• ดอยโตน
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : pichettaotong@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-06-29
  • จำนวนเรื่อง : 8
  • จำนวนผู้ชม : 2769
  • จำนวนผู้โหวต : 7
  • ส่ง msg :
ภูมิปัญญาถิ่น-ภูมิปัญญาไทย
ยุคน้ำมันแพงน้ำมันไบโอดีเซลก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง การทำน้ำมันไบโอดีเซลนั้นไม่ใช่เรื่องอยากอีกต่อไป ใครๆ เราๆท่านๆ ก็ทำได้ ไม่เชื่อก็ลองดูซิครับ เครื่องผลิตไบโอดีเซลราคาถูกไม่เกิน 300 บาท ก็.........
Permalink : http://www.oknation.net/blog/pichetbiodiesel
วันพฤหัสบดี ที่ 10 กรกฎาคม 2551
ชีวิตธรรมดาที่หายาก ตอนที่ 1
Posted by ดอยโตน , ผู้อ่าน : 88 , 09:55:04 น.   | หมวดหมู่ : เสี่ยวหนึ่ง......ของชีวิต  
พิมพ์หน้านี้


ชีวิตธรรมดาที่หายาก

            ทันที่ที่เด็กชายคนหนึ่งลืมตามองโลกทำให้คนสองคนดีใจแบบสุด ๆ  และยินดีรับผิดชอบกับชีวิตน้อยของเขาที่กำลังจะเติบใหญ่ไปตามกาลเวลาคือพ่อกับแม่ทั้งสองท่านบอกผมว่า  ผมเป็นเด็กร่าเริงอารมณ์ดีตั้งแต่เล็ก    มองโลกในแง่ดีมาตลอดผมมีน้องชายคนหนึ่ง มีอายุห่างกับผม 1 ปี    เราสองคนถูกเลี้ยงดูมาอย่างดีเหมือนๆ กัน แต่เป็นเรื่องที่น่าแปลกที่เรามีนิสัยแตกต่างกัน  ประมาณว่าคนหนึ่งชอบเพลงป็อป    อีกคนชอบเพลงร็อกอย่างนั้นแหละ    เมื่อในวัยเด็กผมเรียนชั้นประถมที่โรงเรียนประจำหมู่บ้านในชนบทแห่งหนึ่ง  ในฐานะที่ผมเป็นลูกครูจึงได้รับสิทธิ์หลายอย่างจากเพื่อน ๆ ในห้องเดียวกัน   ผมมีความรู้สึกว่าในตอนที่เป็นเด็กนั้นพ่อแม่ จะเอ็นดูน้องเป็นพิเศษ จนบางครั้งผมอดคิดไม่ได้ว่า ท่านรักน้องชายมากกว่าผมด้วยซ้ำไป  นี่แหละกระมังสังคมไทยเป็นธรรมดาที่จะต้องรักลูกคนเล็กมากกว่าคนโตหรืออาจจะมีเหตุผลอะไรที่มากกว่านี้ก็ตาม  จนในที่สุดผมมีลูกเองถึงได้รู้และเข้าใจในเหตุผลของท่าน  "พ่อแม่รักลูกเท่ากันทุกคน"

            ชีวิตในวัยเรียนของผมนั้น ตอนเรียนชั้นระดับประถมศึกษา  (พ.ศ.2517-2526) ก็เหมือนกับเด็กชนบททั่วๆ ไปเป็นธรรมดาที่จะต้องซุกซนอยู่บ้าง    เมื่อก่อนที่โรงเรียนหมู่บ้านผมจะไม่มีระดับชั้นอนุบาล    คือเด็กมีอายุครบ 7 ปี ก็เข้า ป.1     ถ้าการเรียนเขาอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานก็จะได้รับการเลื่อนชั้นไปตามลำดับ  แต่ถ้าคนไหนไม่อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานก็จะถูกซ้ำชั้นหรือที่เรียกว่า "ตก"นั่นเอง     แต่ผมจะพิเศษกว่าเพื่อนๆ ที่เรียนชั้นเดียวกันตรงที่ ผมไปโรงเรียนกับพ่อตั้งแต่เล็ก ๆ ทำให้ผมคุ้นเคยกับโรงเรียน  ผมเริ่มเรียนชั้นป.1 ตั้งแต่อายุ 3 ขวบ  ผมซ้ำชั้นป.1 อยู่ 3 ปีครับ  จนผมมีอายุครบ 6 ขวบจึงได้สิทธิ์เรียนผ่านชั้นนี้ไปได้  ตอนนั้นการเรียนของผมก็อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานค่อนไปข้างดีถึงดีมาก   จึงได้รับความไว้วางใจจากเพื่อน ๆ  ให้เป็นผู้นำกลุ่มหรือเป็นหัวหน้าชั้นเรียนนั่นเอง   ทำให้ผมมีความรู้สึกว่าตัวเองมีอะไรที่เหนือกว่าเพื่อน ๆ ในชั้นเดียวกัน  ซึ่งความจริงแล้วก็คือเด็กชนบทธรรมดา ๆ คนหนึ่งเท่านั้นเอง  พ่อแม่ผมเลี้ยงลูกค่อนข้างที่จะให้อิสระในความคิดจะทำอะไรก็ได้แต่ต้องอยู่ในสายตา  ท่านสอนให้ผมช่วยเหลือตัวเองตั้งแต่เล็กบอกเสมอว่า  " เราเป็นพี่คนโตต้องให้น้องก่อน"  ทุกครั้งที่มีเรื่องขัดแย้งกับน้องผมจะได้ยินประโยคลักษณะนี้เสมอ   ผมเริ่มหัดซัก-รีดเสื้อผ้า ชุดนักเรียนของตัวเอง  ตั้งแต่ตอนอยู่ ป.5  แรก ๆ ก็หัดซักเสื้อผ้าชุดธรรมดาก่อน  พอเริ่มชำนาญแล้วก็เริ่มซักชุดนักเรียน  โดยทำข้อตกลงกับแม่ว่าจะซักสัปดาห์ละ 1 ครั้ง    ส่วนการรีดนั้นแม่จะเป็นคนรีดให้  เนื่องจากจากสมัยนั้นไม่มีเตารีดไฟฟ้า  ต้องใช้เตารีดแบบเตาถ่าน  ต้องไปคีบถ่านจากเตาไฟแล้วนำมาใส่ในเตารีดใส่มากไปก็ทำให้ไฟแรง  ใส่น้อยไปไฟก็อ่อน   ผมเคยทำไฟไหม้เสื้อผ้าเป็นรอยตามเตารีดเลยครับ   ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาแม่ไม่ให้ผมรีดอีกเลย      ผมจำได้ว่าเมื่อตอนที่ผมอยู่ ป.6     ผมชอบคบเพื่อนต่างวัยที่มีอายุมากกว่า พวกเพื่อน ๆ  ที่ผมคบจะเรียนอยู่ในระดับชั้นมัธยมต้น   ด้วยเหตุนี้กระมังที่ทำให้ผมชอบ คิด และมีรสนิยม ที่แตกต่างจากเพื่อนในวัยเดียวกัน    ถ้าจะพูดอีกทีก็คงหนีไม่พ้นคำว่า "เด็กแก่แดด" เป็นต้นว่า  หัดสูบบุหรี่ รับรู้เรื่องความสัมพันธ์ทางเพศจากเพื่อนต่างวัย   มีความสนใจเล่นดนตรี หัดเล่นกีตาร์ แต่อย่างหลังนี่ชอบตามแบบตัวอย่างเพื่อนรุ่นพี่ เห็นเขาเล่นแล้วรู้สึกว่าเท่มากเลย     

