พิมพ์หน้านี้
|
SORA AOI: ถึงเวลาแล้วหรือยังที่สังคมไทยจะเข้าใจ บริบท และ วงการบันเทิง
เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมารุ่นพี่ชมรมซึ่งตอนนี้แกเป็นนักข่าวอยู่ที่สำนักข่าวประชาไท Request มาว่าให้ผู้เขียน เขียนบทความเกี่ยวกับสาวน้อยนักแสดงญี่ปุ่นนางหนึ่งในเรื่อง ปิดเทอมใหญ่หัวใจว้าวุ่น ดู เพราะว่ากระแสสังคมตอนนี้มีการวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับสาวเจ้า คนนี้หนาหูอยู่เหมือนกัน แต่ก็ออกตัวไว้ก่อนว่าผู้เขียนยังไม่มีโอกาสได้ชมภาพยนตร์เรื่องนี้ คงเขียนในมุมมองของผู้ศึกษาหนังโป๊ (เสียงจากมุมหนึ่งของห้องตะโกนว่า อ้าว...เห็นว่าได้รับฉายาว่าเจ้าแม่หนังโป๊ไม่ใช่เหรอ) หากได้ไปดูมาแล้วผู้เขียนสัญญาว่าจะมาชวนคุยต่อแน่นอนค่ะ เรื่องราวที่สาวน้อย SORA AOI (ชื่อเธอมีความหมายว่าท้องฟ้า (空) สีน้ำเงิน (青い)แต่พอมาบ้านเราก็เรียกชีว่า อ้อย ฟังแล้วมันทะแม่ง ๆ ชอบกล) มาเล่นหนังเรื่องปิดเทอมใหญ่ฯ ก็มาจากทางผู้กำกับคัดเลือกนักแสดงญี่ปุ่นจากโมเดลลิ่งต่าง ๆ แล้วก็ไปถูกใจสาวน้อยคนนี้เข้า แต่เธอมีประวัติการถ่ายหนัง AV (Adult VDO) มาก่อน แต่ผู้เขียนมองว่าบทบาทที่เธอได้รับแม้ว่าจะเป็นนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นที่ ขาว สวย หมวย อึ๋ม ตามที่พระเอกในเรื่องใฝ่ฝันหา ก็แอบมีสัญญะของดาวโป๊อยู่ดี (และเธอก็เคยเป็นมาก่อนด้วย) มันจึงห้ามให้คนตีความว่าใช้เธอมาเป็นจุดขายด้วยหรือเปล่า แม้ว่าตอนนี้เธอจะอำลาวงการหนังเอวีไปเป็นดารานักแสดงปกติคนอื่น ๆ (ซึ่งที่ญี่ปุ่นเป็นเรื่องธรรมดามากและมีดาราเอวีหลายคนที่เป็นแบบนี้ แล้วดาราปกติหลายคนก็ผันตัวเองมาแสดงหนังเอวีด้วยเหมือนกัน) ที่อยากชวนท่านผู้อ่านคุยก็คือเรื่องวงการบันเทิงกับวิจารณญาณและการแยกแยะ ความจริง กับ สิ่งที่ปรากฏ ในบ้าเรา และการเข้าใจ บริบท ของสังคมที่ต่างความคิด ต่างวัฒนธรรมกัน ความเข้าใจเรื่องหนังเอวีระหว่างบ้านเราและที่ญี่ปุ่นแม้ว่าจะเกิดจากอุดมการณ์ชายเป็นใหญ่ที่ผลิตหนังประเภทนี้เพื่อตอบสนองความต้องการของตัวเอง แต่ในโลกแห่งการบริโภคที่ไม่สิ้นสุดนี้ หนังโป๊จึงมีความวิจิตรพิสดาร (บางเรื่องถึงกับมีอภินิหาร) จึงไม่ใช่มีแค่ฉากร่วมเพศธรรมดา เท่านั้น ยังมีแนวของหนังที่หลากหลายตั้งแต่อีโรติก วับ ๆ แวม ๆ , Soft core ที่จะเห็นฉากอย่างว่ามากขึ้น ไปจนถึง Hard core ที่เปิดให้เห็นแบบอล่างฉ่าง บางเรื่องถึงกับใช้ความรุนแรง (แต่ก็เป็นการแสดงนะขอรับ ตอนแรกที่ผู้เขียนเห็นยังตกใจเลย) เนื่องจากการผลิตแบบขนาดใหญ่ในระบบอุตสาหกรรมภาพยนตร์ (และยิ่งในญี่ปุ่นมีการแข่งขันกันสูงมาก) จึงมีการคิดค้นการผลิตหนังโป๊ที่ create มากกว่าชาติอื่น ๆ เพราะชาวญี่ปุ่นมักให้ความสำคัญกับการเป็น มืออาชีพ จะเห็นได้ว่าหนังที่ออกมาในตลาดนั้นมีความหลากหลาย ทั้งเนื้อหา นักแสดง และโปรโมชันอื่น ๆ เยอะแยะมากมาย อีกทั้งถ้ามีการเซนเซอร์อวัยวะเพศแล้วถือว่าถูกกฎหมายอีกต่างหาก (ส่วนใหญ่ที่เข้ามาบ้านเราจะผ่านอเมริกาหรือออกจากญี่ปุ่นมาแล้วและเอาเซนเซอร์ออก) ดังนั้นหนังเอวีก็เป็นหนักอีกประเภทหนึ่งเท่านั้นเอง มุมมองในเรื่องเพศสัมพันธ์ของคนญี่ปุ่นก็ต่างไปจากบ้านเรา ผู้เขียนเคยอ่านเจอในหนังสือ โลกทัศน์ของผู้หญิงญี่ปุ่นฯ พบว่าในสมัยก่อนที่จะมีซามูไร ผู้หญิงที่รักษาพรมจรรย์ไว้นานเกินไปกลับถูกมองว่ามีปีศาจร้ายเข้าสิง ผู้หญิงที่มีอะไรกับผู้ชายอื่นขณะที่สามีไปรบเป็นเวลานานแล้วก็ไม่ผิดแปลกอะไร แต่พอมาในยุคซามูไร (ที่รับเอาความคิดแบบขงจื๊อและศาสนาพุทธนิกายมหายานจากจีนผ่านเกาหลี) ฐานะของผู้หญิงก็ตกต่ำลงกว่าเดิม ในเรื่องเพศแล้วผู้หญิงกลายเป็นเครื่องบำบัดความใคร่เท่านั้น อย่างไรก็ตามในยุคปัจจุบันก็มีความหลากหลายของกรแสความคิดทั้งแบบอนุรักษ์นิยมและแบบเสรี เรื่องเพศสัมพันธ์จากที่สังเกตดูทั้งจากสื่อ การบอกเล่าของคนรู้จัก แม้แต่กระทั่งเพื่อนที่เป็นคนญี่ปุ่นเอง เขามองการมีเพศสัมพันธ์กับใครสักคนที่เธอพอใจ (ซึ่งอาจจะไม่ใช่แฟนก็ได้ แต่ก็ไม่ใช่กับใครก็ได้ทั้งหมดนะคะ) ราวกับว่าเซ็กส์เหมือนกิจกรรมที่ทำร่วมกันเพื่อทำความรู้จัก (ที่ลึกซึ้งระดับหนึ่ง) ไม่ต่างอะไรกับการไปเที่ยว กินข่าว ดูหนัง พอเธอแต่งงานหรือตัดสินใจว่าจะมีกับแฟนเท่านั้นแล้วก็จะหยุดอยู่แค่กับเขาคนเดียว สำหรับอาโออิจัง เท่าที่ฟังรุ่นน้อง (ที่อยู่ในวงการหนังมานานพอสมควร) เล่าให้ฟังว่าก่อนหน้าที่จะมาเป็นนักแสดงหนังเอวี เธอมีแฟนแล้วแฟนก็หลอกให้เธอมาถ่ายหนังโป๊ ตัวเธอเองก็ยอมรับว่าการถ่ายหนังทำรายได้ให้กับเธอเป็นกอบเป็นกำ แต่เธอก็จะอำลาวงการนี้ไปทำอย่างอื่น ตอนนี้เธอมีอัลบั้มเพลงของเธอเอง เป็นพิธีกรเกมโชว์ เป็นนักแสดงหนังเรื่องอื่น ๆ ผลงานชิ้นสุดท้ายของเธอคือ Sex on the beach 6 อ้อ... อาโออิจังเธอเป็นนักแสดงหนังแนว soft core แม้ภาพที่ปรากฏจะยังคงเหลือความเซ็กซี่แต่ก็ไม่แรงเท่านักแสดงแนว hard core