พิมพ์หน้านี้
|
แต่ก่อนที่นายบิล เกตส์ จะตัดสินใจแน่นอน ในพื้นที่อ่าวพังงา รอยต่อกับภูเก็ตนั้น พบว่ามีโครงการพัฒนาขนาดใหญ่จ่อคิวเข้ามาลงทุนหลายราย กลุ่มนักลงทุนต่างชาติที่ขนเงินเข้ามาสร้างรีสอร์ท โรงแรมที่พักหรูหราในพื้นที่จังหวัดภูเก็ตส่วนใหญ่นั้น ได้เดินแผนการตลาดด้วยการเสนอขายความเป็นส่วนตัวเป็นหลัก กว้านซื้อที่ดินในชุมชนดั้งเดิม แล้วนำไปสร้างระบบสาธารณูปโภคเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ลูกค้า และปิดกั้นชุมชนดั้งเดิมไม่ให้เข้าไปพลุกพล่าน โดยเฉพาะการสร้างท่าเทียบเรือมารีน่ากลายเป็นจุดขายสำคัญ เพื่อบริการนักท่องเที่ยว
สิ่งที่ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัดที่ควบคู่ไปกับการก่อสร้างสะพานท่าเทียบเรือมารีน่าคือความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในชุมชน พบว่าในพื้นที่บ้านยามูมีทั้งกลุ่มชาวบ้านที่ต้องการให้มีท่าเทียบเรือดังกล่าว เพราะเชื่อว่าจะทำให้เขามีงานทำ มีรายได้จากนักท่องเที่ยวเข้าสู่ชุมชน ขณะเดียวกันมีชาวบ้านอีกส่วนหนึ่งที่ไม่เห็นด้วย เนื่องจากไม่เชื่อว่าการสร้างท่าเทียบเรือมารีน่าแล้วจะทำให้ชีวิตของดีขึ้น กลุ่มคนเหล่านี้ ซึ่งเป็นชาวประมงพื้นบ้าน ต้องการดำรงชีวิตแบบที่เคยเป็น ออกหาปลา หาหอย มาเก็บขาย นอกจากนั้นเห็นว่าการสร้างท่าเทียบเรือดังกล่าว ยังเป็นการทำลายทรัพยากรทางทะเลที่มีคุณค่า เพราะได้เห็นตัวอย่างมาแล้วในหลายพื้นที่ที่มีการก่อสร้างท่าเทียบเรือมารีน่าแล้ว ทำให้การทำมาหากินไม่สามารถทำได้อย่างเช่นแต่ก่อนได้ นอกจากนั้นมีความเห็นว่าแหลมยามู ซึ่งเป็นบริเวณที่จะสร้างท่าเทียบเรือมารีน่านั้น เป็นแหล่งหากินของบรรดาสัตว์น้ำหายาก อาทิ พะยูน โลมา และเต่าทะเล เนื่องจากมีแหล่งหญ้าทะเลที่อุดมสมบูรณ์ ซึ่งตรงกับการวิจัยของสถาบันวิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเล จ.ภูเก็ต
อย่างไรก็ตามจากผลการศึกษารายงานวิเคราะห์สิ่งแวดล้อมเบื้องต้น ของบริษัทที่ปรึกษาโครงการท่าเทียบเรือแหลมยามู พบว่ามีข้อมูลที่น่าสงสัยไม่น้อย โดยเฉพาะที่บอกว่าบริเวณที่จะก่อสร้างโครงการนั้นไม่พบปะการังและทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญ เนื่องจากมีลักษณะเป็นดินโคลน และน้ำมีความขุ่น รายงานวิเคราะห์สิ่งแวดล้อมเบื้องต้นของบริษัทที่ปรึกษา จึงมีความแตกต่างอย่างมากกับผลวิจัยของสถาบันวิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเล จ.ภูเก็ต ซึ่งยืนยันว่าบริเวณที่ก่อสร้างเป็นแหล่งหญ้าทะเล และปะการัง ที่สมบูรณ์ที่สุดของ จ.ภูเก็ต ซึ่งความชัดเจนในส่วนนี้ขึ้นอยู่กับทางจังหวัดที่จะต้องพิสูจน์ให้ได้ เพื่อนำมาพิจารณาตัดสินใจเกี่ยวกับโครงการท่าเทียบเรือแหลมยามู