        จุดพลิกผลันชีวิตของผมอยู่ที่นี่หรือ ?  คำตอบ "คงไม่ใช่ซะทีเดียวหรอกครับ"    จนกระทั่งผมได้มีโอกาสเข้าศึกษาต่อโรงเรียนมัธยมประจำอำเภอแห่งหนึ่ง (ปี พ.ศ. 2526)  เวลาผ่านไปหนึ่งปีได้ด้วยดี   พอเริ่มปีที่สอง( ม.2 )ผมเริ่มสนใจเล่นดนตรีสากล   อาจารย์วรชัย ศิริเจริญ  ท่านสอนวิชาดนตรีกำลังมองหาเด็กนักเรียนเพื่อมาเล่นดนตรีสากลแทนรุ่นพี่ที่กำลังจะจบ ซึ่งทำวงดนตรีสติงอยู่ก่อนแล้ว   จากเหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้ผมกลายเป็นสมาชิกประจำวงดนตรีสตริงชื่อ  "คนเขาเขียน"   ในตำแหน่งมือกีตาร์ เรียบร้อยตามระเบียบครับ 

        แรกๆ ที่เริ่มหัดเล่นนั้น เชื่อมั๊ยครับผมเกิดอาการท้อแท้อยู่หลายครั้ง  แต่ด้วยคำสบประมาทของเพื่อนคนหนึ่งซึ่งตอนหลังต้องขอบคุณเพื่อนคนนี้ที่ทำให้ผมเล่นดนตรีเป็น   เพื่อนดูถูกผมว่า " หุ่นไม่ให้ แต่ใจมันรัก "  ประกอบกับผมอยากเท่เหมือนเพื่อนรุ่นพี่ที่เคยเล่ามา  ก็เลยเกิดแรงผลักดันกลายเป็นแรงบันดาลใจ   ทำให้ผมมีมานะฝึกซ้อมดนตรี เอาชนะอุปสรรค์ต่าง ๆ มาได้      จนสามารถออกแสดงบนเวทีของโรงเรียน ในวันสำคัญต่าง ๆ   อีกทั้งยังรับงานนอกสถานที่ต่างๆ เช่น  งานบวช งานบุญตามเทศกาลต่างๆ   ในเขตอำเภอเดียวกันและอำเภอรอบข้าง   มีรายได้บ้างเล็กน้อยตามสมควร ซึ่งพวกเราไม่ได้สนใจเรื่องนี้สักเท่าไหร่หรอกขอให้ได้แสดงก็พอ   ตอนนั้นค่อนข้างมีชื่อเสียงด้วยความได้เปรียบเรื่องการเป็นวงดนตรีสตริงเด็ก    และค่าจ้างถูกมากเมื่อเทียบกับวงผู้ใหญ่  ทำให้ผมมีความความคิดว่า " เราต้องเอาดีทางดนตรีนี้แหละ "  ด้วยความคิดแบบเด็ก ๆ ในตอนนั้น   ปัจจัยที่ทำให้ผมคิดอย่างนั้นก็อาจเป็นเพราะว่าเห็นตัวอย่างวงดนตรีดัง ๆ   ที่มีเชื่อเสียงประสบความสำเร็จ เช่น วงคาราบาว วงคาราวาน วงชาตรี วงพลอย เป็นต้น คิดเอาไว้ว่าสักวันหนึ่งเราจะต้องเป็นอย่างนั้น  แล้วผมก็ต้องเปลี่ยนแปลงความคิดนั้นไปตามสภาพแวดล้อมกาลเวลา และผู้ที่สำคัญคือ "พ่อ" พ่อเป็นบุคคลสำคัญที่ทำให้ผมมีวันนี้ได้. 

        ความสำเร็จนั้นไม่ได้มาเพียงชั่วข้ามคืนหรอกครับ  ผมต้องเอาชนะตัวเอง  เอาชนะอุปสรรคหลายอย่าง  ในอดีตนั้นบ้านผมอยู่ห่างจากโรงเรียนประจำอำเภอประมาณ 18 กิโลเมตร  ทุกเช้าที่ไปเรียนผมจะต้องตื่นประมาณตี  5  ครึ่ง  เพื่อทำภารกิจส่วนตัว ในฤดูหนาวจะทรมานมาก หนาวก็หนาว  ชนิดที่ว่า ลมหายใจ ลมปากกลายเป็นไอเลยล่ะ  อุณหภูมิก็จะอยู่ราว ๆ 14-20 องศา เห็นจะได้ครับ  ถ้าวันไหนรับประทานอาหารมื้อเช้าไม่ทัน ก็จะเป็นข้าวเหนี่ยวกับอาหารแห้งๆ เช่น หมูทอด ไก่ย่าง ไข่ต้ม  ใส่ถุงพลาสติกไว้กินกลางทาง   พอถึงเวลา 6 โมงเช้า  ล้อจักรยานคู่ชีพก็ต้องหมุนแล้วถ้าช้ากว่านั้นไม่ทันโรงเรียนครับ      ผมปั่นจักรยานจากบ้านไปโรงเรียนพวกเราจะไปกันเป็นกลุ่มๆ ราว 5-10 คน  ปั่นจักยานไปกินข้าวไป น้ำบางคนก็ใส่กระติกเล็กๆ มา แต่ส่วนใหญ่จะไปหากินเอาข้างหน้า     ถ้าวันไหนออกจากบ้านช้าหรือตื่นสายก็ต้องเหนื่อยเป็นพิเศษล่ะครับ  กว่าจะเร่งความเร็วปั่นจักรยานให้ทันเพื่อน ๆ ก็หลายกิโลเมตรอยู่หรอกครับ   กว่าจะถึงโรงเรียนก็ราว ๆ ประมาณ 7.45 น.  อย่างสายที่สุดก็ประมาณ  8.00 น. ครับ     รวมเวลาเดินทางประมาณ   1  ชั่วโมง 45  นาที ถึง 2 ชั่วโมง  ผมจำได้ว่า    มีบางช่วงถนนก็กำลังก่อสร้าง  ซึ่งทางเดิมเป็นถนนลูกรัง(ดินแดง) เวลาสวนกับรถยนต์ไม่ต้องพูดถึงเรื่องฝุ่นจะมีหรือปล่าว   ต้องคอยเกร็งข้อมือไว้ไม่ให้รถจักยานล้ม  ด้วยแรงลมปะทะและทัศนะวิสัยที่มองไม่เห็นอะไรไปชั่วขณะเพราะต้องหลับตาไม่เช่นฝุ่นก็จะเข้าตาครับ    แต่ถ้าวันไหนฝนตกก็ต้องต่อสู้ฝน   ถ้าฝนตกไม่มากพวกเราจะขี่รถจักรยานฝ่าฝนไป บางคนก็เตรียมเสื้อกันฝนมา บ้างก็ไม่มี บ้างก็ใช้ผ้ายางพลาสติกบ้าง  แต่ที่แน่ๆ เวลาฝนตกบวกกับแรงเคลื่อนที่ของจักรยานจึงทำให้หยดน้ำฝนที่ปะทะใบหน้าของเราประดุจหนึ่งเหมือนมีใครนำกรวดหินมาขว้างปาใส่ใบหน้าก็ไม่ปาน   ฝนตกทำให้ถนนลื่นโคลนเข้าไปยัดในล้อจักรยานทำให้ต้องออกแรงมากกว่าเดิม   มีเพื่อนนักเรียนหญิงบางคนถึงกับนั่งร้องไห้  เพราะล้อจักรยานไม่หมุ่น   เพื่อน ๆ นักเรียนชายต้องเข้าไปช่วยใช้ไม้ค่อยๆ แซะเอาดินที่เป็นโคลนออกแล้วไปต่อ   พวกเราต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษบ่อยครั้งที่เกิดอุบัติเหตุรถล้ม  รถชนกันเอง  ยางรถรั่วบ้างล่ะ    แต่ก็ไม่มีเห็นว่ามีใครคนไหนยอมแพ้เลยสักคน   พวกเราฟันฝ่าอุปสรรค์เหล่านั้นมาได้    "ด้วยหัวใจนักเรียนที่ใฝ่การศึกษา"    คิดเสมอปัญหาทุกอย่างมีทางแก้ทางข้างหน้าคือโรงเรียน ซึ่งเป็นหนทางที่จะสามารถกำหนดอนาคตตัวเองได้

                      

                       *************โปรดติดตามตอนที่ 2************

 


แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

ข่าวไบโอดีเซล

ข่าวไบโอดีเซล นำเสนอทาง ททบ.5

View All