เรื่องเล่าของสาวเอวีทั้งหลายเท่าที่ทราบมาก็จะคล้ายอาโออิจังคือไม่ได้ตั้งใจมาถ่ายแต่ถูกหลอกมา ส่วนใหญ่จะเป็นสาวน้อยน่ารักที่ต้องการจะเป็นดาราหน้าใหม่ขวัญใจวัยรุ่น แต่เพราะวงการบันเทิงญี่ปุ่นมีการแข่งขันกันสูงมาก หลายคนจึงผันตัวเองมาเป็นนักแสดงหนังผู้ใหญ่ ทั้งแบบใช้เงินฟุ่มเฟือยจนเป็นหนี้ยากูซ่าจึงต้องมาถ่ายหนัง (ถ้าใครที่เคยอ่านการ์ตูนเรื่อง นานะ จะพบว่ามีตัวละครนางหนึ่งเป็นสาวเอวีที่เป็นแฟนใหม่ของมือกีตาร์วง Black Stone) แฟนติดหนี้มาเฟียแล้วเอาเธอมาถ่ายหนังใช้หนี้แทน โดนโมเดลลิ่งบอกว่าจะให้แสดงเรื่องหนึ่งแต่กลายเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ฯลฯ ส่วนสาวใจกล้าที่ต้องการเข้าสู่วงการบันเทิงโดยผ่านการแสดงหนังโป๊ก็มีเช่นกัน ดังนั้นความจริงจะเป็นอย่างไรมีเพียงเธอเท่านั้นที่รู้ดีที่สุด ในที่นี้ผู้เขียนต้องการจะสื่อว่าบริบทของคนไทยกับคนญี่ปุ่น (และคนชาติอื่น ๆ) ในเรื่องนี้แตกต่างกัน การมองดารานักแสดงว่าเป็นอย่างในบทบาทอย่างติดป้ายว่าชีวิตจริงเธอก็จะเหมือนเช่นในการแสดงเป็นสิ่งที่ควรตั้งคำถามว่าดีแล้วหรือที่เรามองกันอยู่อย่างนั้น แม้ในสถานการณ์ปกติเราก็พูดกันได้ว่าก็เป็นเรื่องส่วนตัวของเขา แต่หากเขาละเมิดสิ่งที่สังคมคาดหวังหรือความเป็นจริงแล้วเขาได้หาได้เป็นไปอย่างที่โปรดิวเซอร์ ต้นสังกัด สร้างภาพไว้ไม่ แน่นอนว่าเสียวิพากษ์วิจารณ์ย่อมเกิดขึ้นตั้งแต่พาดหัวข่าวทุกช่องไปจนถึงในวงข้าวอย่างดุเด็ดเผ็ดมัน กรณี แหม่ม แคทลียา น่าจะเป็นตัวอย่างที่ดีได้ว่าเธอต้องแบกรับภาพลักษณ์ที่สังคมคาดหวังกับเธอเอาไว้มานานเท่าใด พอเธอละเมิดสิ่งที่เป็นความคาดหวังของสังคมจึงถูกก่นด่า เกลียดชัง หากย้อนมองว่าสิ่งที่เราโกธรเคืองเธอที่โกหกประชาชนนั้นสาเหตุมาจากอะไร ก็มาจากตัวคนเองที่ยึดติดกับภาพมายาแล้วเชื่อว่ามันเป็นเรื่องจริงเป็นปัจจัยหนึ่งที่บีบบังคับให้เธอโกหกเพื่อความอยู่รอดด้วยมิใช่หรือ คนในวงการบันเทิงที่มีชื่อเสียงย่อมเป็นอภิสิทธิ์ชนที่ได้มาพร้อมกับโอกาสทางสังคมสูงกว่าคนทั่วไป ทั้งชื่อเสียง ทั้งเงินทอง ทั้งพื้นที่ทางสังคมอื่น ๆ ต่างจากเมื่อก่อนที่มองอาชีพนักแสดงอย่างดูถูกเหยียดหยามว่าเต้นกินรำกิน จนมาถึงสมัยนักแสดงอาวุโส เช่น คุณสรพงษ์ ชาตรี คุณพิสมัย วิลัยศักดิ์ ในยุคนั้นแม้นักแสดงจะเป็นที่ยอมรับในสังคมมากขึ้น แต่ก็อยู่ภายใต้ความคาดหวังและความกดดันอย่างสูงมาก เท่าที่ทราบมาก็คืออ่อนไหวกับการคบหาเป็นแฟนกันมาก ในวงการลิเกก็เช่นเดียวกัน จนนักแสดงหลายคนต้องปิดบังข้อมูลส่วนตัวหรือมีคนรักแบบหลบ ๆ ซ่อน ๆ อยากชวนคุยว่าเพราะเหตุใดเราถึงไม่ค่อยแยกแยะเรื่องงานกับชีวิตส่วน ขณะนี้การที่ดาราจะมีแฟน จะคบ จะควง จะเลิก จะ...ในเรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ กับใครดูเหมือนจะเป็นสิ่งธรรมดาสามัญที่เอาไว้เล่าเอาสนุกในวงสนทนา แต่ผู้เขียนตั้งข้อสังเกตกับสื่อมวลชนที่ทำข่าวประเภทนี้ ในที่นี้ต้องยอมรับว่าคนในวงการนักข่าวบันเทิงล้วนแต่มีความแตกต่างหลากหลาย นักข่าวบันเทิงที่ทำงานอย่างสร้างสรรค์ผู้เขียนขอชื่นชมและเป็นกำลังใจให้ แต่สิ่งที่ผู้เขียนรู้สึกไม่สบายใจ (บางครั้งก็ไม่พอใจ) กับการพยายาม "ขายข่าว" มากจนเกินไป เพราะหลายครั้งมากที่ไปล่วงละเมิดความเป็นส่วนตัวของเขา และเมื่อไปดูตามแผงหนังสือบันเทิงหรือตามหน้าเว็บไซต์ยอดฮิตต่าง ๆ ก็มีแต่ข่าวในลักษณะนี้ ทั้งภาพหลุด ทั้งแอบถ่าย ทั้งภาพฉาว ฯลฯ การหกินกับการลดทอนความเป็นมนุษย์โดยการนำเอาความน่าอับอายแบบจงใจให้เป็นมาขายเป็นสิ่งที่ครั้งหนึ่งผู้เขียนเคยเป็นสื่อมวลชนรับไม่ได้เป็นอย่างยิ่ง แต่อย่างไรก็ตามตัวกระตุ้นให้เกิดการบริโภค "ความฉาว" ก็คงไม่พ้นผู้เสพสารทั้งหลายอีกนั่นแหละค่ะท่านผู้อ่าน ตรงนี้ผู้เขียนก็ได้แต่ชวนคุยและตั้งสมมุติฐานว่าเพราะคนบ้านเราอ่อนไหวกับเรื่องแบบนี้เนื่องจากความเป็นอภิสิทธ์ชนของดาราหรือไม่ เมื่อเขาไม่สามารทำตามบทบาทที่คาดหวังได้จึงขัดเกลาทางสังคมหรือการลงโทษผู้ฝ่าฝืนบรรทัดฐานทางสังคมด้วยวิธีนี้ หากเรายังมองดาราว่าเป็นอะไรที่มากกว่าคนธรรดา (ทั้ง ๆ ที่เขาก็เป็นคนธรรมดาเหมือนเรานั่นแหละ) ก็คงหนีไม่พ้นวนเวียนแห่งข่าวฉาวไม่ได้เป็นแน่ สิ่งที่อยากเรียกร้อง (หากสื่อมวลชนสายบันเทิงท่านไหนผ่านมาอ่านเข้า) ผู้เขียนขอความกรุณาให้มีข่าวที่เป็นการติดตามผลงานของดาราคนนั้นหรือมีพื้นที่ในการวิพากษ์วิจารณ์งานของพวกเขามากขึ้น และเราควรทำความเข้าใจกับการวิภากษ์วิจารณ์กันใหม่ว่าไม่ใช่การด่า แต่การติชมอย่างมีเหตุมีผลเพื่อการพัฒนาวงการหรือผลงานให้ดียิ่งขึ้น การวิจารณ์ไม่จำเป็นต้องสร้างบรรยากาศกดดันหรือใช้ถ้อยคำเจ็บแปลบแสบทรวง เพียงแต่บ้านเราจะเปิดใจให้มันเกิดขึ้นหรือไม่ ไม่เช่นนั้นวงการบันเทิงบ้านเราก็คงวนอยู่ในวังน้ำเน่าเหมือนที่เราชอบบ่นกันเมื่อ 20 ปีเป็นยังไงก็ยังเป็นอย่างนั้น เพราะเราไม่รู้ว่าปัญหาเกิดจากอะไรหรือรู้ว่าเกิดจากอะไรแต่ก็ไม่รู้ทางแก้ (หรือรู้มาตั้งนานแล้วแต่ไม่อยากแก้) ผลงานน้อยชิ้นนักที่จะได้รับการยอมรับว่าเป็นงานศิลปะหรือเป็นงานคุณภาพ (หรือให้บริโภคอะไรที่ประเทืองปัญญามากเกินไปจะฉลาดแล้วจะปกครองและเอารัดเอาเปรียบยากใช่หรือเปล่า...) อีกประการหนึ่งกับการคาดหวังให้ดาราเป็นยอดมนุษย์ก็คือการเลือกให้เป็นฟรีเซนเตอร์โครงการต่าง ๆ ผู้เขียนมิได้ต่อว่าไม่ดีทั้งหมดหรอก การที่พวกเขาตระหนักรู้ว่าตัวเองมีผู้ชื่นชม เต็มใจ และพยายามทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดีแก่สังคมก็เป็นเรื่องน่าชมเชย แต่บางครั้งพวกเขาก็ไม่ได้เป็นอย่างที่สังคมคาดหวัง เพียงแค่เขาเป็นขวัญใจประชาชนหรืออะไรก็ตามที่เจ้าของโครงการคิดว่าน่าจะดึงดูดคนได้ก็ให้เขามาเป็นพรีเซนเตอร์โดยที่เขาอาจจะไม่ได้ตระหนักรู้ถึงความสำคัญหรืออาจจะไม่เป็นอย่างนั้น แต่ต้องฝืนตัวเอง เมื่อความจริงก็คือความจริง สักวันที่เขาหลุดความเป็นตัวของตัวเองออกมาก็จะตกเป็นเหยื่อของข่าวฉาวอีก ทรมานความรู้สึกทั้งของดารา ทั้งผู้ควบคุม และทั้งประชาชนด้วย ทางแก้ไขความมีวุฒิภาวะของผู้เสพสารและผู้ส่งสารคงเป็นเรื่องที่ผู้เขียนได้แต่หวังว่าคงจะได้รับ "การสังฆยานา" สักวัน สิ่งที่ผู้เขียนอยากชวนท่านผู้อ่านคิดตามก็คือการสร้างวุฒิภาวะแก่ผู้เสพสาร (อย่างน้อยก็เริ่มต้นที่เราคนหนึ่งก่อนล่ะ) ว่าจะสามารถแยกแยะ "ความจริง" กับ "สิ่งที่ปรากฎ" ในวงการบันเทิงได้หรือไม่ การถอดชุดความคิดความเชื่ออันเป็นภาพมายาที่ครอบงำ (อย่างฝังรากลึก) ตามตำนานปรัมปรา อย่างเช่น เรื่องรามเกียรที่ชาวอารยันผิวขาวหาความชอบธรรมที่จะกำจัดชาวดราวิเดียนที่ผิวสีของอินเดียว่า "รูปงามคือความดี" (รวมไปถึงนางผีเสื้อสมุทรในเรื่องพระอภัยมณี และอื่น ๆ อีกมากมาย) ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วรูปงามอาจจะเป็นได้ทั้งดีและไม่ดี ผู้เขียนจึงเสนอว่าหากมองกลับกัน "ความดีคือความงาม" น่าจะทำให้เราได้พิจารณาอะไรได้มากกว่านี้ อย่างน้องเราก็ไม่ตีขลุมเหมารวมจนทำให้ "คนรูปงาม" เป็นเหยื่อของความคิดเช่นปัจจุบัน (ส่วนความดีคืออะไร ท่านจะได้เพิ่มรอยหยักในสมองในการพิจารณาด้วยตัวท่าน แต่ผู้เขียนเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่าท่านจะมีคำตอบสำหรับตัวท่านเองโดยที่ยอมรับความแตกต่างทางความคิดของผู้อื่นด้วย) |
| Studio Ghibli Mania | ||
daisuki desu yo !!! |
||
|
View All |
||
| SUBARU | ||
TANIMURA SHINJI (1980) |
||
|
View All |
||