"มีหลักฐานที่ชัดเจน คือ พบหญ้าทะเล ลอยมาติดชายหาดในลักษณะที่ถูกขุดถอนออกทั้งรากทั้งโคน ซึ่งไม่น่าจะเกิดจากธรรมชาติ เพราะโดยทั่วไปหญ้าทะเลหากถูกกระแสคลื่นพัดรุนแรง ก็จะขาดเพียงใบเท่านั้น ขนาดคลื่นแรงอย่างคลื่นสึนามิที่ผ่านมา ก็ไม่สามารถดึงหญ้าทะเลออกมาแบบถอนรากถอนโคนได้" นอกจากนี้พบว่าทรายในอ่าวป่าคลอกเกิดการเปลี่ยนแปลง เพราะ พื้นที่โครงการได้นำทรายเข้ามาถมบริเวณชายหาดหน้าพื้นที่ก่อสร้าง เพื่อทำหาดเทียม เมื่อกระแสน้ำพัดพาเอาตะกอนทรายมาที่บริเวณหน้าหาดป่าคลอก ทำให้ทรายแข็งขึ้น เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้หญ้าทะเล และปะการังเริ่มตาย สัตว์น้ำเริ่มหายาก แหล่งข่าวบอกว่า เมื่อวันที่ 24 พ.ค.ที่ผ่านมา มีเจ้าหน้าที่ของรัฐได้เข้าไปพูดจาไกล่เกลี่ยกับชาวบ้านที่คัดค้านโครงการนี้ เพร้อมกับเสนอเงินให้จำนวนหนึ่ง แลกกับการนั่งอยู่เฉย ๆ ดูเขาสร้างสะพานท่าเทียบเรือ ไม่ให้ไปคัดค้าน รวมทั้งบอกว่าทรัยพากรทางทะเลที่มีเพียงหญ้าทะเลและปะการังนั้น ไม่สามารถต้านทานกระแสการพัฒนาได้ และยืนยันว่าทางราชการคงจะอนุมัติให้มีการก่อสร้างมารีน่านี้ต่อไป อย่างไรก็ตามโครงการท่าเทียบเรือแหลมยามู ได้มีการเสนอคณะกรรมการพิจารณาสิ่งล่วงล้ำลำน้ำจังหวัดภูเก็ต มาครั้งหนึ่งแล้ว โดยได้พิจารณากรณีที่มีชาวบ้านออกมาคัดค้าน และได้ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงไปชี้แจงกับชาวบ้านให้เข้าใจ จากนั้นจะนำมาพิจารณาอีกครั้ง คาดว่าจะเป็นในเดือนหน้านี้ สำหรับโครงการท่าเทียบเรือมารีน่าแหลมยามู เป็นการดำเนินการโดยบริษัท เดอะ ยามู โดยนายเอียน ไมเคิล ซาร์ลส์ แฮนรี่ นักลงทุนต่างชาติ ซึ่งโครงการนี้เป็นการสร้างท่าเทียบเรือส่วนตัวให้กับลูกค้าในโครงการซึ่งเมีบ้านพักตากอากาศในโครงการจำนวน 34 หลัง โดยบ้านพักตากอากาศขายจากระดับ 100 ล้านบาทขึ้นไป โดยชูจุดขายโครงการตรงที่บ้านพักตากอากาศแต่ละหลังมีท่าเทียบเรือยอชส่วนตัว กระแสการพัฒนาของภาครัฐในพื้นที่แถบชายฝั่งอันดามันที่ถาโถมเข้ามาในระยะนี้ ยิ่งเปิดกว้างให้กับกลุ่มทุนที่เข้ามาแสวงหาผลประโยชน์จากทรัพยากรในชาติได้ง่ายขึ้น หลายครั้งที่พบว่าโครงการพัฒนาขนาดใหญ่นั้น ทางหน่วยงานภาครัฐได้มีส่วนสนับสนุนเพื่อให้การดำเนินงานของกลุ่มทุนมีความคล่องตัว ซึ่งที่ผ่านมาภาครัฐให้การดูแลกลุ่มทุนมาโดยตลอด แต่กลับน่าแปลกใจว่าหน่วยงานภาครัฐทั้งจากส่วนกลาง และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่อยู่ใกล้ชิดชาวบ้านมากที่สุด กลับไม่เคยเข้าใจความต้องการ และปัญหาที่จะสร้างผลกระทบต่อวิถีชีวิตของชาวบ้านในชุมชน สิ่งที่ภาครัฐมักจะทำเมื่อชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนคือการเพิกเฉย และไม่สนใจต่อการแก้ปัญหาใดๆ!!!!!! ข้อมูลโดย:กลุ่มชาวบ้าน ชาวประมงพื้นบ้าน ต.ป่าคลอก อ.ถลาง จ.ภูเก็ต เรื่อง/ภาพโดย: นายจัน |
| << | พฤษภาคม 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | ||
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | ||