พิมพ์หน้านี้
|
ชีวิตธรรมดาที่หายาก ทันที่ที่เด็กชายคนหนึ่งลืมตามองโลกทำให้คนสองคนดีใจแบบสุด ๆ และยินดีรับผิดชอบกับชีวิตน้อยของเขาที่กำลังจะเติบใหญ่ไปตามกาลเวลาคือพ่อกับแม่ทั้งสองท่านบอกผมว่า ผมเป็นเด็กร่าเริงอารมณ์ดีตั้งแต่เล็ก มองโลกในแง่ดีมาตลอดผมมีน้องชายคนหนึ่ง มีอายุห่างกับผม 1 ปี เราสองคนถูกเลี้ยงดูมาอย่างดีเหมือนๆ กัน แต่เป็นเรื่องที่น่าแปลกที่เรามีนิสัยแตกต่างกัน ประมาณว่าคนหนึ่งชอบเพลงป็อป อีกคนชอบเพลงร็อกอย่างนั้นแหละ เมื่อในวัยเด็กผมเรียนชั้นประถมที่โรงเรียนประจำหมู่บ้านในชนบทแห่งหนึ่ง ในฐานะที่ผมเป็นลูกครูจึงได้รับสิทธิ์หลายอย่างจากเพื่อน ๆ ในห้องเดียวกัน ผมมีความรู้สึกว่าในตอนที่เป็นเด็กนั้นพ่อแม่ จะเอ็นดูน้องเป็นพิเศษ จนบางครั้งผมอดคิดไม่ได้ว่า ท่านรักน้องชายมากกว่าผมด้วยซ้ำไป นี่แหละกระมังสังคมไทยเป็นธรรมดาที่จะต้องรักลูกคนเล็กมากกว่าคนโตหรืออาจจะมีเหตุผลอะไรที่มากกว่านี้ก็ตาม จนในที่สุดผมมีลูกเองถึงได้รู้และเข้าใจในเหตุผลของท่าน "พ่อแม่รักลูกเท่ากันทุกคน" ชีวิตในวัยเรียนของผมนั้น ตอนเรียนชั้นระดับประถมศึกษา (พ.ศ.2517-2526) ก็เหมือนกับเด็กชนบททั่วๆ ไปเป็นธรรมดาที่จะต้องซุกซนอยู่บ้าง เมื่อก่อนที่โรงเรียนหมู่บ้านผมจะไม่มีระดับชั้นอนุบาล คือเด็กมีอายุครบ 7 ปี ก็เข้า ป.1 ถ้าการเรียนเขาอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานก็จะได้รับการเลื่อนชั้นไปตามลำดับ แต่ถ้าคนไหนไม่อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานก็จะถูกซ้ำชั้นหรือที่เรียกว่า "ตก"นั่นเอง แต่ผมจะพิเศษกว่าเพื่อนๆ ที่เรียนชั้นเดียวกันตรงที่ ผมไปโรงเรียนกับพ่อตั้งแต่เล็ก ๆ ทำให้ผมคุ้นเคยกับโรงเรียน ผมเริ่มเรียนชั้นป.1 ตั้งแต่อายุ 3 ขวบ ผมซ้ำชั้นป.1 อยู่ 3 ปีครับ จนผมมีอายุครบ 6 ขวบจึงได้สิทธิ์เรียนผ่านชั้นนี้ไปได้ ตอนนั้นการเรียนของผมก็อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานค่อนไปข้างดีถึงดีมาก จึงได้รับความไว้วางใจจากเพื่อน ๆ ให้เป็นผู้นำกลุ่มหรือเป็นหัวหน้าชั้นเรียนนั่นเอง ทำให้ผมมีความรู้สึกว่าตัวเองมีอะไรที่เหนือกว่าเพื่อน ๆ ในชั้นเดียวกัน ซึ่งความจริงแล้วก็คือเด็กชนบทธรรมดา ๆ คนหนึ่งเท่านั้นเอง พ่อแม่ผมเลี้ยงลูกค่อนข้างที่จะให้อิสระในความคิดจะทำอะไรก็ได้แต่ต้องอยู่ในสายตา ท่านสอนให้ผมช่วยเหลือตัวเองตั้งแต่เล็กบอกเสมอว่า " เราเป็นพี่คนโตต้องให้น้องก่อน" ทุกครั้งที่มีเรื่องขัดแย้งกับน้องผมจะได้ยินประโยคลักษณะนี้เสมอ ผมเริ่มหัดซัก-รีดเสื้อผ้า ชุดนักเรียนของตัวเอง ตั้งแต่ตอนอยู่ ป.5 แรก ๆ ก็หัดซักเสื้อผ้าชุดธรรมดาก่อน พอเริ่มชำนาญแล้วก็เริ่มซักชุดนักเรียน โดยทำข้อตกลงกับแม่ว่าจะซักสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ส่วนการรีดนั้นแม่จะเป็นคนรีดให้ เนื่องจากจากสมัยนั้นไม่มีเตารีดไฟฟ้า ต้องใช้เตารีดแบบเตาถ่าน ต้องไปคีบถ่านจากเตาไฟแล้วนำมาใส่ในเตารีดใส่มากไปก็ทำให้ไฟแรง ใส่น้อยไปไฟก็อ่อน ผมเคยทำไฟไหม้เสื้อผ้าเป็นรอยตามเตารีดเลยครับ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาแม่ไม่ให้ผมรีดอีกเลย ผมจำได้ว่าเมื่อตอนที่ผมอยู่ ป.6 ผมชอบคบเพื่อนต่างวัยที่มีอายุมากกว่า พวกเพื่อน ๆ ที่ผมคบจะเรียนอยู่ในระดับชั้นมัธยมต้น ด้วยเหตุนี้กระมังที่ทำให้ผมชอบ คิด และมีรสนิยม ที่แตกต่างจากเพื่อนในวัยเดียวกัน ถ้าจะพูดอีกทีก็คงหนีไม่พ้นคำว่า "เด็กแก่แดด" เป็นต้นว่า หัดสูบบุหรี่ รับรู้เรื่องความสัมพันธ์ทางเพศจากเพื่อนต่างวัย มีความสนใจเล่นดนตรี หัดเล่นกีตาร์ แต่อย่างหลังนี่ชอบตามแบบตัวอย่างเพื่อนรุ่นพี่ เห็นเขาเล่นแล้วรู้สึกว่าเท่มากเลย จุดพลิกผลันชีวิตของผมอยู่ที่นี่หรือ ? คำตอบ "คงไม่ใช่ซะทีเดียวหรอกครับ" จนกระทั่งผมได้มีโอกาสเข้าศึกษาต่อโรงเรียนมัธยมประจำอำเภอแห่งหนึ่ง (ปี พ.ศ. 2526) เวลาผ่านไปหนึ่งปีได้ด้วยดี พอเริ่มปีที่สอง( ม.2 )ผมเริ่มสนใจเล่นดนตรีสากล อาจารย์วรชัย ศิริเจริญ ท่านสอนวิชาดนตรีกำลังมองหาเด็กนักเรียนเพื่อมาเล่นดนตรีสากลแทนรุ่นพี่ที่กำลังจะจบ ซึ่งทำวงดนตรีสติงอยู่ก่อนแล้ว จากเหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้ผมกลายเป็นสมาชิกประจำวงดนตรีสตริงชื่อ "คนเขาเขียน" ในตำแหน่งมือกีตาร์ เรียบร้อยตามระเบียบครับ แรกๆ ที่เริ่มหัดเล่นนั้น เชื่อมั๊ยครับผมเกิดอาการท้อแท้อยู่หลายครั้ง แต่ด้วยคำสบประมาทของเพื่อนคนหนึ่งซึ่งตอนหลังต้องขอบคุณเพื่อนคนนี้ที่ทำให้ผมเล่นดนตรีเป็น เพื่อนดูถูกผมว่า " หุ่นไม่ให้ แต่ใจมันรัก " ประกอบกับผมอยากเท่เหมือนเพื่อนรุ่นพี่ที่เคยเล่ามา ก็เลยเกิดแรงผลักดันกลายเป็นแรงบันดาลใจ ทำให้ผมมีมานะฝึกซ้อมดนตรี เอาชนะอุปสรรค์ต่าง ๆ มาได้ จนสามารถออกแสดงบนเวทีของโรงเรียน ในวันสำคัญต่าง ๆ อีกทั้งยังรับงานนอกสถานที่ต่างๆ เช่น งานบวช งานบุญตามเทศกาลต่างๆ ในเขตอำเภอเดียวกันและอำเภอรอบข้าง มีรายได้บ้างเล็กน้อยตามสมควร ซึ่งพวกเราไม่ได้สนใจเรื่องนี้สักเท่าไหร่หรอกขอให้ได้แสดงก็พอ ตอนนั้นค่อนข้างมีชื่อเสียงด้วยความได้เปรียบเรื่องการเป็นวงดนตรีสตริงเด็ก และค่าจ้างถูกมากเมื่อเทียบกับวงผู้ใหญ่ ทำให้ผมมีความความคิดว่า " เราต้องเอาดีทางดนตรีนี้แหละ " ด้วยความคิดแบบเด็ก ๆ ในตอนนั้น ปัจจัยที่ทำให้ผมคิดอย่างนั้นก็อาจเป็นเพราะว่าเห็นตัวอย่างวงดนตรีดัง ๆ ที่มีเชื่อเสียงประสบความสำเร็จ เช่น วงคาราบาว วงคาราวาน วงชาตรี วงพลอย เป็นต้น คิดเอาไว้ว่าสักวันหนึ่งเราจะต้องเป็นอย่างนั้น แล้วผมก็ต้องเปลี่ยนแปลงความคิดนั้นไปตามสภาพแวดล้อมกาลเวลา