นางดวลดาบตัวต่อตัวกับหัวหน้ากองทัพ เลือดที่ไหลจากบาดแผลและความเจ็บปวดทำให้นางมิอาจต้านทานแรงของชายผู้นี้ได้นานนัก แต่นางก้รู้สึกว่ามีบางสิ่งบางอย่างที่กำลังคืบคลานเข้ามา เงาของมาร์ตินที่ทางลับที่มีแต่นางเห็นเพียงผู้เดียวทำให้นางรู้ว่ามาร์ตินมาหานาง และกำลังจะใช้ดาบพังกระจกลงมา "อย่าเข้ามานะ" นางตะโกนสุดเสียง "อย่าหวังว่าข้าจะไว้ชีวิตเจ้าเลย" "นี่คือคำสั่งของนายหญิงของเจ้า" มาร์ตินกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ แต่เขาก็หยุดตามที่นางบอก เขาอยู่หลังกระจกสีบานใหญ่ที่ปิดบังช่องทางลับ เห็นนายหญิงของเขาเริ่มอ่อนแรงลงเรื่อย ๆ "ยังมีหน้ามาสั่งข้าอีก จะตายแล้วเพ้อหรือไง" นางมองมาที่เขาอย่างไม่ละสายตาแต่ใบหน้าของนางกลับเป็นสุข สายตาของนางยังคงเป็นสายตาคู่เดิมที่อ่อยโยนเสมอเวลามองมายังมาร์ติน เขาก็จ้องมองไปในดวงตาของนางอย่างไม่กระพริบราวกับว่ากำลังฟังว่านางจะพูดอะไรกับเขา "มาร์ติน ... เจ้าจงจ้องมองข้าให้ดี นี่คือข้าที่เจ้าเคยหลงใหลมาก่อน ข้าอยากให้เจ้าจดจำภาพของข้าเช่นเดียวกันกับที่เจ้าเคยรู้สึกอย่างนั้นเอาไว้ แล้วข้าจะได้ตายอย่างเป็นสุข" ทันใดนั้นปลายดาบของหัวหน้ากองทัพของจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ก็เสียบกลางอกเผยปลายดาบทะลุแผ่นหลังและผ้าหลุมไหล่ มาร์ตินยืนยิ่งตัวสั่นเทาหลังกระจกบานนั้น เขาแทบจะหยุดหายใจ "ฤทธิ์มากนักนางแพศยา" เขาชักดาบออกจากตัวนาง นางล้มลงกับพื้น เลือดจากอกของนางซึมออกจากเสื้อเกราะเป็นสาย ทหารนายหนึ่งเข้ามารายงานว่าไม่พบใครในเมืองและขนเอาทรัพย์สมบัติไปบางส่วนแล้ว กองทหารแห่งจักรวรรดิโรมันจึงเคลื่อนทัพออกไป มาร์ตินตั้งสติแล้วดูว่าไม่เหลือพวกมันในปราสาทแล้วก็ลงมาหานายหญิงของเขา "ท่านหญิง..." เขาประคองร่างไร้วิญญาณของเทร่า น้ำตาของเขาหยดบนใบหน้านาง เขาโอบกอดนางร่ำไห้ "แม้แต่โอกาสสุดท้ายที่ข้าจะได้ทำหน้าที่องครักษ์ของท่าน ท่านก็ยังปกป้องข้า ทำไม..." มาร์ตินอุ้มเทร่าไปยังสุสานของตะกูลแซงกูรี่ หน้าหลุมฝังศพที่นางเคยหลอกเขา ที่เขาสารภาพรักกับแมรี่ ที่เขาไม่พอใจกับความปรารถนาดีที่นางมีต่อเขา เขาวางนางลงแล้วขุดหลุมฝังศพของนาง โลงศพที่ว่างเปล่าที่เขาไม่เคยรู้มาก่อน เขาค่อย ๆ วางนางลงไปอย่างระมัดระวังราวกับว่ากลัวนางจะเจ็บ เหมือนเขานึกอะไรบางอย่างได้ จึงวิ่งเข้าไปยังห้องของนางบนปราสาทแล้วค้นดูว่าพอมีเสื้อผ้าเครื่องประดับอะไรที่พอจะเหลืออยู่บ้างแต่ก็พบว่ามีแต่เสื้อผ้าแบบผู้ชาย เขาพบหีบใบหนึ่งในตู้พอเปิดออกมาจึงพบว่าเป็นชุดกระโปรงผ้าลูกไม้สีขาวของภรรยาท่านเจ้าเมือง จึงนึกขึ้นได้ว่าน่าจะทำให้ท่านหญิงของเขาสวยสดงดงามก่อนที่นางจะขึ้นไปสู่รวงสวรรค์ เขากลับมาที่หลุมฝังศพแล้วอุ้มนางขึ้นไปยังห้องของนาง วางนางลงบนเตียงแล้วลดเสื้อเกราะออก จากนั้นจึงนำผ้าชุบน้ำเช็ดคราบเลือดคราบดินออกจากใบหน้า ลงไปที่คอ แขน จนทั่วทั้งตัว ร่างอันเปลือยเปล่าทำให้เขารู้สึกผิดบาปที่บางครั้งขณะที่เช็ดตัวให้นางเขารู้สึกเสมือนว่านางเป็นผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่ง "นายหญิงข้าขอโทษ ยกโทษให้ข้าด้วยเถิด" มาร์ตินสลัดความคิดนั้นออกจากหัวแล้วเริ่มพันแผลที่หน้าอกให้นาง จากนั้นจึงสวมชุดสีขาวชุดนั้น "ทำไมข้าถึงเพิ่งมารู้สึกว่าท่านหญิงสวยอะไรเช่นนี้" เขาไม่เคยเห็นนางใส่ชุดของสตรีมาก่อน เขาแทบอยากย้อนเวลากลับไปตอนที่นางยังมีชีวิต แต่ถึงกระนั้นก็มิอาจอยู่เคียงข้างนางในฐานะผู้ชายคนหนึ่งได้ "แมรี่พูดถูก ความรักของข้ายังวนเวียนอยู่กับเรื่องกามรมย์" ร่างของเทร่านอนอย่างสงบในโลงศพของนาง ราวกับว่านางเตรียมไว้ให้ตัวเอง มาร์ตินมองนายหญิงของเขาเป็นครั้งสุดท้ายแล้วปิดฝาโลงและเอาดินกลบหลุมเช่นเดิม เขามองไปรอบเมืองที่เงียบสงัดไร้ซึ่งผู้คน ทันใดนั้นเขารู้สึกหนาวเข้าไปในหัวใจ "สายลมเย็นยะเยือกของฤดูใบไม่ร่วงมาถึงแล้ว"
|