พิมพ์หน้านี้
|
หลังจากเจ้าหน้าสามารถสกัดการลอบวางระเบิดที่ อ.หาดใหญ่ ที่ว่ากันว่าครั้งนี้จะรุนแรงมากที่สุด ถ้ากลุ่มผู้ก่อการร้ายปฏิบัติการสำเร็จ เนื่องจากเมือปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ได้ทำหนังสือแจ้งไปตาม หน่วยงาน ห้างร้าน โรงแรม ว่าให้เฝ้าระวัง อาจจะเกิดเหตุรุนแรงได้ในระยะนี้ ซึ่งการแจ้งเตือนอย่างนี้มีมานานแล้วในพื้นที่ อ.หาดใหญ่ และในพื้นที่เสี่ยงภัยทั้งหลาย ผมได้รับเอกสารอยู่เป็นประจำ ครั้งนี้ก็เช่นกัน แต่สิ่งหนึ่งที่ได้รับการกระทบกระเทือนไปด้วยคือ ภาคธุรกิจต่าง ๆที่ได้รับผลกระทบโดยตรง โดยเฉพาะ ธุรกิจโรงแรม ที่ซบเซามาตั้งแต่ ปี 2547 แล้ว แต่ด้านเจ้าของกิจการก็พยายามปรับตัวสู้กับเหตุการณ์อย่างนี้ให้ได้ แต่เหตุการณ์ความรุนแรงเช่นนี้กลับทำให้ผมรู้สึกได้ว่า ไม่ว่าเหตุการณ์จะรุนแรงขนาดไหน ผู้คนที่หาดใหญ่หาได้หวาดกลัวกับมันเลย การออกมาใช้จ่ายสิ้นค้ายังอยู่ในสภาวะที่น่าพอใจ ไม่ว่าจะเป็น ธุรกิจด้านห้างสรรพสินค้า ต่าง ๆ ที่ยังมียอดผลประกอบการอยู่ในเกณฑ์ที่ดี รวมถึงสถานบันเทิงต่าง ๆ ที่ยังคราคร่ำไปด้วยนักท่องเที่ยว (ไม่นับภาคการโรงแรม) มีสถานบันเทิงที่เปิดขึ้นมาใหม่หลายแห่งในช่วงระหว่าง ปี 2547-2550 ไม่ใช่ว่าธุรกิจเหล่านนี้ไม่ได้รับผลกระทบเลย แต่มันเป็นเพียงผลกระทบในระยะสั้น ๆ เท่านั้น อย่างเช่น เหตุการณ์ลอยวางระเบิดป่วนเมืองหลายจุดเมื่อปีที่แล้ว ที่มีผู้เสียชีวิตหลายรายด้วยกัน เจ้าของธุรกิจหลายแห่งก็เกรงกันว่าเหตุการณ์จะซ้ำร้ายลงกว่าเดิม แต่การณ์กลับไม่ได้รุนแรงอย่างที่คิดมากนัก ครั้งนั้นเศรษฐกิจซบเซาเพียงแค่ 2 สัปดาห์ ก็กลับมาคึกคักอีกครั้ง ผมสังเกตุจากตัวเลขผลประกอบการในบริษัทของผมเองว่า ตั้งแต่ปี 2547 -2550 ผลประกอบการอยู่ในระดับเดียวกัน บวก ลบ ไม่เกิน 5 % เท่านั้นเอง จึงสามารถวิเคราะห์ได้ว่าเหตุการณ์ลอบวางระเบิดหลายครั้งในรอบ 4 ปี อาจทำให้ธุรกิจบางภาคเท่านั้นที่ได้รับผลกระทบ ไม่ใช่ทั้งหมด ยังมีหลายภาคธุรกิจที่น่าลงทุนอยู่ โดยเฉพาะธุรกิจ เอสเอ็นอี ทั้งหลายที่สามารถเติบโตได้เช่น ร้านอาหารและเครื่องดื่ม ฟิสเนสและสปา เป็นต้น ผู้ประกอบการจะต้องปรับตัวใหม่ จากที่เคยพึ่งพานักท่องเที่ยว ทั้งไทยและเทศ ครั้งนี้จะต้องหันมาให้ความสนใจกับคนในพื้นที่เอง และจังหวัดรอบนอกที่ใกล้กับหาดใหญ่ เพราะหาดใหญ่ถือเป็น "เมืองหลวงแห่งภาคใต้ตอนล่าง" อย่างแท้จริง มีผู้คนจากทุกจังหวัดเดินทางเข้ามาซื้อ เครื่องอุปโภคบริโภคที่ อ.หาดใหญ่ โดยเฉพาะประชาชนจาก 4 จังหวัดชายแดน ทั้ง สตูล ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส จะหลั่งไหลเข้ามาจับจ่ายสินค้ามากที่สุด เหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้น สามารถใช้เป็นตัววัดเศรษฐกิจของคนพื้นบ้านได้ หรือเป็นการสร้างเศรษฐกิจแบบพอเพียงอย่างแท้จริงขึ้นมาเอง เจ้าของธุรกิจรายใด ยังยึดติดอยู่กับนักท่องเที่ยวทั้งไทยและเทศ อยู่ก็ต้องปิดตัวเองไปโดยปริยาย เมื่อก่อนจะลงทุนอะไรใน อ.หาดใหญ่ เจ้าของธุรกิจก็จะนึกถึงลูกค้าจากประเทศมาเลเซีย และนักท่องเที่ยวจากต่างจังหวัดเป็นหลัก แต่ครั้งนี้ถ้าใครยังคิดแบบนี้อยู่ก็ขอบอกได้เลยว่าคุณเจ๊ง ตั้งแต่ยังไม่เปิดแล้วครับ คนในพื้นที่มีความกังวลกับเหตุการณ์มากว่าคนนอกพื้นที่ก็จริง แต่คนในพื้นที่มีความกลัวต่อเหตุการณ์น้อยกว่าคนนอกพื้นที่ (ถ้าไม่จริงนักท่องเที่ยวคงเต็มเมืองหาดใหญ่แล้ว) สิ่งนี้แหละครับจะเป็นตัวผลักดัน เศรษฐกิจแบบพอเพียง คน LOCAL ช่วยคน LOCAL ด้วยกัน ดังนั้นไม่ว่าเหตการณ์จะรุนแรงขนาดไหน ธุรกิจที่เอาใจใส่กับคนในพื้นที่ก็จะยังคงอยู่ได้ครับ เพราะคืนที่ตำรวจเก็บกู้รัเบิดอยู่นั้น ผมยังออกไปนั่งทานอาหารนอกบ้านกับเพื่อน ๆ และเชียร์ฟุตบอลอย่างได้อารมณ์ ในร้านอาหารใกล้กับ ที่พวกมันไปวางระเบิดอยู่เลย และขอบอกว่าคนเต็นร้านเลยขอรับ
|