และผู้ที่สำคัญคือ "พ่อ" พ่อเป็นบุคคลสำคัญที่ทำให้ผมมีวันนี้ได้. ความสำเร็จนั้นไม่ได้มาเพียงชั่วข้ามคืนหรอกครับ ผมต้องเอาชนะตัวเอง เอาชนะอุปสรรคหลายอย่าง ในอดีตนั้นบ้านผมอยู่ห่างจากโรงเรียนประจำอำเภอประมาณ 18 กิโลเมตร ทุกเช้าที่ไปเรียนผมจะต้องตื่นประมาณตี 5 ครึ่ง เพื่อทำภารกิจส่วนตัว ในฤดูหนาวจะทรมานมาก หนาวก็หนาว ชนิดที่ว่า ลมหายใจ ลมปากกลายเป็นไอเลยล่ะ อุณหภูมิก็จะอยู่ราว ๆ 14-20 องศา เห็นจะได้ครับ ถ้าวันไหนรับประทานอาหารมื้อเช้าไม่ทัน ก็จะเป็นข้าวเหนี่ยวกับอาหารแห้งๆ เช่น หมูทอด ไก่ย่าง ไข่ต้ม ใส่ถุงพลาสติกไว้กินกลางทาง พอถึงเวลา 6 โมงเช้า ล้อจักรยานคู่ชีพก็ต้องหมุนแล้วถ้าช้ากว่านั้นไม่ทันโรงเรียนครับ ผมปั่นจักรยานจากบ้านไปโรงเรียนพวกเราจะไปกันเป็นกลุ่มๆ ราว 5-10 คน ปั่นจักยานไปกินข้าวไป น้ำบางคนก็ใส่กระติกเล็กๆ มา แต่ส่วนใหญ่จะไปหากินเอาข้างหน้า ถ้าวันไหนออกจากบ้านช้าหรือตื่นสายก็ต้องเหนื่อยเป็นพิเศษล่ะครับ กว่าจะเร่งความเร็วปั่นจักรยานให้ทันเพื่อน ๆ ก็หลายกิโลเมตรอยู่หรอกครับ กว่าจะถึงโรงเรียนก็ราว ๆ ประมาณ 7.45 น. อย่างสายที่สุดก็ประมาณ 8.00 น. ครับ รวมเวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง 45 นาที ถึง 2 ชั่วโมง ผมจำได้ว่า มีบางช่วงถนนก็กำลังก่อสร้าง ซึ่งทางเดิมเป็นถนนลูกรัง(ดินแดง) เวลาสวนกับรถยนต์ไม่ต้องพูดถึงเรื่องฝุ่นจะมีหรือปล่าว ต้องคอยเกร็งข้อมือไว้ไม่ให้รถจักยานล้ม ด้วยแรงลมปะทะและทัศนะวิสัยที่มองไม่เห็นอะไรไปชั่วขณะเพราะต้องหลับตาไม่เช่นฝุ่นก็จะเข้าตาครับ แต่ถ้าวันไหนฝนตกก็ต้องต่อสู้ฝน ถ้าฝนตกไม่มากพวกเราจะขี่รถจักรยานฝ่าฝนไป บางคนก็เตรียมเสื้อกันฝนมา บ้างก็ไม่มี บ้างก็ใช้ผ้ายางพลาสติกบ้าง แต่ที่แน่ๆ เวลาฝนตกบวกกับแรงเคลื่อนที่ของจักรยานจึงทำให้หยดน้ำฝนที่ปะทะใบหน้าของเราประดุจหนึ่งเหมือนมีใครนำกรวดหินมาขว้างปาใส่ใบหน้าก็ไม่ปาน ฝนตกทำให้ถนนลื่นโคลนเข้าไปยัดในล้อจักรยานทำให้ต้องออกแรงมากกว่าเดิม มีเพื่อนนักเรียนหญิงบางคนถึงกับนั่งร้องไห้ เพราะล้อจักรยานไม่หมุ่น เพื่อน ๆ นักเรียนชายต้องเข้าไปช่วยใช้ไม้ค่อยๆ แซะเอาดินที่เป็นโคลนออกแล้วไปต่อ พวกเราต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษบ่อยครั้งที่เกิดอุบัติเหตุรถล้ม รถชนกันเอง ยางรถรั่วบ้างล่ะ แต่ก็ไม่มีเห็นว่ามีใครคนไหนยอมแพ้เลยสักคน พวกเราฟันฝ่าอุปสรรค์เหล่านั้นมาได้ "ด้วยหัวใจนักเรียนที่ใฝ่การศึกษา" คิดเสมอปัญหาทุกอย่างมีทางแก้ทางข้างหน้าคือโรงเรียน ซึ่งเป็นหนทางที่จะสามารถกำหนดอนาคตตัวเองได้
*************โปรดติดตามตอนที่ 2************
|
| ข่าวไบโอดีเซล | ||
ข่าวไบโอดีเซล นำเสนอทาง ททบ.5 |
||
|
View All |
||