พิมพ์หน้านี้
|
ถ้าประชาธิปไตย คือ การยอมรับเสียงส่วนใหญ่ นั่นหมายความว่า การเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ ผลออกมาเป็นอย่างไร ประชาชนทั้งประเทศจะต้องยอมรับกับผลของการเลือกตั้งที่เกิดขึ้น ไม่ว่าพรรคพลังประชาชนจะถูกเลือกมาเป็นอันดับ 1 และสามารถจัดตั้งรัฐบาลผสมได้ แล้วดันนายสมัคร สุนทรเวช ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี เป็นครั้งแรก ส่วนพรรคประชาธิปปัตย์ได้กลับไปเป็นพรรคฝ่ายค้านเหมือนเดิม ถ้าออกมาเช่นนี้ เราก็ต้องยอมรับ เพราะเป็นปราถนาของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นหาเป็นเช่นนั้นไม่ เพราะประชาชนส่วนน้อยที่เป็นชนชั้นกลางขึ้นไป ที่ส่วนใหญ่จะอาศัยอยู่ในกรุงเทพ และหัวเมืองใหญ่ กลับแสดงออกถึงความ ไม่ยอมรับ กับเสียงส่วนใหญ่ ไม่ยอมรับแค่นั้นไม่พอแต่กลับมีการสร้างกระแสใหม่ขึ้นมา เป็นกระแสแห่งการต่อต้าน และหาเหตุผลต่างๆ นานา มาอ้าง โดยกล่าวหาว่า ชนชั้นล่าง หรือชนชั้นรากหญ้านั้น ถูกชักจูง ถูกซื้อ หรือพูดให้เข้าใจได้ง่ายก็คือ ถูกหลอก นั่นเอง ถ้าเป็นชาวบ้านธรรมดาไม่ได้คิดอะไรก็แล้วกันไป แต่การกล่าวหาเช่นนั้น มันรังแต่จะสร้างความแตกแยกของคนในสังคม เป็นความแตกแยกระหว่างคนเมือง กับ คนชนบท หรือชนชั้นกลาง กับ ชนชั้นล่าง ทำให้ก่อเกิด ทฤษฏีสองนคราประชาธิปไตย จริง ๆ แล้วผมไม่อยากกล่าวถึงเลยครับ เพราะทฤษฏีนี้มันไม่สร้างสรรค์ รังแต่จะสร้างความบาดหมางระหว่างชนชั้นให้มีมากขึ้น แต่ไม่น่าเชื่อว่า ผู้สมัครรับเลือกตั้งบางพรรค จะเอาประเด็นนี้ไปเป็นเครื่องมือในการหาเสียง ในภาคอีสาน และภาคเหนือ บางครั้งถึงขนาดบอกว่า ประชาชนที่ชอบพรรคขี้ข้าเผด็จการ มันกล่าวหาว่าเรานั้นโง่ พอสิ้นเสียงเท่านั้นแหละครับ เสียงปรบมือโห่ร้องก็ตามมา ดูแล้วมันเหมือนเป็นการปลุกกระแส เพื่อสร้างความโกรธแค้นและเกลียดชัง ระหว่างชนชั้น ให้กลายมาเป็นคะแนนให้แก่ตนเอง เมื่อเย็นวันที่ 4 ธ.ค.ที่ผ่านมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงตรัสถึงประเด็น ความแตกแยกของคนในชาติ จะทำให้ประเทศชาติล่มจมได้ พระองค์ทรงเป็นห่วงเรื่องนี้มาก แต่นักการเมืองกลับนำประเด็นความแตกแยก มาเป็นเครื่องมือในการหาเสียง ให้แก่พรรคตนเอง นอกจากไม่สนองรับสั่งแล้วยัง ฝ่าฝืนอีกต่างหาก ยิ่งเราพูดเรื่องการซื้อเสียง ขายเสียง ในภาคอีสาน และภาคเหนือมากเท่าไหร่ ยิ่งเป็นการซ้ำเติมรอยปริ ทางความคิด เพราะมีประชาชนอีกหลายล้านคนที่ไม่ได้ขายเสียง จะรู้สึกเช่นไร ทีนี้ก็เลยยิ่งเข้าทางของพรรคการเมืองบางพรรคที่มีฐานเสียงในชนบท ที่จะเอาไปสร้างกระแสต่อต้านชนชั้นกลางที่อยู่ในเมือง การซื้อสิทธิ ขายเสียง ถึงแม้จะมีอยู่จริง แต่เราก็ไม่ควรเอามากล่าวหากัน แต่ควรจะไปกดดันองค์กรที่มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรง หรือประชาชนทุกคนต้องเป็นหูเป็นตาให้กับหน่วยงานของรัฐ ผมยังเชื่อว่าที่สังคมเดินทางมาสู่ความแตกแยกทางความคิด และกำลังจะเดินทางสู่การแตกแยกทางสังคม ส่วนหนึ่งเป็นเพราะชนชั้นกลางและชนชั้นสูงยังไม่เข้าใจในวิถีชีวิตของชาวชนบทอย่างถ่องแท้ ยังไม่เคยเห็นความเป็นอยู่ที่แสนแร้นแค้น ยังไม่เคยสัมผัสกับความยากจนที่อดมื้อกินมื้อ เห็นได้จากการสร้างกระแสต่อต้าน นโยบายประชานิยม จากชนชั้นกลาง ที่รู้สึกว่าพวกเขาจ่ายภาษีแพงกว่า แต่ทำไมต้องเอาไปช่วยเหลือคนด้อยโอกาสกว่าพวกเขาด้วยเล่า เหมือนกับครอบครัวหนึ่งมีลูกหลายคน ลูกบางคนก็สร้างฐานะจนไม่ต้องพึ่งพาพ่อแม่ ลูกบางคนก็ยังยากจน ยังต้องพึ่งพาพ่อแม่อยู่อีก แต่ลูกที่มีฐานะดีแล้วกลับบอกว่า จะเอาเงินส่วนรวมไปช่วยเหลือมันทำไม เดี๋ยวมันเคยตัว ปล่อยให้มันดิ้นรนเองบ้าง ถ้าสังคมขาดการเห็นอกเห็นใจกัน ขาดการยอมรับในสิทธิและหน้าที่ของกันและกัน วัฒนธรรมเหยียบย่ำ ก็จะเกิดขึ้นมาในสังคม คนรวยดูถูกเหยียดหยามคนจน กอบโกยผลประโยชน์อย่างเดียว แต่ไม่เคยรู้จักการแบ่งปันแล้วไซร้ ต่อไปเบื้องหน้าสังคมไทยคงเดินทางสู่ความฉิบหายเป็นแน่แท้
|